Honey Orapim

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 7 ปีสาม (ไม่) หวามรัก (1) - มาแล้นนน น่าร้ากกก น่าเศร้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 ปีสาม (ไม่) หวามรัก (1) - มาแล้นนน น่าร้ากกก น่าเศร้า

คำค้น : อวบ อวบอยู่ไหนจ๊ะ คิง ขุนพล อาทิตยา วรฤทธิ์ อวบอ้วน อวบจัง รักอวบ Honey Orapim

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 482

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มิ.ย. 2562 01:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 ปีสาม (ไม่) หวามรัก (1) - มาแล้นนน น่าร้ากกก น่าเศร้า
แบบอักษร

ตอนที่ 7 ปีสาม (ไม่) หวามรัก 

           “วันเกิดพี่คิงเอาไงดีวะมึง กูยังไม่ได้เตรียมของขวัญอะไรเลย” 

           ศักดิ์ชัยเอ่ยขึ้นกลางวงที่สี่หนุ่มกำลังนั่งดูดน้ำชากาแฟที่โต๊ะม้าหินอ่อนระหว่างพักเบรกคาบเรียนก่อนเที่ยง  

           “ปีนี้พี่คิงจัดที่บ้านอีกไหมวะ” วิบูลย์ถามขึ้นบ้าง 

           “ไม่เห็นแกว่าไงนะ” ศักดิ์ชัยที่นั่งข้างๆ เปรย 

           “เขาจะชวนพวกมึงเหรอ” วรฤทธิ์เงยหน้าขึ้นมาแสดงความคิดเห็นจากที่เดิมทีนั่งเงียบๆ เล่นไลน์อยู่โดยไม่หือไม่อือ 

           “ชวนไม่ชวนก็เรื่องของเค้า แต่เราก็เตรียมในส่วนของเราไง” ศุภณัฐสรุปขึ้นในที่สุด ยังจำได้ดีเมื่อตอนวันเกิดของเขาเองนั้นที่พาเพื่อนๆ สี่หนุ่มบวกหนึ่งสาวอวบและพี่คิงไปกินหมูกระทะกัน ที่จริงเขาตั้งใจจ่ายเองในฐานะเจ้าของวันเกิด แต่พี่คิงก็ชิงจัดการให้จนเรียบร้อย แถมทุกคนก็เตรียมเค้กมาเซอร์ไพรส์ให้อีก นับว่าเป็นสิ่งที่ศุภณัฐยังรู้สึกประทับใจในมิตรถาพที่ทุกคนมีให้กันไม่เสื่อมคลาย 

           “แต่จริงๆ เราไม่ต้องไปที่บ้านพี่เค้าหรอกว่ะ เกรงใจมีแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ ถ้าพี่คิงชวนน่ะนะ กูว่าไปกินหมูกระทะกันเหมือนตอนงานไอ้เอสก็ดีนะเว้ย ร้านนั้นอร่อยด้วย” วรฤทธิ์เสนอแนะ  

           ก็แน่ล่ะ พวกเขาทั้งสี่คนจัดว่าอยู่ในครอบครัวที่ฐานะดีเข้าขั้นเศรษฐี แต่ขุนพลน่ะลูกชายมหาเศรษฐี แม้จะไม่ได้เป็นไฮโซที่มีข่าวตามสื่อ แต่บ้านพี่คิงรวยมาก แค่ว่าเจ้าตัวไม่เคยทำตัวอวดรวยเท่านั้นเอง แม่ของขุนพลนั้นก็ผู้ดีเก่า ทรัพย์สมบัติไม่ต้องพูดถึง การจัดงานวันเกิดให้ลูกชายทุกปีนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะตระกูลของขุนพลต้องมีการพบปะสังสรรค์กันในงานสำคัญๆ ของญาติๆ อยู่แล้ว การที่ขุนพลต้องจัดงานวันเกิดทุกปีก็มีผลพลอยได้ที่เชิญญาติๆ มาพบปะพูดคุยพอให้หายคิดถึง เพราะบางคนก็อยู่ห่างไกล บางคนก็อยู่ต่างประเทศ หาโอกาสเจอกันยาก 

           ทั้งสี่หนุ่มนั้นมีโอกาสไปที่บ้านของขุนพลไม่ถึงสิบครั้งตั้งแต่คบกันมา จำได้ว่าเคยไปร่วมงานวันเกิดที่บ้านแค่สามครั้งเท่านั้นเอง และปีนี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะเอายังไง ขุนพลจะเป็นสไตล์อย่างนี้ ไม่ได้ยินดีกับอะไรแบบนี้สักเท่าไร ค่อนข้างสมถะเรียบง่ายเสียด้วยซ้ำ กินอาหารข้างทาง ปลาร้าปลาจ่อมก็ไม่เคยแพ้ แต่ใครจะรู้ว่านั่นน่ะทายาทพันล้านเชียวนะ 

           ขณะที่ทั้งสี่หนุ่มกำลังปรึกษาหารือกันอย่างเอาจริงเอาจังก็ต้องชะงัก เมื่อมีคนส่งเสียงมาจากด้านหลัง 

           “ขอโทษนะ ฉันขอคุยกับนายเล็กหน่อยได้ไหม” ชลิตาหรือเชอรี่ที่เดินมาหาพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เอ่ยขึ้น  

           วรฤทธิ์เม้มปาก ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้าหลบไปอีกทาง เพื่อนๆ ทั้งสามต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก และเป็นศุภณัฐที่ลุกขึ้นก่อนพร้อมกับเรียกอีกสามคนให้เดินกลับเข้าห้องเรียน 

           “เราไปกันก่อนเถอะว่ะ” 

           “ไอ้บาส! อย่าเพิ่งไป อยู่เป็นเพื่อกูก่อน” วรฤทธิ์เรียกวิบูลย์ไว้ ศุภณัฐกับศักดิ์ชัยจึงเดินเลี่ยงออกไปก่อน  

           “มีอะไร” หันไปถามคนที่ยืนจ้องหน้าเขาเขม็ง 

           “นายจะหลบหน้าฉันอีกนานมั้ย” ชลิตาว่าพร้อมกับผลักอกเขาแรงๆ อย่างไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น หลังจากวันนั้นที่เธอไปนอนห้องเขา ก็เหมือนเราจะไปกันได้ดี อาจจะไม่ชัดกเจนหรือหวือหวา แต่เธอก็รู้สึกอบอุ่นใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาทำให้ เช่นว่าโทรหาถามว่าอยู่ไหน กินข้าวยัง อย่ากลับบ้านดึก อะไรทำนองนี้ มันเหมือนจะดี แต่แล้วแป๊บเดียวเขาก็เงียบไป เจอกันในห้องเรียนยังไม่แม้แต่จะมองหน้าหรือทักทาย 

วิบูลย์ที่ยืนอยู่ข้างๆ วรฤทธิ์หันมองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างงงๆ ก็รู้สึกนิดหน่อยว่าสองคนนี้มีอะไรแปลกๆ แต่ไม่ได้สงสัยว่าจะมีซิมติงอะไร แต่ตอนนี้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่วรฤทธิ์ยังไม่ได้เล่าให้ใครฟัง 

วรฤทธิ์เองก็ทำท่าอ้าปากเหมือนจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่แล้วเขาก็หุบปากฉับ 

“ระวังมึงจะเป็นคนที่ซวยเองนะไอ้เล็ก”  

ถ้อยคำที่ศุภณัฐเคยปรามาสไว้ยังฝังอยู่ในหัว และวรฤทธิ์ก็บอกตัวเองมาตลอดว่าเขาไม่อยากเป็นคนที่ซวยนั่น ใครๆ ก็เห็นว่ายัยเชอรี่นิสัยไม่ดียังไง แต่ยังไม่ทันจะได้เดินหนี เสียงแหลมๆ ก็ดังขึ้นเสียก่อน 

           “นายจะเอาแบบนี้ใช่มั้ย”  

           “พูดเรื่องอะไรของเธอ ถอยไปอย่ามาเกะกะ” 

           พูดจบก็หันไปพยักพเยิดกับวิบูลย์ แล้วก็เดินหนีไปทันที ทิ้งให้ชลิตายืนน้ำตาคลอพร้อมกับความรู้สึกสับสน... 

            

           วรฤทธิ์กำลังจะสตาร์ตเครื่องยนต์แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อคนที่ไม่เข้าเรียนคาบบ่าย อยู่ๆ ก็โผล่มาตอนเย็นแล้วมายืนขวางทางรถเขาที่ลานจอดรถนี่ 

           ไม่ถึงเสี้ยววินาทีเธอก็เดินดุ่มๆ มา พร้อมกับกระชากประตูรถเปิดเข้ามานั่งข้างๆ ที่เบาะหน้า ไม่สนใจอาการตกตะลึงของเขาเลยแม้แต่น้อย แถมไม่ได้มาตัวเปล่า กระเป๋าเป้ใบย่อมนั่นวรฤทธิ์เดาได้ทันทีว่ามีเสื้อผ้าสัมภาระส่วนตัวมาพร้อมด้วยแน่ 

           “ไปด้วย” ว่าจบก็กอดอกเชิดหน้าใส่  

           “คิดจะทำอะไรของเธอ” 

           “นอนบ้านนาย” 

           “ประสาท” ว่าพลางส่ายหน้าให้อย่างเพลียๆ 

           “ใช่ ประสาท” 

           วรฤทธิ์หรี่ตามอง ก่อนจะหน้าบึ้งทันควันเมื่อได้ยินประโยคต่อมา 

           “นายน่ะประสาท อะไรก็ไม่รู้ มีอะไรก็ไม่พูดตรงๆ” 

           “เรื่องแค่นี้เธอถึงกับไปเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า แล้วก็จะหนีตามฉัน?” 

           “ไม่ได้หนีตามนายเสียหน่อย น้ำหน้าอย่างนายจะไปไหนได้ ถามหน่อย” 

           “ปากเน่าแบบนี้ไง ถึงไม่อยากพูดด้วย” 

           “อ้าว เออ ขอโทษ...” ท้ายประโยคชลิตาเอ่ยเสียงอ่อยๆ ก่อนจะพูดต่อ 

           “นายโกรธอะไร บอกมาตรงๆ ได้มั้ย อย่าทำแบบนี้เลยนะ” 

           “ทำอะไร” ชายหนุ่มถามเหมือนไม่ใส่ใจ ยังตั้งหน้าตั้งตาขับรถอย่างมีสติ 

           “ก็บึ้งตึง ไม่พูดไม่จา ไลน์ไปอ่านแล้วก็ไม่ตอบ” 

           “แล้วเธอจะเดือดร้อนทำไม” 

           “ก็ฉัน...” ชลิตาชะงักคำพูดไว้แค่นั้น นั่นสิ เธอจะเดือดร้อนทำไม ไม่ได้เป็นอะไรกันเสียหน่อย 

           ทั้งสองนั่งรถไปจนกระทั่งถึงคอนโดของวรฤทธิ์ เดินตามกันต้อยๆ เข้ามาในห้องแล้วแต่ชายหนุ่มก็ยังปิดปากเงียบ แต่ครั้นนึกอะไรได้ก็หันมาบอกคนที่หอบเสื้อผ้าตามเขามาเสียงห้วน 

           “วันนี้เธอต้องนอนโซฟา” 

           “ไม่เอาหรอก นายก็นอนเองสิ” 

           “เรื่องอะไร ฉันเป็นเจ้าของห้อง” 

           “แต่ฉันนอนไม่หลับหรอก ขนาดวันนั้นนอนบนเตียงยังไม่หลับเลย” 

เป็นความจริงที่พอเปลี่ยนที่แล้วเธอจะนอนไม่หลับเลย แล้ววันนั้นก็ยังบ้าดีเดือดนอนกับผู้ชาย ใครจะหลับลง! แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำอะไรเธอแม้แต่ปลายก้อยก็เถอะ 

           “แล้วฉันก็นอนไม่หลับตามเธอนั่นไง พลิกไปพลิกมา รบกวนชาวบ้าน” 

           “งั้นนายก็รอให้ฉันหลับก่อนสิ แล้วค่อยนนอน” 

           “โอ๊ย รอให้แกหลับ แล้วเมื่อไหร่กูจะได้นอน บ้าดิ”  

           “นี่นายหายโกรธฉันแล้วเหรอ” ถามพร้อมกับส่งยิ้มรู้ทันให้เขา 

           “ไม่ได้โกรธอะไรทั้งนั้นแหละ เธอเป็นใคร ทำไมฉันต้องใส่ใจ” วรฤทธิ์ว่าอย่างไม่ยี่หระ ถ้าคิดว่าขุนพลเป็นคนตรงสุดๆ แล้ว ถ้าใครได้เจอวรฤทธิ์เข้าไปรับรองต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขุนพลชิดซ้าย เพราะวรฤทธิ์นั้นชนะเลิศตรงที่ตรงแล้วก็ปากเสียสุดๆ วาจาไม่เอาใจใครทั้งนั้น 

           ชลิตาที่ยิ้มๆ อยู่หน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเม้มปากแน่นเมื่อได้ฟังคำพูดประโยคต่อมาของเขา ซึ่งเป็นประโยคที่ทำให้เธอหูตาสว่าง ก่อนจะคิดได้และถามตัวเองว่า เธอมาทำอะไรที่นี่? 

           “มันไม่มีประโยชน์หรอกนะ ถ้าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เลิกคิดซะ ต่อให้เหลือเธอเป็นผู้หญิงคนสุดท้ายในโลก ฉันก็ไม่ชอบ ไม่คิดจะชอบด้วย” 

           ชลิตาไม่แน่ใจว่าจบประโยคนั้นแล้ว อะไรเกิดขึ้นอีกบ้าง หน้าตาท่าทางของเขาแสดงออกอย่างไร เธอรู้ตัวแค่ว่าลุกขึ้นแล้วก็เดินออกมาจากห้องของเขา พร้อมกับกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือ ทิ้งกระเป๋าเสื้อผ้าไว้พร้อมกับชิ้นส่วนหัวใจที่แตกสลาย ให้มันกองอยู่ตรงนั้น... 

            

           โทรศัพท์ที่สั่นหลายรอบในกระเป๋ากางเกงทำให้อาทิตยาต้องหันซ้ายแลขวา จะหยิบขึ้นมารับก็ไม่กล้า กลัวโดนผู้จัดการร้านด่า เมื่อมันยังสั่นไม่หยุด อาทิตยาที่กำลังยืนล้างจานอยู่เลยตัดสินใจ ขออนุญาตพี่หัวหน้างานไปเข้าห้องน้ำ พอรับสายได้ก็เสียงเข้มๆ ก็ถามทันที 

         “อยู่ไหนเอ่ย”  

           “อุ๊บมาทำงานค่ะ อยู่ที่ร้าน...” อาทิตยาบอกชื่อร้านอาหารกึ่งผับที่เธอมารับจ้างล้างจานช่วงหลังเลิกเรียนไปจนถึงเที่ยงคืน  

           “ไม่เห็นบอกว่าวันนี้มีงาน” ขุนพลยังคงเสียงเข้มมาตามสาย  

และไม่รู้เป็นยังไง แม่สาวอวบได้ยินแล้วก็ร้อนอกร้อนใจต้องรีบอธิบายเขาให้เคลียร์ชัดอยู่ร่ำไป 

“พอดีพี่เขาคนขาด เพิ่งโทรตามอุ๊บตอนอยู่บ้านแล้วน่ะค่ะ ปกติอุ๊บก็ไม่ค่อยได้มาช่วยที่นี่แล้ว มันเลิกดึก แม่ก็ไม่อยากให้มา”  

“ใช่ เมื่อกี้ไปหาที่บ้าน เจอแม่แล้ว แม่ก็พูดแบบนั้นแหละ”  

“อ้าว คิงไปหาอุ๊บที่บ้านเหรอคะ” 

“ใช่ แล้วก็ดันไม่อยู่ ไปไหนไม่บอกอีก” เสียงเขาเจือความหงุดหงิด 

แต่นั่นกลับทำให้อาทิตยายิ้มกริ่มจนลักยิ้มบุ๋มลงไปเป็นหลุมอุกกาบาต...ก็เขาพูดเหมือนไม่อยากให้ไปไหนโดยที่ไม่บอกกล่าวนี่นา ฟังแล้วรู้สึกดียังไงไม่รู้ เป็นผู้ชายที่ดุได้น่ารักที่สุดในโลก 

           “เลิกงานกี่โมง” 

           “เที่ยงคืนค่ะ” ที่จริงผับปิดตีสอง แต่อาทิตยาเคยตกลงกับผู้จัดการไว้แล้วว่าขอทำถึงเที่ยงคืนเท่านั้น ไม่งั้นเดี๋ยวตื่นไปเรียนไม่ไหว ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น แต่คนที่ได้ฟังนี่สิ ได้ยินแล้วขึ้นทันใด  

           ขุนพลไม่คิดเลยว่ายัยอวบของเขาจะทำงานหามรุ่งหามค่ำ โดยไม่สกรีนหรือเลือกงานก่อนแบบนี้ กลับดึกดื่นขนาดนั้น ไม่อยากจะคิดถึงภัยร้ายที่มักมาคู่กับเวลากลางดึกเลย 

         “เลิกแล้วโทรบอก เดี๋ยวไปรับ” 

           “ไม่เป็นไรค่ะ อุ๊บกลับเองก็ได้ มันดึก เกรงใจคิงค่ะ” 

           “ทำตามที่บอก อย่าให้ฉันต้องหงุดหงิดกว่านี้ เดี๋ยวจะโดน ชอบทำให้เป็นห่วงอยู่ได้” 

           ว่าจบก็ตัดสายไป ทิ้งให้อาทิตยายืนถือสายอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เป็นครั้งแรกที่ได้ยินอะไรแบบนี้...เขาบอกว่าเป็นห่วง อย่างนั้นเหรอ ฮือ น้ำตาจิไหล... 

++++++++++++++

คิดถึงมั้ยๆๆๆๆ มีใครให้มากกว่าพี่คิงไหมคะ อิอิ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}