จินตนากร
email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

48 มูติชาห์ลอบสังหาร

ชื่อตอน : 48 มูติชาห์ลอบสังหาร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 71

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มิ.ย. 2562 16:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
48 มูติชาห์ลอบสังหาร
แบบอักษร

  "ทุกคนวางมือก่อนเถอะค่ะ...!" ไอริณพูดออกมาด้วยเสียงค่อนข้างดัง และทำให้มูติชาห์กับสิงห์และคณะของท่านจ้าวแห่งมิตทราห์ต้องหยุดชงักไปชั่วขณะ 

  "ชายผู้นี้ชื่อชัยยา ในขณะนี้เขาได้กลับสู่ความเป็นตัวของเขาเอง และคุยกับดิฉันได้อย่างรู้เรื่อง" ไอริณพูดแล้วก็กวาดสายตาไปรอบๆ "เพราะฉนั้นไม่จำเป็นจะต้องถึงกับใช้ความรุนแรงอะไรกันหรอกนะ เพราะยังไงแล้ว เขาก็ไม่ได้คิดจะทำร้ายดิฉันหรือใครในตอนนี้หรอกนะคะ " 

  "หึ... เมื่อก่อนหน้านี้ เขายังจะลงมือทำร้ายเพื่อนของเจ้าอยู่เลยนะ จำไม่ได้หรอกรึ ?" มูติชาห์ไม่ยอมลดธนูในมือลงไป 

  "นั่นมันก็ใช่..." ไอริณชายตามองมูติชาห์ "แต่นั่นมันก็เป็นตอนที่จิตของเขาถูกครอบงำด้วยพิษของอสูรดำ แต่ตอนนี้เขากลับดึงสติขึ้นมากดเชื้ออสูรดำให้อยู่ในความควบคุมของเขาได้แล้ว..." 

  "แต่ใครเล่าจะรับประกันได้ว่า สติของเขาจะไม่ถูกกลืนกินไปอีกครั้ง..." มูติชาห์พูดด้วยรอยยิ้มเยาะๆ "และถ้าถึงตอนนั้นแล้ว เจ้าและเพื่อนของเจ้าคนใดคนหนึ่ง ก็อาจจะต้องสังเวยร่างให้กับคมเขี้ยวและคมเล็บของมันจนทำให้ต้องติดเชื้อและกลายเป็นพวกของพวกมันไปโดยปริยาย" 

  "ถ้ามันจะต้องเป็นไปอย่างนั้น..." ไอริณเชิดหน้าขึ้นเพ่งมองดวงตาของมูติชาห์ "มันก็เป็นเรื่องของดิฉันหรือของพวกเราเองไม่ใช่เหรอ...? และถ้าหากดิฉันต้องติดเชื้ออสูรดำนั่นเข้าไปด้วย ก็เชิญท่านลงมือฆ่าดิฉันไปในตอนนั้นด้วยธนูเส็งเคร็งของท่านได้เลย...!" 

  "เจ้า...?!" สีหน้าของมูติชาห์ถึงกับแดงก่ำขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำท้าทายของไอริณเข้าแบบนี้ 

  "เอาล่ะๆ... " ท่านจ้าวแห่งมิตทราห์ยกมือขึ้นโบก "ใจเย็นๆกันก่อน อย่าเพิ่งมามีโทสะใส่กันในตอนนี้" 

  "ท่านจ้าวเดินออกมาที่มูติชาห์ "ลดธนูของเจ้าลงซะก่อนมูติชาห์ ข้าเชื่อในสิ่งที่แม่หนูนั่นพูด แม้ว่าเราต่างก็รู้กันว่าพิษจากเชื้อของอสูรดำบางครั้งก็ไม่สามารถจะควบคุมสติของผู้ที่ติดเชื้อได้อย่างเสถียรซะทุกคน แต่ก็อย่างที่แม่หนูนั่นว่า คือมันเป็นเรื่องของเธอหรือของพวกเธอเองถ้าหากจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นจนเป็นอันตรายต่อพวกเธอขึ้นมา..." 

  มูติชาห์ค่อยๆลดธนูในมือตัวเองลงไปด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยเต็มใจนัก 

  "เอาล่ะ... ท่านผู้นั้น..." สายตาของท่านจ้าวเปลี่ยนไปจับตาชายที่ชื่อชัยยาอีกครั้ง "หากท่านยังมีสติอยู่ถึงขั้นที่ฟังพวกเราได้อย่างรู้เรื่อง ข้าอยากจะขอให้ท่านปลดปล่อยแม่หญิงคนนั้นให้เป็นอิสระซะก่อน เพราะพวกเราเองก็ไม่ได้คิดจะทำอันตรายใดๆให้กับท่านอีกต่อไปในตอนนี้ หลังจากนั้นท่านจะถอยจากไปอย่างไร ก็สุดแล้วแต่ท่านจะต้องการเถอะ ท่านพอที่จะเข้าใจที่ข้าพูดอยู่ใช่ไหม ?" 

  เมื่อท่านจ้าวพูดประโยคนี้จบลง ผมก็ได้เห็นว่าเหล่าทหารแห่งมิตทราห์เกือบสามสิบคนนั้นได้ลดธนูลงเป็นที่เรียบร้อยทั้งหมดแล้ว จากนั้นผมก็เห็นแขนขวาของชายที่ชื่อชัยยาค่อยๆลดลงจากท่าที่ดูแล้วว่าเป็นการล็อคคอไอริณ จนกระทั่งไอริณก็เป็นอิสระไปด้วยความโล่งอกของผม แต่เขาก็ยังคงยืนอยู่นิ่งๆไม่ไปไหนในทันที 

  ไอริณหมุนตัวไปมองหน้าของเขาที่ดูผ่อนคลายลงไป แม้ว่าจะยังมีปฏิกิริยาของความเจ็บปวดทางร่างกายของเขาให้พวกเราได้เห็น แต่ประกายตาของเขาก็ดูจะมีความซาบซึ้งบางอย่างปรากฏออกมา... 

 "ไปเถอะค่ะ... ไปช่วยพี่ชายของคุณเถอะ ดิฉันจะเป็นกำลังใจให้คุณไปช่วยพี่ชายของคุณได้จนสำเร็จค่ะ... " ไอริณมองหน้าของเขาด้วยรอยยิ้มจางๆอันมีเสนห์ 

  ชายผู้ชื่อชัยยามองตาของไอริณนิ่ง และค่อยๆก้าวถอยหลังออกไปสี่ห้าก้าวก่อนจะหมุนตัววิ่งออกไปอย่างไม่เร็วนัก และตรงไปยังทิศที่เป็นทางที่พวกเราได้เดินทางผ่านกันมาก่อนแล้ว 

  แต่ขณะที่ผมเบนสายตาไปทางที่มูติชาห์ยืนอยู่ ผมก็ต้องใจหายวาบ เมื่อเห็นเขาได้ยกคันธนูขึ้นมาน้าวสายตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ โดยที่มีลูกธนูสีแดงวางพาดเตรียมยิงออกไปทางทิศที่ชายที่ชื่อชัยยาเพิ่งจะวิ่งออกไป โดยที่ยังเห็นเงาร่างของเขาเคลื่อนไหวอยู่ไม่ไกลมากนัก และถ้าลูกธนูยิงออกไปด้วยความแม่นยำ มันก็คงจะไม่ผิดพลาดไปจากร่างของเขาแน่ๆ...! 

 พวกเราคนอื่นๆก็ดูเหมือนจะไม่มีใครสังเกตุเห็นว่ามูติชาห์กำลังจะทำอะไร แม้เต่ท่านจ้าแห่งมิตทราห์เองก็กำลังยืนมองเงาร่างด้านหลังของชายที่ชื่อชัยยาเหมือนคนอื่นๆ 

  ขณะที่ผมกำลังใจหายใจคว่ำเพราะมองเห็นแล้วว่าลูกธนูกำลังจะถูกยิงออกไป เสี้ยววินาทีต่อมาผมก็กลับเห็นคันธนูพร้อมๆกับลูกธนูที่เพิ่งถูกปลดปล่อยออกไปจากนิ้วมือของมูติชาห์กลับเปลี่ยนทิศเบี่ยงขึ้นด้านบนอย่างทันทีทันใด...! 

  และผู้ที่ทำให้คันธนูเบี่ยงขึ้นจนลูกธนูพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าก็คือ สิงห์ในร่างนุชที่ดูเหมือนจะใช้เท้าของเขาเตะคันธนูในมือของมูติชาห์ได้อย่างกะทันหัน...! 

 เสียงเตะที่กระทบกับคันธนูและเสียงลูกธนูหวีดหวิดขึ้นสู่อากาศเบื้องบน ทำให้ทุกๆคนที่เหลือในที่นั้นต่างก็หันไปมองที่มูติชาห์กันเป็นจุดเดียว...! 

  "ช่าง... ต่ำช้า..." เสียงของไอริณดังออกมาอย่างดูหมิ่น และดูเหมือนเธอจะคาดเดาได้ว่ามันได้เกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่นี้ 

  ท่านจ้าวแห่งมิตทราห์ขณะนี้ถึงกับมีสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาเพ่งมองหน้าของมูติชาห์แล้วส่ายหน้า 

  "เจ้าช่างกระทำการหักหน้าบิดาของเจ้า สัจจะวาจาของข้าก็ควรจะถือได้ว่าเป็นสัจจะวาจาของเจ้าด้วยมิใช่หรือ มูติชาห์ ?" 

  มูติชาห์เหลียวไปค้อนใส่สิงห์อยู่วูบหนึ่งอย่างขัดเคือง ก่อนจะหันหน้ากลับไปทางท่านจ้าว 

  "พ่อจ้าว ท่านเองได้เคยให้ท่านมหาดาบสได้อบรมสั่งสอนข้ามาอยู่หลายครั้งครา ที่ข้าทำอย่างนี้ก็มาจากหลักที่ว่า ตัดไฟต้องตัดแต่ต้นลม หากเล็งเห็นว่าไฟร้ายนั้นจะมีโอกาสที่จะย้อนกลับมาทำลายล้างเราได้ในภายหลัง เราก็ควรจะตัดทำลายมันให้สิ้นเชิงเสียก่อน ข้าทำอย่างนี้มิใช่ทำเพื่ออณาจักรของเผ่าพันธ์เราหรอกรึ ?" 

  ท่านจ้าวแห่งมิทราส่ายหน้าอย่างระอาหน่อยๆ "เฮ้อ... คำสอนของท่านมหาดาบสหลายอย่างก็เหมาะสม แต่หลายๆอย่างก็ไม่เหมาะสมกับตัวของเจ้าผู้เป็น.... เอ้อ ข้าอยากจะเสริมสักหน่อยว่า แม้แต่ศัตรู เราก็ควรจะให้ทางถอย และเรื่องของสัจจะวาจานี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากว่าเจ้าไม่สามารถจะยึดมั่นในสิ่งนี้ได้ เจ้าก็ไม่สามารถที่จะปกครองอณาจักรมิตทราห์ในอนาคตข้างหน้าได้หรอกนะ..." 

  "ใช่.... ข้าไม่สามารถ ข้าไม่เหมาะสมหรอก ข้าก็เป็นของข้าอย่างนี้..." มูติชาห์พูดแล้วก็เดินเลี่ยงออกไป เขาเดินเฉียดผ่านไปทางไอริณ พร้อมกับที่ผมก็ได้ยินคำว่า "ข้ามันต่ำช้า" ดังออกมาจากปากของเขาเบาๆ แต่ไอริณก็ไม่ได้โต้ตอบว่าอะไรอีก 

  ไอริณเดินเข้ามาจนใกล้ท่านจ้าว "ดิฉันต้องขออภัยด้วย... ที่ดิฉัน..." 

  ท่านจ้าวโบกมือ "ไม่ต้องขอโทษสิ่งใดหรอก เจ้าและพวกของเจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเจ้าแค่ได้ผ่านเข้ามาในโลกของพวกเราอย่างไม่ตั้งใจ แม้ว่าข้าจะสงสัยว่าพวกเจ้าทั้งหมดจะมีชะตากรรมเกี่ยวของกับ 13 กุญแจอาถรรพ์พวกนั้นด้วยก็ตาม สำหรับบุตรของข้าแม้จะดูใจร้อนหุนหันไปสักหน่อย แต่ลึกๆนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เพียงแต่หลังๆออกจะดูปรวนแปรประหลาดๆไปบ้างเท่านั้นเอง" 

  "ค่ะ ท่านจ้าว ดิฉันเข้าใจแล้ว..." 

  รอยยิ้มของท่านจ้าวปรากฏขึ้นมาในสีหน้าอีกครั้ง  

  "ดูๆสภาพของพวกท่านนั้น ช่างน่าอเนจอนาถอยู่กันไม่น้อย ก่อนหน้านี้ พวกท่านคงจะเดินทางผ่านความทุรกันดารของทะเลทรายกันมาอย่างสบักสะบอมเลยสินะ เอาล่ะ... รีบตามข้าเข้าไปในหมู่บ้านหรืออณาจักรจำลองของพวกเราชนเผ่าแห่งมิตทราห์กันก่อนเถอะนะ..." 

  ผม พี่เมฆ รวมทั้งจัน ต่างก็เดินเข้ามารวมกับไอริณ พวกเราแต่ล่ะคนต่างก็ไม่มีข้อโต้แย้งหรือข้อปฏิเสธในการที่จะตามท่านจ้าวแห่งมิตทราห์กลับเข้าไปยังหมู่บ้านของพวกเขาในตอนนี้ เพราะความสะบักสะบอมของพวกเราที่เป็นอยู่ในขณะนี้หากได้รับการชำระร่างกายให้เอี่ยมอ่องพร้อมกับได้รับอาหารดีๆสักมื้อหนึ่งก็คงจะเป็นสิ่งที่วิเศษสุดๆแล้วในเวลาแบบนี้ 

  แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสงสัยอยู่ในขณะนี้ก็คือ สิงห์ที่มากับพวกเราได้หายตัวไปไหนอีกซะแล้ว หรือว่าเขาจะเดินตามมูติชาห์ที่เดินปลีกไปอีกทางหนึ่งโดยที่ผมเองก็ไม่ทันได้สังเกตุ ? 

  แต่ก่อนที่ผมจะได้หันไปถามใคร ก็พอดีได้หันไปเห็นอะไรบางอย่างที่รู้สึกจะเป็นสัตว์บางชนิดสักสองสามตัววิ่งมาตามทุ่งหญ้าและตรงลิ่วมาทางด้านนี้ด้วยความเร็วที่พอสมควร 

  ผมสะกิดให้ไอริณและพี่เมฆดูพร้อมๆกับที่ท่านจ้าวก็หันไปเห็นด้วยพอดี 

  "อา... หน่วยลาดตระเวนของเรากลับมาพอดี... เอ๊ะ....?!" หางเสียงกึ่งอุทานของท่านจ้าวทำให้ผมกับพวกเราจ้องไปที่สิ่งที่มองเห็นได้ถนัดแล้วว่า เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายกับกวางขนาดใหญ่สามตัววิ่งมาทางด้านนี้ด้วยท่าท่างที่ดูจะสะเปะสะปะกันพอสมควรราวกับว่าได้ตื่นกลัวกับอะไรบางอย่างมา 

  และที่บนลำตัวของสัตว์ที่ดูคล้ายกับกวางขนาดใหญ่นี้ ก็ยังมีคนที่มีลัษณะเหมือนกับกลุ่มทหารที่มากับท่านจ้าวแห่งมิตทราห์อยู่สองคนซึ่งนั่งมาบนกวางคนล่ะตัว แต่กวางที่เหลืออีกตัวหนึ่งนั้นกลับไม่มีใครนั่งอยู่ที่บนลำตัวของมันเลย  

  ท่านจ้าวรีบถลาออกไปข้างหน้า "นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับ..." 

  ท่านจ้าวพูดค้างอยู่แค่นั้น ในขณะที่กวางทั้งสามตัวได้มาหยุดลงที่ตรงเบื้องหน้าท่านจ้าว 

  และผมก็ค่อยมาสังเกตุเห็นว่า ทหารลาดตระเวนที่อยู่บนตัวของกวางทั้งสอง ต่างก็มีเลือดอาบร่างกันทั้งสองคน และเลือดนั้นก็ไหลรินลงไปจนทำให้ลำตัวของกวางเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดเช่นกัน 

  ก่อนที่จะมีคำพูดใดๆเอ่ยออกมาจากทหารทั้งสอง หนึ่งในทหารที่อยู่บนหลังกวางคนหนึ่งก็ดูจะโงนๆเงนๆจนกระทั่งร่วงตกลงมาจากหลังกวางขนาดใหญ่นัันอย่างหมดสภาพทันที...! 

  และทหารคนนี้เมื่อร่วงตกลงไปแล้ว ก็มีสภาพแน่นิ่งราวกับหมดสิ้นซึ่งลมหายใจแล้ว 

  แต่เมื่อผมและพวกเราเงยหน้ากลับขึ้นไปมองที่ทหารอีกคนที่ยังนั่งนิ่งอยู่บนกวางอีกตัว ผมก็เห็นว่านอกจากเลือดที่ไหลอาบร่างของเขานั้น ที่ดวงตาของเขากลับมีสิ่งที่ประหลาดหรือผิดปกติปรากฏออกมาให้เห็น 

  ที่ดวงตาทั้งคู่ของเขาแทนที่จะเป็นสีฟ้าเหมือนกับคนอื่นๆที่เป็นชาวมิตทราห์ด้วยกัน ก็กลับมี'สีดำ'อย่างน่าประหลาด...! 

  และมันเป็นสีดำที่ดำสนิทราวกับอัญมณีสีดำที่มีพลังแห่งความชั่วร้ายซ่อนเร้นอยู่ภายใน ! 

 แล้วท่านจ้าวแห่งมิตทราห์ก็ถึงกับผงะถอยหลังออกมาทันที... ??!! 

 

       

     (โปรดติดตามในบทต่อไป เร็วๆนี้นะครับ) 

 

   

 

 

 

   

   

   

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น