anarit
email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3 คืนเกิดเหตุ (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 คืนเกิดเหตุ (2)

คำค้น : สืบสวน ฆาตกรรม โรเมนติก แอคชัน

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 77

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มิ.ย. 2562 20:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 คืนเกิดเหตุ (2)
แบบอักษร

      ถัดไปจากคอนโดของธีระมุ่งหน้าผ่านถนนริมหุบเขาและเลยไปอีกประมาณห้ากิโลเมตร รถเบนซ์สีกรมท่าได้เลี้ยวเข้าตรอกซอกซอยที่ดูมืดและเปลี่ยว สองข้างทางเต็มไปด้วยหญ้าอันรกชัฏ เข้าไปลึกประมาณหนึ่ง จะมีโกดังขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยไม้ต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายไว้เป็นกองพะเนิน เป็นระเบียบไปทั้งสองฝั่งของโกดัง เมื่อรถเบนซ์มาถึงหน้าประตู ธีระก็กดรีโมทคอนโทรลที่พวงกุญแจรถเพื่อเปิดประตูให้รถเบนซ์ได้ขับเข้าไปจนสุดอีกประตูหนึ่งซึ่งถูกออกแบบให้กลืนไปกับกำแพงด้านข้างและไม่มีลูกบิดให้เป็นจุดสังเกต หากแต่มันจะถูกเปิดออก จากการกดรีโมทที่กุญแจรถของธีระ หรือไม่ก็กดรหัสที่ข้างประตู สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังประตูนั้น คือตู้แช่เย็นที่วางเรียงราย ธีระขับรถเบนซ์เข้ามาจนพ้นประตู เขาก็กดรีโมทที่พวงกุญแจรถอีกครั้งเพื่อปิดประตู ก่อนจะปรากฎร่างของมิสเตอร์เหว่ย นักธุรกิจข้ามชาติ ลูกครึ่งไทย-ฮ่องกง ร่างสูงโปร่ง หน้าตาดูละอ่อนตัดกับอายุสามสิบต้นๆของเขา ผู้ทำธุรกิจค้าไม้ข้ามชาติเป็นธุรกิจบังหน้า แต่ว่าเบื้องหลังเป็นนักค้าและส่งอวัยวะข้ามชาติ โดยมีตัวแทนในประเทศไทย คือ ธีระ ผู้ที่ร่วมทำธุรกิจด้วยกันมานานหลายปี รวมทั้งยังมีเครือข่ายตามประเทศต่างๆอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้เครือข่ายของวงการค้าอวัยวะแพร่กระจายไปเกือบทั่วโลก และที่สำคัญคือ ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ลับสุดยอดมาก เพราะขนาดทางการยังไม่มีใครรู้ถึงเรื่องนี้เลย

         “สวัสดี มิสเตอร์เหว่ย ไหนล่ะสินค้าล็อคใหม่” ธีระก้าวยังไม่พ้นจากตัวรถดี ก็เอ่ยขึ้น

         “ตามผมมา” มิสเตอร์เหว่ยที่มีลูกน้องอีกสามคนยืนประกบอยู่ เอ่ยขึ้น

         ธีระผลักประตูรถ ก่อนจะเดินตามมิสเตอร์เหว่ยและลูกน้องไป ที่หน้าห้องเย็น โดยระหว่างนั้นมิสเตอร์เห่วยก็ยื่นชุดกันห้องเย็นเพื่อให้ธีระได้สวมใส่เช่นเดียวกับเขา ก่อนที่จะกดรหัสเซฟเพื่อเปิดประตูซึ่งเป็นกำบังอีกชั้นหนึ่ง ไว้สำหรับเก็บอวัยวะภายในสดๆ ซึ่งแขวนไว้เต็มห้องนั้น

         “สินค้าล็อคนี้ได้มาจากไหนเหรอ” ธีระเห็นลังเหล็กบรรจุเหล็กตั้งอยู่ระหว่างทางและยังไม่จัดให้เข้าที่เข้าทางเหมือนกับลังใบอื่นๆ คาดว่าคงเป็นสินค้าล็อคใหม่ล่าสุดที่เพิ่งมาถึง หลังจากเอ่ยจบ เขาก็เปิดลังนั้นดู จึงอวัยวะภายในสภาพเปรอะเปื้อนเลือดอยู่

         “ก็นิสิตประจำมหาวิทยาลัยของท่านที่เพิ่งถูกฆาตกรรมล่าสุดไง กลิ่นคาวของอวัยวะภายในของหล่อนช่างละมุนยิ่งนัก ถ้าส่งขายต่อ คงได้ราคาดีแน่ๆ คุณรู้ไหม กว่าผมจะได้มา ต้องใช้ความเสี่ยงสูงมากแค่ไหน”

         “ผมรู้ แล้วยิ่งตอนนี้ ไอ้พวกตำรวจนั่น เล่นเอากล้องวงจรปิดมาติดไว้ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยด้วย งานนี้คงทำอะไรได้ลำบาก แต่คุณไม่ต้องกังวลไป ผมได้เตรียมวิธีการรับมือไว้ล่ะ ยังไงผมจะไม่ยอมให้เรื่องพวกนี้ มากระทบกับธุรกิจของเราแน่นอน ได้โปรดสบายใจ”

         “เมื่อผมได้ยินคุณพูดแบบนี้ ผมก็สบายใจหน่อย เพราะตอนนี้มีคนต่อคิวรอของจากผมเยอะมาก ยังไงเสีย ถ้าคุณยังไม่ล้มเลิกธุรกิจนี้ คุณก็จะเป็นลูกค้าคิวต้นๆของผม”

        ธีระหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วเปิดแอพลิเคชั่นในโทรศัพท์ของตน เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีของมิสเตอร์เหว่ย

        “ตอนนี้ผมโอนเงินเข้าบัญชีของคุณเรียบร้อย ยังไงก็ขอบใจมาก ที่ได้สินค้าล็อคใหม่มา แล้วนึกถึงผมเป็นเจ้าแรก”

         “ไม่เป็นไรหรอก ยังไงผมกับคุณก็ทำธุรกิจร่วมกันมานาน แค่นี้สบายหายห่วง” มิสเตอร์เหว่ยชำเลืองสายตาไปมองลูกน้องทั้งสามคน “เดี๋ยวพวกนาย เอาสินค้าพวกนี้ ไปเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อยนะ”

         “ได้ครับ นาย” ลูกน้องทั้งสามขานรับ

         ลูกน้องทั้งสามช่วยกันลากลังใบนั้นเสียบเข้าไปยังช่องว่างที่ยังเหลืออยู่ในห้องเย็น อันเป็นจังหวะเดียวกับที่มีเสียงรถจักรยานยนต์ดังขึ้นแต่ไกลมาจากบริเวณด้านหน้าโรงงาน

         “รีบออกจากห้องนี้ก่อน”

         ทั้งหมดต่างก็ชะงักและถือปืนขึ้นมาจ่อไว้ในท่าเตรียมพร้อมพลางกับรีบออกจากห้องเย็นและปิดประตูเป็นการล็อคอัตโนมัติ ก่อนจะพากันไปซุ่มอยู่ที่ด้านหน้ารถยนต์ของธีระ

         “ใครมันบังอาจบุกเข้าถ้ำเสือวะ ถ้าเกิดเป็นผู้ไม่พึงประสงค์ เดี๋ยวกูจะยิงให้สมองไหลเลย”

         ทั้งหมดเงี่ยสายตาขึ้นไปมองผ่านกระจกหน้ารถ ก็เห็นร่างที่สวมเสื้อแจ็กเกตสีดำพร้อมกับใบหน้าที่ถูกปิดบังด้วยหมวกกันน็อตขี่รถจักรยานยนต์ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

         “มึงหยุดอยู่ตรงนั้นเลย แล้วอย่าคิดตุกติ๊กน่ะเว่ย” ทั้งหมดโผล่พรวดออกมาจากด้านหน้ารถ พร้อมกับกันจ่อปืนไปที่ร่างของเขา

         “ใจเย็นๆนะครับ ผมเอง” ร่างปริศนายกมือขึ้นพลางพูดขึ้นอย่างอัตโนมัติ ก่อนที่เขาจะถอดหมวกกันน็อตออก แล้วเผยว่าเป็นใบหน้าของชานนท์

         “อย่าเพิ่งยิงนะครับ ผมเองครับ” เขาย้ำอีกครั้ง

         ทั้งหมดหย่อนปืนลงอย่างโล่งใจ

        “โธ่เอ๊ย ไอ้เราก็นึกว่าใคร” มิสเตอร์เหว่ยเอ่ยขึ้น

         “สวัสดีครับ ท่าน…..” ชานนท์ทำหน้างงและอึ้งไปเล็กน้อย เมื่อพบว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคืออธิการบดีของมหาวิทยาลัยที่เขาเรียนอยู่

         “มองอะไรวะ อยากแดกลูกปืนหรือไง” ธีระเห็นสีหน้าของชานนท์ มันช่างชวนยียวนและกวนโอ๊ยใจของเขามากยิ่งนัก จึงพูดด้วยอารมณ์โมโหพลางจ่อปืนไปที่บริเวณลิ้นปี่

        เขาเองรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากที่มีนิสิตในมหาวิทยาลัยของตัวเองมาเห็นตัวเองที่นี่ เพราะมันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ถ้านิสิตในมหาวิทยาลัยของตัวเอง จะมาเห็นเบื้องหลังที่ไม่ค่อยเปิดเผยให้ใครได้รับรู้ โดยเฉพาะความลับเกี่ยวข้องธุรกิจลับซึ่งลักลอบทำแบบเงียบๆ

         “ใจเย็นก่อนๆสิ ธีระ หย่อนปืนลงก่อน นี่นิสิตในมหาวิทยาลัยของคุณนะ คุณจะฆ่าเลยเหรอ”

         “ผมไม่เข้าใจอ่ะ มิสเตอร์เหว่ย นี่มันอะไรกัน”

         “ไม่ต้องตกใจไปธีระ นี่เป็นลูกน้องอีกคนของผมเอง เรื่องมันยาวนะ เอาไว้มีเวลาผมจะเล่าให้คุณฟังอีกครั้ง”

         ธีระเข้าใจที่มาและที่ไปมากขึ้น จึงหย่อนปืนลง และเหน็บไว้ที่ด้านหลังตามเดิม

         “มาได้ตามเวลานัดพอดีเลยนะ” มิสเตอร์เหว่ยหันไปทางลูกน้องเพื่อส่งสัญญาณให้นำเงินส่วนหนึ่งที่แบ่งไว้ในซองโยนให้กับชานนท์

        เมื่อวิเคราะห์จากรูปลักษณ์ของซองที่รับมาประกอบกับมือที่สัมผัสได้ถึงความหนาของซองนั้น ก็พอจะคาดเดาได้ถึงมูลค่าของเงินของที่อยู่ในซอง “อู้ว!!!” เขาแทบตะลึงเมือคลี่ซองเพื่อดูภายในนั้น “ขอบคุณมากนะครับ วันหลังมีอะไรเรียกใช้ผมได้เสมอเลยนะครับ ผมยินดีรับใช้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงครับ”

         “เออๆๆ รับเงินเสร็จ ก็ไปได้ล่ะ แล้วไว้มีอะไร ฉันจะติดต่อไป”

         ชานนท์เก็บซองนั้นใส่กระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต ก่อนจะสวมหมวกกันน็อคและบิดรถกลับออกไปอย่างทันที

         “เราไว้ใจเขาได้เหรอ มิสเตอร์เหว่ย เอาตรงๆ ผมไม่สบายใจเลย ยิ่งเขามาเห็นผมที่นี่แล้วเนี่ย” ธีระเอ่ยขึ้นด้วยความระแวงใจ

         “ไม่ต้องกังวลใจไป ธีระ สบายใจได้ มันเป็นเด็กใช้ได้นะ แต่ถ้าเกิดคุณไม่สบายใจจริงๆล่ะก็ เอาวันหลัง ถ้าผมเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี หรือ มีเหตุผิดพลาดจนมีแววที่เราพลอยจะติดร่างแหไปด้วยเมื่อไหร่ล่ะก็ ผมจะจัดการฆ่าปิดปากมันเอง ได้โปรดสบายใจ”

         “โอเคๆ เมื่อคุณพูดแบบนี้ ผมเองก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย”

         ทันทีที่พ้นประตูออกมา เขาก็กดรีโมทที่ด้านหลังกุญแจรถจักรยานยนต์ซึ่งมิสเตอร์เหว่ยเป็นคนติดตั้งระบบเซนเซอร์ไว้ให้ตั้งแต่เขาเข้ามาทำงานกับมิสเตอร์เหว่ย เช่นเดียวกับธีระ หรือคนอื่นๆที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้ประตูด้านหน้าค่อยเลื่อนปิดอย่างช้าๆ จากนั้นเขาก็หยิบซองที่อยู่ในเสื้อแจ็กเก็ตออกมาเปิดดู พบเห็นธนบัตรสีเทาถูกมัดรวมกันๆ รวมสิบกว่ามัดได้ แต่ละมัดเมื่อเขาค่อยคลี่ดูแล้ว มีประมาณยี่สิบใบเลยทีเดียว เท่ากับมีมูลค่ามากมายมหาศาลมาก

         “อู้! ถ้ารู้ว่าทำงานนี้ แล้วจะได้เงินเยอะขนาดนี้นะ กูทำนานแล้ว”

         เขาเก็บเงินเหล่านั้นเข้าซอง แล้วใส่ไว้ในเสื้อแจ็กเก็ตตามเดิม ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปต่อยังผับขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ติดถนนเลียบชายหาด ลักษณะร้านมีสองชั้น ชั้นบนจะเป็นกลางแจ้ง มีลักษณะเป็นพื้นไม้ โต๊ะหลายตัวเองก็เป็นโต๊ะไม้ที่มีสีเดียวกับพื้น เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการรับบรรยากาศลมชายทะเลที่พัดซ่านเข้ามาได้อย่างเต็มที่ ส่วนชั้นล่างจะเป็นห้องแอร์ ที่มีลักษณะทึบ มีแสงไฟสว่างสลัว เหมาะสำหรับลูกค้าที่ชอบดื่มด่ำกับเสียงเพลงและพื้นที่สำหรับการเต้นอย่างสนุกสนาน

         เสียงเพลงที่ดังออกมาจากภายในลั่นก้องหูของชานนท์ บวกกับเด็กเชียร์เบียร์ที่ยืนต้อนรับอยู่ด้านหน้า มันทำให้เขารู้สึกมีความสุขและผ่อนคลายมากๆ แล้วยิ่งได้เงินที่มากมายราวกับมหาเศรษฐีในชั่วข้ามคืน จากการทำงานที่แทบไม่หนักหนาอะไรเลย คงไม่มีงานไหนในโลกที่ได้เงินมากมายขนาดนี้ มันคงไม่แปลกที่เขาจะเฉลิมฉลองอย่างสุดโต่ง และหาความสุขไปกับการได้ใกล้ชิดกับเด็กเชียร์เบียร์สาวๆที่หน้าตาละอ่อน รูปร่างเพรียวสะสวย มันคงดีต่อใจไม่น้อย

         จังหวะที่เขาก้าวลงจากรถและกำลังจะเดินเข้าไปในผับ สาวเชียร์เบียร์หุ่นดีออกมายกมือต้อนรับ

         “สวัสดีค่ะ เชิญค่ะ”

         รอยยิ้มอัตโนมัติเกิดขึ้น สีหน้าบ่งชัดถึงความสุขเมื่อได้ใกล้ชิดกับสาวเชียร์เบียร์ เขาแทบลืมด้วยซ้ำว่า เชอร์เบทคือแฟนใหม่ของเขา ที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่

          “อ้าว สวัสดีๆ โอ๊ต มาอีกแล้วเหรอ เชิญๆ วันนี้ผมมีเด็กเชียร์เบียร์มาใหม่สองคน การันตีได้ว่าจะต้องประทับใจเป็นแน่”

          สาวเชียร์เบียร์ที่ยืนประกบอยู่ด้านหลัง เดินนำชานนท์ไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง ที่อยู่ลึกเข้าไปบริเวณในร้าน จังหวะที่ร่างของชานนท์ผละตัวนั่งลงบนเก้าอี้โซฟาร์ สาวเชียร์เบียร์ก็นั่งประกบทั้งสองฝั่ง พลางกับเงี่ยมือมาถอดเสื้อแจ็กเก็ต ชานนท์นึกขึ้นได้ว่าในเสื้อนั้นมีเงินจำนวนมากซุกซ่อนอยู่

         “ไม่ต้องๆ ผมถอดเอง” ชานนท์เริ่มมีเสียงดังทำให้สาวเชียร์เบียร์เหวอไปชั่วขณะ

        หลังจากที่ชานนท์ถอดเสื้อแจ็กเก็ตเสร็จแล้ว เขาก็วางไว้บนตัก ก่อนจะโอบไหล่ของสาวเชียร์เบียร์มาประกบด้านข้าง

         “ใจเย็นสิจ๊ะ สาวๆ อย่าเพิ่งรีบร้อนไป”

         ในจังหวะนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เขารู้สึกรับสัมผัสการสั่นสะเทือนได้ที่ต้นขาตรงบริเวณกระเป๋ากางเกงยีนส์ จึงล้วงมันออกมา แต่กลับชักสีหน้าเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าปลายสายเป็นเชอร์เบท จึงตัดสินใจไม่กดรับแล้วเก็บมันเข้ากระเป๋าตามเดิม

         “ไม่รับโทรศัพท์ก่อนเหรอคะ”

         “ช่างมันเถอะ ตอนนี้ผมอยากผ่อนคลายน่ะ เรามาสนุกกันดีกว่านะ อย่าให้คนอื่นมาทำให้เสียบรรยากาศเลยนะ”

         สาวเชียร์เบียร์อีกคน ลากรถเข็นอาหารเครื่องดื่มที่มีถังน้ำแข็งและเบียร์ขวดใหญ่ยาวมาถึงที่ สาวเชียร์เบียร์ที่นั่งอยู่จึงลุกขึ้นเพื่อไปช่วยกันชงเบียร์ เริ่มจากคนหนึ่งคีบน้ำแข็งที่อยู่ในถัง ใส่แก้ว ส่วนอีกคนก็เปิดฝาเบียร์ แล้วเทมันลงไปหลังจากที่สาวเชียร์เบียร์คนแรกใส่น้ำแข็งจนเต็มแล้ว

         “อ่ะนี่ค่ะ”

         “หู้…” ชานนท์อุทานขึ้น “ช่างมีความสุขอะไรปานนี้” เขาพูดพลางหัวเราะเล็กน้อย

         รสชาติของเหล้าที่ค่อยขย่อนเข้าปาก คงไม่เข้มข้นเท่ากับการได้ใกล้ชิดกับสาวเชียร์เบียร์แบบแนบชิด

ในขณะที่ เชอร์เบทก็กระหน่ำโทรเข้ามือถือเขาอย่างต่อเนื่องประมาณสิบกว่าสายได้ แต่เมื่อไม่มีแนวโน้มว่าชานนท์ จะกดรับโทรศัพท์เลยสักนิด เธอเองเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาแล้ว

         “จะเล่นแบบนี้กับกูใช่ไหม ได้เลย เดี๋ยวจัดให้” เธอลุกพรวดก่อนจะไปเดินเปิดลิ้นชิ้กที่โต๊ะในห้องนอนเพื่อหยิบปืนใส่กระเป๋าสะพายสีดำ จากนั้นก็เดินกระฟัดกระเฟียดลงมาด้านล่างแล้วเงี้ยมือไปหยิบกุญแจซึ่งแขวนไว้ที่ตะขอหน้าประตูบ้านพร้อมกดรีโมทเพื่อให้ประตูรั้วเปิดออกอัตโนมัติ เพียงไม่กี่อึดใจ รถยนต์บรอนซ์สีน้ำเงินก็ถูกขับออกไปด้วยความเร็วสูง

         ชานนท์เองที่กำลังอิ่มเอมกับความสุขครั้งนี้ ไม่รู้เลยว่ากำลังจะเกิดเรื่องวุ่นในอีกไม่ช้า เขายังคงโอบกอดร่างของสาวเชียร์เบียร์ประกบทั้งสองข้าง พลางกับชวนทั้งคู่ไปเที่ยวต่อ หลังจากทั้งคู่ออกกะแล้ว

         “สาวๆจ๊ะ พอออกกะแล้ว จะไปไหนกันต่อดีจ๊ะ”

         “อันนี้ก็แล้วแต่ คุณพี่จะพาไปเลยค่ะ พวกเราทั้งคู่ไปได้หมดแหละ ถ้ามีพี่ไปด้วย” มือของสาวทั้งคู่ต่างลูบไล้ไปทั่วลำตัวในขณะที่พูด

         “ว้าว ดีจัง” เขาเผลอยิ้มอย่างเริงร่า

         “ปกติพวกเราออกกะก็ประมาณตีสองนะ แต่ว่าถ้าพี่ใจร้อน อยากไปเที่ยวกับพวกเราต่อ พี่ก็ลองขอเจ้านายพวกเราดูสิ พี่กับเจ้านายพวกเราสนิทกันไม่ใช่เหรอ”

         “จริงด้วยสิ” เขาโบกมือเรียกพนักงานเสิร์ฟซึ่งเดินผ่านหน้าโต๊ะเขาซึ่งในมือกำลังถือบิลเพื่อจะไปเช็คบิลที่โต๊ะของลูกค้าท่านอื่นที่อยู่ด้านหน้าถัดจากโต๊ะของเขาไปพอดี  

         “น้อง”

         พนักงานเสิร์ฟหยุดชะงัก และหันกลับมาเพื่อรับออเดอร์จากโต๊ะของเขา “ครับผม”

         “น้องไปตามเจ้าของร้าน ออกมาพบพี่หน่อยป่ะ”

         “อ่อได้ครับ รอสักครู่น่ะครับ”

         พนักงานเสิร์ฟคนนี้ มอบบิลฝากให้กับพนักงานเสิร์ฟอีกคนที่โดนสวนมา “ฝากด้วยน่ะโว้ย” เพื่อที่ตัวเองจะได้ไปตามเจ้าของร้านตามคำขอของชานนท์ ใช้เวลาไม่นานนัก เจ้าของร้านก็เดินมาหาชานนท์ถึงที่โต๊ะ

         “เป็นไงบ้าง เด็กเชียร์เบียร์ของผม ถูกใจคุณไหม”

         “ถูกใจสุดๆไปเลย นี่ๆ ขอยืมเด็กเชียร์เบียร์ไปเที่ยวต่อหน่อยดิ ถูกใจว่ะ แบบว่าขอให้เด็กมันหยุดงานก่อนเวลาสักวันหนึ่ง อะไรประมาณนี้”

         เจ้าของร้านถึงกับกั้นหัวเราะไม่อยู่ “เอาๆๆ สิ ก็ได้ๆ นี่เห็นกับลูกค้าประจำนะเนี่ย สงสัยเด็กเชียร์เบียร์คงเด็ดจริงๆ ถึงขนาดขอกันอย่างนี้เลย”

         “ว้าว สุดยอดไปเลย เจ้าของร้านดีเด่น ขอบใจมาก”

         ชานนท์หันไปพูดกับเด็กเชียร์เบียร์ทั้งสองที่โอบอยู่ทั้งสองข้าง “ดีใจไหมจ๊ะ สาวๆ”

         เขาหยิบซองออกมาจากเสื้อแจ็กเก็ต ก่อนจะหยิบแบงค์พันออกมา แล้ววางไว้บนโต๊ะ หูตาของเด็กเชียร์เบียร์ถึงกับเป็นประกาย เมื่อพบซองที่บรรจุเงินมหาศาล “อ่ะนี่ ไม่ต้องทอน ถือเป็นค่าตอบแทนน้ำใจ ที่คุณยอมให้สาวๆ ไปเที่ยวกับผม” เช่นเดียวกันกับเจ้าของร้าน เขารู้สึกอึ้งอยู่ในใจ อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา

         “ว้าว!”

         “อึ้งใช่ไหมล่ะครับ เอาไว้ถ้าไม่อยากทำผับแล้ว บอกผมได้ เดี๋ยวผมพาเข้าวงการ รับรองเด็ดครับ” สายตาของเขาดูเหมือนว่าจะละจากสาวๆได้ไม่นาน ก่อนจะหันมาสบตาแล้วเอ่ยต่อ ไปกันเถอะจ้ะ สาวๆ”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น