มนตรา

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทนำไม่ต้องเข้าห้องเลยแล้วกัน

ชื่อตอน : บทนำไม่ต้องเข้าห้องเลยแล้วกัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 16

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 มิ.ย. 2562 13:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำไม่ต้องเข้าห้องเลยแล้วกัน
แบบอักษร

  กริ้ง! 

 

   เสียงเสียงกระดิ่งหน้าประตูทางเข้าโรงแรมหรูดังขึ้นภายใต้บรรยากาศอันเงียบสงบ  

ภายใต้รัตติกาลอันอ้างว้างปรากฏร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเทา เขาใส่ผ้าปิดปากสีขาวสะอาด มือของเขาถือกระเป๋าสีดำใบใหญ่เดินตรงมาหน้าเค้าเตอร์โรงแรมที่ผมประจำการอยู่ 

 

   “สวัสดีครับ มีอะไรให้ผมช่วย—-“ 

 

   ไม่ทันที่ผมจะเอ่ยจบประโยค ชายร่างสูงล้วงมือค้นในกระเป๋าเสื้อคลุม ก่อนจะหยิบเหรียญสัญลักษณ์รูปกระโหลกขนาดเท่าหัวแม่มือชูให้ผมดู ดวงตาในเหรียญรูปกระโหลกเปร่งแสงสีแดงดังทับทิมส่องประกายสะท้อนกับโคมไฟระเย้าสีส้มที่ประดับตกแต่งในโรงแรมจนผมเห็นได้ชัด  

 

   น้อยคนนักที่จะรู้จักเหรียญนี้ ซึ่งผมเป็นหนึ่งในนั้น 

 

   ใช่ผมรู้ความหมายของมัน 

 

   ร่างสูงพับเก็บเหรียญไว้ในอุ้งมือก่อนจะชูนิ้วชี้ทาบปาก ส่งเสียง “ชู่ว์” เบาๆ หากเป็นอื่นคงจะคิดว่าการกระทำของคนตรงหน้าคือการแสดงว่าให้เงียบหรือเบาๆ แต่ผมรู้จักความหมายนี้ เพราะนี่ เป็นเงื่อนไขในการใช้บริการพิเศษอย่างหนึ่งในโรงแรม 

 

   มือเล็กภายใต้ถุงมือบริกรสีขาวยกขึ้น ก่อนที่ผมจะใช้นิ้วชี้จรดริมฝีปากตัวเอง ส่งเสียง “ชู่ว์” เป็นการตอบรับ แววตาเยือกเย็นของผมสะท้อนอยู่ในดวงตาสีดำอันนิ่งสงบของอีกคน ก่อนที่เราทั้งคู่จะลดมือลงพร้อมกัน 

 

   ริมฝีปากผมยกยิ้มบางเบา แล้วเริ่มสอบถามข้อมูลคนตรงหน้า 

 

   “สรรพนาม” 

 

   “แกลี่” 

 

   “....แกลี่เฉยๆ?” 

 

   “แกลี่ มอแกน” เสียงทุ้มแหบตอบกลับด้วยความไม่พอใจ 

 

   “อ่า… ตระกูลมอแกน” ผมเลิกคิ้วหายสงสัย ก่อนจะบิดข้อมือดูนาฬิกาสีเงินประกาย ซึ่งตอนนี้เป็นเวลา เที่ยงคืนกับอีกห้านาที อืม….ครบเงื่อนไขการให้บริการเปะเลยแฮะ ผมช้อนตามองร่างสูงพลางยิ้มอย่างสุภาพ แล้วเริ่มเจรจาธุรกิจ 

 

   “หนึ่งเหรียญมรณะ ต่อเวลาสามสิบนาที ไม่รวมค่าอุปกรณ์” ผมเปิดประเด็นเป็นการหยั่งเชิง 

 

   “สองเหรียญมรณะ ชั่วโมงครึ่งรวมค่าอุปกรณ์”เสียงแหบพร่าของคนตรงหน้าเอ่ยขึ้นต่อรองราคา 

 

   ก๊อก ก๊อก 

 

   ผมใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ แสร้งทำใบหน้าครุ่นคิด หากแต่สายตาชำเรืองมองมือที่ถือกระเป๋าใบใหญ่สีดำกำลังสั่นเทา 

 

ผมแย้มยิ้มบางเบา แววตาเรืองรองจ้องมองคนตรงหน้าที่พยายามกัดฟันข่มอารมณ์ 

 

   “สามเหรียญมรณะ ต่อหนึ่งชั่วโมงครึ่งไม่รวมค่าอุปกรณ์ แต่คุณเป็นลูกค้าคนแรกของคืนนี้ ผมจะแถมค่าอุปกรณ์ให้แล้วกัน” 

 

   “ตกลง” 

 

   “งั้นก็….ดิล” 

 

   เมื่อตกลงกันได้ชายตรงหน้าควักเหรียญตราสามเหรียญวางลงตรงเคาเตอร์ 

 

   ผมหยิบเหรียญทั้งสามขึ้นหมุนเล่นในมือไปมาด้วยความปลื้มใจ อ่า.... ส่วนต่างที่หอมหวาน  

 

   “ให้ผมไปส่งไหมครับ?” 

 

   ชายตรงหน้าพยักหน้าเบาๆ แต่แทบจะส่ายศรีษะทันทีที่ได้ยินประโยคถัดไปของผม 

 

   “หนึ่งเหรียญ—-“ 

 

   “ไม่ล่ะ” 

 

   ไม่คิดหน่อยรึ! 

 

   “ถ้าอย่างนั้นคุณมอแกนเดินไปทางขวามือ เลี้ยวขวาลงบรรไดจะเจอลิฟ แสดงบัตรนี้ให้ผู้ดูแล.... เขาจะพาคุณไปที่ห้องหมายเลขสิบสาม” 

 

   ผมหยิบบัตรสีแดงสดยื่นให้คนตรงหน้า ก่อนที่เขาจะรับไปอย่างรวดเร็ว 

 

   “ขอให้สนุกกับรัตติกาลอันมืดมิด” 

 

   ผมกล่าวเบาๆก่อนจะใช้นิ้วแตะริมฝีปากอีกครั้ง พรางขยิบตาเป็นเชิงหยอกล้อ 

 

   “ฉันชื่อ แกลี่” 

 

   “............” 

 

   “ถ้าไม่อยากโดนเชือดก็อย่ามาเรียกนามสกุลฉันพล่อยๆ” 

 

   “โอ….ขออภัยอย่างสูง”  

 

   ร่างสูงใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นเชิงสัญลักษณ์อีกครั้งก่อนจะเดินไปตามทางที่ผมบอกโดยไม่หันกลับมามองอีก 

 

   กระสันขนาดนั้นยังอุตส่าห์มีอารมณ์โต้ตอบอีกน้า คุณมอแกน โอ๊ะ! ไม่ซิ คุณแกรี่  

ผมส่งเสียงหัวเราะเบาๆล้อเลียนคนที่พึ่งเดินจากไปด้วยความสุขสันต์  

 

   “อารมณ์ดีจังน้า จิมมี่” เสียงเนิบนาบฟังแล้วชวนปวดประสาทดังขึ้นข้างๆผม  

 

   “ฉันจะเชือดนายถ้ายังเรียกฉันด้วยชื่อนั้น”  

 

   “โอ๊ะ โอ๋ ….. ฉันต้องกลัวไหมเนี้ย” 

 

   ผมยักไหล่ทำท่าทางยี่ยวนใส่คนข้างๆ  

 

   “วันนี้ฉันอารมณ์ดี เอาเป็นว่าฉันจะไม่เชือดนายตอนนี้ก็แล้วกัน” 

 

   ผมพูดก่อนจะควักแบงค์ห้าร้อยออกมายื่นให้คนข้างๆ 

 

   “แต่ถ้านายไปซื้อขนมมาไม่ได้ก่อน ยี่สิบนาทีฉันอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้” 

 

   “นายเลี้ยง?” 

 

   “อ่าฮะ” 

 

   “เยส!! ขอบพระคุณพ่อบุญทุ่ม” 

 

   ผมอยากจะตบกระโหลกหนาๆของมันจริงๆให้ตายซิ 

 

   “ให้ไวเลยอาเธอร์ อย่าลืมบุหรี่ฉันด้วย” 

 

   ผมส่งสายตาเร้งเร้าเพื่อนรวมงานร่างยักษ์ให้รีบไปซื้อของไวๆ  

 

   “เค้กสตอเบอรี่ เค้กสตอเบอรี่ ยู้ฮูว์” 

 

   หลังจากนั้นยี่สิบนาที เจ้าอาเธอร์ก็กลับมาพร้อมกับบุหรี่หนึ่งซองส่วนที่เหลือน่ะหรอ… 

 

   เค้กสตอเบอรี่…. เค้กสตอเบอรี่หมดเลย 

 

เห้อ…. 

 

 

———————————————— 

 

 

 

ณ ห้องที่สิบสามของโรงแรมที่จิมทำงาน 

 

ภายในห้องสว่างด้วยดวงไฟสีแดงร่างกำยำเปลือยเปล่าอยู่กลางห้อง พร้อมกับเศษซากอวัยวะมนุษย์กระจัดกระจายเต็มพื้น เรือนร่างบึกบึนกำลังกระหน่ำช่วงล่างอย่างเมากัน ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ว่ากำลังทำกิจกรรมอะไร เพียงแต่ใต้ร่างอันสมบูรณ์แบบนั้น มีเพียงศรีษะของสตรีหากแต่มีเพียงแค่หัว ชวนให้นึกถึงก่อนที่เธอจะกลายเป็นเศษซากนั้นคงจะเป็นสตรีที่งดงามไม่เบา 

 

แฮก แฮก….อื้ม~ 

 

เสียงหอบหาบหายใจกระเซ้าชวนให้ผู้อื่นคิดเลยเถิดดังสะท้านห้องแคบ พร้อมกับร่างแกร่งกระตุกเกร็งเมื่อถึงจุดสูงสุดของอารมณ์ ริมฝีปากหนาแห้งผากด้วยสูญเสียเกลือแร่ในร่างกายมากเกินไป ลิ้นยาวแลบเลียริมฝีปากตัวเองประหนึ่งคืนความชุ่มชื้นต่อผิวบาง ดวงตาคมกล้าสาดประกายด้วยอารมณ์สาแก่ใจอย่างที่สุด 

 

“อ่า… ขอบคุณนะโอลีฟ คืนนี้ฉันมีความสุขมากๆเลยล่ะ” 

 

ชายหนุ่มเสยผมหน้าที่ปรกใบหน้าขึ้นเผย ความคมเข้มสมชายชาตรี ดูมีเสน่ห์ดั่งนายแบบน่าดูชม ริมฝีปากยกยิ้มเยาะ ก่อนร่างสูงลุกยืนขึ้น จัดการตัวเองล้างสิ่งสกปรกในห้องน้ำ จากนั้นตกแต่งสวมใส่เสื้อผ้าตามเดิม  

 

ก่อนออกจากรังสวรรค์นั้น ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปหยิบศรีษะของสตรีรูปงาม ดวงตาคมเหม่อมองใบหน้าอ้าปากกว้างเต็มไปด้วยคราบที่ตัวเองพึงกระทำทิ้งไว้ ใบหน้าคมขยับใกล้ชิดก่อนประทับริมฝีปากอย่างดูดดื่ม ซักพักจึงผละออกอย่างนึกเสียดาย  

 

“ผมต้องไปแล้ว อีกไม่นานจะมีคนมาทำความสะอาดห้อง ให้เขาไปส่งเธอแล้วกันนะโอลีฟ” 

 

ว่าแล้วก็วางศรีษะของหล่อนไว้ดังเดิม ชายหนุ่มลุกเดินออกจากห้องโดนไม่หันกลับไปมองผลงานตัวเอง ปล่อยเศษชิ้นส่วนมนุษย์กระจัดกระจายเต็มพื้นโดยมีศรีษะของสตรีวางอยู่ตรงกลาง ประหนึ่งเป็นงานศิลปะชิ้นเอกของศิลปินผู้ละเลงปลายพู่กัน เพียงแต่เปลี่ยนจากกระดาษเป็นพื้นห้อง ให้สีน้ำเป็นเลือดที่แดงสด สร้างสิ่งมหัศจรรย์ยากจะมีคนเข้าถึง 

 

และคนธรรมดาไม่มีวันเข้าถึง 

 

 

 

ในมุมๆหนึ่งของโรงแรมหรู มีสถานที่สูบบุหรี่อยู่ ผมหย่อนตัวเองนั่งลงม้านั่ง ก่อนจะควักบุหรี่ขึ้นมาจุด  

 

ซี๊ด~ ฟู่ว์ 

 

เสียงปล่อยลมหายใจอันเนิบช้า ผสมกับควันที่ลอยออกจากริมฝีปากบางชวนให้นึกถึงเมฆฝันที่กำลังก่อตัวบนชั้นบรรยากาศ ผมเอนตัวพิงกับม้านั่ง สายตามองท้องฟ้ายามรัตติกาล ที่ไม่มีดาวเลยซักดวง ทุกอย่างมืดสนิทมีเพียงดวงจันทร์ส่องประกายท่ามกลางความมืดมิดเพียงดวงเดียว 

 

“คิดอะไรอยู่หรือ จิม” 

 

เสียงทุ้มต่ำของแขกผู้มาเยือนซึ่งไม่ต้องมองก็รู้ว่าใคร 

 

ผู้จัดการ สเวน  

ชายผู้มีผมสีขาวและเคราสีเดียวกับสีผม ชอบใส่สูทสีดำเน็กไทสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ร่างกายสูงกำยำล่ำสัน แม้อายุจะปาไปหลักเลขห้าแล้ว แต่ก็ยังฮอตทั้งสาวเล็กสาวใหญ่แม่ม่ายแม่ร้างรุมตามขายขนมจีบกันให้ควัก 

 

ถ้าไม่ติดที่ว่างแกปากอยู่ไม่สุกก็คงจะดี 

 

“เมียทิ้งหรือไงไอ้หนุ่ม” 

 

นั้นป่ะไร 

 

“ซักฝุ่นไหมป๋า” 

 

“ซักมวนดีกว่า” ว่าแล้วก็แบมือมาทางผม 

 

ผมเหลือบมองมือหยาบกร้านครู่นึง ก่อนจะใช้มือตัวเองตบแปะกับมืออีกคนดังๆ 

 

“ไม่ใช่เว้ย!! บุหรี่อ่ะ บุหรี่ เอ็งนี่กวนข้าได้ทุกคืนจริงๆ” 

 

“ก็พอๆกับป๋ามาขอบุหรี่ผมดูดได้ทุกคืนนั้นแหละ” 

 

ถึงปากจะบ่นไปอย่างนั้นแต่ก็ควักเจ้าแท่งมะเร็งน้อยๆส่งให้แต่โดยดี 

 

ดูดๆมันไปซะไอ้แก่ รีบๆเป็นมะเร็งตายได้และ 

 

ว่าไปนั้น คิดไปเรื่อยเลยเรา 

 

ซี๊ด~ ฟู่ว์ 

 

เสียงสูดควัญเข้าปอดอึกใหญ่ก่อนจะปล่อยควัญใส่ผม ด้วยท่าทางยี่ยวน ไอ้แก่นี่ไม่ตบไม่ตีจะดีซักวันไม่ได้เลยใช่ไหม? 

 

“ผมว่าป๋าไม่น่าจะแก่ตายนะ” 

 

“ใจเย็นๆซิไอ้หนุ่ม คนเฒ่าคนแก่หยอกเด็กเล่นมันธรรมดา” 

 

“มันจะไม่ธรรมดาเมื่อตอนผมตั้นหน้าป๋าซักหมัดนี่แหละ” 

 

“กลัวแล้วจ้า” 

 

ผมเหลือบมองหางตาใส่คนข้างๆที่ทำท่ายกมือยอมแพ้แบบกวนๆ 

 

ผู้จัดการสเวนพิงตัวกับม้านั่งมองฟ้าขณะที่ปากคาบบุหรี่ควันฉุย ก่อนจะเปิดประเด็นชวนคุย 

 

“เป็นคืนที่ดีนะว่าไหม” 

 

“อาฮะ” 

 

“ได้ข่าวว่าได้ลูกค้ารายแรกนิ” 

 

“จะมาขอส่วนแบ่งหรือไง” ผมหรี่ตามองอย่างจับผิด 

 

“จะมาถามว่าใครในห้องสิบสามต่างหาก” 

 

ผมนิ่งไปซักพักก่อนจะเอ่ยเสียงเบา 

 

“ตระกูลมอแกน” 

 

“หือ…. นานแล้วนะที่ไม่ได้ยินชื่อตระกูลนี้ใช้บริการ… แก่ขนาดนั้นแล้วยังไม่วางมืออีกรึ” 

 

“ไม่นะป๋า...คนนี้ยังหนุ่มอยู่เลย” 

 

“โอ้...ทายาทหรอ ไม่คิดว่าจะมีในยุคนี้นะ ก็ดีนาม ‘จอมสับ’ คงจะทำให้คนในวงการบางคนสะเทือนไม่ใช่น้อย” 

 

“มันเจ๋งขนาดนั้นเลยหรอ? ไอ้ ‘จอมสับ’ เนี้ย” 

 

“อื้อหือ ไม่อยากจะเล่า สมัยนั้นน่ะนะ….” 

 

ผมกลอกตามองบนครั้งนึง พรางคิดว่าพลาดแล้วไม่น่าเปิดประเด็นให้คนแก่ระลึกความหลังเลย ให้ตายซิ  

 

“เห้! จิม มีเรื่องว่ะ” 

 

ผมแทบอยากจะกระโดดจูบปากไอ้เพื่อนยากซะตอนนี้เลยจริงๆ  

 

“อะไรว่ะอาเธอร์” 

 

“ก็ลูกค้าห้องสิบสามของแกกำลังจะฉะกับ ไวเปอร์” 

 

“ราชาทมิฬไวเปอร์” ผมขมวดคิ้ว เรื่องมันชักจะยุ่งยากแล้วซิ 

 

“เออนั้นแหละ รีบมาขัดทัพทีเถอะ เดี๋ยวเลือดมันจะเต็มทางเดินเอา ขี้เกียจถูว่ะ” 

 

ผมถอนหายใจพลางลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้า  

กับราชาทมิฬเนี้ยนะ คิดได้ไงว่ะไปหาเรื่องคนพรรค์นั้น  

 

หรือจะโดนหาเรื่องหว่า 

 

ช่างแม่ง ไปดูเดี๋ยวก็รู้ 

 

“ไปก่อนนะป๋า” 

 

“ให้ช่วยไหม” ชายแก่นั่งสูบบุหรี่ตายังเหม่อมองฟ้าเหมือนนึกถึงอดีต 

 

“ไม่ต้องถึงมือป๋าหรอก… แป็ปเดียวก็จบแล้ว” 

 

ผมว่าพรางบิดตัวไปมา ดูท่าคืนนี้คงจะได้ออกแรงซะแล้ว  

 

“อย่าหนักมือนักล่ะ” 

 

“ค๊าบๆ จะไม่มีอะไรในโรงแรมเสียหายแน่นอน” 

 

ดูแววตาที่ไอ้แก่มันเหลือบมองผมดิ ผมดูไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยหรอ แล้วไอ้รอยยิ้มแบบนั้นมันหมายความว่าไงว่ะ 

 

ผมพ่นลมในจมูกอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะเริ่มเดินไปที่จุดเกิดเหตุด้วยแววตาเยือกเย็น 

 

มากัดกันในวันที่ฉันเฝ้ากะ คงต้องสอนสั่งกันหนอยล่ะมั้ง ไอ้พวกสัตว์กินเนื้อ 

 

….ให้มันรู้ซะบ้างว่าที่นี่ถิ่นใคร... 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}