ลูกคนเดียว

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ยี่สิบเอ็ด

ชื่อตอน : บทที่ยี่สิบเอ็ด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 157

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มิ.ย. 2562 13:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ยี่สิบเอ็ด
แบบอักษร

จอมพลมารับลูกสาวและคนรับใช้เก่าแก่ตอนเจ็ดโมงครึ่ง หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ หญิงสาวก็แทบจะฟุบหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ตอนกลางดึกเมื่อคืนวานหล่อนแทบจะไม่ได้นอน เสียงคำรามระคมเสียงหัวเราะดังก้องกังวานวนเวียนภายในสมองของหล่อน จอมขวัญไม่แน่ใจว่าสิ่งที่หล่อนประสบพบเจอจะเป็นด้วยการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือว่าอำนาจมืดของเจ้าภูตร้ายมาเยือนหล่อนอีกวาระหนึ่ง เหตุที่หล่อนไม่แน่ใจก็เพราะว่าจอมขวัญไม่ได้ฝันประหลาดถึงเรื่องราวของระกาหรือสุวรรณนครเลย หญิงสาวพลิกตัวบนเตียงนอนแล้วหยิบมีดสั้นที่หล่อนเจอในเต็นท์วันทำค่ายเยาวชนขึ้นมาส่องพิจารณากับแสงไฟ ลูกสวของจอมพลเก็บมีดสั้นเล่มนั้นไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียงนอนตลอดมา มีดสั้นซึ่งยังคงคมกริบมาจะผ่านการเวลามาเนิ่นนาน

               จอมขวัญมองดูลวดลายหัวเสือบนด้ามมีดแล้วพยายามนึกคิดถึงระกา หญิงสาวโบราณคนนั้น หรือว่าทุกสิ่งจะเป็นความจริง ระกาคืออดีตชาติของหล่อนหรือยังไง

               “ใช่แล้ว เจ้าก็คือระกา ระกาก็คือเจ้า ข้ารอเจ้ามาเนิ่นนานเหลือเกิน มาเถิดระกา จงตามข้ามาเพื่อดูความทรยศและความวิบัติที่เจ้าได้ทำไว้กับข้า มาเถิด ตามข้ามาเถิด”

               เสียงแหบห้าวดังขึ้นในห้วงคิด จอมขวัญรู้สึกมึนงงในทันใด หล่อนไม่แน่ใจว่าตาฟาดหรือไม่เมื่อเห็นหมอกควันฟุ้งหนาทึบค่อยๆท่วมท้นห้องของหล่อน ท่ามกลางหมอกหนานั้น หญิงสาวมองเห็นอย่างชัดเจนว่ามีร่างหนึ่งยืนอยู่ ใบหน้านั้นแสยะยิ้มด้วยความยินดีระคนพอใจ ศารทูล หัวหน้านักบวชแห่งมหาวิหารพยัคฆากำลังเดินเข้ามาหาหล่อนอย่างเชื่องช้าประหนึ่งอสรพิษเข้าหาเหยื่อ ลูกสาวของจอมพลพยายามขยับร่างกายเพื่อจะหนีแต่ทว่าหล่อนไร้เรี่ยวแรง ดวงตาทั้งคู่เริ่มพริ้มหลับ หูทั้งสองยังคงแว่วเสียงหัวเราะแผ่วๆ

               “จงกลับไปสู่วันสุดท้ายแห่งเจ้า วันที่เจ้าทำลายและกักขังข้าเอาไว้ ระกา เจ้าคือคนทรยศ”

               หญิงสาวหลับไปแล้วด้วยมนต์สะกด ภาพใบหน้าตื่นกลัวของระกาปรากฎขึ้น

               

               ระกามองเห็นศารทูลประดุจดั่งเงาเลือนลาง บางครั้งชัดเจน ทว่าบางครั้งกลับพร่ามัว แต่กระนั้นน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ยังคงเป็นเสียงของหัวหน้านักบวชผู้ทรยศ หล่อนนั่งนิ่งบังคับตนเองไม่ให้สั่นเมื่ออยู่ต่อหน้าของเขา

               “ไม่ต้องหวาดกลัวข้าหรอกระกา อาคมขั้นสูงของข้ายังไม่สัมฤทธิผลดีนัก แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็มั่นใจว่าสามารถเอาชัยเหนือองค์กฤษณะได้”

               หญิงสาวก้มหน้านิ่ง เจ้าคนโฉดมองดูหล่อนด้วยสายตาประหลาด

               “เจ้านำยาสั่งใส่ในอาหารของเหล่าราชองครักษ์แล้วหรือไม่”

               “เรียบร้อยแล้วนายข้า”

               “ดี ข้าเชื่อว่าภายในราตรีนี้ เจ้าอรชุนจะนำกองทหารของมันมาที่นี่ แต่พวกมันจะต้องตายก่อน ตายอย่างทรมานก่อนจะมาถึงที่นี่” แล้วเขาก็หัวเราะอย่างพึงพอใจ “ระกา ราตรีนี้เจ้าจงไปคอยดูความพินาศของกองกำลังราชองครักษ์ หลังจากนั้นข้าจะนำเหล่าสาวกบุกเข้าจับตัวองค์กฤษณะไปประหาร”

               “แล้วทัพหลวงเล่า”

               “ข้าบอกเจ้าแล้วว่าไม่ต้องกังวลเรื่องทัพหลวง ตอนนี้พวกมันกำลังยกกองทัพกลับมา ทันทีที่ถึงช่องเขาขาด ทัพหลวงก็จะพินาศสิ้น เจ้าจงรีบไปทำตามที่ข้าสั่ง”

               “ได้นายข้า”

               “และที่สำคัญ” ศารทูลยิ้มอย่างมีเลสนัยพร้อมทั้งหยิบมีดสั้นคมวาวเล่มหนึ่งส่งให้หญิงสาว หล่อนรับมาถือไว้แล้วมองด้วยสีหน้าตื่นๆ มีดนั้นคมกริบสุดเปรียบปาน ด้ามมีดทำจากทองคำบริสุทธิ์ ใบมีดสลักแน่นด้วยอักขระอาคม แน่นอน มีดเล่มนี้คือมีดศักดิ์สิทธิ์ประจำกายของหัวหน้านักบวช มีดซึ่งเต็มไปด้วยกฤติยามนต์

               “เจ้าจงตัดหัวของอรชุนด้วยมีดเล่มนี้แล้วนำมาให้ข้า มีเพียงมีดศักดิ์สิทธิ์ของท่านพยัคฆาเท่านั้นที่จะสังหารคนมีอาคมเช่นมันได้”

               หล่อนก้มมองมีดในมือ รู้สึกสะอึกไปทั้งหัวใจ ระกาซ่อนน้ำตาแล้วเอ่ยแผ่วเบา

               “ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”

 

               ระกาลงจากหลังของเจ้าม้าสีดำคู่ชีพในเวลาย่ำค่ำ ทุกหนแห่งภายในอาณาบริเวณของค่ายทหารราชองครักษ์เป็นเงาตะคุ่ม หล่อนเดินลัดเลาะแฝงกายหลีกหลบเหล่าเวรยามจนกระทั่งมาหลบกำบังกายอยู่ในเงามืดหลังกระโจมบัญชาการรบ อรชุนกับนายทหารราชองครักษ์คนสำคัญหลายคนหารือกันอยู่อย่างเคร่งขรึม ทุกคนอยู่ในชุดพร้อมออกศึก หลังจากนั้นไม่นานนักนายทหารส่วนใหญ่ก็ทยอยเดินอย่างจากกระโจมจนหมดสิ้นเหลือเพียงอรชุนยืนสงบนิ่งมองดูเปลวไฟส่องสว่างด้านนอกกระโจม ระกาจึงเดินอย่างสงบเข้าไป ชายหนุ่มสะดุ้งหันมามองหล่อนแล้วยิ้ม

               “เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจได้อยู่เสมอนะระกา”

               “ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกกับท่าน”

               “เรื่องสำคัญ” เขาทวนคำแล้วหรี่ตา “เรื่องอันใดรึระกา เจ้าต้องรีบบอกหน่อยเพราะอีกเดี๋ยวข้าจะต้องนำทหารไปล้อมจับตัวของท่านศารทูลตามพระบัญชาแห่งองค์กฤษณะ”

               ระกามองหน้าของเขาด้วยใบหน้าหม่นหมอง

               “ในอาหารของกองทหารราชองครักษ์มียาสั่งของท่านศารทูล”

               อรชุนตะลึงในคำพูดนั้น เขากระโจนพรวดเดียวแล้วกระชากร่างของหล่อนเขย่าไปมา

               “ยาสั่ง ยาสั่งของเจ้าคนทรยศ ใครเป็นคนนำมาใส่ในอาหาร”

               หล่อนร้องไห้

               “ข้าเอง ข้าใส่ลงไปด้วยมือของข้า”

               สิ้นคำพูดนั้น อรชุนก็ผงะหงายหลังล้มลงนอนบนพื้น หน้าของเขาซีดเผือดปราศจากสีเลือด ทั่งทั้งร่างกายเจ็บปวดประดุจดั่งจะแยกสลายออกจากกันแต่กระนั้นก็ยังไม่เจ็บทรมานเท่ากับการที่ถูกคนที่เขารักทำร้าย ชายหนุ่มกัดฟันแน่น ดวงตาทั้งคู่ที่จ้องมองระกาลุกโพลงคล้ายมีเปลวไฟมอดไหม้อยู่ในนั้น หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งแล้วยกศีรษะของเขาวางไว้บนตัก

               “ข้าไม่มีทางเลือกอรชุน ข้าช่างมีกรรมนักที่เกิดมาเป็นตัวของข้าเอง ข้ามิอาจทรยศต่อบุญคุณของท่านศารทูลซึ่งเลี้ยงดูข้าได้ แต่ข้าเองก็มิอาจจะทรยศต่อหัวใจของตัวข้าเช่นกัน จงฟังข้าอรชุน หลังจากท่านตายแล้ว ข้าจะฆ่าตัวตายตามท่านไป”

               น้ำตาหยดลงบนใบหน้าของหัวหน้าราชองครักษ์ เขากลั้นใจท่องอาคมเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดชั่วคราว ดวงตาที่มองหล่อนนั้นทั้งรักทั้งแค้น ระกาหยิบมีดเล่มหนึ่งขึ้นมากำไว้ มีดศักดิ์สิทธิ์ของวิหารพยัคฆา

               “ข้าได้รับคำสั่งให้สังหารเจ้าด้วยมีดเล่มนี้ ทั้งเจ้าและข้าจะตายด้วยมีดเล่มเดียวกัน ยอดรักของข้า ข้าไม่ขอให้เจ้าอภัยให้ข้า ด้วยความผิดของข้าเกินกว่าการอภัย”

               “ข้าเข้าใจเจ้า” อรชุนฝืนพูด น้ำเสียงของเขาอ่อนล้าเต็มที “ข้าเข้าใจเจ้าเสมอมา ระกา เจ้ายังมีทางแก้ไขเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้”

               เสียงโห่ร้องของสาวกวิหารพยัคฆาดังแว่วขึ้นมาจากที่ไกลๆ การปะทะกันระหว่างกองทหารหลวงกับเหล่ากบฎเริ่มต้นขึ้นแล้ว หล่อนลูบไล้ใบหน้าของเขาโดยไม่ได้สนใจการสู้รบที่ใกล้เข้ามา

               “ไม่มีหนทางแล้วอรชุน ศารทูลนำคนของเขามาแล้ว ทหารของเจ้าส่วนใหญ่ก็ตายหมดแล้ว”

               “มีสิยอดรัก เจ้าจงตั้งใจฟังข้าให้ดี” เขาหลับตาครู่หนึ่งแล้วรวบรวมกำลังที่เหลือก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้าจะใช้กำลังสุดท้ายลงอาคมศักดิ์สิทธิ์บนมีดเล่มนี้ หลังจากเจ้าตัดหัวของข้าแล้ว เจ้าจงหาทางหลอกล่อให้ศารทูลกลับไปที่วิหารของมัน ใช้มีดแทงตรงดวงใจของมัน มีดจะทำลายดวงวิญญาณของมันได้”

               “แต่ศารทูลเป็นผู้มีอาคมสูงสุด”

               เขายิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม ความเจ็บปวดเริ่มกลับมา

               “อาคมของข้าไม่ได้ด้อยกว่าเจ้าคนทรยศนั่น เอามีดมาให้ข้าระกา”

               หล่อนยื่นส่งให้เขา อรชุนบริกรรมคาถาอาคมครู่ใหญ่ เสียงการฆ่าฟันใกล้เข้ามาทุกขณะ หัวหน้าราชองครักษ์ส่งมีดคืนให้หล่อน

               “จำไว้ระกาแทงที่ดวงใจเท่านั้น วิญญาณสามานย์ของมันจะถูกกักขังอยู่ในนรกตลอดกาล” แล้วเขาก็กระอักเลือดกองใหญ่ อาคมของอรชุนเสื่อมสูญแล้ว ความเจ็บปวดแล่นพล่านทั่วทั้งตัว เขามองหน้าของหล่อน นัยน์ตาทั้งคู่ไม่ได้มีแววแห่งความแค้นอีกต่อไป มันเชื่อมโศกด้วยความรัก

               “ข้ารักเจ้าระกา”

               “ข้าก็รักท่าน ไม่ต้องเป็นห่วงยอดรักของข้า ข้าจะสานต่อภารกิจของท่านเอง”

               อรชุนหลับตาลง รอยยิ้มปรากฎน้อยๆ เขาตายในอ้อมแขนของนางอันเป็นที่รัก ระกาวางศีรษะของเขาลงแล้วตัดสินใจเด็ดขาด หล่อนใช้มีดศักดิ์สิทธิ์ตัดศีรษะของเขาด้วยหัวใจรวดร้าวคล้ายจะแหลกสลาย ความผิดของหล่อนมันยากเกินให้อภัย กองทหารเฝ้าเมืองถอยร่นแตกพ่ายมาจนกระทั่งถึงค่ายของเหล่าทหารราชองครักษ์ แล้วทั้งหมดก็ต้องเสียงขวัญเมื่อเห็นศพของเหล่าองครักษ์นอนตายด้วยสีหน้าทรมาน เหล่ากบฎตามมาอย่างรวดเร็ว ระกาได้ยินเสียงหัวเราะของศารทูลท่ามกลางเสียงแห่งการสู้รบ

               หล่อนประคองศีรษะของอรชุนแล้วเดินแหวกฝ่าการรบด้วยไม่ได้กลัวต่ออันตราย ทหารเฝ้าเมืองยิ่งเสียขวัญเมื่อเห็นศีรษะของหัวหน้าราชองครักษ์ที่เก่งกาจ พวกเขาแตกพ่ายถอยร่นเข้าสู่ตำหนักขององค์กฤษณะเหนือหัว ศารทูลยิ้มอย่างผยองเมื่อเห็นว่าระกากำลังถือสิ่งใด

               “เจ้าอรชุนผู้ยโส ในที่สุดเจ้าก็ตายไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง ระกาเจ้าจงกลับไปที่มหาวิหารแล้วรอข้าอยู่ที่นั่น หลังจากข้าประหารองค์กฤษณะแล้วข้าต้องการคุยบางสิ่งกับเจ้า”

               ระกาไม่ตอบ หล่อนมองดูศารทูลอย่างนิ่งเฉยก่อนจะเรียกม้าของหล่อน ทั้งคนทั้งม้าจากไปแล้ว หัวหน้านักบวชผู้ทรยศจึงนำกองทัพของเขาบุกโจมตีต่อไป สุวรรณนครอันสงบสุขลุกลามด้วยพระเพลิง เสียงคร่ำครวญร้องไห้ เสียงตะโกน เสียงดาบปะทะกัน กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งไปทั้งเมือง

               

               กว่าจะจัดการเรื่องของนายทหารเคราะห์ร้ายเสร็จเรียบร้อยก็เป็นเวลาเก้าโมงกว่าแล้วตอนที่ชานนท์ก้าวขึ้นบันไดกุฎิของหลวงพ่อดำซึ่งตั้งอย่างเงียบสงบใกล้กับป่าช้าเก่าของวัดหนองเสือร้อง แดดยามสายส่องอ่อนไปยังร่างของหลวงพ่อดำ ท่านกำลังยิ้ม ชายหนุ่มก้มลงกราบท่านแล้วนั่งสงบเรียบร้อย

               “โยมคงมีเรื่องสงสัยอย่างมากถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน”

               “ครับหลวงพ่อ”

               “เรื่องของอาตมาที่ว่าไปช่วยโยมไว้ได้อย่างไรหรืออาตมาหายไปไหน โยมไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจหรอก”

               หลวงพ่อดำพูดราวกับล่วงรู้ความคิดของเขา ชานนท์นั่งนิ่งพูดไม่ออก

               “เดิมทีอาตมาเป็นพรานป่า ล่าสัตว์ตัดชีวิตเลี้ยงดูครอบครัวและตัวเองมาเนิ่นนานก่อนการประกาศอุทยานแห่งชาติเสียอีก ในช่วงวัยหนุ่มฉกรรจ์ อาตมาตามรอยของกระทิงหนุ่มตัวหนึ่งจนพลัดหลงเข้าไปในสถานที่ที่เรียกว่าหุบสมิง”

               “หุบสมิง” เขาทวนคำช้าๆ แล้วก็สงสัยว่าหลวงพ่อดำจะเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังเพื่อสิ่งใด ภิกษุชราพยักหน้า

               “ใช่แล้ว หุบสมิงเป็นป่าดิบดงดำที่รกทึบ ช้างป่าหลายฝูงอาศัยอยู่ในหุบ นอกจากนั้นหุบสมิงยังเต็มไปด้วยไข้ป่าและอาถรรพ์ป่า พรานป่าหลายคนต้องทิ้งชีวิตของตัวเองไว้ที่นั่น แม้แต่อาตมาก็เกือบที่จะไม่รอดออกมาจากสถานที่แห่งนั้น อาตมาจำได้ว่ารอยกระทิงใหญ่พาอาตมาบุกบั่นเข้าสู่ใจกลางของหุบ บริเวณนั้นเป็นที่ราบสลับเนินเขาเตี้ย กระทิงบาดเจ็บตะเกียกตะกายหนีมาจนถึงหน้าถ้ำแห่งหนึ่งก่อนจะล้มลงตายเพราะทนผิดบาดแผลไม่ไหว”

               หลวงพ่อดำหยุดพักเหนื่อยครู่หนึ่ง

               “ทันทีที่พบถ้ำอาตมาก็ไม่ได้สนใจกระทิงตัวนั้นอีก เพราะอะไรโยมเดาได้ไหม”

               “ไม่ทราบครับหลวงพ่อ”

               “มีแสงสีทองอร่ามลอดออกมาจากส่วนลึกของถ้ำ อาตมานึกถึงตำนานนครโบราณแห่งหนึ่งซึ่งถูกเล่าขานกันมานาน นครซึ่งทำจากทองคำ สุวรรณนคร”

               “สุวรรณนคร” ชานนท์รู้สึกคุ้นเคยกับชื่อนครโบราณอย่างประหลาดเสมือนว่าเขาเคยเป็นหนึ่งในชาวนคร หูของเขาแว่วเสียงเพลงอันไพเราะ เสียงหัวเราะยั่วยวนของอิสตรี เสียงสงครามและความตาย สุดท้ายคล้ายได้ยินเสียงหนึ่งเรียกนามแผ่วเบา

               “อรชุน”

               “อาตมาตามแสงเข้าไป เดินอยู่นานหลายชั่วโมงจนกระทั่งทะลุออกอีกด้านของถ้ำ สิ่งแรกที่อาตมามองเห็นคือมหาวิหารขนาดมหึมาตั้งตระหง่าน ถึงแม้ว่าจะผุพังตามกาลเวลาแต่ก็ไม่ได้ทำให้สถานที่แห่งนั้นด้อยค่าลงเลย มหาวิหารซึ่งสร้างจากทองคำ อาตมาเหมือนโดนสะกดเร่งรีบเดินหมายเข้าไปเพื่อจะค้นหาสมบัติด้วยความละโมบ แต่ทันทีที่เหยียบบันไดขั้นแรกของวิหารโบราณ เสียงหัวเราะระคนคร่ำครวญทรมานก็ดังสนั่นขึ้น อาตมาตกใจจนเผ่นพรวดออกมายืนสงบจิตใจ สักพักอาตมาจึงเริ่มท่องคาถาอาคมที่ร่ำเรียนมาเพื่อหวังที่จะจัดการกับสิ่งลึกลับนั้น เมื่ออาตมากลับเข้าไปอีกครั้งคราวนี้ทุกอย่างเป็นปกติ”

               หลวงพ่อดำหยุดอีกครั้งแล้วมองหน้าชายหนุ่มอย่างพิจารณา

               “หลังจากค้นหาอยู่นาน อาตมาก็ไม่พบสมบัติหรือสิ่งของมีค่าใดเลยนอกจากมีดเล่มหนึ่งซึ่งถูกปักตรึงแน่นอยู่ภายในห้องโถงบูชาของวิหาร ด้ามมีดทำจากทองคำซึ่งมีมูลค่ามากในสายตาของอาตมา แน่นอน อาตมากระชากมีดเล่มนั้นขึ้นมาจากพื้นดิน นั่นเองคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นตอนนี้”

               “หมายความว่ายังไงครับ”

               “มีดเล่มนั้นกักขังสิ่งชั่วร้ายเอาไว้เนิ่นนานหลายร้อยปี ทันทีที่อาตมาดึงออกมา มันก็เป็นอิสระ เจ้าสิ่งชั่วร้ายไล่ติดตามพยายามสังหารอาตมา แต่เคราะห์ดีที่ครั้งหนึ่งอาตมาใช้มีดเล่มนั้นฟันใส่ร่างของมันได้ เจ้าสิ่งใดร้องอย่างเจ็บปวดทรมานมันแทบจะถูกทำลายจากการฟันเพียงครั้งเดียว อาตมารีบมุดออกมาจากถ้ำแล้วก็พบว่าซากกระทิงตัวนั้นหายไปแล้ว ความรู้สึกบอกกับอาตมาว่ากระทิงตัวนั้นหลอกล่อให้อาตมามาที่สถานที่แห่งนี้ตามคำบัญชาของเจ้าสิ่งนั้นเพื่อปลดปล่อยมัน”

               “งั้นก็หมายความว่าเสือสมิงตัวนั้นคือสิ่งชั่วร้ายที่หลวงพ่อปล่อยออกมา”

               พระภิกษุชราส่ายหัว

               “ไม่ใช่หรอกโยม หลังจากถูกมีด เจ้าสิ่งนั้นก็อ่อนแอลงจนแทบจะทำอะไรไม่ได้ นอกจากนั้นก่อนที่อาตมาจะกลับมาจากที่นั่น อาตมาก็ได้ทำพิธีสร้างเขตแดนอาคมกักขังเจ้าวิญญาณร้ายนั้นอีกขั้นหนึ่ง”

               “งั้นแสดงว่าตอนนี้อาคมของหลวงพ่อก็กักขังมันอยู่”

               หลวงพ่อดำส่ายหัวอีกครั้ง ชานนท์ถึงกับเกาหัวด้วยความไม่เข้าใจ

               “คนที่กักขังวิญญาณร้ายนั่นฉลาดนัก นอกจากมีดอาคมเล่มนั้นแล้ว คนๆนั้นยังร่ายคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ไว้บทหนึ่ง อาคมชนิดนั้นมีเพียงแค่คนสร้างถึงจะถอนออกได้ วิญญาณดวงนั้นถูกมนตร์นั้นตรึงอยู่ต่างหาก มันจึงไม่สามารถออกจากเขตแดนอาคมได้”

               “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องเสือสมิงครับหลวงพ่อ”

               “สมิงตัวนั้นหนีพรานมาจากทางป่าทึบฝั่งเพื่อนบ้าน มันบาดเจ็บสาหัสจนวิญญาณแทบจะสลาย แต่เหมือนว่าจะเป็นเคราห์กรรมตามมาทันแล้ว เจ้าเสือตัวนั้นดันหลุดเข้าไปในอาณาเขตของวิหารนั่น เจ้าวิญญาณร้ายเลยทำให้มันกลายเป็นพวกแล้วปล่อยออกมาทำร้ายสัตว์เลี้ยงและผู้คนเพื่อเพิ่มพลังของมันเอง มันสอดแทรกวิญญาณเสี้ยวหนึ่งออกมากับเสือสมิงด้วย ส่วนเหตุผลอื่นที่นอกเหนือไปจากนั้นสักวันโยมคงจะเข้าใจได้เอง”

               หลวงพ่อดำพูดอย่างเป็นปริศนา

               “แล้วผมต้องทำยังไงถึงจะจัดการกับเสือสมิงได้ครับ”

               “เสือสมิงและวิญญาณดวงนั้นจะถูกสยบได้ด้วยมีดศักดิ์สิทธิ์เล่มนั้น”

               “ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอมีดจากหลวงพ่อเลยจะไดไหมครับ”

               ภิกษุชราถอนใจยาว

               “ปัญหาก็คือ อาตมาไม่รู้ว่ามีดเล่มนั้นถูกเก็บไว้ที่ไหน”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น