เมย์ ภิรมมณีย์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ร้อยกลเสน่หา : บทที่ 5.1

ชื่อตอน : ร้อยกลเสน่หา : บทที่ 5.1

คำค้น : ความรัก การหย่าร้าง มีชู้ ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 108

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 มิ.ย. 2562 21:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ร้อยกลเสน่หา : บทที่ 5.1
แบบอักษร

หลังจากคุณหมออนุญาตให้เณรีออกจากโรงพยาบาล หญิงสาวก็รีบโทร.หาศิวัฒน์ทันที ครั้งนี้เขารับสายแล้วบอกว่าจะมารับ ถึงต้องเจอนักข่าวก็พร้อมจะตอบคำถามทุกคำถามไม่บิดพลิ้ว ระหว่างรอเลยเปลี่ยนเสื้อผ้า นั่งๆ นอนๆ พร้อมกับคิดไปด้วยว่าจะตอบคำถามนักข่าวเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร เพราะตอนนี้ตำรวจยังไม่แจ้งเบาะแสของคนร้ายให้รู้เลยทั้งที่สอบปากคำเธออยู่นานเกือบสองชั่วโมง

ก๊อก! ก๊อก! 

“ค่ะ”

เธอร้องบอก รีบเก็บของใช้ส่วนตัวยัดใส่กระเป๋า แต่พอกลับไปอีกทีก็พบว่าคนที่เข้ามาในห้องไม่ใช่ศิวัฒน์แต่เป็นธรณ์เทพ สีหน้าค่าตาเขาดูไม่ดีเลย ดวงตาอิดโรย หมองๆ เหมือนคนอดหลับอดนอนมาทั้งคืน

“พี่! ไปทำอะไรมาเนี่ย ทำไมหน้าตาดูไม่ได้แบบนี้ล่ะ”

“นอนไม่หลับนิดหน่อย”

คนบอกทิ้งตัวกับโซฟา นอนเหยียดยาว มือก่ายหน้าผากแล้วระบายลมหายใจยาวออกมา เณรีเห็นแล้วอดห่วงไม่ได้ เธอตามนั่งใกล้ๆ แต่นั่งกับพื้น มองหน้าเขา

“เรื่องเมื่อคืนไม่ราบรื่นใช่ไหมคะ”

“ก็ดีนะ ไม่มีปัญหาอะไร”

“แล้วทำไมหน้าตาเป็นแบบนี้ล่ะพี่ เหมือนคนอดหลับอดนอนมาทั้งคืนเลย เอ๊ะ! หรือว่าเมื่อคืน...”

                “หยุดมโนเรื่องบนเตียงไปเลย มันไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ แล้วก็เลิกสนใจเรื่องของพี่แล้วแต่งหน้าแต่งตาซะ ดูสิ ตาบวมฉึ่งเหมือนคนแอบร้องไห้มาทั้งคืน เดี๋ยวถ่ายรูปไม่สวย ใครก็ช่วยไม่ได้นะ นักข่าวยิ่งพร้อมจะกดชัตเตอร์อยู่ด้วย”

                พอธรณ์เทพบอกว่าตาเธอบวมฉึ่ง เณรีรีบควานหากระจกในกระเป๋าขึ้นมาส่องทันทีโดยไม่ทันสังเกตว่าธรณ์เทพเห็นแวววิตกในสายตาเธอหรือเปล่า แต่ยังไงก็ช่าง เธอรีบคว้าเครื่องสำอางขึ้นมาเติมหน้า ปกปิดรอยคล้ำบางๆ ใต้ตากับร่องรอยที่อาจทำให้ใครหลายคนรู้ว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้นกับเธอหลังจากธรณ์เทพกลับไปแล้ว

“ข้างล่างนักข่าวเยอะไหมพี่”

                “มากันเกือบทุกสำนักเลยแหละ” เสียงของธรณ์เทพแผ่วลง เช่นเดียวกับเปลือกตาที่ปรือแทบไม่ขึ้น “พวกเขาคงอยากรู้ว่าใครกันที่กล้าวางยาว่าที่ลูกสะใภ้ไฮโซ”

                “พูดถึงเรื่องวางยา จนป่านนี้ตำรวจยังไม่ได้เบาะแสอะไรเลยเหรอพี่ ทำไมเงียบแบบนี้ล่ะ กล้องวงจรปิดในสตูดิโอก็จับภาพได้ไม่ใช่หรือคะ”

                พูดถึงตอนนี้ เณรีไม่มีกะจิตกะใจจะปกปิดร่องรอยต่างๆ บนใบหน้าต่อแล้ว เธอวางทุกอย่าง ลากเก้าอี้มานั่งข้างคนที่นอนเหยียดยาว ยกมือก่ายหน้าผาก ท่าทางแบบนี้แสดงว่านอกจากง่วงแล้วยังมีเรื่องให้คิดมาก เพียงแต่สีหน้าไม่แสดงอาการให้เห็น

“ภาพไม่ชัด” ธรณ์เทพบอกสั้นๆ

“แล้วไง ทีมงานไม่มีใครจำหน้าได้เลยสักคนหรือไง”

“เท่าที่รู้ ทีมงานจำได้แค่ว่าเป็นผู้หญิง ผมสั้น ใส่หมวก นอกนั้นก็ไม่มีอะไรอีก ตอนนี้เราคงต้องรอเจ้าบ่าวของเธออย่างเดียวแล้วละว่าพอจะรู้ตัวคนทำหรือเปล่า”

“ขอให้จับได้ทีเถอะ เพี้ยง! อะไรๆ จะได้ราบรื่นสักที”

                “เอาน่า สมัยนี้ตำรวจเก่งจะตาย เดี๋ยวก็จับตัวคนร้ายได้แล้ว” ชายหนุ่มบอกแล้วลดมือลงมาประสานกันบนอก เปลือกตาเผยอขึ้นมองเพดานสีขาว “ช่วงนี้ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะเณ คนเรา บางครั้งก็รู้หน้าไม่รู้ใจ ยิ่งมีเรื่องแบบนี้ ใครจะฉวยโอกาสเข้ามาทำลายชีวิตเราเมื่อไหร่ก็ได้”

“เณไม่เข้าใจเลยพี่ เณก็อยู่ของเณเฉยๆ ทำไมต้องมีใครคิดร้ายกับเณด้วย”

                เณรีใช้เวลาคิดคิดทบทวนกับตัวเองทั้งคืน แล้วเธอก็เหมือนจะมองเห็นสาเหตุที่ใครหลายๆ คนอาจไม่ชอบใจในตัวเธอ เธอคิดว่าคงไม่มีใครอิจฉาหรอกที่เธอกำลังจะแต่งงานกับทายาทมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทย แต่เขาพวกคงมองว่าเด็กกำพร้าอย่างเธอไม่คู่ควรกับศิวัฒน์ต่างหาก

“หรือเพราะเณเป็นแค่เด็กกำพร้า พวกเขาถึงเห็นว่าเณไม่คู่ควรที่จะแต่งงานกับคุณวัฒน์”

“จะคู่ควรหรือไม่คู่ควร ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาตัดสินหรอกเพราะความรักมันเป็นเรื่องของคนสองคน คนอื่นไม่เกี่ยว  เรามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ จะแต่งงาน จะใช้ชีวิตยังไงก็ได้ขอแค่เป็นคนดี  เท่านี้ เราก็มีค่าเกินกว่าที่ใครจะมาว่าได้แล้ว”

“โลกสวยจังเลยพี่”

หญิงสาววางมือกับโซฟาที่ธรณ์เทพนอนอยู่ แล้วค่อยๆ เอียงแก้มลงแนบกับหลังมือ ลืมตาอยู่อย่างนั้น นอกจากรอศิวัฒน์มารับกับคิดเรื่องคนร้ายแล้ว เธอก็ไม่รู้จะทำอะไรฆ่าเวลาได้อีก จะกลับไปทำงาน ธรณ์เทพก็สั่งห้าม เห็นทีกลับถึงคอนโด เธอคงได้เฉาตายเป็นแน่

“พี่...เณรู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ เหมือนกับว่าพรุ่งนี้จะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเณอีก”

ธรณ์เทพถอนใจยาว “ก็อาจจะใช่ แต่อย่างน้อย พรุ่งนี้ของเธอก็ยังมีพี่เป็นเพื่อนเพราะพรุ่งนี้ของพี่ มันคงไม่ต่างอะไรกับเธอนัก มันยากเสมอ และคงยากมากขึ้นเรื่อยๆ”

“มีอะไรคุยกับเณได้นะพี่”

ชายหนุ่มพลิกตัวจากนอนหงายเป็นนอนตะแคง สองมือยังประสานกันที่อก สายตามองผ่านเณรีไปเหมือนแต่แรกที่มาถึง

“พี่ยังไหว”

“หน้าพี่ไม่ได้บอกอย่างนั้นเลยนา”

“แค่เหนื่อยน่ะ ยังไง วันนี้พี่ขอไปพักสายตาที่คอนโด เราก็แล้วกันนะ บ่ายๆ ค่อยเข้าออฟฟิศ”

ได้ยินแบบนั้น เณรีผงกศีรษะขึ้น ยิ้มแฉ่งทันที “เอาสิพี่ เณจะได้มีคนถือกล้องให้ตอนถ่ายคลิปทำอาหาร เพราะยังไง คุณวัฒน์ก็อยู่กับเณทั้งวันไม่ได้อยู่แล้ว”

“NO เลย” ธรณ์เทพดีดตัวลุกขึ้นนั่ง คราวนี้มองเณรีด้วยสายตาตำหนิ “พี่ให้เราหยุดงานเพื่อพักผ่อนไม่ใช่ให้เอาเวลามาถ่ายคลิปทำอาหาร เรื่องงานน่ะพักไว้ก่อนเถอะ สัปดาห์หน้าโน่นกว่านิตยสารจะวางแผง ไม่ต้องรีบก็ได้ คอลัมส์ที่เราส่งให้บุ๊กโก๊ะ เขาก็ยังไม่ได้ส่งให้พี่ตรวจเลย ฉะนั้น....”

“แต่เณอยากทำนี่” หญิงสาวพูดสวน “เณไม่อยากอยู่เฉยๆ พี่”

“งั้นดูหนังกัน เดี๋ยวดูเป็นเพื่อน”

“หือ พี่เองก็ต้องพักผ่อน” เณรีกระดิกนิ้วอย่างรู้เท่าทัน “รู้นะว่าเมื่อคืนไม่ได้นอนเลย”

“หุบปากแล้วไปรับโทรศัพท์เลยไป รำคาญ”

เณรีขยิบตา ริมฝีปากสีแดงสดยิ้มน้อยๆ ก่อนลุกไปรับโทรศัพท์ เธอคิดอยู่แล้วว่าศิวัฒน์ต้องโทร.มาแต่เพราะมีนักข่าวอยู่ข้างล่างเยอะเลยขึ้นมาไม่ได้ เขาขอรออยู่ข้างล่าง หญิงสาวไม่ว่าอะไรและตอบกลับไปว่าเธอกับธรณ์เทพจะลงไปเจอที่ชั้นล่าง จากนั้นทั้งสามคนจะไปคอนโด ด้วยกัน

 

ทันทีที่ลิฟต์เปิดออกและนักข่าวเห็นว่าใครออกมา ทุกคนก็พากันกรูเข้าไปห้อมล้อมจนเกิดเป็นความชุลมุนเล็กๆ เจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาช่วยจัดระเบียบเพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำงาน ศิวัฒน์คิดว่าตัวเองทำถูกแล้วที่ไม่โผล่ไปให้เห็น ถึงจะสวมแว่น สวมเสื้อผ้าธรรมดาไม่ดึงดูดความสนใจ กระนั้นก็ไม่แน่ใจอยู่ดีว่าจะไม่มีใครจำได้

                แต่เห็นเณรีมากับธรณ์เทพแล้ว ชายหนุ่มรู้สึกไม่พอใจตัวเองเท่าไรนักที่ปล่อยให้แฟนสาวอยู่ในความดูแลของคนอื่น แถมยังถูกจัดให้นั่งรถเข็น สวมแมสก์ปิดปาก มันอาจจะเป็นวิธีที่ดี แต่ในความคิดเขากลับยิ่งทำให้เป็นที่สนใจมากกว่าเดิม เหมือนเณรีเป็นคนร้ายมากกว่าคนป่วยเสียอีก

“ทำไมนักข่าวถึงแห่กันมาเยอะแบบนี้วะเนี่ย!”

                ศิวัฒน์หัวเสีย เกาท้ายทอยตัวเองยิกๆ แบบนี้อีกชั่วโมง เณรีก็คงปลีกตัวออกมาไม่ได้ ดูนักข่าวแต่ละคนยิงคำถามแต่ละคำถาม หากเป็นเขาคงตะคอกใส่ไปแล้ว บ้าเอ๊ย! ในที่สุด ชายหนุ่มก็ตัดสินใจเดินออกมาจากมุมที่หลบอยู่ ทว่าจังหวะนั้น เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นก็ทำให้เขาต้องถอยกลับไปแอบที่เดิม

“โทร.มาทำไม”

เรียวคิ้วเข้มขมวดชนกัน ก่อนกดรับ พลางชำเลืองมองเณรีไปด้วย

“ผมบอกเป็นครั้งที่ร้อยแล้วนะลิยา ไม่ต้องโทร.มาหาผมอีก คุณไม่เข้าใจหรือไง”

“แต่ฉันมีเรื่องต้องคุยกับคุณ”

“เรื่องอะไร!”

“ฉันไม่รู้ว่ากล้องวงจรปิดที่สตูดิโอจับภาพฉันได้หรือเปล่า”

            เหอะ ไหนบอกว่าไม่ได้ทำไง” เขาเท้าเอว ของขึ้นเสียอย่างนั้น ถ้ารลิยาอยู่ตรงหน้าเขาคงลากตัวเธอส่งให้ตำรวจเสียเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ หรือไม่ก็แฉต่อหน้านักข่าวไปเลยว่าใครเป็นคนทำ ผู้หญิงคนนี้จะได้ออกไปจากชีวิตเขาสักที

          “เออๆ ฉันยอมรับก็ได้ว่าฉันเป็นคนทำเอง แต่คุณจะบอกตำรวจไม่ได้ว่าฉันเป็นคนทำ และก็ห้ามไปรับนังเด็กนั่นด้วย เข้าใจไหมวัฒน์”

“คุณมันบ้า”

           ศิวัฒน์ตะคอกใส่คนในสาย เรื่องอะไรจะให้เธอมาบงการชีวิตเขา ในเมื่อเธอกล้าทำร้ายผู้หญิงที่เขารัก เธอก็ต้องได้รับกรรมจากผลการกระทำของตัวเองอย่างสาสม เขาไม่มีวันปล่อยให้ผู้หญิงโรคจิตอย่างรลิยาลอยนวลเพื่อมาตามรังควานชีวิตเขากับเณรีหรอก

“ผมจะให้ตำรวจจับคุณเข้าคุก”

           “นี่ฉันพูดกับคุณดีๆ นะวัฒน์ อย่าทำให้ฉันโมโห ไม่งั้นนังเด็กนั่นเจอมากกว่านี้แน่ ส่วนคุณ คุณจะปิดเรื่องนี้ยังไงก็แล้วแต่คุณ แต่อย่าให้ตำรวจสาวมาถึงฉัน เข้าใจไหม”

“อย่ามาขู่ผมซะให้ยาก ผมไม่สนหรอกลิยา คุณอยากทำอะไรก็เชิญแต่ทำในคุกนะ เพราะผมจะ...”

           “ฉันส่งคลิปไปให้คุณแล้ว” รลิยาทะลุกลางปล้อง คราวนี้น้ำเสียงเธอหวานเป็นพิเศษ “ดูคลิปก่อนแล้วค่อยตัดสินใจนะคะ เพราะถ้าคุณพลาด ฉันไม่รับประกันนะว่าคลิปจะหลุดออกไปหรือเปล่า”

“คลิปอะไร!”

“แหม ถามได้ว่าคลิปอะไร” เธอหัวเราะ “คุณจำไม่ได้จริงๆ หรือคะว่าเมื่อวานเราทำอะไรกันบ้าง”

“นี่คุณ! คุณแอบถ่ายคลิปไว้เหรอ!”

“ดีไม่ใช่หรือคะ คุณจะได้เก็บไว้เตือนความจำไงว่าเราสองคนเร่าร้อนแค่ไหนตอนอยู่ด้วยกัน แต่เอ...ฉันส่งให้นังหนูของคุณดูสักหน่อยดีไหมน้า หูตาจะได้สว่างขึ้น”

           ศิวัฒน์สูดลมหายใจลึก มือกำแน่นจนรู้สึกว่าร่างกายสั่นสะท้าน เมื่อชำเลืองมองเณรีอีกครั้ง เลือดในกายชายหนุ่มก็พลันเย็นเฉียบเพราะไม่ไกลจากแฟนสาว เขาเห็นรลิยานั่งแสยะยิ้มแฝงอยู่กับกลุ่มคนป่วยที่รอซักประวัติ มือกำโทรศัพท์แนบหู มองมาทางเขาด้วยสายตาข่มขู่

“เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าคุณเลือกคนผิด”

“ผมคิดไม่ผิดหรอกที่ทิ้งผู้หญิงสติไม่ดีอย่างคุณ” ศิวัตน์กัดฟันคำราม แล้วหันหลังกลับ ตัดสินใจเดินออกมาแทนที่จะเข้าหาเณรี “คุณมันบ้า”

“ถึงจะบ้าก็บ้าเพราะรักคุณ แต่คุณลองถามตัวเองหน่อยดีไหมคะว่าใครที่บังคับให้ฉันต้องทำแบบนี้”

“คุณทำตัวเอง”

“ไม่” รลิยาเอ็ดใส่ “ไม่ใช่ฉัน คุณต่างหากล่ะ ถ้าคุณไม่ทิ้งฉันไปหานังนั่น ฉันก็ไม่ต้องทำแบบนี้หรอกวัฒน์”

“คุณจะเอาอะไรอีกฮะ จะเอาอะไร! เงินผมก็ให้ไปแล้ว ห้องเสื้อคุณก็ได้ แล้วคุณจะเอาอะไรกับผมอีก”

ใบหน้าศิวัฒน์แดงก่ำ ความโกรธแผ่คลื่นลวกร้อนไปทั่วร่าง มือกำแน่นจนรู้สึกว่าเล็บจิกกับเนื้อ อาการอยู่ไม่ปกติทำให้เขาเดินพล่านเหมือนวัวคลั่ง

“เลิกยุ่งกับเณรีแล้วผมจะให้ทุกอย่างที่คุณต้องการ”

ชายหนุ่มยื่นข้อเสนอเด็ดขาด คนในสายเงียบ จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ฉันต้องการคุณ”

“คุณนี่มันพูดไม่รู้เรื่องจริงๆ”

“เลิกกับนังเด็กนั่นแล้วกลับมาหาฉัน เข้าใจนะ”

รลิยาเอ่ยเสียงจริงจังแค่นั้นแล้ววางสาย แต่เท่านั้นก็ทำให้ศิวัฒน์ยืนตัวแข็งราวกับถูกสาป นึกโกรธตัวเองที่เป็นฝ่ายทำพลาดตั้งแต่ต้น เขาน่าจะรู้ว่าตั้งแต่รู้จักรลิยา หล่อนก็เหมือนแม่มดที่พร้อมจะทำลายชีวิตเขาได้ทุกเวลา ยิ่งตอนนี้ยิ่งเลวร้ายหนักเพราะคลิปนั่นตัวเดียวที่ทำให้เขาหมดหนทาง

 

*********************************************** 

ขอบคุณนักอ่านที่แวะเวียนกันเข้ามา และขอบคุณทุกๆ คอมเมนต์ ทุกคำติชมด้วยค่ะ 

ฝากนิยาย ร้อยกลเสน่หา ด้วยนะคะ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น