email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สายเลือด อัพเพิ่ม

ชื่อตอน : สายเลือด อัพเพิ่ม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มิ.ย. 2562 15:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สายเลือด อัพเพิ่ม
แบบอักษร

“มึงไปไหนต่อวะ” ไอ้พัตเตอร์หันมาถามผมหลังเลิกเรียน 

เมื่อตอนกลางวันผมฉิวเฉียดมาก เกือบโดนเชือดจริงๆ ไอ้เตอร์มันบอกว่าอาจารย์เข้ามาแล้วตอนที่มันโทรไปหาผม แต่แกเกิดปวดท้องเข้าห้องน้ำเลยออกไป พอกลับเข้ามาใหม่ผมก็มาถึงพอดี 

โชคดีสุด 

ตอนนี้ก็เลิกเรียนแล้ว ผมว่าจะกลับไปหาอิงที่โรงพยาบาล รู้สึกเป็นห่วงยังไงไม่รู้ ผมว่าผมตาไม่ฟาดแน่ ก่อนออกมาผมเห็นใบตอง เธอต้องไปเยี่ยมคุณพ่อแน่ 

ผมได้แต่ภาวนาขออย่าให้เกิดเรื่องอะไรเลย 

“ว่าจะกลับไปหาอิงหน่ะ” 

“อ่อ แล้วเป็นไงบ้างวะ ลืมถามเลย” 

“ปลอดภัยแล้ว ขอบคุณที่ถาม กูไปล่ะ” 

“เออๆ วันหลังจะไปเยี่ยมว่าบอกพี่อิงด้วย” 

“อืม” 

ตอนขับรถอยู่ผมก็โทรหาอิงเธอบอกว่าเธออยู่กับพ่อ ตอนนี้ท่านฟื้นแล้ว ผมไม่ได้ถามว่าใบตองได้เข้าไปรึเปล่า ส่วนอิงเองก็ไม่ได้พูดอะไร น้ำเสียงเธอดูปกติ ผมก็เลยไม่เซ่าซี้ ผมอาจจะตาฝาดไปก็ได้ 

พอมาถึงหน้าห้องผมก็เคาะประตูสองสามที ก่อนจะเปิดเข้าไป มองไปรอบๆ 

“มาแล้วเหรอ” อิงถาม 

 

“ครับ” ผมยกมือไหว้คุณพ่อที่นอนลืมตามองมาทางผมอยู่ 

ดูเหมือนว่าสถานการณ์ระหว่างพ่อลูกจะดีขึ้นมาก อิงคงลดทิฐิลงเยอะ 

“เป็นยังไงบ้างครับ” ผมเดินเข้าไปถาม 

“ดีขึ้นเรื่อยๆ หมอบอกประมาณอาทิตย์หนึ่งก็กลับบ้านได้” 

“ขอบคุณนะ” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยพูดกับผม 

“ผมเต็มใจครับ” ผมรู้ความหมายของท่าน ท่านกำลังขอบคุณผมในทุกๆ เรื่องที่ผ่านมา 

“คุณพ่อพักผ่อนนะคะ คุณหมอบอกว่ากินยาแล้วก็พัก อิงไม่กวนแล้ว ฝากนมดูแลคุณพ่อหน่อยนะ เดี๋ยวอิงจะกลับไปอาบน้ำแล้วมาใหม่” อิงหันไปบอกนม 

ผมขมวดคิ้วมอง 

“ได้ค่ะ” 

“ไปกันเถอะ เดี๋ยวอิงมานะคะ” เธอหันมาชวนผมแล้วหันไปบอกคุณพ่อ ท่านก็พยักหน้า 

อิงลากแขนผมออกมาจากห้อง ผมเองก็เดินตามอย่างงงๆ 

 

 

 

 

“มีอะไรรึเปล่าครับ” ผมถามทันทีที่ขับรถออกมา 

“ใบตองมา” 

ผมว่าแล้ว คนที่ผมเห็นต้องเป็นใบตอง 

“แล้วทำเขาอะไรอิงรึเปล่า” 

อิงส่ายหน้า เม้มปากเป็นเส้นตรง 

“ถึงห้องค่อยคุย” ผมตัดบท 

พอถึงห้องผมก็จับตัวเธอให้หันมามองหน้ากันตรงๆ 

“เล่ามาให้หมดเลยครับ” ผมเงียบรอฟังคำพูดของอิง 

“พ่ออยากให้เราสองคนดีต่อกัน” 

คำพูดของเธอไม่ได้เหนือความคาดหมายของผมเท่าไหร่ แต่ผมว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น 

“แล้วอิงจะทำไง” 

“อิงไม่สนใจ อิงไม่ได้อยากดีกับคนแบบนั้น ถึงมันจะเป็นคำขอร้องของพ่อก็เถอะ แต่คนโรคจิตแบบนั้นอิงไม่นับพี่นับน้องด้วยหรอก” 

คำตอบของเธอเด็ดขาด ผมตกใจเล็กน้อยที่เธอไม่คิดจะญาติดีกับใบตองทั้งที่เป็นสายเลือดเดียวกัน บวกกับคำขอร้องของพ่อเธอด้วย ไม่คิดว่าอิงจะใจแข็งขนาดนี้ 

“เต้ว่าอิงเห็นแก่ตัวไปไหม” เธอเงยหน้าขึ้นมาถามผม 

“ทำไมอิงถึงไม่อยากญาติดีกับเขาล่ะครับ ยังไงก็เป็นพี่น้องกัน” ผมไม่รู้หรอกว่าสองคนนี้ใครเป็นพี่เป็นน้องแต่สองคนนี้เรียนอยู่ปีเดียวกันน่าจะอายุเท่ากัน 

“ยัยนั้นมันบ้าไง อิงว่ามันก็ไม่ได้อยากญาติดีกับอิงหรอก” เธอพูดอย่างฉุนเฉียว 

“มีเรื่องอะไรที่ยังไม่ได้บอกเต้รึเปล่า” ผมรู้สึกว่าเธอจะอารมณ์เสียมากเป็นพิเศษ มันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ 

อิงจ้องผมเขม็ง ผมผงะตัวเล็กน้อย ก็อยู่ดีๆ เธอก็ปีนขึ้นมานั่งบนตักผม แขนทั้งสองข้างคล้องไว้ที่คอ ผมกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ 

ผมจะดีใจมากถ้าสายตาของเธอจะผมมองด้วยความพิศวาส แต่นี่มันไม่ใช่ สายตาของเธอที่มองผมตอนนี้ทำให้ผมขนลุกไปทั้งตัว มันเป็นสายตาที่ฆ่าผมได้เลย ไม่ด้ฆ่าข่มขืนนะ แต่แบบ ฆ่าตัดตอนชัดๆ 

“นายจะไม่หักหลังฉันใช่ไหม” ผมขมวดคิ้ว มองคนถาม ทำไมเธอถึงถามแบบนี้ แล้วสรรพนามนั้นคืออะไร 

“มีอะไรพูดมาเลยดีกว่าครับ เต้ไม่ชอบที่อิงเป็นแบบนี้” เป็นผมบ้างที่เริ่มเสียงดังขึ้น ผมเริ่มหงุดหงิดจริงๆ นะ ผมไม่ชอบที่อิงเรียกผมแบบนั้น มันเหมือนเมื่อก่อนที่เธอไม่ได้คิดอะไรกับผม เมื่อก่อนที่เธอมองผมเป็นแค่เด็กคนหนึ่งในสายตาเธอ 

เธอถอนหายใจแรงๆ 

“ยัยนั้นบ้ามาก อิงว่ามันต้องเป็นโรคจิตอ่อนๆ แน่ๆ มันมาขอเต้จากอิง มันบอกว่าจะยอมญาติดีด้วยถ้าอิงยอมยกเต้ให้ มันบ้าขนาดเข้าไปคุยกับพ่อ อิงโกรธมาก อยากกระชากมันมาตบแต่ก็เกรงใจพ่อ” 

ผมตาโตเมื่อได้ยินแบบนั้น ผมขนลุกไปหมด ถึงว่าอิงถึงเกรี้ยวกราดขนาดนี้ ผมกลืนน้ำลายลงคือเฮือกใหญ่ 

“แล้วพ่ออิงว่ายังไง” ผมอยากรู้ว่าท่านจะว่ายังไง 

“พ่อบอกอย่าพูดอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เต้เป็นแฟนอิง ท่านยังพูดอะไรมากไม่ได้ อีกอย่างอิงไม่อยากให้ท่านมารับฟังอะไรที่มันแย่ๆ แบบนี้เพราะท่านพึ่งจะผ่าตัด อิงเลยลากมันออกมาข้างนอก” 

ผมนึกว่าไม่ได้มีเรื่องอะไรซะอีกไหนอิงบอกว่าใบตองไม่ได้ทำอะไรไง 

 

 

 

ตอนฉันเห็นยัยใบตองมาเยี่ยมพ่อยอมรับว่าอารมณ์ฉันไม่ปกติ แต่ก็ข่มใจไว้เพราะยังไงพ่อก็เป็นพ่อของยัยนั้นเหมือนกัน แต่ดูเหมือนฉันจะข่มอารมณ์ไม่มิด ยัยนั้นไม่ได้สำนึกเลยว่าพ่อกำลังป่วยอยู่ มันไม่สนใจพ่อเลยด้วยซ้ำ  

มาถึงก็มาพูดอะไรบ้าๆ ยื่นข้อเสนอที่ปัญญาอ่อนมาก  

ไม่ใช่ว่าฉันเข้าใจพ่อ ไม่ใช่ฉันหายโกรธท่านแล้ว แต่ทิฐิของฉันมันลดลงทำให้ฉันยอมที่จะรับฟังเหตุผลของท่าน เพราะเหตุการณ์นี้ ทำให้ฉันรู้ว่าฉันอาจเสียใจถ้าไม่มีโอกาสได้ทำความเข้าใจกับท่าน  

“คุณอยากให้หนูดีกับยัยนี่ไหมละคะ” พอมาถึงยัยนั้นก็เปิดประเด็นทันที พ่อก็พยักหน้ารับ เธอไม่ถามอาการของพ่อสักคำ 

“หึ ถ้าอยากให้หนูญาติดีกับยัยนี่ก็บอกให้ยัยนี่ยกแฟนมันให้หนูสิคะ” ฉันตาโตที่ได้ยินแบบนั้น กำมือตัวเองแน่น  

“มันเป็นไปไม่ได้ เต้เป็นแฟนของอิง” น้ำเสียงของพ่อบ่งบอกให้รู้ว่าท่านหนักใจและเหนื่อยแค่ไหน  

“พูดบ้าอะไรของเธอ” เป็นฉันที่ถามขึ้นอย่างใส่อารมณ์ 

“ทำไม ไม่ยอมเหรอ” หน้าตากวนเบื้องล่างมาก ฉันข่มอารมณ์สุดๆ เพราะไม่อยากทะเลาะกับหมาบ้าให้พ่อไม่สบายใจ ยัยนี่ไม่ห่วงพ่อบ้างรึไง จิตใจเธอทำด้วยอะไร 

“มานี่ ฉันว่าเธอควรไปพบจิตแพทย์นะ เอาไหมฉันพาไป แผนกจิตแพทย์อยู่ใกล้ๆ นี่เอง” ฉันลากยัยใบตองออกมาจากห้อง เพราะสีหน้าพ่อเริ่มไม่ดีแล้ว 

“ทำไม รับไม่ได้เหรอ หึ ระวังไว้นะ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย” ดูเหมือนเธอจะไม่สะทกสะท้านในสิ่งที่ฉันพูด จิตใจของยัยนี่เกินเยียวยาจริงๆ  

“ไม่หรอก มันไม่มีทางเป็นอย่างนั้นหรอก เพราะเต้ไม่มีวันตาต่ำ ไปกินของสกปรกแบบเธอ” ฉันใส่กลับ คิดว่าฉันจะยอมให้หล่อนรังแกได้ง่ายๆ รึไง  

ยัยใบตองหน้าตึง แต่ก็แป๊บเดียวก็กลับมายิ้ม ฉันมองว่ามันเป็นรอยยิ้มที่โรคจิตชัดๆ  

“อะไรมันก็ไม่แน่ ไม่นอนหรอกนะจ๊ะอิง เหมือนพ่อของเธอไง รักแม่เธอมากไม่ใช่เหรอ แล้วเป็นไง ฉันก็มายืนอยู่ตรงนี้” สีหน้ายั่วยวนกวนอารมณ์เบื้องล่างของยัยนี่ทำให้ฉันขึ้นได้จริงๆ  

แต่ฉันก็พยายามข่มใจไว้ จิกเล็บลงบนฝ่ามือ ฝืนยิ้ม ยอมรับว่าคำพูดของยัยนี่มีผลกระทบต่อจิตใจฉันมาก เธอจี้ถูกจุด แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ฉัน กักเก็บอารมณ์ได้ดี ฉันจะไม่ยอมให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลเด็ดขาด 

“ภูมิใจล่ะสิ ลูกเมียน้อย มีคำว่าลูกเมียน้อยนำหน้านี่คงภูมิใจมากสินะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย และดูเหมือนจะทำให้ยัยนี่โกรธขึ้นมาได้จริงๆ  

มันเป็นปมสินะ หึ  

“อย่าปากดีให้มากนัก ระวังจะเป็นโรคซึมเศร้าตายเหมือนแม่” ฉันกำมือแน่นด้วยความสั่นเท่า โกรธจนตัวสั่น ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยอมรับว่าช่วงแรกๆ ฉันกลายเป็นคนจิตตก จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่อยากพูดคุยกับใคร อยากอยู่แต่กับตัวเอง  

แต่เพราะเต้ และเพื่อนๆ ของฉันที่อยู่ข้างฉันมาตลอด ทำให้ฉันดีขึ้น แล้วแบบนี้จะให้ฉันปล่อยเขาไปได้ยังไง ให้ตายฉันก็ไม่มีวันปล่อยเต้ไป เขาเป็นของฉัน  

“ฉันว่าคนที่ปากดีหรือดีแต่ปากเป็นเธอมากกว่า ฉันเชื่อว่าผู้ชายของฉันไม่มีวันทรยศฉัน แต่ถึงเขาจะทำอย่างนั้นแล้วยังไง ฉันต้องสนใจเหรอ ผู้ชายไม่ได้มีคนเดียวในโลก ฉันยังมีเพื่อน มีคนที่รักฉันมากมาย แล้วเธอล่ะมีใคร เธอมันตัวคนเดียว เคยได้รับความจริงใจจากใครไหม ใครได้รับคำปลอบโยนบ้างรึเปล่า ฉันคิดว่าคงไม่ ไม่งั้นเธอคงไม่เป็นบ้าแบบนี้”  

ฉันพูดประชดประชันในเรื่องของเธอ ส่วนเรื่องของเต้ฉันก็พูดไปงั้น บอกแล้วไงถึงยังไงก็ไม่มีวันปล่อยเขาไป  

สวนเรื่องปมของยัยนี่ ถ้าเธอไม่พูดจาหมาๆ กับฉันก่อนฉันก็ไม่อยากจะพูดหรอก ฉันรู้ว่ามันเป็นเรื่องเซนซิทีฟแค่ไหน แต่เธอเริ่มก่อนเอง รับกรรมไปแล้วกัน 

“หยุด อย่ากรี๊ด ที่นี่โรงพยาบาล ถ้ากรี๊ดนี่ฉันจะเรียกบุรุษพยาบาลมามัดมือมัดปากเธอ แล้วให้เขาส่งเธอขังเดียวแน่ ยัยโรคจิต” ฉันชี้หน้าเธอแล้วพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกมา ไม่อยากเสวนาให้มากความ ปวดสมองมาก  

เดินเกือบจะถึงห้องพักของพ่อเต้ก็โทรเข้ามา เขาบอกว่าจะมาหาฉันก็โอเค  

ฉันอยากออกไปสงบสติอารมณ์สักพัก ฉันรู้ว่าถ้าเข้าไปในห้องพ่อต้องถามแน่ ฉันยังไม่อยากให้มีเรื่องกระทบจิตใจท่าน ถ้าเลี่ยงที่จะพูดได้ฉันก็จะไม่พูด  

ท่านน่าจะรู้ว่าลูกสาวอีกคนของท่านเป็นคนยังไง 

 

 

“ที่อารมณ์เสียอยู่ตอนนี้ก็เพราะเรื่องนี้” เต้เลิกคิ้วถามฉัน 

“ใช่สิ” ฉันตอบเสียงสะบัด 

“หึ ฮ่าๆ” เต้หัวเราะออกมาเสียงดัง 

“เห็นเป็นเรื่องตลกรึไง” ฉันไม่เห็นว่ามันจะตลกตรงไหน เป็นเรื่องเครียดแท้ๆ 

“ไม่ตลกครับ แค่ดีใจ แฟนหวง” เต้ยิ้มหน้าระรื่น สีหน้าตื่นตระหนกก่อนหน้านี้หายไปเหลือแต่คนจอมกะล่อน แขนแกร่งกอดกระชับเอวฉันแน่นขึ้น 

“ก็เพราะรักไงถึงห่วง เพราะฉะนั้นอย่าทำให้อิงเสียใจเด็ดขาด” นี่ไม่ใช่ประโยคคำสั่ง แต่ฉันกำลังขอร้องเขาอยู่ โดยใช้คำพูดที่น้อยครั้งที่ฉันจะพูด เพื่อให้เขารักฉันมากๆ 

พอฉันพูดแบบนั้นเต้ก็ยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม 

“แน่นอนครับ มาถึงขนาดนี้แล้วใครจะทำให้อิงเสียใจกัน รักมาก แคร์มาก หวงมาก รู้ไว้ด้วยนะครับ” เป็นฉันที่เขินกับคำพูดของเขา เม้มปากเข้าหากันใบหน้าร้อนผ่าว ใครบอกให้เขาพูดด้วยสายตาหวานเชื่อมอย่างนั้นกัน 

“ชิ ไม่พูดด้วยแล้ว กลับไปโรงบาลกันเถอะ” ฉันดิ้นจะลงจากตักเขา จะว่าหนีความเขินก็ได้ คนไม่ได้โดนอ่อยนานก็เขินเป็นนะ เพราะช่วงนี้มีแต่เรื่องเครียดๆ เข้ามา เลยค่อยได้สวีทกันเท่าไหร่ 

“เดี๋ยวสิครับ” เต้ทำสีหน้าออดอ้อน 

“อะไร” ฉันถามเสียงอ่อย มีครั้งไหนที่ฉันไม่แพ้แววตาและลูกอ้อนของเขา 

“คิดถึง” เต้เคลื่อนหน้าเข้ามากระซิบชิดปากฉัน 

“คิดถึงอะไรเล่าอยู่ด้วยกันทุกวัน” ฉันตอบเสียงเบา กี่ครั้งๆ เขาก็ทำให้หัวใจฉันเต้นโครมครามได้เสมอ 

“อยากจูบ นะครับ คืนนี้อิงก็ไม่อยู่ เต้ไม่รู้จะนอนหลับได้ยังไง” เขาทำสีหน้าออดอ้อน แล้วอะไร จะจูบยังจะมาขอ 

“เวอร์” 

“ไม่เวอร์ครับ ไม่มีร่างนิ่มๆ ให้กอดเต้ต้องนอนไม่หลับแน่” พอเขาพูดแบบนี้ ฉันก็คิดบ้าง ถ้าไม่มีเขาฉันจะนอนหลับรึเปล่านะ มันชินซะแล้วกับการที่มีเขานอนกอด 

“พูดมากจัง จะทำอะไรก็รีบทำ เดี๋ยวนมสายรอ” ฉันไม่ได้เปิดทางให้เขานะ แค่อยากเอาใจเขาบ้าง ก็คนมันทำดีต้องมีผลตอบแทนสิ 

“อือ” โดยไม่รอให้ฉันต้องพูดซ้ำ เต้ก้มลงมาประกบปากจูบฉัน เริ่มแรกอ่อนโยนต่อไปก็เพิ่มความหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งฉันก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าฉันก็คิดถึงเขาเหมือนกัน ฉันกอดกระชับรอบลำคอเขาแน่นขึ้น เต้เอียงองศาจูบฉันให้ถนัดขึ้น สอดลิ้นเข้ามาประสาทกัน เสียงครางในลำคอของเราสองคนดังขึ้นอย่างพอใจ ฉันรู้สึกใจหวิวๆ อดไม่ได้ที่จะขยับร่างกายไปมาอยู่บนตัวเขา 

แค่นั้นก็ทำให้เต้ครางกระหึ่มในลำคอ กดเอวฉันให้ทับตัวตนเขาแน่นขึ้น ทำให้ฉันรู้ว่าเขากำลังมีอารมณ์ ไม่ได้ฉันต้องไปโรงบาลนะ 

“อือ พอแล้ว อิงต้องไปเฝ้าพ่อนะ” ฉันละใบหน้าออกครางประท้วง ปากชมพูยิ่งกว่าผู้หญิงวนจูบไปตามแก้มของฉัน 

“อยากได้มากกว่านี้จัง” เสียงเขาบ่นพึมพำ ฉันเม้มปากเข้าหากันใบหน้าร้อนผ่าว 

“แต่อิงต้องไปเฝ้าพ่อ” ฉันดันเขาออก 

“ครับ รู้ ถึงทนอยู่นี่ไง เอาไว้เต้จะคิดทบต้นทบดอกทีหลัง จุ๊บ” เต้จูบปากฉันเบาๆ อีกหลายรอบ ก่อนจะยกฉันลงจากตัก 

“ไปกันเถอะครับ” 

ขอโทษที่มาให้ได้ไม่เยอะ เสาร์อาทิตย์นี้จะพยายามมาให้เยอะๆ จ้า 

ความคิดเห็น