ณ กลางใจ
Twitter-icon

ชะตาของข้านี้ ไม่รู้ว่าผูกอยู่กับใคร แต่ในคร่านี้ ข้าจักไม่ ฝืนชะตา ปล่อยให้มันเป็นไปตามทาง จักเป็นคู่ครองผู้ใด ข้าจักยอมรับมัน

ชื่อตอน : 二十二 อ๋อง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 316

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 12 มิ.ย. 2562 22:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
二十二 อ๋อง
แบบอักษร

ลมเหมันต์โบกพัด พาเอากลิ่นหอมจากดอกเหม่ยเข้ามาในตำหนักตั้งแต่เช้า 

 ดอกไม้ที่สามารถเบ่งบานท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บทำให้ทั่ววังหลวงนั่น ปกคลุมไปด้วยสีชมพูอ่อน และสีขาวจากหิมะที่ปกคลุมหนาแน่น ไปทั่วบริเวณ ในยามอิ๋น (ตีสาม) เหล่าข้าราชบริพารหากผู้ใดตื่นก่อนก็จะหันไปสะกิดปลุกสหายข้างๆที่ทำงานร่วมกัน เมื่อตื่นก็เร่งรีบเช็ดเนื้อเช็ดตัว แต่งกายด้วยชุดประจำหน้าที่ ที่แตกต่างกันไป ก่อนที่พวกนางจะแยกย้าย 

“เร่งมือเข้า วันนี้ข้าจะคัดเลือกพวกเจ้าไปทำงานให้องค์ชายหนึ่ง” 

เมื่อกงกงว่าเช่นนั้นพวกนางก็หันมองหน้ากันอย่างใคร่รู้ ว่าองค์ชายหนึ่งกลับมาแล้วหรืออย่างไรกัน 

เมื่อเลือกเฟ้นเหล่างนางกำนัลได้ ยี่สิบคน ทหารชั้นประทวนอีกสิบคน พวกเขาก็ต่างตั้งขบวนหน้าตำหนักอย่างพร้อมเพียง 

ในยามเหม่า (ตีห้า)องค์ชายหนึ่งก็ทรงเสด็จออกมาจากตำหนักไร้นาม ตำหนักนี้สร้างขึ้นอย่างงดงาม เป็นตำหนักที่ฮ่องเต้หวังจะมอบให้องค์ชายหนึ่ง แต่ทว่า เกิดเหตุการณ์กล่าวหาว่าฮองเฮาที่เป็นแม่ขององค์ชายหนึ่งนั้นก่อกบฏ ทำให้ฮ่องเต้สั่งปิดตำหนัก และเปลี่ยนชื่อตำหนัก จนทุกวันนี้ตำหนักเปิดขึ้นเพื่อรองรับโอรสคนโต แต่ยังคงเป็นตำหนักไร้นาม  

จิ้นโจวเห็นขบวนของตนแล้วก็ลอบสะอิดสะเอียนขึ้นมา คิดว่าสุดท้ายตนก็ต้องมาอยู่กำแพงวังแห่งนี้อีกครั้ง  

“ข้าจะไปโรงหมอ” 

“พ่ะย่ะค่ะ” 

กงกงประจำพระองค์ที่พึ่งถูกแต่งตั้งตอบรับคำ ก่อนที่จะเดินนำองค์ชายหนึ่งไปโรงหมอตามพระบัญชา 

เมื่อเดินมาถึงก็พบว่ามีขบวนหน้าโรงหมออยู่แล้วถึงสองขบวน องค์ชายหนึ่งไม่รู้แน่ชัดว่ามีใครบ้าง แต่พระองค์มั่นใจว่าหนึ่งในสองขบวนจักเป็นไท่จือ องค์รัชทายาทที่ยิงเกาทัณฑ์มุ่งเอาชีวิตตน แต่ทำให้เจียวซินได้รับบาดเจ็บ 

เมื่อเข้าไปในโรงหมอ ก็ปรากฏว่ามีชายหนึ่งหญิงหนึ่งอยู่แล้ว 

นางที่เป็นสตรีหันหน้ามา  

“ท...ท่านพี่ใหญ่หรือ” 

นางเอ่ยตะกุตะกะเพราะไม่สนิทใจ 

“ใครพี่เจ้า” 

จิ้นโจวตรัสอย่างเฉยชา องค์รัชทาทยาทนั้นรักน้องตนเป็นที่สุดจึงหันมาหา องค์ชายหนึ่ง 

“มาทำไม” 

“ข้าต่างหากที่จะต้องถามเจ้ามาทำไม” 

“ซินเอ้อร์เป็นของข้า และคนที่ทำให้บาดเจ็บก็คือเจ้า” 

จิ้นโจวพ่นลมหายใจออกมาหนึ่งคร่า 

“ใครกันที่ยิงเกาทัณฑ์”  

“ข้าหวังสังหารเจ้า” 

“แต่เจียวซินหวังปกป้องข้า เท่านี้ก็ชัดแล้วมิใช่หรือว่าใจของเขาอยู่กับใคร” 

“เจ้า!!” 

องค์รัชทายาทกัดฟัน สายตาพระองค์แข็งกร้าว ทั้งคู่จิกจ้องกันอย่างฟาดฟัน องค์หญิงเห็นท่าไม่ดีเลยขัดขึ้น อย่างไรเสียพวกเขาก็พี่ชายตน 

“ข่าจะดูแลเจียวซินให้เอง พวกท่านไปเตรียมตัวประชุมที่ท้องพระโรงเถิด ปานนี้ขุนนางมากันครบแล้ว” 

ทั้งคู่ไม่มีใครยอมใคร ยืนจ้องหน้ากันอยู่นาน สุดท้ายองค์รัชทายาทก็จำยอมเดินออกไป จิ้นโจวจึงหันไปมองหน้าของเจียวซินอีกครั้ง ใบหน้าซีดเซียวจนจิ้นโจวไม่อยากไป 

 “ท่านไปเถิด เรื่องดูแลคนเจ็บข้าถนัด” องค์หญิงเอ่ยขึ้น จิ้นโจวไม่ฟังนาง เขายังคงมองเจียวซินด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใยโดยไม่ทันสังเกตว่านางนั้นกำมือแน่น จิกเล็บเข้าไปในฝ่ามือของตนอย่างเจ็บใจ 

............................. 

หน้าท้องพระโรงตอนนี้เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางน้อยใหญ่กระทรวงเล็กกระทรวงน้อยเต็มไปหมด เมื่อเห็นว่าองค์รัชทายาทเสด็จมาถึงพวกเขาก็ต่างทำความเคารพ  

“จริงหรือที่องค์ชายหนึ่งกลับมา” 

“คงจะไม่กลับมา”  

ไท่จือเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขุนนางทุกคนไม่เข้าใจว่าไท่จือหมายความว่าอย่างไร 

ไม่นาน ท้องพระโรงก็เปิด องค์รัชทายาททรงเข้าก่อนขุนนาง ทุกคนต่างประจำตำแหน่งของตนเองเมื่อครบองค์ประชุมก็ต่างทำความเคารพฮ่องเต้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ 

“ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะฮ่องเต้” 

“ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะไท่จือ” 

“ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะองค์ชายสอง องค์ชายสาม” 

เสียงขุนนางนับร้อยเอ่ยกันพร้อมเพรียง ฟังแล้วรู้สึกเลือดลมทำงานจนอยากจะยึดครองบัลลังก์นั้นเพื่อควบคุมอำนาจ 

 ตอนนี้เหล่าองค์ชายสององค์ชายสาม ต่างมากันครบ เหลือเพียงองค์ชายหนึ่งที่ยังไม่ปรากฏ  

เสียงขุนนางเอ่ยกันดังเซ็งแซ่  

บ้างก็ว่าข่าวลือ บ้างก็ว่าไม่ใช่เรื่องจริง  

“ทูลฝ่าบาท ตอนนี้ก็เลยเวลามามากแล้วหากองค์ชายหนึ่งไม่ปรากฏตัว เกรงว่าการประชุมต้องล้มเลิก” 

ท่านอำมาตย์ที่ถือศักดิ์เป็นบิดาของไท่จือเฟ่ยขึ้นมามากล่าว ท่านราชครูเห็แบบนั้นก็ไม่น้อยหน้า 

“ทูลฝ่าบาทโปรดอีกสักประเดี๋ยว กระหม่อมเชื่อว่าองค์ชายหนึ่งต้องเสด็จมา” 

ฮ่องเต้เงียบไปอึดใจ ก่อนจะตรัสพระสุระเสียงทรงอำนาจกับไท่จือ 

“ให้ไท่จือตัดสินใจ” 

องค์รัชทายาทไม่คิดให้มากความรีบหันหน้าไปหาบัลลังก์ยกมือขึ้นผสาน ทำให้ทั่วท้องพระโรงนั้นเงียบเชียบเพื่อรอฟังการตัดสินใจขององค์รัชทายาท 

“หากจะรอก็รอได้ แต่นี้เป็นการประชุมครั้งใหญ่แม้แต่ท่านผู้ว่าการจากต่างทิศ ยังมาทันเหตุใดองค์ชายหนึ่งที่ประทับในวังหลวงถึงมาไม่ได้ ” 

“จริงพ่ะย่ะค่ะ” 

“กระหม่อมเห็นว่าสมควรเริ่มการประชุม” 

ขุนนางที่อยู่ฝั่งองค์รัชทายาท ต่างเห็นดีเห็นงาม  

ทันใดนั้น ประตูท้องประโรงที่ปิดสนิทก็ค่อยๆมีแสงสว่างและลมเหมันต์โบกพักเข้ามาอย่างรุนแรง เพราะข้างนอกนั้นหิมะตกหนัก  

เมื่อประตูค่อยๆเปิดออกก็เผยให้เห็นเป็นบุรุษรูปร่างกำยำใบหน้าคมคายแต่ชุดลายมังกรสีเขียวแก่นั้นกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสดๆ 

“กระหม่อมมาทันใช่หรือไม่” 

“หมอหลวง” กงกงประจำตัวของฝ่าบาทรีบเอ่ย องค์ชายหนึ่งยกมือขึ้นห้ามไม่ให้เรียกหมอ ก่อนจะก้าวเดินขึ้นไปหน้าท้องพระโรง พระองค์ตวัดสายตามองหน้าขององค์รัชทายาท 

“นี้ไม่ใช่เลือดข้า” 

องค์รัชทายาทตีพระพักตร์นิ่งเรียบราวกับว่าไม่รู้เรื่อง 

“ทูลฝ่าบาทเลือดนี้เป็นเลือดของสุนัขขี้เลื่อน ที่หลงเข้ามาในวังหลวงมันกระโจนใส่ข้าหวังจัด ข้านั้นกลัวว่ามันจะทำร้ายผู้อื่นที่อยู่ในวังหลวง หวังจะตอบแทนค่าที่พักในคืนก่อน จำกัดหมาหลงพวกนั้นให้ท่าน” 

คำตอบนี้สร้างเสียงฮือฮาจากขุนนาง  

“คนแบบนี้มิใช่องค์ชายหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางท่านหนึ่งก้าวเท้าขึ้นมายืนเหนือแถวก่อนเอ่ย เมื่อเอ่ยจบก็ถอยหลังกลับแถว 

องค์ชายหนึ่งหันกลับมาทางขุนนาง ก่อนจะล้วงมือเข้าไปหยิบเอาตราหยกออกมาจากในแขนเสื้อ เมื่อพระองค์ชูมันขึ้น เหล่าขุนนางต่างเงียบกริบ  

“คร่าแรกข้าจะมาขอสละตำแหน่ง แต่หมาในวังหลวงที่มีนิสัยลอบกัดนั้นมีอยู่มา ข้าจึงต้องอยู่ที่นี้เพื่อกำจัดมัน” 

“หยุดแสดงละครแล้วกลับประจำที่เจ้าสะ” 

“...” จิ้นโจวไม่มองพระพักตร์ฮ่องเต้ แต่ไปยืนตำแหน่ง องค์ชายสองและองค์ชายสาม ต่างพากันถอยหนี  

“วันนี้ ข้าจะปรับเปลี่ยนตราบัญชาการทหาร” 

ขุนนางต่างเงียบไป หันไปทางฮ่องเต้  

“ตราอาญาสิทธิ์ขององค์ชายหนึ่งนั้น ข้ามอบให้ไว้นานมากแล้ว แต่ไม่ปรากฏตัวขึ้นข้าจึงจักมอบตรานี้ให้เป็นของ อ๋อง” 

“ฝ่าบาท ตอนนี้ไม่มีตำแหน่งท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” 

พระองค์มองขุนนางคนนั้น ก่อนเอ่ย 

“รู้หรือไม่ว่าคนที่พูดมากมักตายไว” ตรัสจบทหารก็เข้ามาลากตัวขุนนางผู้นั้นออกไป ขุนนางท่านอื่นต่างปิดปากเงียบ รู้กันดีว่าฝ่าบาทนั้นปกครองเช่นนี้ จึงไม่มีใครกล้าขัดพระองค์ แต่ขุนนางชั้นผู้น้อยคงมาจากนอกเมืองและคงพึ่งเคยเข้าเฝ้า 

“ฝ่าบาททท ข้าน้อยผิดไปแล้ว ฝ่าบาท ข้าน้อยยังมีมารดาที่ต้องเลี้ยงดู ฝ่าบาททท” 

เสียงร้องของขุนนางนั้นฟังแล้วน่าสงสาร องค์ชายหนึ่งทนไม่ไหว รีบออกหน้ารับ 

“ช้าก่อน” พระองค์หันไปสั่งกับทหาร ทหารพวกนั้นหยุดตามคำสั่ง ขุนนางรีบคลานเข่าคำนับลงกับพื้น 

“องค์ชายหนึ่งช่วยกระหม่อม องค์ชายยย” เสียงร้องปนสะอื้น 

“เจ้าไม่มีอำนาจอะไรมาห้ามทหาร”ฮ่องทรงตรัสเช่นนั้น  

องค์ชายหนึ่งทราบดีว่าฮ่องเต้นั้นต้องการตน จึงเอ่ยอย่างไม่เกรงกลัว 

“ข้าจะรับตำแหน่งอ๋อง” 

“...”ฮ่องเต้นั้นกระตุกยิ้มขึ้นมาที่มุมพระโอษฐ์ ก่อนที่จะทรงพระสรวล เสียงดังกังวานท้องพระโรง “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี!! ดีมาก ดี ต่อไปเจ้าคืออ๋อง แห่งราชวงศ์เย่ว” 

ตอนนั้นเองจิ้นโจวก็ได้รับรู้ว่า ถูกเลือดอำมหิตนั้นรัดกุมตนจะขยับก็ไม่ได้ หายใจก็ไม่ได้ สายตาอาฆาตแค้นจากเหล่าองค์ชายส่งมาทางตน ไหนจะเสียงซุบซินที่แผ่วเบาของขุนนาง ที่หาลือว่าจะเปลี่ยนฐานมาทางอ๋องหนึ่งดีหรือไม่  

#ว่าแต่หมาที่ว่าเนี่ยคืออะไรน๊าาา 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}