missbronzed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

นายประหลาด 01: เหงาเป็นเหตุ

ชื่อตอน : นายประหลาด 01: เหงาเป็นเหตุ

คำค้น : เหงาเป็นเหตุ

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 79

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มิ.ย. 2562 01:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นายประหลาด 01: เหงาเป็นเหตุ
แบบอักษร

นายประหลาด 01: เหงาเป็นเหตุ

 

 

20.30 น.

ตอนนี้ฉันกำลังขับรถกลับคอนโดหลังจากพามะม่วงไปคลินิกรักษาสัตว์ค่ะ ก็ยัยมะม่วงลูกของฉันมันดูซึมๆไม่กินข้าวเลยทั้งวัน  ฉันสงสัยว่ามันน่าจะท้องอืดก็เลยพาไปหาหมอให้แน่ใจดีกว่าเลยต้องรอดูอาการคืนนึงพรุ่งนี้ถึงจะมารับกลับบ้านได้ วันนี้ก็คงต้องนอนคนเดียวเหงาแย่เลย นี่เป็นครั้งแรกเลยนะตั้งแต่ที่เลี้ยงยัยมะม่วงมา เรียกได้ว่าไม่เคยห่างอกแม่เลย

 

‘ ว๊ายย ‘

‘ เอี๊ยดดด! ’

 

ฉันเหยียบเบรกจนเล็บเท้าจิกเกร็ง หัวที่ถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับพวงมาลัยรถอย่างแรงเพราะแรงเหวี่ยงของรถที่เบรกกะทันหันซึ่งขับมาค่อนข้างเร็ว  ที่จู่ๆก็มีคนวิ่งมาตัดหน้ารถแล้วตอนนี้คนเมื่อกี้ก็ล้มหมดสติอยู่หน้ารถฉัน ทำยังไงดียัยเกล ! ตอนนี้สติของฉันหลุดลอยมันทำอะไรไม่ถูก มือไม้สั่นแต่ฉันมั่นใจนะว่าฉันไม่ได้ชนฉันสาบานได้ว่าฉันเบรกทันจริงๆ   แต่..ถ้าฉันเบรกทันจริงๆแล้วทำไมเค้าถึงล้มลงไปล่ะ!  ทุกอย่างในหัวตอนนี้ตีกันไปหมดฉันไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มยังไงต้องเริ่มทำอะไรก่อน ได้แต่นั่งกัดเล็บเหมือนเด็กสามขวบอยู่ในรถแล้วพร่ำถามกับตัวเองว่าทำไงๆ ? เค้าจะตายมั้ย? ฉันต้องพาเค้าไปโรงพาบาลก่อน โทรหาตำรวจ  โทรหาเพื่อนหรือต้องลงไปดูเค้าก่อน เนี่ยยัยเกล!     

 

“ พู่วว…โอเคยัยเกลตั้งสติๆ แกต้องลงไปดูเค้าก่อน ใช่! สติ ”

ฉันถอยหายใจยาวๆก่อนจะเรียกสติตัวเองให้กลับมาแล้วตัดสินใจเดินลงไปดูก่อนน่าจะดีที่สุด ฉันค่อยๆเปิดประตูก้าวลงจากรถพร้อมกับภาวนาในใจให้คนตรงหน้าไม่เป็นอะไรแล้วยื่นนิ้วชี้ที่มือสั่นอย่างกับเจ้าเข้าเพื่อเช็คดูว่าคนที่นอนแน่นิ่งอยู่หน้ารถฉันยังหายใจอยู่มั้ยเหมือนกับละครที่ฉันพึ่งดูมาเมื่อคืนแต่มันต่างกันที่พอนางเอกยื่นมือเข้าไปแล้วพระเอกต้องฟื้นขึ้นมาสิ แต่ทำไมนายคนนี้ไม่ฟื้นล่ะ!?

 

“ …คุณคะ ”

“ คุณ ”

“…”

 “ ทำไงดียัยเกล!  …ใช่ๆฉันต้องพาเค้าไปโรงพยาบาล ”

ฉันพยายามเขย่าแขนเค้าอยู่หลายครั้งแต่สิ่งที่ได้กลับมามีแต่ความว่างเปล่า ก่อนจะพยุงผู้ชายคนนั้นขึ้นรถแล้วรีบขับรถไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเท่าที่ความเร็วรถจะไปได้

 

“คุณ…อย่าพึ่งเป็นอะไรนะ ”

“ ฉันกำลังพาคุณไปโรงพยาบาลนะ คุณตอบฉันหน่อยสิ! ขอร้อง ”

.

.

“ ฮึก…คุณอย่าเป็นอะไรนะ ” T^T

ในระหว่างที่ขับรถไปน้ำตาที่ฉันกลั้นไว้ก็พรั่งพรูออกมาแบบไม่รู้ตัวเหมือนกับสายฝนที่ไม่ยอมหยุด ได้แต่คิดว่านี่ฉันขับรถชนคนตายหรอ? ฉันฆ่าคนตาย?  ตอนนี้ฉันเหมือนคนบ้าที่โหวกเหวกโวยวายพยามเรียกเค้ามาตลอดทาง  แต่ไมมีท่าทีว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆฉันจะฟื้นเลย ไม่เลย…เค้าไม่แม้แต่จะกระดิกตัวเลย

มันไม่เหมือนกับในละครที่เราจะประครองสติหรือเข้มแข็งพอที่จะเชื่อว่าฉันยังมีหวังว่าเค้าจะไม่ตายก่อนถึงโรงพยาบาล…   

แต่เท่าที่สังเกตดูก็มีแผลถลอกที่แขนนิดหน่อยแต่ทำไมเค้าไม่ฟืนล่ะ! หรือหัวกระแทกกับพื้นแล้วเลือดคั่งในสมอง?  ฮือ…ตายแน่ยัยเกล ตายๆ ToT

 

 

 

 

“ …ผมไม่ไปโรงบาล ”

สักพักสวรรค์ก็เห็นใจฉัน เสียงที่ฉันภาวนาอ้อนวอนให้ตอบกลับมาก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงสั่นเครือที่ฉันพยายามจับใจความจนได้

“ ไม่ได้! คุณต้องไปหาหมอให้เค้าตรวจร่างกายก่อน ”

.

.

“…”

“ คุณๆ อย่าหลับนะ ”

 

“ …ขอร้อง ”

เค้าหันหน้ามามองฉันพร้อมตอบกลับมาด้วยเสียงที่ยังคงสั่นเครือและเนื้อตัวที่สั่นเทิ้มเหมือนกับคนที่ไม่สบาย แต่ถ้าไม่ไปโรงบาลแล้วจะไปไหนล่ะ  ไปไหนดี? คิดสิคิด! ?

 

 

 

 

 

CONDO AA

.

.

สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจพาเค้ามาที่ห้อง เผื่อเค้าอาจจะไม่ได้เป็นอะไรมากอย่างที่คิดเลยให้ลุงยามหน้าคอนโดช่วยแบกขึ้นมาส่ง   ฉันนั่งเฝ้าเค้าอยู่ข้างเตียงจนตอนนี้ก็ผ่านมาได้ชั่วโมงนึงแล้วแต่ผู้ชายคนนั้นที่นอนอยู่บนเตียงก็ไม่ยอมตื่นขึ้นมาให้ฉันได้ใจชื้นสักที  …ไม่รู้ว่าเค้าเป็นอะไรกันแน่ T_T

 

 

“…อือ”

“คุณ!…ฟื้นแล้วหรอ?  คุณเจ็บตรงไหนบ้างมั้ย ? ”

“ …ถะ ถอยออกไป ”

“ ฉันว่าคุณไปหาหมอหน่อยมั้ย ไปตรวจร่างกายดูเผื่อเป็นอะไรจะได้รักษาทัน ”

 

 

“ พู่ววว …. ผมขอโทรศัพท์หน่อยแล้วก็ช่วยออกไปไกลๆที ”

“ ได้ค่ะ แต่คุณไม่ไปโรงบาลจริงๆหรอ? ”

 

“…ขอร้อง ”

 

 

‘ ชัย ผมไม่ไหวแล้วคุณมารับผมที ’ 

‘ขอโทษนะครับท่านประธาน พอดีแม่ผมเข้าโรงพยาบาลไม่สะดวกไป ให้ผมโทรหาคนขับรถให้มั้ยครับ ‘ 

‘หือ.. พู่วว   ไม่เป็นไรคุณดูแลแม่ไปเถอะ …เดี๋ยวมันคงดีขึ้น ’ 

‘แต่เสียงท่านประธานฟังดูไม่ค่อยดีเลยนะครับ อาการกำเริบหรอครับ?  งั้นเดี๋ยวผมจะรีบไป ‘ 

แต่คนต้นสายก็เลือกที่จะตัดสายทิ้งเพราะไม่อยากให้คนอื่นต้องมาลำบากกับโรคบ้าๆของตัวเองที่โตขนาดนี้แล้วแค่จะกลับบ้านเองยังทำไม่ได้  คิดดูแล้วถ้าเค้าขอเธอนอนที่นี่ซักคืน…เธอจะโอเครึเปล่า? แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างนอนที่นี่กับต้องนั่งแท๊กซี่กลับบ้านพร้อมกับคนแปลกหน้าและผู้คนมากมายในตอนกลางคืนมีหวังคืนนี้ไม่รอดแน่ จากที่ลองสังเกตอาการตัวเองดูก็แปลกใจนิดๆที่เห็นเธอแล้วกลับไม่ได้รู้สึกกลัวเท่ากับคนอื่นๆที่เคยเจอ  กลับกันสายตาของเธอที่มองมามันมีทั้งความกังวลและเป็นห่วงในเวลาเดียวกัน แต่ยังไงซะอยู่ห่างเธอไว้น่าจะดีกว่าเพราะบางทีมันอาจจะไม่เป็นอย่างที่คิด

 

ในระหว่างที่เค้าคุยโทรศัพท์ฉันก็ออกมาหากล่องยาว่าจะไปทำแผลให้เค้าสักหน่อย  ถ้าไม่ยอมไปโรงพยาบาลอย่างน้อยก็ให้ฉันได้ทำแผลคงจะช่วยให้ฉันหายรู้สึกผิด เป็นกังวลกับเค้าไปบ้าง

“ ขออนุญาตนะคะ  พอดีคุณมีแผลที่แขนเดี๋ยวฉันทำแผลให้ ”

“ดะ.. เดี๋ยวผมทำเอง  คุณออกไปเถอะ ”

“ ให้ฉันทำเถอะค่ะ ”

ฉันถือวิสาสะคว้าแขนเขาขึ้นมาก่อนจะเปิดกล่องยาสี่เหลี่ยมหยิบสำลีชุบแอลกอฮอล์มาเช็ดรอบๆแผลและหยิบเบตาดีนขึ้นมาทา แต่สักพักมือเค้าก็ดูสั่นๆ หายใจหอบถี่อีกทั้งดวงตาที่ดูแดงก่ำเหมือนกับคนที่กลัวอะไรมากๆจนแทบจะร้องไห้ 

“ คุณ! ทำไมตัวคุณสั่นขนาดนี้อ่ะ ไปโรงบาลเถอะ ”

“….”

เขาไม่สามารถแม้แต่จะเอ่ยปากบอกเธอได้เลย ไม่แม้แต่จะบังคับให้ไม่สั่นหรือความรู้สึกแน่หน้าอกที่มันมากขึ้นเรื่อยๆ มันใกล้เกินไปสำหรับเขาและคนแปลกหน้า  เธอดูเป็นห่วงมากจนเขายอมให้เธอทำแผลแต่มันก็ไม่สามารถทนได้มากพอกับความกลัวที่เขากำลังต่อสู้อยู่

 

‘ ฟึบ! ’

 

“ เฮ้ย คุณ !” O_O

จู่ๆเค้าก็สลบลงไปต่อหน้าต่อตาฉัน นี่สรุปเค้าเป็นอะไรกันแน่เนี่ยหรือเค้าเป็นโรคหัวใจแล้วหัวใจวาย  เค้าจะตายมั้ย? ร่างกายฉันรวนไปหมดเหมือนคนที่ขาดสติมือไม้ที่เริ่มสั่นไม่ต่างจากผู้ชายคนนั้น นี่นายจะมาตายในห้องฉันไม่ได้นะ!  ก่อนจะตัดสินใจบางอย่างเพื่ออนาคตของฉันและยัยมะม่วงที่ยังไม่พร้อมจะกินข้าวคลุกปลาทูในคุก  เอาวะ!ยัยเกล  

 

 

 

 DD HOSPITAL

.

.

“ คุณเกวลินญาติคนไข้ที่ชื่อคุณกองทัพ รึป่าวคะ ? ”

“ ไม่ชะ….เอ่อ ใช่ค่ะ ”

“ คุณหมอขอเรียกพบเรื่องอาการของคนไข้ค่ะ ”

จากนั้นพยาบาลก็พามาพบคุณหมอเพื่อคุยเรื่องอาการของผู้ชายคนนั้น เห้อออ นี่ไม่รู้ว่าไปเป็นญาติเค้าตอนไหน แต่ก็ชั่งมันเถอะถือซะว่าช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอีกอย่างเพื่อความสบายใจของตัวฉันด้วย ดีนะว่าฉันค้นเจอบัตรประชาชนในเสื้อเค้าก่อนไม่งั้นได้ตายเปล่าแน่ๆ แต่พอคิดแล้ว..นี่เค้าเป็นมากถึงขนาดคุณหมอต้องเรียกไปคุยเลยหรอฉันต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตแน่ๆเลย  ยัยเกลเอ๊ยนี่มันวันอะไรของแกเนี่ยยย  ToT

 

 

‘@[email protected]

ฉันเดินงงๆออกมาจากห้องคุณหมอหลังจากที่ฟังคุณหมออธิบายเรื่องอาการกับประวัติการรักษาและวิธีดูแลผู้ชายที่ชื่อกองทัพให้ฟัง ก็ยังแปลกใจไม่หายว่ามันมีโรคนี้จริงๆหรอ o_O? แต่ถ้ามันไม่มีจริงแล้วหมอจะโกหกฉันไปทำไม? มันมีจริงหรอ? โอ๊ย! ปวดหัวเลิกคิดๆยัยเกล  …ถ้าเค้าเป็นแบบที่คุณหมอพูดจริงๆก็พอจะเข้าใจแล้วล่ะว่าเพราะอะไรเค้าถึงได้ตัวสั่นและพยายามบอกให้ฉันถอยออกห่างๆเหมือนรังเกียจทุกทีที่ฉันเข้าใกล้เลย

 

 

 

 

“ยัยเกลเอ๊ย! กลัวเหงามากแล้วเป็นไงล่ะมานั่งจิตตกเฝ้าใครก็ไม่รู้ หายเหงารึยัง!?  ”

ฉันนั่งบ่นกับตัวเองระหว่างนั่งเฝ้านายกองทัพอะไรนั่นอยู่ทีเก้าอี้ข้างเตียง โทรศัพท์ก็ปลดล็อกไม่ได้จะโทรหาญาติเค้าก็เป็นไปไม่ได้เลย นี่ฉันต้องนอนเฝ้านายจริงๆหรอเนี่ย  เห้อออ ก่อนจะถอนหายใจยาวๆแล้วกลับคอนโดไปอาบน้ำเตรียมของมานอนโรงพยาบาล

 

 

 

00.00 น.

‘ กึก ’

ฉันเปิดประตูห้องพักพิเศษที่ทำเรื่องขอย้ายนายคนนั้นมาก่อนที่จะกลับคอนโดแต่จำได้ว่าก่อนจะกลับฉันปิดไฟไว้ แล้วทำไมตอนนี้ไฟเปิดอยู่ …สงสัยพยาบาลมาตรวจแล้วลืมปิดแหละมั้ง  ว่าแล้วก็ผลักประตู้เข้าไปก่อนที่จะตกใจน่าเหวอที่คนบนเตียงหายไป!

“เฮ๊ย!  คุณ? ”

หรือว่าอยู่ที่ระเบียงว่าแล้วก็รีบสาวเท้าอย่างไวไปดูแต่ก็ไม่เจอ สงสัยเข้าห้องน้ำแน่ๆคงไม่เหมือนในละครที่หนีออกจากโรงพยาบาลหรอกมั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูแต่เป็นเวลาเดียวกันกับคนในหองน้ำที่เปิดประตูออกมาพอดี

 

‘ กึก’

“ เฮ๊ย! ”

“ O[]O  ว๊ายย    เพี๊ย!”

“…”

“ขะ…ขอโทษคุณ ฉันตกใจมือมันก็เลยไปเร็วไปหน่อย ”  -_-”

ฮือ เค้าจะโกรธฉันมั้ยเนี่ยที่จู่ๆก็ไปตบหน้าเค้าแบบนั้น ทำไงได้ก็คนมันตกใจหนิไม่ได้ตั้งใจนะคุณยกโทษให้ฉันด้วยนะ ยกมือกราบทาบอก  

“…”

“ อ่อ ลืมไปเดี๋ยวฉันเดินไปหน้าประตูนะคุณ..จะได้ไม่กลัว ”

พูดจบฉันก็รีบเดินไปที่หน้าประตูพร้อมกับหันหลังให้เพื่อที่จะได้ไม่สบตาเค้าตามที่คุณหมอบอกว่าคนที่เป็นโรคนี้ส่วนมากจะคิดว่ามีคนกำลังจ้องมองเขาอยู่ซึ่งจะทำให้เขากลัวว่าตัวเองจะทำอะไรผิดทำให้เกิดความรู้สึกประหม่าแล้วอาการจะแรงขึ้นตามลำดับและยิ่งถ้าเกิดอาการหายใจติดขัดให้รีบช่วยเหลือในเบื้องต้นไม่งั้นจะทำให้เกิดการแน่นหน้าอกจนช็อกได้

 

 

 “ ฉัน…ปิดไฟนะคุณ ”

หลังจากที่ยืนหันหลังได้ซักพักก็คิดว่าน่าจะอยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้วเลยปิดไฟในห้องเหลือไว้แค่ตรงระเบียงแล้วเดินไปนั่งที่โซฟาข้างเตียงกะว่าจะพูดกับเค้านิดหน่อยคิดว่าปิดไฟแล้วเค้าไม่น่าจะกลัว

“…”

“ เอ่อ… ฉันชื่อเกลนะคุณกองทัพใช่มั้ย ขอโทษที่ถือวิสาสะค้นกระเป๋านะคุณ พอดีมันเป็นเรื่องด่วนอ่ะ

…แค่นี่แหละคุณพักผ่อนเถอะเดี๋ยว..ฉันอยู่แถวๆนี้แหละ ”

บรรยากาศตอนนี้มันอึดอัดมากก ฉันไม่รู้ว่าเค้าได้ฟังฉันมั้ยหรือหลับแล้วเพราะห้องที่มืดสนิทและไม่มีการตอบกลับจากคนบนเตียงได้ยินแค่เสียงหายใจที่ดังขึ้นเป็นบางจังหวะเท่านั้น ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแล้วภาวนาให้ผ่านไปเช้าวันใหม่ทีเถ๊อออะ

.

.

.

“ …คุณรู้อะไรมา? ”

เสียงที่ดังขึ้นปลุกให้ตื่นจากการเคลิ้มหลับ คิดว่าหลับแล้วซะอีกที่ไหนได้แค่เป็นคนปากหนักทำให้ฉันเหมือนคนบ้าที่นั่งคุยอยู่คนเดียวงั้นหรอ  ชิ! ถ้าไม่ป่วยจะด่าให้หน้าชาเลยเสียมารยาทปล่อยให้พูดอยู่คนเดียวได้ไง

 

“ เปล่า ”

“ ผมถามว่าคุณรู้อะไรมา ” 

เขาถามย้ำเธออีกครั้งหลังจากได้คำตอบกลับมาที่ฟังดูก็รู้ว่าโกหก เขาไม่อยากให้ใครรู้ว่าเป็นอะไร ไม่อยากให้คนอื่นๆมองมาเหมือนเป็นตัวประหลาด ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาขี้ขลาดและตัวสั่นทุกครั้งที่เจอคนแปลกหน้า ไม่อยากให้ใครรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเขา ทุกวันนี้ก็มีแค่เลขาคนสนิทกับแม่บ้านที่เป็นแม่นมเท่านั้นที่รู้และเข้าใจเขาทำให้อยู่กับโรคแปลกประหลาดนี้มาได้จนถึงทุกวันนี้หลังจากที่พ่อแม่เสียไป

 

ฉันนั่งคิดอยู่สักพักว่าจะพูดออกไปดีมั้ยมันจะทำให้เค้าดูไม่มีความเป็นส่วนตัวรึเปล่าที่ฉันรู้เรื่องส่วนตัวเค้ามากเกินไป  แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดออกไป

“…อืม ก็โรคที่คุณเป็นอยู่นั่นแหละพอดีคุณหมอเรียกญาติไปคุยแล้วก็มีแค่ฉันที่พาคุณมาก็เลย… แต่คุณไม่ต้องกลัวนะ! ฉันสัญญาว่าจะไม่บอกใคร ”

 

 

“ น่าอายมั้ยล่ะ ”

 “ ฉัน? ”

“ …ถ้าหมายถึงสิ่งที่คุณเป็นอยู่มันไม่น่าอายหรอกมันเป็นแค่โรครักษาให้หายได้ อีกอย่างตอนนี้คุณก็คุยกับฉันได้ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ”

.

.

.

.

“ ชั่งมันเถอะ ”

 

 

 

 

# โปรดติดตามตอนต่อไป 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}