กัลย์ดิษฐ์(fah-sai)

ห้ามคัดลอกดัดแปลงนิยายแม้เพียงแต่น้อยนิดใครทำขอให้ชีวิตพังพินาศย่อยยับพบหาความสุขไม่เจอทำอะไรก็ไม่มีวันเจริญ! ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ ถ้าชอบก็ช่วยกดไลค์+เม้นเป็นกำลังใจให้กันด้วยน๊าา รักกก❤❤❤

บทที่30 หลอกลวง

ชื่อตอน : บทที่30 หลอกลวง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 23.2k

ความคิดเห็น : 127

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มิ.ย. 2562 15:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่30 หลอกลวง
แบบอักษร

 

วันต่อมา บ้านเคนเน็ตตี้

“ซันนี่ นั่นขาลูกไปโดนอะไรมา ทำไมเป็นแผลยาวขนาดนี้” อรุณฉายเอ่ยถามลูกสาวด้วยความตกใจ เมื่อเห็นขาสวยๆของลูกต้องมามีรอยแผลแบบนี้

“เอ่อ เมื่อวานกระโปรงที่ซันใส่ซิปมันคมน่ะค่ะคุณแม่ ซันถอดไม่ทันระวัง เลยขูดเป็นรอยแผลแบบนี้” รวิพรรณเอ่ยพลางเก็บกล่องยาเมื่อทำแผลเสร็จ

“ทำอะไรๆระวังหน่อยสิลูก เดี๋ยวขาสวยๆก็มีรอยแผลเป็นกันพอดี”

“กลัวว่าซันจะขายไม่ออกหรือยังไงคะ”

“พูดไปนั่นนะลูกคนนี้ แต่ว่าแม่ก็ชักจะเริ่มกังวลนะ คุณเมฆหายเงียบไปเลย แล้วตกลงเรื่องหมั้นจะเอายังไง เรื่องสินสอดอะไรแม่ก็ยังไม่ได้เอ่ยปากเลยนะ”

“เขาคงไม่อยากหมั้นกับซันแล้วก็ได้มั้งคะ” รวิพรรณเอ่ยพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ นึกถึงเมื่อคืนนี้ ที่เมฆาไปหาศิวะที่คอนโด แต่มาจนสายของวันนี้ เขาก็ไม่คิดจะติดต่อหรือมาหาเธอเลย แต่ก็น่าแปลกที่เธอไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตารอเขาเหมือนก่อนที่เขาจะกลับภูเก็ต หรือลึกๆในใจเธอก็ไม่ได้ชอบเขาจริงๆ หรืออีกเหตุผลนึง ที่เธอกลับกำลังคิดถึงใครบางคนเสียมากกว่า

“พูดอะไรอย่างนั้นนะลูก คุณเมฆเขาบอกว่าไปธุระ นี่คงยุ่งๆอยู่นั่นแหละ ว่าแต่ว่างๆแบบนี้ไปหาเดินช้อปปิ้งแก้เบื่อกันหน่อยดีมั้ย เนี่ยเพื่อนแม่ส่งกระเป๋าคอลเลคชั่นใหม่มาอวด ต้องไปหาซื้อบ้างเดี๋ยวจะน้อยหน้า”

“ไม่ดีกว่าค่ะ” รวิพรรณส่ายหน้าปฏิเสธ

“อะไรกันยายซัน นี่ลูกไม่สบายหรือยังไง ทำไมแปลกประหลาดไปอย่างนี้” อรุณฉายมองหน้าลูกสาวด้วยความแปลกใจ ปกติเรื่องเที่ยวเรื่องช้อปปิ้งนั้นเคยเอ่ยปฏิเสธเสียที่ไหน

“คุณแม่ไปเถอะค่ะ ซันขี้เกียจไปเดิน ว่าแต่คุณพ่อไปไหนเหรอคะ ตั้งแต่ซันลงมาซันยังไม่เห็นเลย ปกติคุณพ่อไม่เคยตื่นสายนี่หน่า” รวิพรรณเอ่ยกับมารดา ก่อนจะสอดส่องสายตาหาผู้เป็นพ่อ

“ใครว่าตื่นสายล่ะ ออกไปตั้งแต่เช้ามืดแล้ว เห็นว่าเพื่อนชวนไปดูที่ทางย่านชานเมือง บอกว่าน่าซื้อไว้เก็งกำไร”

“หวังว่าคงจะไม่เหมือนกับคราวก่อนนะคะ” รวิพรรณถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ เพราะคราวที่แล้วที่ผู้เป็นพ่อบอกว่าเอาเงินไปลงทุนลงทุน ก็ไม่พ้นไปลงทุนในบ่อนเหมือนเดิม

“ทำไมเดี๋ยวนี้บ่นจุกจิกจังนะเรานี่ แม่ไปหาช้อปปิ้งดีกว่า” อรุณฉายพูดจบก็ลุกเดินออกไปทันที

“ถ้าเธออยู่ตรงนี้ก็ดีสินะตะวัน เธอคนเดียวที่จะคอยพูดเตือนสติฉัน แม้ว่าฉันจะไม่เคยฟังเลยก็ตาม” รวิพรรณเอ่ยพึมพำเบาๆ คิดถึงน้องสาวที่อยากเจอแต่ก็ต้องรอเวลาตามที่ศิวะบอก และเธอหวังว่าเวลานั้นคงจะมาถึงในเวลาอันใกล้นี้เสียที

สองสัปดาห์ต่อมา

“ใจเย็นๆนะคะคุณแม่ เราค่อยๆคิดค่อยๆหาทางออกกันนะคะ” รวิพรรณเอ่ยห้ามมารดาที่กำลังแผดเสียงดังใส่สามีลั่นบ้าน อันเนื่องจากเรื่องเดิมๆ นั่นก็คือต้องหาเงินใช้หนี้พนัน

“ใจเย็น? ใจเย็นได้ยังไงยายซัน ดูพ่อเราซิ บอกว่าจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวอีกแล้ว แล้วนี่อะไร มีคนเอาจดหมายกู้เงินในบ่อนมายื่นถึงบ้าน แล้วดู ดูซะว่าพ่อเราไปกู้เงินมาเท่าไร” อรุณฉายยังโวยวายด้วยความโมโห ก่อนจะหยิบจดหมายทวงหนี้พร้อมสัญญากู้เงินที่โรแกนเป็นตัวต้นเหตุยื่นให้กับลูกสาวได้ดู

“สามสิบ…สามสิบล้าน” รวิพรรณเห็นจำนวนเงินก็แทบจะแข้งขาอ่อนลงไป ไม่รู้เลยว่าจำนวนเงินมันจะมากมายถึงเพียงนี้

“ไม่ต้องกังวลไปนะลูกซัน เดี๋ยวพ่อจะหามาคืนเอง” โรแกนบอกกับลูกสาว รู้ดีว่ามันคือความผิดของเขา แต่เขาก็เลิกนิสัยชอบเข้าบ่อนไม่ได้ แรกๆก็อยากจะเข้าไปเล่นสนุกๆคลายเครียด ครั้นนานไปก็เริ่มมือหนักขึ้นเรื่อยๆจนหยุดตัวเองไม่ได้

“หามาคืน? หามาจากไหนละคะคุณ ไหนคุณรับปากว่าจะไม่ไปเล่นอีกยังไงล่ะ แล้วดูซิ ดูคุณทำ”

“เลิกโวยวายสักทีเถอะคุณฉาย ที่ผ่านมาเงินที่คุณผลาญใช้อยู่ทุกวัน มันก็มาจากเงินเข้าบ่อนผมทั้งนั้นแหละ ลำพังเงินจากธุรกิจที่มีกำไรบ้าง เสมอตัวบ้าง มันจะไปพอให้คุณกับลูกใช้จ่ายได้มากมายขนาดนี้เหรอ คิดเสียบ้างสิ” โรแกนเสียงดังกลับไปบ้าง เพราะระอากับนิสัยของภรรยาเต็มทน

“คุณพ่อ…” รวิพรรณได้ฟังก็พลันน้ำตาคลอ เธอไม่เคยรู้เลยว่า เงินที่เธอใช้จ่ายเป็นว่าเล่น มันเป็นเงินที่ผู้เป็นพ่อหามาด้วยวิธีนี้ รู้สึกผิดมากถึงมากที่สุดเมื่อนึกย้อนไปกับการใช้ชีวิตของเธอที่ผ่านมา ที่เธอไม่เคยรู้ไม่เคยสนใครนอกจากตัวเอง

“ซันนี่…พ่อไม่ได้หมายความแบบนั้นนะลูก” โรแกนเห็นสีหน้าของลูกสาวก็รีบเข้าไปลูบศีรษะปลอบประโลมทันที

“พ่อ…”

“ขอประทานโทษนะคะคุณท่าน คุณเมฆามาขอพบค่ะ” ยังไม่ทันที่โรแกนจะเอ่ยอะไรต่อ เด็กรับใช้ในบ้าน ก็เข้ามาแจ้งกับผู้เป็นนายเสียก่อน

“เชิญไปที่ห้องรับแขกเลยนะ เดี๋ยวฉันลงไป” อรุณฉายรีบเอ่ยด้วยสีหน้าระรื่นขึ้นมาทันที

“เอ่อ…คุณเมฆากำชับหนูมาว่า มีธุระสำคัญจะคุยด้วย จึงต้องการให้ทุกคนไปคุยพร้อมกันค่ะ”

“อืมๆ” อรุณฉายพยักหน้ารับ พลางตวัดมือไล่ให้เด็กรับใช้ออกไป

“เอาเป็นว่าเราพักเรื่องนี้กันไว้ก่อนนะคะ เพราะคนที่จะแก้ปัญหาเรื่องเงินให้เราได้ เขามาคอยเราอยู่แล้ว คุณลงไปรอที่ห้องรับแขกเป็นเพื่อนคุณเมฆก่อนแล้วกัน ไปลูกซันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูดีกว่านี้หน่อยลูกไป” อรุณฉายหันไปเอ่ยกับสามี ก่อนจะบอกกับลูกสาวในประโยคหลัง

“ทำไมต้องเปลี่ยนด้วยคะคุณแม่”

“โธ่…เรานี่ คุณเมฆามาหา บอกว่าจะคุยเรื่องสำคัญ มันจะเป็นเรื่องอะไรไปไม่ได้เลย นอกจากเรื่องหมั้นหมายแต่งงานน่ะ จะคุยเรื่องนี้ทั้งที แต่งตัวให้ดีหน่อยสิลูก จะใส่ชุดอยู่บ้าน กางเกงขาสั้นลงไปหาเขาได้ยังไงกัน”

“คุณแม่คะ เรายังไม่รู้ชัด อย่าพึ่งออกตัวแรงเลยนะคะ รีบลงไปคุยเถอะค่ะ เดี๋ยวคุณเมฆจะรอนาน” รวิพรรณลอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะรีบเดินตามผู้เป็นพ่อออกไปทันที

“เฮ้อ ให้มันได้อย่างนี้ แต่ก่อนแม่เสี้ยมสอนอะไรก็ทำตามทุกเรื่อง เดี๋ยวนี้ชักจะดื้อเหมือนยายตะวันไม่มีผิด จะได้ดั่งใจฉันสักคนไม่ได้เลยหรือยังไงกัน” อรุณฉายส่ายหน้าไปมาอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะเดินตามออกไปเช่นเดียวกัน

เวลาต่อมา

หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวทุกอย่างจากปากของเมฆา ว่าที่ผ่านมานั้นเขาเข้ามาหาครอบครัวเธอเพราะต้องการแก้แค้นกับสิ่งที่ครอบครัวของเธอได้ทำกับอารียาเอาไว้ ทุกการกระทำทุกคำพูดที่เขาปฏิบัติต่อเธอมันก็แค่การหลอกหลวง ไม่มีสิ่งใดเป็นความจริงเลยนอกเสียจากหัวใจของเขาที่รักรวิกานต์ รักจนทำให้เขายอมละทิ้งความแค้นในอดีตทุกอย่างเพื่อน้องสาวของเธอ

ถามว่าเจ็บไหม ถ้าตอบว่าไม่คงจะเป็นเรื่องโกหก แต่หากไม่ได้เจ็บจากการที่ไม่สมหวังกับเมฆาแต่อย่างใด คงอาจเป็นเพราะเธอเผื่อใจมาตั้งแต่ต้นแล้ว พอเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเธอเลยตั้งรับได้

ทว่าที่รู้สึกเจ็บมากกว่าอะไรก็คือเรื่องราวของครอบครัวของเธอเอง เจ็บที่ได้รู้ความจริงของครอบครัวที่ผู้เป็นพ่อได้ทำเรื่องเลวร้ายอย่างที่สุดและสร้างตราบาปแก่ผู้หญิงคนหนึ่งไปตลอดชีวิต

เจ็บที่เธอเอาแต่ฟังความจากผู้เป็นแม่จึงทำให้เธอโกรธเกลียดและคอยแต่กลั่นแกล้งเหยียดหยามดูถูกอารียาทั้งๆที่ไม่สมควรทำเลยสักนิดเดียว

เจ็บที่ผู้เป็นน้องสาวต้องมารับเคราะห์กรรมในสิ่งที่ไม่ได้ก่อ ต้องถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ และตอนนี้ยังมาหายตัวไปอีกครั้งทั้งๆที่กำลังตั้งท้อง

ทุกสิ่งที่ประดังประเดเข้ามาหาเธอในตอนนี้ มันมีแต่เรื่องราวกระทบใจ ทั้งเจ็บจุกพูดไม่ออก และยังไม่มีเรี่ยวแรงที่จะทำอะไร จึงได้แต่นั่งอยู่ในรถของตนแบบนั้น ทั้งๆที่แยกกับเมฆาได้นานหลายชั่วโมงแล้ว

“คุณศิวะ…” ทันทีที่เอ่ยชื่อเขาหยาดน้ำตาก็รินไหล กระนั้นหญิงสาวก็รีบยกมือขึ้นปาดมันออกด้วยความว่องไว ไม่รู้ทำไมความรู้สึกของเธอที่มีต่อศิวะถึงได้ต่างจากเมฆานัก พอรู้ว่าศิวะเองก็รู้เรื่องราวมาตั้งแต่ต้น และหลอกลวงเธอมาตลอดเช่นเดียวกัน แต่ทำไมหัวใจของเธอถึงเจ็บมากกว่าตอนที่รู้ว่าเมฆามาหลอกเธอเสียอีก

ก็อกๆๆ

เสียงเคาะกระจกรถดังขึ้น เมื่อรวิพรรณหันไปมองก็พบว่ามีชายหนุ่มยืนอยู่ และเธอก็จำได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในลูกน้องของผู้ชายที่เธอกำลังนึกถึงอยู่นั่นเอง

“คุณ…” รวิพรรณลดกระจกลงแล้วจะเอ่ยถาม ทว่าชายหนุ่มก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน

“ผมหนุ่ยครับ เป็นลูกน้องคุณศิวะ นายให้ผมมารับคุณไปหาครับ”

“มารับ? เอ่อแล้วนี่คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันอยู่ที่ไหน”

“ไม่มีเรื่องไหนที่นายอยากรู้แล้วจะไม่รู้ครับ คุณรวิพรรณลงมาเถอะครับเดี๋ยวผมขับรถให้”

“……..” รวิพรรณไม่ถามอะไรต่อ เพียงแต่เปิดประตูลงมาแต่โดยดี ก็จริงดั่งที่เขาว่า คนอย่างศิวะนั้นทำอะไรได้ทุกอย่างที่ตนต้องการอยู่แล้ว และเวลานี้เธอก็ไม่คิดจะปฏิเสธหรือหลบหลี้ เพราะเธอเองก็มีเรื่องที่อยากจะสะสางกับเขาอยู่เช่นกัน

“เชิญครับ” หนุ่ยเปิดประตูรถให้เธอเข้าไปนั่งยังเบาะหลัง ก่อนที่ตนจะไปนั่งที่นั่งคนขับ แล้วจึงขับรถออกไปตามสถานที่ที่ผู้เป็นนายสั่งไว้ทันที

เวลาต่อมา

“ไม่ไปคอนโดคุณศิวะหรอกเหรอคะ” รวิพรรณเอ่ยถามเมื่อรถแล่นเข้ามาในบริเวณบ้านหลังใหญ่ จะว่าไปเรียกบ้านคงไม่ได้ ก็หลังใหญ่โตโออ่าอย่างกับวัง

“นายให้พามาที่บ้านครับ” หนุ่ยตอบ ก่อนจะรีบลงจากรถไปเปิดประตูให้กับหญิงสาว

“เชิญข้างในเถอะครับนายรออยู่” หนุ่ยบอกอีกครั้งก่อนที่จะเดินนำหญิงสาวเข้าไป

เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!

ทันทีที่เข้าไปเจอหน้าชายหนุ่ม รวิพรรณก็ฟาดฝ่ามือเรียวไปที่ใบหน้าสากเคราก่อนเป็นอันดับแรก

ศิวะยกมือขึ้นลูบแก้มของตนเบาๆ ก่อนจะตวัดมือส่งสัญญาณบอกให้ลูกน้องออกจากตรงนั้นไป

“คุณนี่มันเลวยิ่งกว่าที่ฉันคิดเอาไว้เสียอีก” รวิพรรณจ้องหน้าชายหนุ่มเขม็ง

“ฉันก็ไม่เคยบอกว่าฉันเป็นคนดีสักคำ” ศิวะเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้เขาได้รู้จากเมฆาว่าเธอรู้ความจริงทุกอย่างแล้ว เขาจึงให้ลูกน้องไปรับเธอมาที่นี่ และมันก็น่าหงุดดหงิดนัก ที่เธอกลับจะดูเข้าอกเข้าใจในสิ่งที่เมฆาได้ทำ แต่สำหรับเขาเธอกลับมายืนอาละวาดใส่อยู่แบบนี้

“หึ ข้อนั้นฉันรู้ดี ฉันผิดเองที่ประเมินคุณต่ำเกินไป รู้ดีว่าคุณเลว แต่ไม่คิดว่าจะหน้าตัวเมีย ใช้วิธีการสกปรก โกหกหน้าด้านๆเพื่อให้ฉันยอมขึ้นเตียงกับคุณ”

“เราก็ด้านไม่ต่างกันหรอก เธอเองก็จ้องจะจับฉันเหมือนกัน แต่พอเจอเป้าหมายใหม่อย่างคุณเมฆก็รีบเปลี่ยนไปจับเขาแทน นี่ถ้าเขาไม่ขยะแขยงเธอจนเอาไม่ลง เธอก็คงหาทางลากเขาขึ้นเตียงเหมือนกัน จริงๆเธอควรดีใจด้วยซ้ำที่ฉันยังเอาเธอ”

เพี๊ยะ! สิ้นคำสุดท้ายของชายหนุ่ม ใบหน้าของเขาก็ต้องหันไปตามแรงฝ่ามือที่ปะทะลงบนใบหน้าอีกครั้ง

“คนหัวใจมืดบอดอย่างคุณ พูดให้ตายก็เปลืองน้ำลายเปล่า เกินเยียวยา” รวิพรรณเห็นว่าไร้ประโยชน์ที่จะพูดอะไรต่อ จึงหันหลังหมายจะเดินออกไป

“เดี๋ยว! เข้ามาด่าฉันปาวๆ ตบฉันเอาแบบนี้ แล้วคิดจะออกไปง่ายๆอย่างนั้นเหรอ” ศิวะเข้าไปคว้าแขนของเธอเอาไว้

“จะเอาอะไรกับฉันอีกคุณศิวะ! อยากได้ตัวฉันคุณก็ได้แล้ว อยากให้คุณเมฆเขี่ยฉันทิ้งคุณก็ได้ตามนั้นแล้วนี่ ทีนี้เราก็ช่วยต่างคนต่างอยู่จริงๆเถอะ เพราะถ้าจะให้ฉันหันมาซบอกยอมเป็นเด็กของคุณอย่างที่หวัง ก็ฝันไปเถอะ” รวิพรรณสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเขา

“ซันนี่”

“ตะวัน! ตะวัน…” รวิพรรณหันไปตามเสียงเรียกก็ต้องเอ่ยออกมาด้วยความตกใจระคนตื่นเต้น เมื่อเห็นว่าน้องสาวของเธอกำลังเดินเข้ามาโดยมีเชนคอยประคองอยู่ข้างๆ เพราะดูเธอจะก้าวเดินได้ลำบากจากท้องใหญ่ๆนั่น

“ซันขอโทษนะ ขอโทษ ฮึก…” รวิพรรณเข้าไปสวมกอดน้องสาวพร้อมน้ำตาที่รินไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้...

 

********************************************

เอาละนะมาถึงตอนนี้แล้ว แต่ไรท์จะไม่ลงรายละเอียดเรื่องที่คุณเมฆมาคุยนะคะ เพราะมันเป็นเนื้อเรื่องของทางฝั่งนั้น ใครที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องคุณเมฆมาก่อนถ้าอยากรู้ว่าคุณเมฆมาคุยอะไรก็สามารถไปอ่านได้ในเรื่องของคุณเมฆ ใบบทที่36นะคะ^^

ต้องขออภัยสำหรับคนเตรียมดราม่า แต่ไรท์เคยบอกแล้วไงว่าเรื่องนี้จะขอดราม่าน้อยๆ อีกอย่างน้องซันเข้มแข็งมากนะจ๊ะ ถึงน้องจะเจ็บ จะเสียใจ แต่น้องก็พร้อมรับทุกสถานการณ์จ้า

ปล.ชอบข้อคิดนี้มาก อยากให้อ่านกัน^^

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น