เงาลดา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : พายุ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 31

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มิ.ย. 2562 18:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พายุ
แบบอักษร

ตอนนี้ผู้เข้าสอบสักห้าหกคนก็มารวมกันอยู่ในห้องที่มีวิทยุสื่อสารเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่าก็ดูจะไม่ได้มีอะไรต่างไปจากเดิมเลยเพราะวิทยุสื่อสารมันก็ใช้การไม่ได้อยู่ดี

 

       คิคุถอนหายใจเฮือกหนึ่ง สุดท้ายแล้วก็สรุปกันว่าควรจะแยกย้ายไปหาอะไรที่น่าจะเป็นเบาะแสดีกว่า

 

      ส่วนผู้ชายคนที่เจอวิทยุสื่อสารก็อยู่ลองจูนคลื่นไปเรื่อยๆ ใช้เวลาสักพักทุกคนก็ออกมารวมตัวกันข้างนอกแล้วเอาสิ่งที่เจอออกมาดู

 

      มันมีทั้งเข็มทิศที่มีเท่าจำนวนผู้เข้าสอบพอดี เครื่องเขียน และสิ่งที่น่าจะเป็นข้อมูลหลักอย่างกระดาษโน้ต

 

       มันเป็นภาพวาดของแผนที่ ซึ่งมีรูปเกาะนี้อยู่ในนั้น และยังมีเส้นทางเดินเรือไปอีกเกาะที่น่าจะเป็นสนามสอบรอบถัดไป

 

       “ดูจากของพวกนี้ที่เหลือเอาไว้ให้แบบนี้ มันก็แหงอยู่แล้วล่ะนะ นี่คือการสอบไง แค่เราไปถึงเกาะเซบิลนั่นให้ได้น่ะ” ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้น

 

      “ดีล่ะ! ถ้างั้นเราก็ไปที่เกาะนั่นดีกว่านะ แล้วอีกอย่างตอนนี้ทะเลก็กำลังสงบเงียบพอดี” อีกคนก็พูดเช่นกัน

 

      คิคุเอียงหัว เธอคิดว่ามันไม่น่าจะง่ายขนาดนั้น และคุราปิก้าเองก็คงจะคิดเหมือนกันเพราะเขาแย้งขึ้นมา

 

      ทั้งเข็มทิศและแผนที่ทำให้รู้ที่ตั้งก็จริง และถึงแม้ตอนนี้ทะเลจะเงียบสงบไม่มีพายุส่อเค้าให้เห็น แต่ระยะทางที่แท้จริงที่ต้องไปมันมีเท่าไหร่ก็ไม่รู้ อย่างน้อยข้อมูลตรงนี้ก็ต้องแน่ชัดก่อนเพราะมีผลต่อการเตรียมเสบียง

 

       แต่ว่าพวกนั้นก็ดูจะคิดน้อยกันซะเหลือเกิน...ขอแค่รู้ระยะทาง ต้องให้แหงนหน้ามองพระอาทิตย์ไปเรื่อยๆ อดทนจนกว่าจะถึง ไม่ต้องกินข้าวกินน้ำคือการทดสอบ

 

      คิคุส่ายหน้ามองการโต้เถียงของทุกคน ส่วนหนึ่งบอกว่าจะไปเกาะนั่นตอนนี้แต่ว่าอีกส่วนกลับแย้งว่าควรจะรอดูให้ถึงเวลาค่ำซะก่อน

 

        “อย่าประมาทนะ ถ้าตกลงว่านี่คือการสอบแน่ๆ มันก็น่าจะมีการกำหนดเวลา” ผู้เข้าสอบคนหนึ่งเดินมา คิคุหันไปมองด้วยท่าทางว่างเปล่าเป็นปกติแต่ในหัวกลับประเมินอีกฝ่ายไปเรียบร้อย

 

      “อย่าพูดให้ทุกคนต้องหวั่นใจจะได้ไหม นายมีอะไรมายืนยัน” คุราปิก้านิ่วคิ้ว

 

      “ฉันไปดูน้ำในแท้งน้ำมา น้ำดื่มแทบจะไม่มีเหลือแล้วล่ะ ถ้าขืนยังใจเย็นอยู่ ทุกคนต้องขาดน้ำตายแน่นอน ฟังนะ พวกเรามีกำหนดเวลาแค่สามวันเท่านั้น เราต้องออกไปหาสมบัติหนึ่งวันเต็มๆ ก็เหลือแค่สองวัน ถ้ามองในทางกลับกัน มันก็คือระยะทางที่ต้องไปเกาะเซบิลภายในเวลาสองวันไง”

 

       เพียงจบประโยคนั้น หลายคนก็วิ่งวุ่นจะออกจากเกาะนี่ให้ได้ คิคุและเวนิสหันมามองหน้ากันก่อนจะยืนมองความวุ่นวายนั้นเฉยๆ

 

      “ไม่ไหวเลยน้า เชื่อคนง่ายกันจริงๆ” เด็กหญิงยิ้มโชว์เขี้ยว

 

      “ฉันว่าความเห็นของคุราปิก้าน่ะถูกต้องแล้ว แต่ว่าเราไม่ควรจะเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์จนกว่าจะตกกลางคืน เราควรแยกย้ายออกไปหาดูเบาะแสอะไรที่เกี่ยวกับระยะทางดีกว่านะ” ฮันโซพูด ท่าทางของเขาดูจริงจังและน่าเชื่อถือกว่าที่ผ่านๆ มามาก

 

      “พูดเป็นงานเป็นการก็เป็นด้วยแฮะ กอร์น งั้นเรากลับไปตรงเมื่อกี้กันเหอะ เธอด้วยยัยหงอก” คิรัวร์ชักชวน

 

      “ฉันด้วยเหรอ?” เวนิสทำหน้างงว่าเธอเกี่ยวอะไรด้วยแต่ทว่ายังไม่ทันจะได้พูดอะไรก็ถูกคิรัวร์คว้ามือวิ่งไปแล้ว

 

       “เฮ้ย!”

 

     “แล้วนายล่ะจะทำยังไง” คิคุถอนสายตาจากเด็กๆ แล้วหันมาสนใจสถานการณ์ตรงหน้าแทน

 

       “ฉันจะไปเกลี้ยกล่อมเจ้าพวกใจง่ายพวกนั้น เพราะถึงยังไง ไปด้วยกันเยอะๆ มันก็ดีกว่า ถ้าหากเจออะไรแล้ว เราไปรวมกันที่ลานกว้างเถอะนะ” ทุกคนพยักหน้าตกลง

 

      “แล้วเธอจะไปกับฉันไหม” ฮันโซหันมาถามคิคุทว่าเธอส่ายหน้าแล้วเดินออกมา

 

       คิคุเลือกที่จะเดินกลับไปห้องนั้น “เป็นยังไงบ้างคะ” เสียงใสแต่โทนราบเรียบพูดขึ้น

 

      “ยังไม่ได้เรื่องอะไรเลย” ผู้หญิงผมเขียวพูด

 

      “ฉันยอมแพ้แล้วล่ะ แต่ถ้าพายุพัดมาทางนี้นะ ความกดอากาศก็จะเปลี่ยน แล้วอาจจะมีผลต่อเนื่องทำให้คลื่นเปลี่ยนไป แล้วเราอาจจะรับอะไรได้บ้าง” ผู้ชายคนนั้นถอนหายใจ

 

       “อย่าพูดอะไรเป็นลางแบบนั้นสิ ฉันไม่อยากให้เกิดพายุตอนนี้หรอกน่า” คุราปิก้าที่ตามมาทีหลังและได้ยินประโยคเมื่อครู่พอดีจึงพูดขึ้น

 

       “ฉันก็แค่พูดไปเรื่อยน่า”

 

       “ยังไง ก็ลองดูไปเรื่อยๆ เถอะค่ะ” คิคุพูดเสียงเรียบ

 

       “งั้นฉันขอออกไปดูข้างนอกหน่อย” คุราปิก้าพูดแล้วเดินออกไปในขณะที่ทางนี้ก็เริ่มที่จะลองพยายามกับวิทยุสื่อสารอีกครั้ง

 

       “นี่ เธอชื่ออะไรหรอ ฉันปอนซ์ ส่วนนั่นพ็อคเคิล” ระหว่างนั้นปอนซ์ก็หันมาถามคิคุอย่างผูกมิตร

 

      “คิคุค่ะ”

 

 

 

       ไม่นานหลังจากนั้น เลโอลีโอก็มาตามทั้งสามคนไปรวมกับคนอื่นๆ เพื่อที่จะพูดอะไรบางอย่าง

 

        เขาอธิบายว่าครั้งนี้ทุกคนควรจะสามัคคีกัน และควรที่จะมีหัวหน้า เลโอลีโอนำทุกคนไปยังห้องๆ หนึ่ง เท่าที่ดูก็น่าจะเป็นห้องที่ใช้ควบคุมเรือและฮันโซกับคุราปิก้ากำลังยืนอยู่ในนั้น

 

      บทสรุปของการเลือกหัวหน้าคือฮันโซ ส่วนรองหัวหน้าคือคุราปิก้า

 

      คิคุเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับส่วนนี้ แม้ฮันโซจะขี้โม้ไปหน่อย ขี้อวดไปนิด แต่เวลาเขาเป็นงานเป็นการก็ดูน่าเชื่อถือดี

 

     เธอไม่ได้คิดที่จะลุยดะเดินทางแบบไม่รู้อะไรเหมือนคนพวกนั้นแน่ ดังนั้นลองเชื่อใจฮันโซกับคุราปิก้าสักหน่อยก็คงไม่เสียหาย

 

       แต่ว่า...ทำไมเธอถึงรู้สึกไม่ดีเลยนะ เกี่ยวกับท้องทะเลในตอนนี้เนี่ย

 

 

 

       ความรู้สึกไม่ดีเพิ่มขึ้นทุกขณะ แม้แต่ตอนที่เธอควรจะดีใจเมื่อพ็อคเคิลจูนคลื่นวิทยุได้และได้ยินเสียงจากช่องสัญญาณที่ว่างอยู่

 

      พ็อคเคิลก็คิดแบบเดียวกันว่ามันไม่ค่อยน่าไว้วางใจเท่าไหร่ และตอนนั้นเองที่คำพูดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวเธอ...พายุ

 

       “!” ทั้งสามคนวางมือจากสิ่งที่ทำอยู่แล้ววิ่งออกมาข้างนอก อากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้รู้สึกแย่มากขึ้นกว่าเดิม นัยน์ตาสีเขียวเบิกกว้างพอๆ กับคนอื่น

 

        “ชั้นบรรยากาศ...กำลังแคบลง” คิคุพึมพำ

 

      “อย่างนี้เองหรอกเหรอ” พ็อคเคิลจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยท่าทางเคร่งเครียดแต่ทว่าก็แฝงไปด้วยความเข้าใจในอะไรบางอย่าง

 

      “เหตุผลที่เราจับคลื่นไม่ได้มาตั้งแต่เมื่อเช้านี้ ไม่สิ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นก่อนหน้านี้ เพราะชั้นบรรยากาศมันผิดปกติไงล่ะ” แสงอาทิตย์ที่อยู่ไกลลิบรัศมีเริ่มเปลี่ยนทิศทาง มันก่อเกิดเป็นภาพการหักเหที่สวยงามทว่าอันตรายน่าหวาดหวั่น

 

       ท้องฟ้าและทะเลเปลี่ยนเป็นสีเข้ม อากาศร้อนอบอ้าวขึ้นเรื่อยๆ จนเหงื่อไคลเปียกชุ่ม

 

       “พายุกำลังจะมา” คำนี้ของคิคุยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องเลวร้ายกำลังจะเกิด

 

      ตอนนี้พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว เหลือแต่เพียงความมืดมิด คลื่นในทะเลเริ่มปั่นป่วน! สายลมพัดอย่างรุนแรงก่อนที่บางสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดจะปรากฏ!

 

      อยู่ไกลลิบๆ มีกระแสน้ำทะเลเชี่ยวกรากจนเกิดเป็นพายุหมุนที่พัดพาให้สายลมปั่นป่วนน่าหวาดหวั่น

 

       มันพัดพาตัวเองเข้ามาเรื่อยๆ และเริ่มที่จะดูดเรือลำใหญ่เข้าไปหา ผู้เข้าสอบหลายคนที่อยู่บนเรือลำนั้นพากันพลิกคว่ำลงทะเลและก็คงจะอยู่ใต้นั้นไปตลอดกาล

 

       “กอร์น!!” เสียงร้องเรียกดังขึ้นเมื่อกอร์นกระโดดลงไปในทะเลเพราะคิดที่จะช่วยพรานป่าคนนั้น น้ำเริ่มพัดเข้าหาฝั่งและพายุก็ใกล้ขึ้นทุกทีๆ

 

      “ทุกคนลงไปในเรือก่อนเร็วเข้า!” ฮันโซหันมาร้องบอกก่อนจะวิ่งไปกับคิรัวร์แล้วลงเรือลำเล็กเพื่อช่วยกอร์นกับพรานป่า

 

      ตอนแรกทุกคนก็เหมือนจะทำตามที่เขาบอกดี แต่ทว่าไม่นานก็พากันออกมาแล้วช่วยดึงเชือกลากเรือของทั้งหมดเข้าสู่ฝั่ง

 

       พายุพัดกระหน่ำแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ช่วยพวกนั้นได้แล้วทุกคนก็พากันเข้าไปหลบอยู่ในเรือ

 

       เสียงเอี๊ยดอาดของเรือ เสียงลมพัดกรรโชก ทุกคนได้แต่รออยู่เฉยๆ ให้พายุสงบลง

 

       รอไม่นานน้ำก็ลด พายุได้สงบลงแล้วทว่ากลับไม่ได้ทำให้ทุกคนสบายใจขึ้นเลย

 

       คิคุเพิ่งรู้ว่าเด็กสามคนนั้นเจอสมุดบันทึกของกัปตันเรือลำนี้ ในนั้นมีเขียนเกี่ยวกับข้อมูลหลายอย่างและที่สำคัญที่สุด มันมีข้อมูลของพายุเมื่อครู่อยู่ด้วย

 

      สิ่งที่เกิดขึ้นทุกๆ สิบปีตามที่ทำนายเอาไว้ พายุลูกใหญ่ที่จะพัดชายฝั่งแห่งนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง

 

      เวลาในการหาทางเอาตัวรอดคือยี่สิบสี่ชั่วโมง ทุกคนตัดสินใจว่าควรจะออกสำรวจอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพื่อหาเสบียง ไม่ใช่เพื่อหาคำใบ้หรือข้อมูลที่ถูกทิ้งไว้ แต่เป็น...หาตัวช่วยในการพาทุกคนออกไปจากที่นี่

 

      ในตอนนี้ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่ว่าควรจะทำยังไง ไม่ว่าจะทางน้ำหรืออากาศก็ไม่อาจจะรอดจากพายุลูกนั้นได้เลย

 

      “เรือมีอยู่นี่ไงฮะ!” เสียงของกอร์นดังขึ้น ทุกคนเงยหน้ามองพบว่าเจ้าตัวกำลังยืนโบกมืออยู่ข้างบน

 

      “นายอย่าพูดบ้าๆ นะกอร์น นี่มันแค่ซากเหล็กผุๆ ไม่ใช่หรอ” เลโอลีโอโต้กลับ

 

      “ยังไงก็ลองไปดูเครื่องยนต์ก่อนเถอะค่ะ บางทีมันอาจจะยังใช้ได้อยู่” คิคุพูดแล้วเดินนำทุกคนไปอย่างไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

 

      และมันก็เป็นอย่างที่เธอว่าจริงๆ เครื่องยนต์ของเรือลำนี้ยังใช้การได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

 

     “จากในบันทึก ดูเหมือนว่าพายุนั่นจะพัดเข้าสู่ชายฝั่งตรงนี้อย่างเดียว บางทีถ้าออกจากฝั่งได้...” คิคุเว้นคำหันไปมองคนข้างหลัง

 

       คุราปิก้าพยักหน้าเมื่อคิดตามแล้วเห็นเป็นอย่างนั้น “ให้เรือลอยเหนือน้ำแล้วก็ลอยห่างออกจากหน้าผานี่”

 

      “น่าสนุกดีเหมือนกันนะ” ปอนซ์พูด

 

      “ความคิดดีเหมือนกันนะ เราไม่ได้หนีจากปราสาท แต่ทำให้ปราสาทเคลื่อนที่ได้ นี่แหละใช่แน่เลย มันคือคำตอบของการทดสอบครั้งนี้” ฮันโซยิ้มพราว

 

      “ปัญหาก็คือ เราจะซ่อมให้เสร็จภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงได้ไหมนี่สิ หลังจากนี้ไปให้ทุกคนออกไปสำรวจเรือลำนี้ แล้วอีกหนึ่งชั่วโมงให้มารวมตัวกันที่นี่”

 

 

 

      แถม

คิรัวร์ : นี่ๆ ยัยหงอก

เวนิส : ว่า?

คิรัวร์ : เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันนามสกุลโซลดิ๊ก

เวนิส : ใช่ นายบอกเองไง ความจำเสื่อมหรอ

คิรัวร์ : เปล่า แค่เกริ่นนำเฉยๆ เข้าเรื่องนะ เธอรู้ไหมว่าฉันลูกใคร

เวนิส : ลูกพ่อแม่นายไง

คิรัวร์ : ไม่ถูก

เวนิส : ไม่ได้กะให้ถูก จะกวนตีน

คิรัวร์ : หุ๊ แล้วอยากรู้ไหมว่าฉันลูกใคร

เวนิส : ไม่

คิรัวร์ : แต่ฉันอยากบอก

เวนิส : อ่ะ งั้นลูกใคร

คิรัวร์ : ลูกเขยแม่เธอไงทำไมไม่รู้

เวนิส : .............หา?

คิรัวร์ : นี่ๆๆๆ

เวนิส : อ อะไร

คิรัวร์ : เธอร้อนรึเปล่า

เวนิส : มาไม้ไหน?

คิรัวร์ : ตอบก่อน

เวนิส : ร้อน

คิรัวร์ : งั้นฉันเป็นแฟนให้ไหม

เวนิส : .............อ๋อ แฟน พัดลม หุ๊! เล่นอะไรของนายเนี่ย

คิรัวร์ : ขำๆ น่า อย่าเครียดดิ

เวนิส : ฉันเครียดเพราะไม่รู้ว่านายมาไม้ไหน

คิรัวร์ : คงใช่ ดูสิ หน้าซีดหน้าหงอกหมดแล้ว

เวนิส : ฉันแค่ขาว!!

คิรัวร์ : อะไรกลมๆ มีรู

เวนิส : อะไรอีก!

คิรัวร์ : ตอบๆ อย่าเพิ่งโมโห

เวนิส : โดนัท?

คิรัวร์ : ไม่คิดว่าเป็นห่วงบ้างหรอ

เวนิส : ......

คิรัวร์ : นี่ เธอชื่ออะไรนะ

เวนิส : ลืมจริงดิ?

คิรัวร์ : ชื่อแอมป้ะ

เวนิส : แอมบ้าอะไร?

คิรัวร์ : ไม่ใช่หรอ แต่ฉันอยากให้เธอชื่อแอมนะ

เวนิส : ทำไม?

คิรัวร์ : เพราะแอมคู่กับไอเสมอ (am,l)

เวนิส : ปวดหัวอ่ะ

คิรัวร์ : นี่ๆ ทะเลภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร

เวนิส : ซีไง

คิรัวร์ : ทะเลภาษาอังกฤษเรียกว่าซี แต่ถ้าอยากมีช่วงเวลาดีๆ ให้เรียกว่าเรา

เวนิส : ว้อยยยยยยย

คิรัวร์ : เหนื่อยหรอ?

เวนิส : มาก!

คิรัวร์ : สมควรแล้วล่ะ วิ่งในใจฉันทั้งคืนเลย

 

......พอเถอะเนาะ......

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}