สุนิฎา
email-icon

คอมพังนะจ๊ะ ช่วงนี้ลงช้าหน่อยเปลี่ยนไปอัพในมือถือตอนเลยจะดูสั้นๆหน่อยน๊า

บทที่ 6 : เริ่มต้น

ชื่อตอน : บทที่ 6 : เริ่มต้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 30

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2562 23:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6 : เริ่มต้น
แบบอักษร

เหล่าผู้คนในชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือในชุดไปรเวทต่างดันกันกรูลงบันไดเข้ามาจนบางคนนั้นตกลงมาแขนขาหักบ้าง คอหักบ้างแต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาแต่ละคนชะงักแม้แต่น้อย เหล่าผู้คนนั้นยังคงลุกขึ้นมาเดินได้อย่างปกติแม้จะมีบางส่วนของร่างกายบิดงอไปบ้างก็ตาม เหมือนว่าเป้าหมายสูงสุดของพวกเขาในตอนนี้คือผู้กองหนุ่มตัวคนเดียวที่อยู่ท่ามกลางฝูงมนุษย์มฤตยูนับหลายสิบคน 

"บะ...บ้า...น่า นี่มันอะไรกัน โรเจอร์ ลอว์สัน ได้ยินผมมั้ย" วอร์คเกอร์พยายามเรียกชื่อลูกน้องของเขาที่กำลังเดินมาหาอยู่แนวหน้าในสภาพที่ไม่ต่างอะไรจากซากศพมากนัก และเลือดสดๆค่อยๆไหลออกตามบาดแผลที่เกิดจากการกัดส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง ด้วยจำนวนที่มากนับสิบนี้เมื่อกลิ่นรวมกันมากๆแล้วนั้นก็น่าชวนอ้วกไม่น้อย 

ปังๆๆๆ!!! กระสุนปืนถูกยิงออกจากปากกระบอกปืนพกของวอร์คเกอร์ ปลิดชีพลูกน้องสองคนของเขาในแนวหน้าทันที เหงื่อของเขาเองก็เริ่มตกเล็กน้อย สถานการณ์เริ่มตึงเครียดทุกนาที เหล่าฝูงชนก็ค่อยๆทยอยกันเบียดเสียดลงบันไดมาจนตอนนี้นั้นครึ่งนึงของลานจอดรถชั้นใต้ดินเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่ไม่ใช่คน 

"ไม่อยากจะทำอย่างนี้เลย" ระเบิดลูกเกลี้ยงถูกขว้างไปยังท่ามกลางฝูงชนนั้นจนเกิดระเบิดขึ้น ชิ้นส้วนเนื้อสดๆกระจัดกระจายเละเทะไปทั่วเปลี่ยนสีพื้นผนังสีเงินเทาเป็นสีแดงเลือดและถูกแต่งเติมไปด้วยชิ้นส่วนเครื่องในที่ไม่ค่อยน่าดูชมเสียเท่าไหร่ ก่อนที่ซากพื้นคอนกรีตจะถล่มมาปิดกั้นทางจากแรงระเบิด ทำให้วอร์คเกอร์ตอนนี้ถูกตัดขาดจากฝูงชนกระหายเลือดกลุ่มนั้นเป็นที่เรียบร้อยเหลือเพียงแค่เขาที่จะต้องออกไปจากที่นี้ตอนนี้เลย เขาฉุดคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะโทรหาเข้าเบอร์ที่ถูกเมมชื่อไว้ว่า นีล ซิลเวอร์เบิร์ก 

"สวัสดี มีอะไรหรือเปล่าผู้กอง โทรมาเร็วกว่าที่คิดอีกนะ" 

"เรื่องมันแย่กว่าที่คิดอีกว่ะเพื่อน" วอร์คเกอร์ตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นคลอนเพียงเล็กน้อย 

"เกิดอะไรขึ้นสโนว์" 

"ฉันรอดแค่คนเดียว เฉพาะตอนนี้อ่ะนะ" 

"เวรเอ้ย ได้ไงกัน" 

"มันเกิดขึ้นเร็วมากนีล ฉันว่าฉันจะลงไปใต้ดูเหมือนว่าที่นั่นยังเป็นปกติดีอยู่ไปเช็คน้องสาวฉันด้วยว่ายังอยู่ดีหรือเปล่า แต่ถ้าหากไปหาแกในสภาพแบบนี้คงไม่รอดแน่ ยังไงซะบ้านแกยังคงมีมาตราการรักษาความปลอดภัยเป็นอันดับต้นๆคงไม่เป็นอะไรมากเท่าที่ฉันอยู่ตอนนี้หรอก" 

"โอเคถ้าแกจะว่ายังงั้น ฉันจะไม่ห้าม ดูแลตัวเองดีๆละกัน" 

"เออแล้วเจอกัน ฉันก็ยังอยากจะเล่นกับหลานอยู่นะ" วอร์คเกอร์ตัดสายแล้วกลับมาคิดทบทวนเรื่องราวอีกครั้งว่าทำไมแต่ละอย่างไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลอะไรกันเลย เมืองที่สุดแสนจะไฮเทคทางด้านเทคโนโลยีขนาดนี้กลับเกิดโรคระบาดที่เปลี่ยนคนเป็นสัตว์ป่ากระหายเลือด และทางด้านรัฐบาลเองก็เพิกเฉยต่อเหตุการณ์นี้เหมือนพยายามจะปิดกั้นไม่ให้เรื่องพวกนี้รั่วไหลไปอีกด้วยถึงแม้จะพยายามปิดข่าวแล้วก็ตามทางด้านรัฐอื่นๆที่ได้ยินข่าวลือก็ไม่นิ่งเฉยที่จะปิดกั้นไม่ให้พวกผู้คนอพยพเข้าไป ให้ตายเถอะมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ 

วอร์คเกอร์ใช้เวลาอยู่ชั่วครู่กับการเรียบเรียงเหตุการณ์ของตัวเองแต่นั่นยิ่งทำให้เขาปวดหัวมากขึ้นเท่านั้นเพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรให้กระจ่างขึ้นมาได้เลย ทุกอย่างมันเกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดราวกับว่านี่เป็นบทลงโทษจากพระเจ้าที่ลงทัณฑ์แก่มนุษย์ 

"รีบไปดีกว่า ชักเป็นห่วงน้องสาวแล้วสิ" 

------------------------------------------------------------------------------------ 

23 กันยายน 2014 เวลาปัจจุบัน 02.15น. 

แฮ่กๆๆ..... เสียงลมหายใจที่หอบอย่างแรงดังรัวถี่ๆดังปนกับเสียงเท้ากระทบพื้นเป็นระยะๆ 

"โอเว่น ติดต่อศูนย์บัญชาการได้ไหม" 

"ไม่ได้เลยบรีย่า" 

ก๊าซซซซซ....!!! เสียงคำรามดังขึ้นก่อนตามมาด้วยวัตถุขนาดใหญ่ที่ฟาดลงโซฟาเก่าๆแหกเป็นสองท่อน 

"สงสัยเมื่อกี้พวกเราพูดดังไปหน่อย" 

ฟรึ่บ ! วัตถุขนาดใหญ่ที่คลับคล้ายคลับคลากับลูกตุ้มที่เต็มไปด้วยหนามได้ฟาดลงตามเสียงนั่น และตามมาด้วยเสียงที่ฟังดูน่าประหลาด ค่ะ...ค่ะ..แค...แคร่ก ค่ะ...ค่ะ...แค...แคร่ก ที่ร้องออกมาจากปากของตัวอะไรบางอย่างที่มือข้างขวานั้นรูปร่างคล้ายๆกับลูกตุ้มดังกล่าว ผิวสีซีดเผือก และไม่มีดวงตา ใบหูใหญ่กว่าคนปกติทั่วไป ฟันนั้นแหลมเล็กนับร้อยซี่พร้อมฉีกกระชากเนื้อให้ขาดออกจากกันอย่างง่ายดาย 

"ไอ้เจ้าตัวบ้านี่มันอะไรกัน" บรีย่ากระซิบข้างหูโอเว่นเบาๆ 

"กระสุนปืนทำอะไรมันไม่ได้เลย โชคดีที่ตามันมองไม่เห็นละกัน" 

ตัวประหลาดนั่นยังคงเดินวนหาทั้งสองอยู่รอบๆพร้อมกับเสียง ค่ะ...ค่ะ...แค...แคร่ก ค่ะ...ค่ะ...แค...แคร่ก พลัดกับกับเสียง กึกๆๆๆๆ ที่เกิดจากที่เอาฟันมากระทบกันสลับกันไปมา พลางกับพังข้าวของภายในห้องไปทีละชิ้นทีละชิ้น 

"หนีมาหลบในตึกร้างเนี่ยไม่ค่อยจะใช่ความคิดที่ดีเสียเท่าไหร่เลย" โอเว่นค่อยๆลุกขึ้นมองหาว่าตัวประหลาดตาบอดนั่นอยู่ตรงไหน ก็เห็นว่ามันหายไปแล้ว จึงสะกดให้บรีย่าลุกขึ้นตามมา ทั้งสองค่อยๆย่องช้าๆเพื่อให้เกิดเสียงน้อยที่สุดไปยังประตูทางออก บรรยากาศเงียบสนิทและวังเวงจนน่ากลัว ลมพัดอ่อนๆพาอากาศเย็นวูบนั้นทำให้ทั้งคู่แอบหวั่นๆอยู่บ้าง 

เมื่อถึงประตูทางออกขณะที่เปิดประตูอยู่นั้นเองก็เกิดเสียงดัง ครืด.... ที่เป็นเสียงประตูฝืดดังกึกก้องไปทั่วตัวซากอาคารเก่านี้ และก็ไม่ต้องคาดเดาอะไรมากว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เปิดประตูเจ้าตัวประหลาดแขนลูกตุ้มก็พุ่งออกมาจากห้องห้องหนึ่งที่อยู่ใกลสุดสายตาของทั้งสอง โอเว่นรีบคว้าแขนบรีย่าออกมาแล้วรีบปิดประตูอย่างรวดเร็ว 

"เอาไงดีโอเว่น" 

"ฉันก็ไม่รู้ มันต้องมีจุดอ่อนตรงไหนสักที่แหละ แแค่ตอนนี้พวกเรายังหาไม่เจอเท่านั้น" 

โครม...!!! ซากประตูกระเด็นออกมา ตามมาด้วยเจ้าตาบอดที่พุ่งตัวออกมาหยุดอยู่ตรงหน้าบรีย่าและโอเว่น เมื่อเห็นเช่นนั้นทั้งคู่ก็ค่อยๆถอยหลังให้ห่างจากมันช้าๆช้าๆ แต่แล้วเหมือนกับโชคชะตาเล่นตลกยังไงยังงั้นเมื่อเท้าของบรีย่านั้นได้ไปเหยียบกับใบไม้แห้ง 

แกรก... กราก... เท่านั้นแหละทั้งสองก็กระโดดหลบไปคนละทางอย่างอัตโนมัติ เจ้าตัวตาบอดมันก็พุ่งมาตามทิศทางของเสียงที่เกิดขึ้นและพยายามจะใช้มือซ้ายของมันคว้าอากาศไป 

สายตาของโอเว่นได้เหลือบไปเห็นก้อนเนื้อสีแดงสว่างกลางท้ายทอยของมันซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นจุดอ่อนของเจ้าตัวนี้ เขาส่งสัญญาณมือเป็นอันให้บรีย่าทราบว่าเขาเจอจุดอ่อนมันแล้วและให้บรีย่าพยายามหลอกล่อมัน เพื่อเปิดทางให้เขาได้เข้าไปโจมตีมันจากด้านหลัง ทางด้านบรีย่าก็หยิบก้อนหินขึ้นมาแล้วมองไปรอบๆลานดินกว้างๆนี้ว่าสามารถทำอะไรเพื่อหลอกล่อมันได้บ้าง 

แกร๊ง...!!! บรีย่าขว้างก้อนหินไปไปกระทบกับเศษกระป๋องที่ไม่ไกลจากจุดที่ตัวประหลาดนั่นอยู่ มันก็พุ่งไปตามปกติและจังหวะที่มันพุ่งนั้นโอเว่นก็วิ่งตามไปด้วยแต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงตัวมันได้ บรีย่าโยนหินไปข้างๆมันอีกรอบ คราวนี้โอเว่นก็สามารถย่องไปถึงตัวมันได้จากนั้นก็หยิบมีดพกขึ้นมาเสียบเข้าไปที่กลางก้อนเนื้อสีแดงผ่องบนท้ายทอยของมัน 

กรี๊ซซซซซ...!!! มันร้องด้วยน้ำเสียงฟังดูโหยหวยแล้วปัดโอเว่นลอยกระเด็นไปไกล ตัวประหลาดนั่นดิ้นรนอย่างทรมานเหมือนกับคนโดนน้ำร้อนลวก ก่อนจะแน่นิ่งและค่อยละลายกลายเป็นของเหลวสีขาวไป 

"มันตายแล้วใช่มั้ย แค่กๆ" โอเว่นไอๆเล็กน้อยจากการปะทะครั้งเมื่อกี้คงเป็นบทเรียนให้เขาได้รู้แล้วว่าถ้าหากโดนมันจับเป็นๆนี่คงไม่รอดไปแล้วแน่ๆ เรี่ยวแรงอันมหาศาลที่ผิดรูปจากขนาดของมันนั่นช่างอันตรายเสียจริงๆ 

"เป็นไรไหม โอเว่น" 

"แรงกว่านี้อีกนิดคงมีช้ำในกันบ้างแหละ" 

"โชคดีละ แล้วทีนี้จะไปไหนกันต่อดีล่ะ" 

"ไปบ้านฉันก่อนละกันห่างจากนี่ไปไม่ไกลมากนักประมาณสี่-ห้ากิโลได้" 

"มันก็ไกลอยู่นะ รถก็พัง จะเดินกันไปรึไง" 

"ก็คงต้องอย่างงั้นแหละ พอถึงบ้านฉันค่อยมาวางแผนติดต่อมาร์คัสและศูนย์บัญชาการอีกที" 

"เอางั้นก็ได้" บรีย่าพยุงโอเว่นขึ้นก่อนก่อนออกเดินเท้าไปตามถนนในยามราตรีที่เงียบงัน แสงไฟสลัวๆตามท้องถนนและลมเย็นๆยามค่ำคืนนี้หากเป็นดั่งวันปกติคงเป็นบรรยากาศที่แสนวิเศษไม่น้อย ทั้งสองค่อยๆประคองกันไปเรื่อยๆก็เห็นมอเตอร์ไซค์จ่ายตลาดที่สตาร์ทเครื่องไว้แล้วจอดทิ้งอยู่ มีคราบเลือดเปื้อนเบาะเล็กน้อย 

"ก็ยังดีกว่าเดินเท้าล่ะเนาะ" โอเว่นตรงไปยังมอเตอร์ไซค์คันนั้นทันที ในขณะที่กำลังจะขึ้นรถนั้นก็มีหญิงชราผู้หนึ่งกระโดดมาคว้าตัวไว้และพยายามจะกัดเขา โชคยังดีที่โอเว่นเอามือยันคอหญิงชราผู้นั้นได้แต่คงจะยันไว้ได้อีกไม่นานเมื่อเรี่ยวแรงของผู้หญิงคนนั้นมันมากมายเกินอายุที่เห็นในตอนนี้ 

ฉัวะ...!!! มีดถูกปักลงกลางกระหม่อมจนเห็นปลายมีดทะลุออกมาจากคางของหญิงชราคนนั้น บรีย่าช่วยชีวิตโอเว่นไว้และยังคงมือสั่นเล็กน้อยที่ตัวเองนั้นพึ่งจะลงมือฆ่าผู้หญิงแก่ๆคนนึงลงไป โอเว่นทำได้เพียงแค่เขาไปปลอบและบอกว่ายายคนนั้นมันไม่ใช่คนแล้วก่อนจะพาบรีย่าลุกขึ้นแล้วซ้อนมอเตอร์ไซค์ขับออกไปยังบ้านของเขา  

ปกติแล้วก็ต้องมีรถขับผ่านหูผ่านตาบ้างแล้วในเวลาแบบนี้แต่เวลานี้นั้นกลับไม่เห็นเพียงรถสักคัน ถนนหนทางยังคงเงียบสนิท มีเพียงแค่เสียงลมเท่านั้นที่ยังได้ยิน ราวกับว่าเมืองนี้ไม่มีใครอยู่เลย คนหายไปไหนกัน คำถามมากมายยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเขาตลอดทางรวมถึงเหตุการณ์ที่เขาเจอบนป่าเขาวังวนก็ด้วยและก็ไม่ได้คาดคิดด้วยว่าจะต้องเสียเพื่อนร่วมงานอย่างโคลอี้ไป แถมยังต้องทิ้งหัวหน้าทีมตัวเองอย่างมาร์คัสไว้กลางป่าแบบนั้นอีก ใครจะไปคิดว่างานสอดแนมจะกลายเป็นงานฆ่าตัวตายเสียอย่างนั้น ได้แต่เพียงหวังว่ามาร์คัสคงมีชีวิตรอดกลับมาได้ ป่านั่นเต็มไปด้วยผู้คนที่กระหายเลือดและบ้าคลั่งจนอธิบายไม่ได้ ไอ้พวกทหารรับจ้างคงไม่อยู่ที่แบบนี้ๆแน่ และทำไมฟรอสต์ถึงบอกว่าเป็นที่นี่ เขาไปได้ข่าวมาจากไหนกัน ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว โอเว่นพยายามไม่นึกอะไรไปมากกว่านี้จนมาถึงบ้านของเขา 

"บรีย่าเธอเห็นสัญญาณชาวบ้านอะไรบ้างมั้ยตลอดทางที่มานี่" 

"ไม่อ่ะ แต่มันจะตีสามแล้วนะโอเว่นคนเขาอาจจะนอนกันแล้วก็ได้" 

"ไม่รู้สิฉันว่ามันแปลกๆ" 

"มีอะไรแปลกกว่าที่เราเจอวันนี้อีกล่ะ" 

"นั่นสิ รีบเข้าบ้านกันเถอะ" โอเว่นเอามอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดไว้ในบ้านของเขาและออกมาปิดประตูรั้วบานใหญ่พร้อมกับล็อคมันอย่างแน่นหนา เมื่อเช็ครอบนอกตัวบ้านเห็นว่าปลอดภัยจึงเข้าบ้านไปหาบรีย่าที่เข้าไปรออยู่ข้างในแล้ว 

"จะไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดตามสบายนะ ส่วนชุดก็มีแต่ของผู้ชายเธอคงใส่ได้อยู่หรอก" 

"ก็ดีเหนียวตัวจะแย่อยู่แล้ว" หญิงสาวลุกออกไปอาบน้ำเหลือเพียงโอเว่นที่นั่งอยู่โซฟาในห้องนั่งเล่นของเขาอยู่ตอนนี้ เขาหยิบวิทยุขึ้นมาพยายามติดต่อไปยังศูนย์บัญชาการATDแต่ก็ไม่มีการตอบรับใดๆกลับมาทำให้เขาถึงกับหัวเสียปาวิทยุทิ้งทันที ก่อนจะเปิดโทรทัศน์ดูข่าวสถานการณ์เบื้องต้นว่าเกิดไรขึ้น จับใจความได้ว่าตอนนี้เกิดเหตุโรคฆาตกรระบาดหนักไปทั่วเฮเฟ่น พื้นที่ในหลายๆเขตถูกยึดโดยกลุ่มคนที่ติดเชื้อโรคฆาตกร โดยโรคนี้จะสามารถแพร่เชื้อได้โดยการกัดเท่านั้น เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุว่ามันเกิดขึึ้นได้ยังไง ทุกเขตตอนนี้วุ่นวายกันไปหมด ตำรวจและทหารในหลายพื้นที่ได้สร้างค่ายป้องกันไปแล้วบางส่วน ทางรัฐบาลเองก็ยังยืนยันว่าสถานการณ์นี้ยังสามารถควบคุมได้แน่นอน แม้ว่าตอนนี้เฮเฟ่นจะถูกทางด้านรัฐอื่นปิดกั้นการอพยพแล้วก็ตาม ขอให้ทุกท่านอยู่แต่ในบ้านล็อคบ้านไว้ให้ดีหรือหาทางไปยังค่ายป้องกันที่ใกล้ๆกับที่ๆท่านอยู่ แล้วจะมารายงานสถานการณ์ใหม่ในยามเช้าค่ะ - HV News 

"มันเกิดบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย..." 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}