กัลย์ดิษฐ์(fah-sai)

การเขียนนิยายที่ออกมาจากหัวใจ จากสมอง จากสองมือของตัวเองนั้น เชื่อเถอะว่ามันเป็นความสุขและภาคภูมิใจอย่างที่สุด ฉะนั้นอย่าริดรอนความรู้สึกเหล่านั้นไปโดยการขโมยผลงานกันเลยนะคะ ❤❤❤

บทที่29 สถานการณ์เป็นรอง

ชื่อตอน : บทที่29 สถานการณ์เป็นรอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 28.9k

ความคิดเห็น : 125

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2562 23:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่29 สถานการณ์เป็นรอง
แบบอักษร

 

วันต่อมา

“โอ๊ย!...” ทันทีที่หญิงสาวที่พึ่งตื่นจากการหลับใหลขยับพลิกกายต้องเอนลงไปนอนอีกครั้งเพราะรู้สึกร้าวระบมไปทั้งร่าง ซ้ำเริ่มรู้สึกตึงๆที่แผลเป็นทางยาวตามเรียวขา แค่ขยับเพียงนิดก็เจ็บไปหมด

“เอ๊ะ?” แต่เมื่อเปิดผ้าห่มออกดูก็พบว่าแผลของตนถูกใส่ยาเอาไว้อย่างดิบดี ก้มมองสำรวจตรวจสอบร่างกายของตนก็พบว่ามีเสื้อยืดตัวใหญ่สวมปกปิดร่างกายอยู่

เขาทำให้หรอกหรือ? รวิพรรณนึกสงสัย

“ถ้าเป็นเรื่องเลวๆน่าเชื่อกว่าเยอะ” แต่สุดท้ายก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไป เพราะคนอย่างเขาไม่มีวันมาทำอะไรแบบนี้เอาเสียหรอก

“ตื่นแล้วเหรอ มากินข้าวสิ กำลังจะมาปลุกอยู่พอดี”

พูดถึงยังไม่ทันขาดคำ ชายหนุ่มก็เดินเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารเช้าหอมกรุ่น เขาเดินมาวางถาดอาหารไว้บนโต๊ะเล็กข้างๆเตียง ก่อนจะมานั่งลงบนที่นอนข้างๆเธอ

“………..” รวิพรรณไม่ได้เอ่ยอะไร เมื่อเขามาใกล้ เธอก็ขยับถอยห่างพลางหันไปปรายตามองด้วยหางตา ตบหัวแล้วคิดจะมาลูบหลังอย่างนั้นหรือ เธอไม่อินด้วยหรอกนะ

“คือเมื่อคืน…ฉันน่ะ หงุดหงิดมากไปหน่อย” ศิวะเอ่ยพลางเหลือบมองเธอเล็กน้อย

“เหอะ คำว่าขอโทษมันสั้นกว่าประโยคที่คุณพูดอีกนะ พูดมามันจะตายหรือไง” รวิพรรณหันไปมองหน้าชายหนุ่ม ที่พูดมาแบบนั้นคืออะไร รู้สึกผิดที่ทำรุนแรงกับเธอ อยากจะขอโทษ หรืออยากแค่จะหาข้อแก้ต่างแก้ตัวเพื่อบอกตัวเองไม่ผิด หรือคิดจะพูดลอยๆกับฟ้ากับลมก็เท่านั้น

“ฉันผิดอะไรล่ะถึงต้องขอโทษ”

และคำตอบของศิวะก็ทำเอาหญิงสาวถึงกับพ่นลมหายใจพรืด นั่นปะไรล่ะ คิดผิดเสียที่ไหนว่าเขาจะต้องตอบมาแบบนี้ ยิ่งเห็นหน้ากวนประสาทนั่นก็ยิ่งหมั่นไส้ อยากจะง้างหมัดไปชกให้สลบอีกสักรอบนักเชียว และดูเหมือนว่าเธออยากจะทำในสิ่งที่กำลังคิด เพราะกำปั้นน้อยๆกำลังง้างขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

“คิดว่าฉันจะพลาดให้เธอชกฉันอีกหรือไงห้ะ” ศิวะรีบคว้าข้อมือของเธอเอาไว้ แค่ครั้งเดียวที่โดนเธอน็อคก็อับอายลูกน้องเกินพอแล้ว เขาจะไม่ยอมให้เธอได้ทำซ้ำสองเป็นแน่

“กลัวว่าฉันจะน็อคคุณอีกล่ะสิ” รวิพรรณเอ่ยพลางยิ้มเยาะน้อยๆ

“หึ คราวนั้นเพราะเธอเล่นทีเผลอต่างหาก และฉันก็ไม่ได้กลัวด้วย” ศิวะยังลอยหน้าลอยตายียวนกลับไป

“ไม่กลัวก็ปล่อยฉันสิ!” รวิพรรณสะบัดมือออก ก่อนจะดันตัวเขาให้ออกห่างเมื่อเขาทำท่าจะโน้มใบหน้าลงมาใกล้

“แต่ฉันเตือนไว้ก่อนเลยนะ ว่าหากเธอคิดจะแผลงฤทธิ์ใส่ฉันอีกล่ะก็…ฉันจะน็อคเธอกลับแน่ ไม่ได้น็อคด้วยหมัดนะ แต่ด้วยไอ้นี่” ศิวะเอ่ยด้วยใบหน้านิ่ง ก่อนที่รอยยิ้มร้ายจะปรากฏบนใบหน้าขมเข้มเมื่อเขาพูดประโยคสุดท้ายจบ แล้วก้มมองที่จุดกึ่งกลางใต้สะดือของตนเอง

“ไอ้ลามก!”

“นี่! จะไปไหน มากินข้าวก่อน” ศิวะรีบลุกไปคว้าตัวหญิงสาวเอาไว้ เมื่อเธอทำท่าจะขยับลงจากเตียง

“ไม่กิน ฉันจะกลับบ้าน” รวิพรรณพยายามเบี่ยงตัวออกจากชายหนุ่ม แต่ก็ช่างทำได้ยากเย็น เพราะเขาเล่นกอดเธอเอาไว้แน่น ซ้ำเนื้อตัวก็ยังปวดร้าวไปหมด จึงทำได้เพียงขยับยุกยิกอยู่ในอ้อมแขนของเขาเท่านั้น

“อย่าดื้อนักเลยน่า ทำตัวดีๆแล้วฉันจะบอกข่าวดีกับเธอ” ศิวะเอ่ยพลางยอมคลายอ้อมแขนออกจากหญิงสาว

“ฉันไม่ใช่เด็กอมมือนะที่จะ...ตะวัน!” รวิพรรณหันไปค้อนใส่เขา ก่อนจะต้องเปลี่ยนเป็นตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ เมื่อศิวะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและกดรูปๆหนึ่งให้เธอได้ดู ซึ่งแน่นอนว่าเป็นรูปน้องสาวฝาแฝดของเธอ

“คุณศิวะ!” รวิพรรณตะเบ็งเสียงใส่ เมื่อเธอจะเข้าไปหยิบมือถือมาดูใกล้ๆ ทว่ากลับถูกเขากดปิดหน้าจอไป แล้วเก็บลงที่กระเป๋ากางเกงตามเดิม

“ถ้าอยากรู้มากกว่ารูปที่เห็น ก็นั่งลงแล้วกินข้าวกินปลาซะ” ศิวะเอ่ยข้อต่อรองอย่างเป็นต่อ

“ถ้าอยากเจอน้องก็อย่าคิดขัดใจฉันเชียว” เมื่อเห็นเธอเอาแต่ยืนทำหน้างอใส่เขาจึงเอ่ยย้ำถึงสิ่งที่เธอควรปฏิบัติอีกครั้ง

“ฉันเกลียดคุณจริงๆเลย” ถึงปากจะด่าทอแต่ก็ยอมไปนั่งลงทานอาหารเช้าตามคำสั่งของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะเธอต้องการจะรู้เรื่องราวของผู้เป็นน้องสาว จึงจำต้องยอมตกเป็นลูกไก่ในกำมือ ที่เขาจะบีบก็ตายจะคลายก็รอดไปโดยปริยาย และถึงแม้ปากจะพร่ำบอกว่าเกลียดเขาหนักหนา ทว่าเธอเกลียดโชคชะตาของตัวเองมากกว่า ที่ไม่รู้ทำไม ถึงทำให้เธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรองเขาทุกที

เวลาต่อมา

“ฉันอิ่มแล้ว คุณจะบอกฉันได้หรือยัง” รวิพรรณยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอึกสุดท้าย ก่อนจะหันไปเอ่ยถามคนที่เอาแต่นั่งจ้องเธอ

“ไปอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วค่อยออกมานั่งคุยกัน”

“อย่าลีลาได้มั้ยคุณศิวะ!” รวิพรรณจ้องหน้าชายหนุ่มเขม็ง คิดแล้วเชียวว่าเขาต้องตุกติกหาเรื่องออกคำสั่งให้เธอทำอะไรตามใจอีก คิดผิดเสียที่ไหน

“จะลีลาหรือไม่ลีลามันขึ้นอยู่กับเธอนะ ถ้าทำตามที่ฉันบอกง่ายเท่าไร เธอก็จะได้รู้เรื่องน้องสาวไวเท่านั้น” ศิวะเอ่ยพลางเดินไปหยิบถุงเสื้อผ้ามายื่นให้กับเธอ

“……….” รวิพรรณไม่ได้เถียงต่อ อีกครั้งที่จำต้องยอมทำตามคำสั่งของเขา เธอรับถุงเสื้อผ้ามา แล้วจึงเดินปึงปังเข้าห้องน้ำไป

ไม่กี่นาทีถัดมาหญิงสาวก็จัดการกับตัวเองเสร็จด้วยความว่องไว ก่อนจะเดินออกมาโดยที่ร่างกายสวมเสื้อผ้าที่เขาได้สรรหาตระเตรียมให้

“ฉันทำตามที่บอกหมดแล้วนะ ทีนี้ก็บอกเรื่องตะวันให้ฉันฟังได้แล้ว” รวิพรรณรีบเดินออกไปหาชายหนุ่มที่ยืนอยู่ริมระเบียงห้อง เพื่อถามไถ่ถึงเรื่องราวของน้องสาวเธอต่อ

“พูดเสียงแข็งแบบนี้กับคนที่กำลังช่วยเธออยู่เหรอ คะขาไม่มีสักคำ”

“คุณศิวะ! มันจะมากเกินไปแล้วนะ!” รวิพรรณยืนกำหมัดแน่น คราแรกก็แค่นึกหงุดหงิดกับการเล่นตัวของเขา แต่มาถึงตอนนี้ชักจะโกรธขึ้นมาจริงๆแล้ว เพราะดูเขาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพิรี้พิไรสักนิดเลย นี่แค่เพียงเริ่มต้นยังมากมายเยอะสิ่งถึงเพียงนี้ กว่าเธอจะได้เจอตัวน้องสาว เขาคงปั่นให้เธอประสาทกินก่อนเป็นแน่

“ไม่อยากรู้ก็ไม่เป็นไร” ศิวะยักไหล่อย่างไม่ยี่ระ

“เดี๋ยว! ค่ะ” รวิพรรณรีบไปยืนขวางหน้าชายหนุ่มเอาไว้เมื่อเขาทำท่าว่าจะเดินหนีไป สุดท้ายก็ยอมพูดคำว่าค่ะอย่างที่เขาอยากได้ยิน แม้จะพูดมาช้าหน่อยก็ตามที

“……….” ศิวะไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแต่ยกยิ้มน้อยๆแล้วมองสบตาเธอด้วยตั้งใจจะฟัง ว่าเธอจะเอ่ยถ้อยคำไพเราะเพราะพริ้งให้เขาพอใจได้แค่ไหน

“บอกเรื่องตะวันกับฉันเถอะนะคะ ฉันเป็นห่วงน้องสาวฉันค่ะ ได้โปรดนะคะ” รวิพรรณสูดหายใจเข้าอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยออกไปโดยมีคะขาต่อท้ายประโยคทุกคำ

“ฉันเจอตะวันแล้ว” ศิวะยกยิ้มด้วยความพอใจ แล้วจึงยอมบอกในสิ่งที่เธอต้องการจะรู้ อีกทั้งบอกเพียงให้พูดเพราะๆ แต่นี่เธอดันพ่วงหน้าตาน่าสงสารมาด้วย แบบนี้ใจก็อ่อนยวบน่ะสิ

“เจอแล้วเหรอคะ แล้วตอนนี้ตะวันอยู่ที่ไหน ฉันอยากไปหาน้อง” รวิพรรณเอ่ยถามพลางเข้าไปจับมือถือแขนเขาด้วยความตื่นเต้น

“ไปตอนนี้ไม่ได้”

“ทำไม! เอ่อ ทำไมคะ” เมื่อได้ยินคำตอบที่ไม่เป็นที่น่าพอใจก็เผลอเสียงแข็งใส่ ก่อนจะนึกได้จึงถามด้วยเสียงนุ่มนวลใหม่อีกครั้ง

“ตอนนี้ตะวันยังไม่พร้อม”

“ไม่พร้อมยังไงคะ” รวิพรรณยังคงถามต่อ เพราะเขาไม่อธิบายอะไรให้มันกระจ่างชัดเอาเสียเลย

“เอาเป็นว่าเธอจะได้เจอน้องสาวแน่ แต่ต้องรออีกหน่อย” ศิวะเองก็ยังบอกอะไรเธอมากไม่ได้ เพราะอยากให้เธอได้รู้เรื่องราวจากปากของน้องสาวเธอเองมากกว่า และตอนนี้รวิกานต์เองก็กำลังสะสางปัญหาและตัดสินใจอยู่ว่าเธอจะกลับไปอยู่ที่นิวยอร์กกับปู่ย่าตามที่ตั้งใจเอาไว้ หรือจะยอมมาอยู่ที่กรุงเทพฯตามที่เขายื่นข้อเสนอไปว่าจะไม่ให้ใครก็ตามที่เธอไม่ต้องการติดต่อ ได้มาพบเจอกับเธออย่างแน่นอน

“แต่ฉัน…”

“เธอจะได้เจอน้องแน่ ฉันไม่หลอกเธอหรอก เชื่อฉันสิ”

“………” รวิพรรณไม่ได้ตอบอะไร เวลานี้เธอยังจะทำอะไรได้อีกหรือ นอกเสียจากทำใจเชื่อตามที่เขาบอก จึงทำได้เพียงแค่พยักหน้ารับเพียงเท่านั้น

“ไม่เถียงแบบนี้น่ารักขึ้นเยอะเลย” ศิวะยกยิ้มพึงใจ ก่อนจะใช้สองแขนรวบเอวบางเอาไว้แล้วกระชับเธอให้เข้ามาหาตัว จากนั้นจึงโน้มใบหน้าลงไปใกล้แล้วจรดริมฝีปากลงที่กลีบปากอิ่มของเธอ

ศิวะประทับจูบลงมาอย่างอ่อนโยนแผ่วเบา ค่อยๆขยับไหวด้วยความนุ่มนวล บรรจงขบเม้มแล้วจึงส่งลิ้นอุ่นร้อนเข้าหายามที่เธอเผยอปากเปิดรับกัน

Rrrr Rrrr Rrrr

แต่ยังไม่ทันที่จะรุกล้ำเธอมากไปกว่านี้ ก็มีเสียงโทรศัพท์ซึ่งเป็นของเขาเองดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน เขาจึงจำต้องยอมผละออกจากหญิงสาว แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าลูกน้องคู่ใจโทรมาย้ำเตือนว่าถึงเวลาแล้ว

“เออเดี๋ยวกูออกไป” ศิวะกดรับและเอ่ยไปเพียงเท่านั้น ก่อนจะเก็บมันลงที่กระเป๋ากางเกงตามเดิม

“ไปเถอะเดี๋ยวฉันไปส่งที่บ้าน” เขาหันมาบอกกับเธอด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากรับสายเมื่อครู่ลิบลับ

“ค่ะ” รวิพรรณพยักหน้ารับ ก่อนที่จะเดินตามเขาออกไป

เวลาต่อมา

“ฉันจะไปธุระที่ต่างประเทศ อาจจะสักอาทิตย์ หรืออย่างช้าก็สองอาทิตย์นะ” ศิวะเอ่ยบอกเมื่อรถมาจอดที่หน้าบ้านของหญิงสาว เขาต้องไปติดต่องานแทนผู้เป็นพ่อ โดยมีหลายเรื่องพอสมควร ซึ่งถ้าอะไรๆไม่เรียบร้อยก็คงต้องกินเวลานานหลายสัปดาห์

“เอ่อ...ค่ะ” รวิพรรณหันไปพยักหน้ารับด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ไม่ได้อยากรู้เสียหน่อย จะต้องมาบอกเธอทำไมกัน

“เสร็จธุระแล้วจะรีบกลับมา”

“ค่ะ ฉันไปนะคะ” อีกครั้งที่หญิงสาวพยักหน้ารับด้วยความแปลกใจ แต่ครั้งนี้หัวใจเธอกลับเต้นแรงขึ้นมาด้วย ทำไมต้องบอก ทำไมต้องมองตาอย่างนั้น ทำไมต้องมาทำเหมือนว่ารู้สึกอะไรแบบนี้ด้วย

แต่ก่อนที่จะคิดอะไรไปไกลมากกว่านั้น เธอก็รีบเปิดประตูลงรถไปทันที

“ยิ้มอะไรของมึงไอ้เชน” เมื่อมองหญิงสาวเดินเข้าบ้านไปก็หันกลับมาเจอสายตาของลูกน้องที่กำลังมองผ่านมาทางกระจกมองหลัง

“เดี๋ยวนี้มีรายงานตัวกันด้วยเหรอครับนาย” เชนอดที่จะเอ่ยแซวไม่ได้ ร้อยวันพันปีเจ้านายเขาเคยมีแบบนี้เสียที่ไหน มีงานหรือธุระอะไร จะหายไปนานแค่ไหน เจ้านายของเขาก็ไม่เคยต้องมาบอกกล่าวกับใครเลยสักคน

“รายงานพ่อมึงสิ กูแค่บอกให้รู้เฉยๆ จะได้ไม่คอยมาถามเรื่องน้องสาวยิกๆ” ศิวะถลึงตาใส่ลูกน้องที่ดูจะจ้องจับผิดเขาอยู่เรื่อย

“มึงจะออกรถได้ยัง หรือต้องให้กูยันมึงก่อนมึงถึงจะออกรถได้” เมื่อเห็นว่าไอ้ลูกน้องตัวดียังไม่เลิกมองมา จึงยกขายันเบาะเป็นการกระตุ้นเตือน

“ไปเดี๋ยวนี้เหละครับนาย” เชนฉีกยิ้มให้ผู้เป็นนายอีกครั้ง ก่อนจะรีบเหยียบคันเร่งไปทันที...

 

********************************************

คุณศิได้ทีก็หาเรื่องต่อรองกับน้องใหญ่😆😆😆 แต่ไม่ต้องห่วงไปนะจ๊ะ ถึงคราวของน้องเมื่อไร อิพี่ก็แทบกระอักเหมือนกัน ประมาณเมียก็ไม่ได้แตะ ซ้ำร้ายลูกก็ไม่รัก อิอิ^^

 

ความคิดเห็น