FaY_T-suki

เมื่อท่านขุนคนนิ่งเจอกับลูกชายเจ้าสัวสุดดื้อเรื่องราวที่ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของโชคชะตา ชาติแรกที่ทั้งสองพบเจอ ผูกพันมาจนถึงชาตินี้ ความรักของพวกเขาจะเป็นยังไงติดตามได้ใน Before KISSING ตะวันอนธการ

Before KISSING Ep.54 (ขุนนิล) 100%

ชื่อตอน : Before KISSING Ep.54 (ขุนนิล) 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 284

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มิ.ย. 2562 20:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Before KISSING Ep.54 (ขุนนิล) 100%
แบบอักษร

“พี่นิล พี่เป็นอย่างไรบ้าง” เสียงทุ้มหนึ่งดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลเรียกให้นัยน์สีรัตติกาลประกายดวงดาวค่อยๆปรือเปิด สรรพเสียงนี้แสนคุ้นหู

“..พ่อดิน มาได้อย่างไร?” เสียงทุ้มเอ่ยแหบโหยเมื่อพบเห็นดวงหน้าหล่อเหลาเปี่ยมความกังวลปรากฎขึ้นตรงหน้า ขุนพิทักษ์ขมวดคิ้วมุ่น

“ฉันจะมาเยี่ยมพี่พร้อมพูดธุระด้วยเสียหน่อย ทว่าเมื่อมาถึงก็พบว่าพี่นิลนอนฟุบสลบอยู่บนโต๊ะ ฉันตกใจเลยอุ้มพี่มานอนที่พื้น” มือแกร่งถือยาดมวนเวียนแถวปลายจมูก เขาทำได้เพียงยิ้มบางๆ

“ขอบใจ พี่เพียงงานหนักไปหน่อยเลยวูบหลับน่ะ ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่พ่อมีธุระใดหรือ?” มือพยายามยันกายทว่าร่างกลับไร้เรี่ยวแรง ขุนพิทักษ์วางยาดมลงก่อนจะค่อยๆพยุงเขาขึ้นนั่ง

นัยน์สีรัตติกาลประกายดวงดาวเพิ่งสังเกตุว่าเสื้อผ้าตนเองหลุดรุ่ย

“ฉันคลายเสื้อผ้าของพี่เองเพื่อการรักษา มิได้ล่วงเกินอื่นใด” หากเป็นเมื่อก่อนเจ้าดินคงมิเอ่ยอธิบายรายละเอียดหรือนึกเกร็งอกเกร็งใจถึงเพียงนี้ แต่ทว่ายามนี้มันคงมีข้อแตกต่าง

เขาโบกมือไปมานัยว่าไม่ได้ใส่ใจ ตั้งใจถามถึงประเด็นสำคัญ

“ที่ว่ามีธุระนี่มีธุระอันใดหรือ?” สิ้นคำเจ้าดินคล้ายลังเลชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรอกพี่ดิน เรื่องของฉันช่างมันเถิด เพลานี้พี่ควรดูแลร่างกายให้มากก็พอ” น้ำเสียงนั้นเปี่ยมความกังวล ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มน้อยๆ

“ขอบใจเอ็งมาก ว่าแต่..อาซานเล่า เอ็งรู้หรือไม่อาซานเป็นอย่างไรบ้างช่วงนี้” เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เขาทราบดีว่าเจ้าดินเข้านอกออกในกงสีตระกูลหยางได้ เพราะฉะนั้นข่าวสารของอาซานย่อมผ่านหูผ่านตาอย่างแน่นอน

“...อาซานเองก็มีสภาพไม่ต่างจากพี่นัก ทว่าทางนั้นยังมีคุณชายใหญ่และอาชิงคอยเกลี้ยกล่อมแกมบังคับให้ดูแลตนเอง แต่พี่นิล พี่น่าเป็นห่วงกว่า หากพี่ไม่ดูแลตนเองฉันจะหอบงานจากกรมไปทำที่เรือน บังคับให้พี่ทานข้าวปลาอาหาร” ถ้อยคำจริงจังเจือความเป็นห่วงเรียกให้เขาเผยรอยยิ้มบาง ในอกเปี่ยมความตื้นตัน

ถึงอย่างไร เขาก็ยังมีน้องชายนี่นะ..

“ไม่ต้องห่วงพี่หรอกพ่อดิน พี่รู้เอ็งมีงานมาก เรื่องกบฎต้าหลงเป็นคดีใหญ่ อย่าฝืนตนเองเพื่อพี่เลย พี่รับปากว่าจะพยายามกินให้อิ่มนอนให้หลับ” เอ่ยรับคำเสียงเบา ขุนพิทักษ์เผยแววตาไม่เชื่ออย่างรุนแรง

“หากฉันว่างหรือปลีกตัวได้ฉันจะตามคุมพี่กินข้าวอย่างแน่นอน” พ่อดินเอ่ยย้ำ แม้เขารู้ว่าเป็นไปได้ยากเพราะงานอีกฝ่ายหนักทว่าเขาก็ไม่คิดห้ามปราม

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ..ตอนนี้สมองของเขาไม่ค่อยแจ่มใสนัก ใครใคร่จะทำอย่างไรก็แล้วแต่

ใช้ชีวิตไม่ต่างจากคนตายที่ยังมีลมหายใจ มืดมัวหม่นหมอง

หูได้ยินเสียงเจ้าดินถอนหายใจแผ่วเบา

.

.

เพลานี้ท่านหญิงมาลามีเรื่องกลุ้มใจเป็นอย่างมาก

นับตั้งแต่ที่นางค่อยๆหายดีเดินเหินได้ นี่ก็นับเป็นวันที่สิบเข้าไปแล้วที่นัยน์ฝ้าฟางสังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง

หลานชายเพียงคนเดียวของนางร่างกายซูบผอม เปี่ยมด้วยความทุกข์ตรมราวกับตรอมใจแสนสาหัส และนางก็ทราบว่านางก็เป็นส่วนหนึ่งแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้

แม้พ่อดินจะพยายามมาพบปะพ่อนิลเพื่อทานข้าว ทว่ากรมนครบาลมีภารกิจปะปังไม่แน่นอนเรียกได้ว่างานรัดตัว เพราะฉะนั้นทั้งสองจึงได้นั่งร่วมทานข้าวปลากันน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

หญิงชรานั่งนิ่งอยู่บนตั่งในห้องนอน มือถือเข็มร้อยมาลัยค้างไว้คล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง

“แม่หอม ลองสอบถามซิว่าเพลานี้พ่อนิลอยู่ที่ใด เมื่อทราบแล้วมิต้องไปรบกวน มาบอกฉันเงียบๆก็พอ” ต้นห้องของนางรับคำก่อนเดินออกไปตามคำสั่ง ผ่านไปไม่นานร่างหญิงวัยกลางคนก็ค่อยๆคลานเข่าเข้ามา

“เรียนคุณหญิง ท่านขุนนิลนั่งอยู่ที่ชาญเรือนของตนเองเจ้าค่ะ” คำตอบที่ได้รับเรียกให้นางพยักหน้า ท่านหญิงมาลาเก็บเข็มเงินก่อนจะค่อยๆลุกขึ้น

“แม่นิ่มประคองฉันไปหน่อย” ร่างที่ถูกขานนามน้อมรับคำสั่ง มือบางพยุงนายของตนเดินผ่านทางเดินไม้สัก ลัดเลาะอย่างเงียบงัน

ผ่านไปครู่หนึ่งก็มาถึงเป้าหมาย หญิงชราลอบมอง บอกให้คนรับใช้ทั้งหลายเงียบเสียง นัยน์ฝ้าฟางจ้องมองเบื้องหลังหลานชาย

พ่อนิลยืนนิ่ง ดวงหน้าหล่อคมหันมองไปยังทิศทางของกงสีตระกูลหยาง พริบตาภาพแผ่นหลังของร่างสูงโปร่งพลันแปรเปลี่ยนเป็นอ้างว้างเดียวดาย

“...อาซาน” เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเครือ ไหล่สีน้ำผึ้งสั่นเทิ้ม พ่อนิลสะอื้นไห้ในคอเงียบงัน

มือแกร่งยกขึ้นเช็ดน้ำตาอยู่เนืองๆ ภาพที่เห็นเรียกให้ผู้ที่จ้องมองปวดไปทั้งหัวใจ แม่นิ่มคล้ายต้องการส่งเสียงเรียกทว่าหญิงชรา กลับยกมือห้ามไว้

ท่านหญิงมาลาหันหลังเดินทางกลับ ดวงหน้าเปี่ยมความทุกข์ตรม ทันที่ที่ก้าวขาเข้าไปในห้องนางกลับยืนนิ่ง แววตาสลับซับซ้อน

“หากพ่อนิลนอนพักแล้วค่อยให้คนมาแจ้งฉัน อย่าลืมยกสำรับข้าวเย็นให้พ่อนิลด้วย บอกว่าฉันลงครัวเอง” สิ้นคำสั่งนางต้นห้องพลันยอบกายรับคำสั่ง ท่านหญิงมาลาทิ้งกายลงนั่ง ดวงหน้าที่มีเค้าลางสวยสง่าซีดขาวลงโดยพลัน

“ท่านหญิงเจ้าคะ..”

“มิต้องเอ่ยอันใดแม่นิ่ม” สุ้มเสียงเปี่ยมอำนาจดังขึ้นเรียกให้หญิงวัยกลางคนเก็บคำพูด นางนั่งพับเพียบข้างกายนายหญิงของตนเอง

ผ่านไปครู่ใหญ่พ่อนิลถึงกับถือสำรับยามาให้ในห้อง ดวงหน้าหล่อเหลาดูอิดโรยทว่าเจ้าตัวกลับปิดบังไว้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

ช่างฝืดเฝือนสิ้นดี..

หญิงชราจ้อมมองเงียบงัน มือรับยาถ้วยนั้นมาดื่ม สองย่าหลานพูดคุยสัพเพเหระอยู่ครู่ใหญ่พ่อนิลถึงขอตัวกลับ นางมิได้เอ่ยรั้งแม้แต่น้อย

“พ่อนิลทานข้าวเย็นหรือยัง?” นางเอ่ยถามหยั่งเชิงเรียกให้ร่างสีน้ำผึ้งชะงักเล็กน้อย

“ทานแล้วที่กระทรวงขอรับ ท่านย่าไม่ต้องเป็นห่วง” เสียงทุ้มตอบรับอย่างมีมารยาท ผ่านไปไม่นานร่างหลานชายของนางก็ค่อยๆเดินห่างออกไป

มือเหี่ยวย่นกำแน่น ท่านหญิงมาลาสูดลมหายใจลึก

พ่อนิล..

ตึง!

เสียงคล้ายวัตถุขนาดใหญ่ล้มลงบนพื้นดังสนั่นเรียกให้ร่างที่กำลังกลัดกลุ้มสั่งแม่นิ่มให้รีบออกไปดูสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“ว๊าย! คุณท่าน!!” เสียงร้องอย่างตื่นตระหนกดังขึ้นเรียกให้หญิงชราผุดลุกไปหาต้นเสียงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่นางเห็นคือหลานชายเพียงคนเดียวของนางนอนสลบไม่ไกลจากประตูเรือน ร่างสีน้ำผึ้งนอนคว่ำแน่นิ่ง

ภาพนี้ทำให้ใจของท่านหญิงตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทั่วกายชาวาบ

“พ่อนิล!!”

นางเปล่งเสียงด้วยความตระหนกในณะที่แม่นิ่มทรุดกายปลุกร่างที่สลบไสลพลางร่ำไห้ ใจวูบโหวงเมื่อหลานชายไร้ซึ่งปฏิกิริยาแม้แต่น้อย

“แม่นิ่มรีบตามท่านหมอมาเร็วเข้า!!” เอ่ยเตือนสติหญิงรับใช้ เมื่อได้ยินคำตวาดนางจึงได้สติลนลานไปตามหมอ

“ให้บ่าวชายแบกพ่อนิลไปเรือนพัก” นางออกคำสั่งกับนางต้นห้อง รอเพียงอึดใจร่างของขุนนิลก็ถูกพาไปที่ห้องพัก นัยน์สีรัตติกาลประกายดวงดาวปิดสนิท พ่อนิลนอนกระสับกระส่ายท่าทางทรมาน สิ่งนี้เรียกให้นางร้อนใจจนถึงที่สุด

“พ่อนิล พ่อนิล” ท่านหญิงมาลาจับไหล่หลานชายพลางเขย่าแผ่วเบา เป็นห่วงเหลือเกิน

“...ซาน..”

“อา..ซาน..”

“คิด..ถึง..” เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเครือ น้ำตาสายหนึ่งรินไหลจากร่างที่นอนสลบสไล

ท่านหญิงมาลาตัวแข็งทื่อยามที่ได้ยินนามที่หลานชายเอ่ยออกมา แม้พ่อนิลจะพูดเบาแต่นางที่เอียงหูเข้าไปใกล้กลับได้ยินชัดเจนทุกคำ

“ท่านหญิงเจ้าคะ ท่านหมอมาแล้วเจ้าค่ะ” แม่นิ่มผลุนผลันเดินกึ่งวิ่ง มือจูงท่านหมออย่างไม่สนขนบธรรมเนียมใดๆทั้งสิ้น เพราะเหตุนี้หมอใหญ่จึงเข้าถึงตัวคนป่วยได้อย่างรวดเร็ว มือจับชีพจร ตรวจตาตรวจร่างกายตามขั้นตอน

ชายชราเผยสีหน้าครุ่นคิดก่อนให้คนในเรือนออกไปรอนอกห้อง ทุกคนทำตามอย่างว่าง่าย ผ่านไปครู่หนึ่งหมอใหญ่ถึงเดินกลับออกมา

“เฮ้อ นี่มันอะไรกันหืมท่านหญิงมาลา ท่านเพิ่งหาย เหตุใดหลายชายท่านถึงเป็นอีกคน โรคนี้หาใช่โรคติดต่อนี่” หมอใหญ่ทิ้งกายลงนั่ง นัยน์สองนายบ่าวมองสบตา คล้ายเข้าใจอะไรบางอย่าง

“ท่านหมอหมายความว่า..”

“อย่างที่ท่านคิดนั่นแหละขอรับท่านหญิงมาลา ท่านขุนนิลตรอมใจ หดหู่ซึมเศร้า เพราะเหตุนี้จึงไม่ค่อยทานข้าวปลาอาหาร ร่างกายผ่ายผอมเป็นเหตุให้เป็นลมเป็นแล้ง ดูจากร่างกายของท่านขุนแล้วเนี่ยหาได้เพิ่งป่วยแค่วันสองวัน” คำตอบเรียกให้หญิงชราใจหายวาบ สองมือกำแน่น

“..ผู้ใดเรียนผูกก็ต้องรู้จักเรียนแก้ เรื่องของจิตใจยาหรือหมอเทวดาก็มิอาจรักษาได้” ท่านหมอทิ้งคำไว้เพียงเท่านี้ก่อนจัดสำรับยาอย่างที่นางเคยได้รับเอาไว้ให้พ่อนิล

“ขอบพระคุณท่านหมอมากนะเจ้าคะ” แม่นิ่มยกมือไหว้ก่อนเดินไปส่งท่านหมอเมื่อเห็นนายหญิงของตนเองยืนนิ่งงันอยู่ภายในห้อง

“...........” ความเงียบโรยตัวเมื่อเสียงฝีเท้าทั้งสองค่อยๆห่างออกไป

“...ออกไปข้างนอกเถิดแม่หอม คนอื่นด้วย ขอฉันอยู่กับพ่อนิลคนเดียวสักครู่” ท่านหญิงมาลาเอ่ยแผ่วเบา หญิงต้นห้องรับคำสั่งอย่างรู้หน้าที่ นางและบ่าวไพร่ทั้งหลายล้วนเดินออกจากห้องไปจนหมด

เสียงประตูปิดลงอย่างช้าๆ หญิงชราหลับตาลงพลางทิ้งกายลงนั่งข้างหลานชายของตน

นัยน์ฝ้าฟางลืมขึ้นพลางทอดมองดวงหน้าหล่อคมเปี่ยมทุกข์ คิ้วเรียวขมวดมุ่น แม้นอนหลับน้ำตาก็ยังคงเอ่อคลอ

“พ่อนิล..” ท่านหญิงมาลาเอื้อมมือลูบเรือนผมอีกฝ่าย น้ำเสียงสั่นเครือ

“ย่า..คงเป็นหญิงชราที่ใจร้ายมากเลยใช่ไหมพ่อนิล” น้ำตาเอ่อคลอพลางไหลหยดลงเปื้อนผิวปรางค์สีน้ำผึ้ง มือท่านหญิงสั่นระริก

หลานชายของนางงามนัก ดวงหน้าถอดพิมพ์มาจากแม่หญิงวิไลทุกกระเบียดนิ้ว รวมไปถึงผิวกายสีน้ำผึ้งเนียนละเอียดนี้ด้วย สิ่งที่ได้จากตาเทิดบุตรชายของนางมีเพียงนัยน์คู่คมสีรัตติกาลทอประกายระยับพราว

แต่เพียงเท่านั้นก็มากพอที่นางจะทุ่มเทความรักสุดหัวใจ เมื่อบุตรชายและสะใภ้สิ้นลมคล้ายดั่งโลกาดับสลาย หัวหงอกต้องมาเผาหัวดำ ความทุกข์นี้ยากนักที่จะทำใจ

ทว่านางมิอาจอ่อนแอ พ่อนิล หลานชายคนเดียวของนางต้องการที่พึ่ง หากนางอ่อนแอแน่นอนว่าสิ่งที่ควรเป็นของพ่อนิลอาจตกไปสู่ญาติใจทรามบางคน คนเหล่านั้นจ้องฉวยโอกาส

ยอมไม่ได้ ไม่มีทางยอม ต่อให้ถูกค่อนแคะว่าเป็นหญิงชราใจร้ายมิปล่อยวางเข้าวัด นางก็ไม่สนใจ ขอเพียงส่งหลานชายสุดที่รักนั่งอยู่บนตำแหน่งหัวหน้าตระกูลได้อย่างมั่นคงและเต็มภาคภูมิ สามารถดูแลตนเองได้ก็เพียงพอ เพราะเหตุนี้นางจึงส่งพ่อนิลเรียนต่างประเทศและส่งพ่อดินทดสอบเข้ากรมนครบาล

เด็กคนนั้นมีความสามารถและปรารถนาดีกับพ่อนิลอย่างแท้จริง อย่างน้อยหากพ่อดินดำรงตำแหน่งสูง ในภายภาคหน้าย่อมส่งผลดีกับพ่อนิล ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี

นางวาดฝันถึงวันที่พ่อนิลจะแต่งงานมีเหย้ามีเรือน มีหลานชายหลานสาวให้นางอุ้มชูดูแล

ทว่าทุกสิ่งกลับสูญสลายเมื่อหมอใหญ่เอ่ยถึงผลตรวจร่างกาย พ่อนิลไม่สามารถมีบุตรได้ เมื่อทราบความนางถึงกับเป็นลมเป็นแล้ง เสียอกเสียใจไปหลายวัน

สุดท้าย..ด้วยความเห็นแก่ตัวนางจึงมิบอกความนี้แก่ผู้ใดและจัดแจงเรื่องหมั้นหมายระหว่างพ่อนิลและแม่บุหลัน คาดหวังให้ทั้งสองครองรักกัน อย่างน้อยหากไม่มีบุตรพ่อนิลก็ยังมีคู่ครองคอยดูแลจนแก่เฒ่า

นางนึกไม่ถึง นึกไม่ถึงจริงๆ..

คนที่พ่อนิลหลงรัก กลับกลายเป็นบุรุษด้วยกัน

มันผิดจารีต ผิดขนบธรรมเนียมและวิปริตสิ้นดี นางรับไม่ได้ รับไม่ได้แม้แต่น้อย

เพราะเหตุนั้นนางจึงต่อต้านสุดกำลัง อีกทั้งยังผิดหวังรุนแรงจนหูตามืดบอด มิยอมฟังความใดๆ ราวกับพระเพลิงพัดโหมทำลายทุกสิ่งให้สิ้นซากแม้กระทั่งตนเอง

ในขณะที่จมจ่ออยู่กับความโศกเศร้าพ่อนิลก็กลับมา กว่าจะคืนสติก็รับรู้ว่าผ่านไปหลายวันมากแล้ว นางดีใจที่ในที่สุดหลานชายตัดสินใจกลับมาอยู่เคียงข้าง กลับมาดูแลนาง

นางกลายเป็นหญิงชราที่เห็นแก่ตัวอีกครั้ง..

น้ำตาเอ่อคลอเรียกให้มือบอบบางยกขึ้นเช็ดน้ำตา

“ท่านหญิงเจ้าคะ” เสียงแม่นิ่มดังจากทางหน้าประตู นางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนขานอนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามาข้างใน

แม่นิ่มนั่งพับเพียบเคียงข้างตน นัยน์คู่นั้นทอดมองพ่อนิลด้วยความเป็นห่วงสุดแสน แววตานั้นจ้องมองคล้ายตัดสินใจเด็ดขาด

“ท่านหญิงเจ้าคะ อิฉันเป็นเพียงบ่าวไพร่ไม่รู้หนังสือ มิอาจอ้างอิงสิ่งใดที่ดูฉลาดมีหลักการ แต่ทว่าสิ่งหนึ่งที่อิฉันเชื่อมั่นมิสั่นคลอนนั่นคือท่านขุนนิล อิฉันเชื่อว่าท่านเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง”

“และอิฉันขอเอ่ยตามตรงว่าเรื่องท่านขุนเลือกคุณชายหยางเป็นคู่ครองนั้นหาได้เลวร้ายไม่ ท่านขุนนิลมิอาจมีบุตรเพราะฉะนั้นหากมีสตรีแต่งเข้ามาย่อมเป็นการทำร้ายนาง ตัวคุณชายหยางเองก็เป็นบุรุษที่นิสัยดีน่ารักน่าชัง อีกทั้งมีความสามารถหลากหลาย ส มบูรณ์ด้วยอำนาจและทรัพย์สิน มิมีสิ่งใดไม่คู่ควรแม้แต่น้อย”

“อีกทั้งข้อดีของการมีคนรักเป็นบุรุษก็มีมากมายนะเจ้าคะ อาทิเช่นท่านขุนนิลสามารถทำสมาธิจดจ่ออยู่กับการงานได้เต็มที่ส่งผลดีต่อการเลื่อนขั้น การเดินทางก็ไม่ต้องกลัวอันตรายเพราะบุรุษไปไหนมาไหนสองคนย่อมสะดวกกว่าไปกับสตรี เรื่องความสัมพันธ์ก็ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศ ส่วนพวกปากหอยปากปูที่ชอบนินทากาเลมีอยู่ทุกที่ มิจำเป็นต้องใส่ใจ”

“และสิ่งที่สำคัญที่สุด”

“คือความสุขของท่านขุนนิล”

“สำหรับแม่นมอย่างอิฉัน แค่เห็นท่านขุนนิลมีความสุข อิฉันก็พอใจแล้วเจ้าค่ะ” สิ้นคำแม่นิ่มพลันโค้งกายลงกราบ ร่างนางสั่นเทิ่มน้อยๆ

ถ้อยคำที่นางเอ่ยในวันนี้ช่างเป็นถ้อยที่แสลงหู ท่านหญิงมาลากำมือแน่น นึกหาเหตุผลโต้แย้ง ทว่านางก็มิอาจเอ่ยค้านแม่นิ่มได้เลย

“..ในสายตาแม่ ฉันคงเป็นย่าที่โหดร้ายมากเลยกระมัง” สุ้มเสียงเจือความขมขื่น

“นั่นเป็นเพราะท่านหญิงมาลารักท่านขุนมากต่างหากเจ้าค่ะ” คำตอบนั้นเรียกให้นางครุ่นคิดเงียบงัน

ในหัวย้อนนึกถึงคุณชายหยาง ภาพดวงหน้าน่ารักยกยิ้มเต็มแก้มออดอ้อนเอาใจ เปี่ยมประกายสดใสและเปี่ยมชีวิตชีวาดั่งตะวันดวงน้อยปรากฎขึ้นในความทรงจำ

อกรู้สึกถึงความอบอุ่นสายหนึ่ง ภาพยามที่พ่อนิลอมยิ้มน้อยๆยามมองอาซาน นางเห็นมาแล้วนับร้อยพันครั้ง เพลานี้เพิ่งมานึกทบทวน

สายตาพ่อนิลเปี่ยมด้วยความรักและความสุข..

หญิงชราเผยรอยยิ้มบาง ผ่อนลมหายใจ

ความสุขของพ่อนิลเช่นนั้นหรือ

เหมือนครั้งนี้คนที่เป็นย่าอย่างนาง..จะทำผิดจริงๆเสียแล้วกระมัง..

.

.

“อือ..” ภาพในหัวยังคงมึนเบลอ นัยน์สีรัตติกาลประกายดวงดาวกะพริบถี่ เงาดำขาววูบวาบตรงหน้าชวนให้มึนศีรษะ

“ฟื้นแล้วหรือพ่อนิล?” เสียงอันแสนคุ้นเคยเรียกให้สติรับรู้กลับมาครบทุกส่วน

“ท่านย่า” เสียงทุ้มเอ่ยแหบโหย สายตากวาดมอง พิจารณาสภาพโดยรอบ

ข้าวของเครื่องเรือนแสนคุ้นตา ตอนนี้เขาอยู่ในห้องนอนของตนเอง ฟ้ามืดแล้ว น่าจะสลบไปนานพอสมควร น่าขายหน้านัก เหตุใดถึงสลบต่อหน้าสตรีที่ไม่ต้องการให้เป็นห่วงที่สุด..

“พ่อนิลต้องทานข้าวถึงจะทานยาได้ ย่าลงมือทำข้าวต้มหมูสับให้เอง หวังว่าพ่อจะถูกปากและทานหมด” คำเอ่ยเจือขอร้องดังขึ้นจากหญิงชรา นัยน์ฝ้าฟางเผยความเป็นห่วงสุดแสน

ขุนนิลลอบสูดลมหายใจลึก

ช่วงนี้ร่างกายเขาไม่ค่อยอยากอาหาร ทว่าหากมันทำให้ท่านย่าพ่อใจ..

“ขอบคุณขอรับท่านย่า” ริมฝีปากบางยิ้มรับเต็มแก้ม เขาค่อยๆขยับกายลุกขึ้นนั่ง ทานข้าวต้มทรงเครื่องของท่านย่าไปพลางลูบท้องตนเองไปพลาง

ภาวนาให้ร่างกายไม่ขย้อนของเสียจนทำให้คนตรงหน้าเป็นกังวลไปมากกว่านี้

หลังจากผ่านไปราวๆครึ่งชามร่างกายของเขาคล้ายไม่อาจทานทน มือสีน้ำผึ้งจำต้องวางช้อน ขุนนิลเผยสีหน้ากระอักกระอ่วน เดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดง ลูบอกอดกลั้นอาการคลื่นเหียน

“ไม่ไหวก็อย่าฝืนเลยพ่อ ย่าเคยเป็นมาก่อนย่อมทราบดีว่าการฝืนหาใช่คำตอบ” น้ำลอยมะลิถูกส่งให้ เขาหน้าซีดเผือด กรีดร้องดังลั่นในใจ

ท่านย่าทราบว่าเขาเป็นอะไร ถ้าเช่นนั้น..

“ดื่มยาเสีย เมื่อเรียบร้อย ย่ามีอะไรจะถามพ่อ” ถ้อยนี้แฝงความหมายไว้หลายส่วน ร่างสีน้ำผึ้งไม่กล้ารั้งรอ พอคลายจากอาการคลื่นเหียนมืออุ่นพลันยกยาขึ้นดื่ม

แม้รสจะไม่ดีนักทว่ากลิ่นหอมกลับช่วยบรรเทาอาการปวดหัวและมวนท้อง ร่างกายและสติสัมปะชัญญะปลอดโปร่งขึ้นเมื่อดื่มยาหมดถ้วย

น้ำหวานถูกส่งตามมา นัยน์สีรัตติกาลทอประกายอ่อนจางวูบหนึ่งก่อนยกน้ำถ้วยนั้นขึ้นดื่ม

“ท่านย่าต้องการถามอะไรหลานหรือขอรับ?”

เขาเอ่ยเข้าประเด็น แม้จะดูสงบนิ่งทว่าในใจเปี่ยมความตื่นเต้นลนลาน เหตุใดเขาจะไม่ทราบ ท่านย่าเอ่ยว่าเขาเป็น ‘โรค’ เดียวกับตน ย่อมหมายความว่าเขาตรอมใจ สาเหตุนั้นมีเพียงอย่างเดียว

ขุนนิลอดปวดใจไม่ได้ แม้เขาพยายามเสแสร้งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือพยายามโหมงานหนัก สิ่งเหล่านั้นก็ไม่อาจทำให้เขาหยุดคิดถึงคนคนนึง

อาซาน..

ไม่รู้ว่าผ่านมานานขนาดนี้เจ้าตัวจะเป็นอย่างไรบ้าง

“เล่าให้ย่าฟังสิ” ถ้อยนั้นไม่ชัดเจน เรียกให้สับสนงุนงง

หญิงชราหันหน้ากลับมามองเขาเต็มตา นัยน์ฝ้าฟางเปี่ยมอำนาจคล้ายอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน ท่านย่ามาลาเผยรอยยิ้มบาง นั่งหลังตรงสมฐานันดร

“เล่าให้ย่าฟังหน่อย เรื่องของอาซาน คนรักของพ่อน่ะ” คำนี้เรียกให้นัยน์สีรัตติกาลประกายดวงดาวเบิกกว้าง แทบไม่เชื่อหูตนเอง

“ท..ท่านย่าว่ากระไรนะขอรับ”

“เล่าเรื่องอาซานให้ย่าฟังหน่อย ย่าอยากรู้ว่าเหตุใดพ่อนิลถึงตกล่องปล่องชิ้นกับคุณชายหยางได้” คำนั้นเอ่ยตรงแน่วไม่บิดพลิ้ว ทั้งมีท่าทียอมรับ

แม้ไม่ทราบว่าเพลานี้ท่านย่าคิดอะไรอยู่ แต่นี่ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่หาได้ยากยิ่ง

“ขอรับท่านย่า เรื่องของหลานกับอาซานเริ่มมาจากเมื่อครั้งยังเด็ก ที่หลานตามท่านย่าไปภาคเหนือ” และเรื่องราวความผูกพันธ์ระหว่างเขาและอาซานพลันถูกถ่ายทอด

ทั้งการผจญภัยร่วมเป็นร่วมตาย การเสียสละเพื่ออีกฝ่ายโดยไม่เสียดายชีวิต การบุกน้ำลุยไฟ ร่วมมือฝ่าฟันอันตรายกันตั้งมากมาย

นับแล้ว ช่วงเวลาของเขาและอาซานเรียกได้ว่ามีแต่อุปสรรค หาเวลาสุขสงบยากเสียยิ่งกว่ายาก

แต่สิ่งนั้นทำให้เขามั่นใจ และหลงรักคนคนนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ

เพียงเอ่ยถึง น้ำตาสายหนึ่งถึงกับรื้นขึ้นคลอเบ้า เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการควบคุมไม่ให้น้ำตาสายนั้นไหลออกมาให้ท่านย่ากังวลใจ

“...ที่แท้ทั้งพ่อและคุณชายหยางต่างฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกันนานัปการ มิแปลกอันใดที่ทั้งสองจะรู้สึกดีต่อกัน” น้ำเสียงนั้นแผ่วผิว นางนึกว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะฉาบฉวยราวน้ำเย็นกลางฤดูร้อน ทิ้งไว้เพียงครู่ก็แผ่วห่างจางหาย

ไม่เป็นเช่นนั้นสินะ

ท่านหญิงมาลาเผยรอยยิ้มละมุนในขณะที่ขุนนิลกาฬลอบกำมือแน่นเสียจนเล็บจิกฝ่ามือ ในอกลุ้นระทึกยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

ท่านย่าจะว่าอย่างไรบ้าง จะ..สั่งให้เขาทำอะไร

คงไม่ถึงกับให้เขาย้ายตนเองออกไปตัดใจไกลถึงต่างประเทศหรอกกระมัง

เสียงหัวใจเต้นดัง หวาดหวั่นพรั่นพรึง

“พ่อนิล..ย่ามีเรื่องจะขอร้อง” นั่นปะไร..

ขุนนิลลอบสูดลมหายใจลึก แม้พยายามควบคุมให้ตนเองแสดงออกปกติแต่ทว่าเหงื่อเย็นๆกลับผุดขึ้นตามผิวกายไม่หยุด มือแกร่งสั่นน้อยๆ

“ท่านย่าจะให้หลานทำอะไรหรือขอรับ หลานทำได้ทุกอย่าง” ตัดใจเอ่ยคำ ไม่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร เขาก็พร้อมจะยอมรับ

ไม่อาจทำให้ท่านย่าเจ็บช้ำน้ำใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว

มือบอบบางหยิบของบางสิ่งบางอย่างออกมาจากกำปั่นไม้หอม สิ่งนั้นถูกห่อด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงอย่างดี ดูมีมูลค่ายิ่ง

“...ของในห่อกำมะหยี่นี้ย่าต้องการให้พ่อนำไปหมั้นหมายกับคู่ตุนาหงันที่ย่าเห็นว่าสมควร” คำนั้นดั่งอัตสนีบาตฟาดเปรี้ยงเข้ากลางกระหม่อม นัยน์สีรัตติกาลเบิกกว้าง ในอกสั่นไหวกรีดร้องบ้าคลั่ง

ท่านย่า..จะให้เขาหมั้นหมาย แต่งงานกับสตรี

ริมฝีปากบางขบเม้มแน่น น้ำตาเอ่อคลอนัยน์คู่คมทว่าเขาพยายามหลบเลี่ยงด้วยการก้มหน้าลง

“ขอรับ แล้วแต่ท่านย่าประสงค์” ขุนนิลเอ่ยเสียงเรียบ มือถูกหญิงชราจับยกขึ้น เขาแบมือที่สั่นระริกอย่างรู้หน้าที่ ในอกเจ็บปวดเสียจนกลัดหนอง

อาซาน..

ความสัมพันธ์ของเขาและยอดรัก คงถูกลิขิตให้สิ้นสุด ตลอดกาล..

วัตถุในมือคล้ายหนักอึ้ง เขาเม้มปากแน่น..

ชั่วขณะคล้ายได้รับความรู้สึกแปลกประหลาด หากเป็นแหวนหมั้น เหตุใดถึงมีน้ำหนักนัก

ขุนนิลสงสัยจนอดไม่ได้ที่จะกำแน่นขึ้น สัมผัสรูปทรงสี่เหลี่ยมชวนให้นึกฉงน เขากางผากำมะหยี่ออก สิ่งที่เห็นเรียกให้ในหัวงุนงงสงสัย เพราะจำได้ว่าสิ่งนี้คืออะไร

สร้อยพระ สร้อยพระนี้เป็นของคุณหลวงเทิดผู้เป็นบิดาของเขา ในกรอบทองมีองค์พระสององค์หันหลังชนกันคล้ายถูกเชื่อมติดไว้ สัณนิษฐานว่าเป็นเช่นนี้เพราะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน เป็นไปได้ว่ากรุเก่าที่เก็บองค์พระอาจเกิดความชำรุดเสียหายทำให้มี น้ำซึมเข้าไปด้านใน องค์พระอาจจะถูกน้ำฝนในฤดูฝน อาจจะร้อนจัดในฤดูร้อน สลับสับเปลี่ยนปีแล้วปีเล่าจนทำให้ส่วนด้านหลังเชื่อมติด 

นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ควรจะขบคิด สิ่งที่เขาควรสนใจนั่นคือเหตุใดท่านย่าถึงให้เอาสร้อยพระนี้ไปเป็นของหมั้น

“ย่าคิดว่าสิ่งนี้เหมาะสมที่สุด” หญิงชราเผยความไม่มั่นใจทั้งยังวิตกกังวลเล็กน้อย

“อาซานเป็นบุรุษ หากจะให้แหวนให้เครื่องประดับย่าว่ามันจะไม่เหมาะทั้งยังไม่สมฐานะ เหลียวมองรอบกายย่าก็เห็นว่าสร้อยพระของพ่อเทิดนี่แหละเหมาะที่สุด พ่อนิลคิดเห็นเช่นไรกับของหมั้นชิ้นนี้?” ถ้อยคำเรียกให้นัยน์สีรัตติกาลดวงดาวเบิกกว้าง

เมื่อครู่นี้ท่านย่า..

“ท..ท่านย่าว่ากระไร ว่ากระไรนะขอรับ!!” เสียงทุ้มเอ่ยตะกุกตะกักจนถึงที่สุด ร่างสีน้ำผึ้งขยับเข้าประชิดหญิงชราด้วยความตื่นเต้นระคนงุนงง

หรือเขาฝันไป..?

“ก็ของหมั้นให้คุณชายหยางซานน่ะสิ เหตุใดถึงเผยสีหน้าตระหนกปานนี้กัน หรือพ่อนิลคิดว่าไม่เหมาะสม คุณชายหยางอาจจะไม่ชอบหรือ?”

“ม..ไม่ขอรับ! ไม่ขอรับท่านย่า อาซาน อาซานย่อม ย่อมชอบ และเต็มใจรับอย่างแน่นอนขอรับ” เขาเอ่ยตะกุกตะกักราวกับเด็กน้อย น้ำตาที่อดกลั้นไหลออกจากนัยน์ทั้งสองไม่หยุด ความตื่นเต้นดีใจแผ่ซ่านทั่วทุกอณูจนร่างสีน้ำผึ้งสั่นเทิ้ม

“ท..ท่านย่า ท่านย่ายอมรับ ยอมรับเรื่องของหลานและอาซานแล้วใช่มั๊ยขอรับ ท่าน..ท่านย่า” น้ำตาไหลเสียจนมองร่างหญิงชราไม่คมชัด ถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถห้ามน้ำตาแห่งความยินดีนี้ได้

“ย่าให้หลานเอาของไปหมั้นแล้ว คิดว่ายอมรับหรือไม่ล่ะ?” ถ้อยคำนั้นคล้ายตำหนิทว่าน้ำเสียงกลับเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน หญิงชราเอื้อมมือไปลูบไหล่อีกฝ่าย

“ท่านย่า..” ขุนนิลสะอื้นในคอ สองมือโอบกอดท่านย่าที่รักดั่งดวงใจแน่น น้ำตาหลั่งไหลพร่างพรู

คำตอบของท่านย่ามาลา ดั่งฝันที่เป็นจริง

“ดูสิ หาใช่เด็กน้อยแล้วนะพ่อนิล เหตุใดถึงร้องไห้งอแงเช่นนี้” แม้เอ่ยตำหนิทว่าน้ำเสียงหญิงชราสั่นเครือไม่ต่าง มืออุ่นลูบไล้เรือนผมสีรัตติกาลของหลานชาย ตระกองกอดร่างอบอุ่นอย่างหวงแหน

พ่อนิลไม่มีสีหน้ามีความสุขเช่นนี้มานานมากแล้ว

แม่นิ่มยังทราบว่าพ่อนิลมีนิสัยเช่นไร แล้วนางที่เป็นย่าแท้ๆเล่าจะดูไม่ออกได้อย่างไร

นางเพียงแค่ไม่อยากยอมรับก็เท่านั้น

ทว่าเพลานี้ สมควรที่จะลดทอนทิฐิในใจลงเสียที

ท่านหญิงมาลาลูบแผ่นหลังแกร่งของหลานชาย ในใจรู้สึกอบอุ่น ที่ฟังเมื่อครู่ทำให้นางตัดสินใจได้ เรื่องของเขาทั้งสองหาใช่ความสัมพันธ์ฉาบฉวย

ทั้งคู่ร่วมเป็นตาย ความสัมพันธ์แสนมั่นคงเพราะถูกอุปสรรคเคี่ยวกร่ำจนแข็งแกร่ง 

คู่ครองเช่นนี้ไม่ดีหรือไร อย่างไรเสียพ่อนิลก็ไม่อาจมีทายาท แบบนี้สู้ให้คู่ครองเป็นบุรุษที่เปี่ยมด้วยความสามารถ เป็นได้ทั้งคู่คิด คู่ครอง และสามารถติดตามใกล้ชิดได้ไม่ว่ายามใด ไม่มีเขตหวงห้ามที่ใช้คำว่าสตรีเป็นตัวกั้น

เมื่อลองนึกทบทวน ก็นับว่าไม่เลวจริงๆ

หากจัดงานแต่งงาน ในงานจะมีเจ้าบ่าวสองคน หรือคุณชายหยางซานต้องสวมชุดเจ้าสาว? น่าจะเป็นภาพที่น่ามองไม่น้อย น่าเสียดายที่ไม่สามารถจัดงานได้อย่างเกริก อ่า..เอาเถิด

ตัวนางจะตายวันตายพรุ่งสุดจะรู้ แค่พ่อนิลมีความสุขก็พอแล้ว

ท่านย่าอมยิ้มละมุน

“เพลานี้คุณชายหยางซานถูกบิดาของตนกักบริเวณด้วยคำขอร้องของย่า อย่างไรเสียย่าจะนัดแนะกับเจ้าสัวหยางพูดคุยกันอีกสักที หรือควรจะตกลงค่าสินสอดไปเลยดี..” และท่านหญิงมาลาพลันนั่งคิดเรื่องสินสอดทองหมั้นเสียครู่ใหญ่

ในอกรู้สึกเต็มตื้น ขุนนิลเผยรอยยิ้มเต็มแก้ม ดวงหน้าหล่อเหลาเปี่ยมประกายความสุข

“ขอบคุณขอรับท่านย่า” เขากอดร่างสตรีที่รักยิ่งแนบแน่น แม้แต่แม่นิ่มก็พลอยสะอื้นด้วยความตื้นตัน แม้เพลานี้ร่างกายอ่อนเพลีย แต่จิตใจนั้นกลับแจ่มใสราวยอดข้าวต้องหยาดฝน

“รอแข็งแรงสักหน่อยแล้วค่อยไปพบล่ะพ่อนิล หายหน้าหายตาไปไม่บอกกล่าว ย่าว่าคุณชายหยางต้องโกรธเคืองแน่ๆ อย่างไรเสียระวังและเตรียมร่างกายให้พร้อมสักหน่อยน่าจะดีกว่า” ท่านย่าเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี แม้อยากไปพบอาซานเสียเดี๋ยวนี้แต่เขาคงมิอาจหักใจทัดทานความหวังดีของท่านย่าได้

“ขอรับ หลานจะรอร่างกายแข็งแรงอีกสักหน่อยแล้วจะไปพบอาซาน” อาจจะเป็นสองสามวันถัดไป เขาทำใจรอได้นานสุดเพียงเท่านี้

ท่านย่าจ้องมองคล้ายรู้ทันแต่ท่านไม่เอ่ยห้ามปรามใดๆ

“จ้ะๆ พ่อนิลของย่าโตแล้ว จะอย่างไรก็ตามใจพ่อเถิด อย่าลืมพาสะใภ้มาหาย่าด้วยนะ” ถ้อยคำพร้อมรอยยิ้มเรียกให้ในอกอุ่นอวลด้วยความสุข

“ขอรับท่านย่า” ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มละมุน

อาซาน

อีกไม่นานพี่จักไปหาน้องได้แล้ว

.

.

.

#ทอร์คค 

เฮ้! ในที่สุดก็ครบ 100% ครับบ อย่างที่คาดคิด ใน 30% สุดท้าย ท่านย่าคิดตกในที่สุด! พ่อนิลของเราเป็นอิสระได้เมีย(หรือสามี?)กลับสู่อ้อมอกในที่สุดดด เอาล่ะตอนหน้ามาลุ้นกันครับว่าเขาจะคืนดีกันยังไง หรืออาซานกับพ่อนิลจะมีอะไรพลิกอีกรึเปล่า

อย่าลืมคอมเม้นหรือเล่นแท็ก #ตะวันอนธการ เป็นกำลังใจให้หน่อยนะครับ อีกราวๆห้าตอนก็คงจะจบตอนหลักแล้ว ตอนพิเศษก็อาจจะมีเล็กๆน้อยๆ อย่าเพิ่งเบื่อกันนาาา แหะๆ

แล้วเจอกันตอนหน้าครับ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น