Mamymind

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พี่ชายเพื่อน 10 [Rewrite]

ชื่อตอน : พี่ชายเพื่อน 10 [Rewrite]

คำค้น : พี่ชายเพื่อน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.4k

ความคิดเห็น : 75

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ส.ค. 2563 11:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พี่ชายเพื่อน 10 [Rewrite]
แบบอักษร

 

 

 

พี่ชายเพื่อน 10 

 

 

หลังจากที่โมเดลเลือกซื้อของเล่นได้แล้ว เตชิตก็จูงมือลูกชายเดินไปกินข้าวเย็นในร้านที่ดูหรูหรากว่าร้านอื่นเล็กน้อยแม้เขมินท์จะแย้งว่าไปร้านอื่นก็ได้เพราะไม่รู้ว่าที่นี่จะมีเมนูที่โมเดลกินได้รึเปล่าแต่เตชิตก็ไม่สนใจพาโมเดลเดินเข้าร้านไปเลยเขมินท์ก็เลยต้องเดินตามเข้าไปด้วยอีกคนอย่างขัดใจที่ตนเองไม่อาจคัดค้านคนเอาแต่ใจแบบเตชิตไม่ได้ 

 

และก็เป็นอย่างที่เขมินท์คิดไว้ไม่มีผิด ร้านอาหารร้านนี้เป็นร้านที่ไม่ค่อยมีของที่โมเดลกินได้เท่าไรแถมแต่ละจานก็แพงมาก แม้เงินเดือนตนเองจะเยอะก็เถอะแต่ถ้าให้เข้ามากินร้านแบบนี้บ่อยๆเขมินท์คงไม่มาอย่างแน่นอนนอกจากจะอยากกินจริงๆ 

 

“โมเดลกินกุ้งล็อบเตอร์มั้ย พ่อจะสั่งให้” เมื่อเปิดเมนูอาหารดู เตชิตก็เอ่ยถามลูกชาย ร้านนี้มีแต่ของอร่อยๆเตชิตคิดว่าลูกชายของตนเองต้องชอบแน่ๆ 

 

“กุ้งล็อบเตอร์คืออะไรครับ โมเดลไม่รู้จัก” โมเดลไม่เคยได้ยินอาหารชื่อนี้เลยและก็คงไม่เคยกินด้วยและโมเดลก็เลยคิดว่ามีอาหารชื่อแปลกๆแบบนี้ด้วยเหรอ? 

 

“ล็อบเตอร์เป็นกุ้งครับโมเดล กุ้งตัวใหญ่ๆกว่าที่คุณแม่เคยพาโมเดลกินไงครับ” 

 

“โมเดลชอบกุ้งครับ กุ้งอร่อย” 

 

“ชอบก็กินเยอะๆ พ่อสั่งให้กินทุกวันยังได้ถ้าโมเดลอยากกิน” เตชิตบอกและไม่ลืมแอบแซะเขมินท์ถึงความรวยที่ไม่รู้ว่าชาตินี้ลูกหลานของเตชิตจะใช้เงินที่เตชิตมีหมดรึเปล่า 

 

“โมเดลครับของอร่อยถ้ากินทุกวันจะไม่อร่อยนะครับลูกจะเบื่อจนอาหารที่ลูกบอกว่าอร่อยเป็นไม่อร่อยเลยก็ได้ เข้าใจที่คุณแม่พูดใช่มั้ยครับ” 

 

“ครับ เหมือนโมเดลเบื่อคุณไข่เจียวใช่มั้ยครับ” 

 

“ใช่ครับคนเก่ง” เขมส่งยิ้มให้ลูกชายที่สามารถเข้าใจสิ่งที่ตนเองสอน แต่เตชิตก็เอ่ยขัดจังหวะแม่ลูกขึ้นมา 

 

“คนเราเกิดมาก็ต้องกินอะไรที่ดีๆสิ จะทำตัวอดอยากไปทำไม” 

 

“อาหารบางอย่างไม่แพงก็เป็นอาหารดีได้ครับ แต่พูดไปคุณคงไม่เข้าใจเพราะงั้นก็เปลืองน้ำลายที่ผมจะพูดต่อ ป่วยการเสียเปล่าๆ” 

 

“คุณพ่อคุณแม่อย่าดุกันสิครับ รักกันๆนะ โมเดลไม่ชอบให้ดุกันเลย” 

 

“คุณแม่ไม่ดุคุณพ่อแล้วครับ โมเดลไม่งอแงนะครับ” 

 

“คุณพ่อล่ะครับ ไม่ดุคุณแม่แล้วนะครับ” 

 

“ครับ ไม่ดุแล้ว” เตชิตเองก็เผลอตกปากรับคำโมเดลที่ส่งสายตาอ้อนๆถาม แม้ในใจจะไม่อยากยอมแพ้ความปากดีของเขมินท์ก็ตามเพราะถ้าอยู่กันสองต่อสองเมื่อไรเตชิตจะเล่นงานเขมินท์ให้หนักกว่านี้แน่! 

 

อาหารสุดหรูหลายอย่างที่เตชิตสั่งมาถูกจัดวางบนโต๊ะจนเต็มโต๊ะไปหมดและก็เรียกความสนใจให้โมเดลได้เป็นอย่างมาก กุ้งตัวใหญ่ยักษ์กว่าทุกครั้งที่เคยเจอและยังมีอาหารหน้าตาแปลกๆอีกหลายอย่างที่ไม่เคยกินอีก โมเดลตื่นเต้นมากๆเลยที่จะได้กินอาหารตรงหน้าในไม่กี่นาทีนี้ 

 

“หู้วววว คุณกุ้งยักษ์น่ากินจัง คุณแม่ครับโมเดลกินได้มั้ยครับ” 

 

“ได้ครับ เดี๋ยวคุณแม่ตักให้นะครับ” เขมินท์บอกก่อนจะตักเนื้อกุ้งล็อบเตอร์ให้ลูกชายได้ลองกิน พอตักเสร็จก็แอบเหลือบมองเตชิตที่นั่งอยู่อีกฝั่งของลูกชายและก็เห็นว่าเตชิตก็ใช้ตะเกียบคีบขนมจีบขึ้นชื่อของร้านลงในจานของโมเดลเหมือนกัน ซึ่งลูกชายของเขมินท์ก็ใช้ช้อนค่อยๆตักกินอย่างช้าๆแต่ก็กินทั้งของที่เขมินท์ตักให้และของที่เตชิตตักให้ไม่เหลือสักอย่างคงเพราะกลัวทั้งเขมินท์และเตชิตเสียใจที่ตักให้แล้วตนเองกินไม่หมด 

 

“อร่อยมั้ยครับโมเดล” เตชิตถามลูกชายที่กินไปยิ้มไป ท่าทางคงจะมีความสุขเอามากๆในการกินข้าวในวันนี้ 

 

“อร่อยครับ คุณพ่อตักอาหารที่คุณพ่อตักให้โมเดลให้คุณแม่ด้วยสิครับ” เตชิตและเขมินท์ที่กำลังกินอยู่ก็ชะงักทันทีเมื่อได้ยินโมเดลบอกแบบนั้น แต่เตชิตก็ไม่อยากจะตอบคำถามอะไรลูกชายอีกถ้าไม่ตักให้เขมินท์ เตชิตเลยคีบขนมจีบใส่จานของเขมินท์ตามที่โมเดลบอกและพอเตชิตตักให้เขมินท์แล้ว โมเดลก็หันมาถามเขมินท์บ้าง 

 

“คุณแม่ตักให้คุณพ่อด้วยสิครับ” 

 

“ครับ เดี๋ยวคุณแม่ตักให้คุณพ่อนะครับ” เขมินท์เองก็ไม่ขัดใจลูกชายยอมตักอาหารบนโต๊ะใส่จานของเตชิตคืนเหมือนกันซึ่งก็ทำให้โมเดลยิ้มหวานกว่าเดิม ทั้งคู่เลยเผลอใช้มือลูบหัวลูกชายจนมือของทั้งคู่สัมผัสโดนกันและกันและมันก็เหมือนเกิดไฟช็อตจนทั้งคู่สะดุ้งและรีบเก็บมือลงมาไว้ที่ตัวตามเดิม 

 

“คุณแม่กับคุณพ่ออิ่มแล้วเหรอครับ” 

 

“ยังครับ โมเดลกินเยอะๆนะครับอย่าเพิ่งสนใจเรื่องอื่น” 

 

“ครับคุณแม่ คุณพ่อก็กินเยอะๆด้วยนะครับ เดี๋ยวคุณแม่ดุ” เด็กน้อยไร้เดียงสาที่ไม่รู้อารมณ์ของผู้ใหญ่ก็พูดเสียงใสไม่หยุด ต่างจากเตชิตและเขมินท์ที่ไม่คิดจะพูดอะไรนอกจากนั่งกินข้าวต่อเงียบๆเพราะทั้งเขมินท์และเตชิตต่างรู้สึกแปลกๆเมื่อถูกเนื้อต้องตัวกันในตอนที่ไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ จนเขมินท์ต้องบอกตัวเองในใจย้ำๆว่า มันไม่มีอะไรทั้งนั้น  

 

เขมินท์ไม่มีความรู้สึกต่อผู้ชายคนนี้แม้แต่นิดเดียว! 

 

หลังจากที่กินข้าวเย็นเสร็จเรียบร้อย เขมินท์และเตชิตก็ตัดสินใจกลับบ้านโดยระหว่างทางกลับบ้านโมเดลก็ฟุบหลับไปเรียบร้อยเลยทำให้บรรยากาศภายในรถเงียบลงยิ่งกว่าเดิม 

 

“พรุ่งนี้ผมจะพาลูกไปเที่ยวในวันหยุด คุณจะไปมั้ยแต่ถ้าไม่ว่างก็ไม่เป็นไรนะผมไม่ว่า” เขมินท์ถามขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้สัญญากับลูกไว้ว่าจะพาไปเที่ยวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ตอนแรกจะไม่ถามหรอกแต่ยังไงโมเดลก็ต้องถามเตชิตอยู่ดีเขมินท์เลยถือโอกาสถามก่อน เพราะถ้าอีกคนไม่ว่างนั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเลยทีเดียว 

 

“ฉันจะไป” 

 

“ถ้าไม่เต็มใจอยากไปไม่ต้องไปก็ได้นะ” 

 

“ฉันพูดตอนไหน” 

 

“เอาเป็นว่าถ้าคุณจะไปก็ตื่นเช้าหน่อยแล้วกัน สายๆแดดจะร้อนเกิน รับผิดชอบตัวเองด้วย” 

 

“เหอะ! คนแบบฉันไม่ต้องให้นายมาบอกหรอกเขมินท์” 

 

“ก็ไม่ได้อยากจะบอกหรอก ใช่ว่าผมอยากจะคุยกับคนอย่างคุณ ถึงบ้านพอดีเลยทำตัวเป็นพ่อที่ดีอุ้มลูกขึ้นห้องอย่าให้ตื่นมาตอนอุ้มด้วยนะครับ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นคุณคงต้องไปเรียนรู้การเป็นพ่อตั้งแต่เริ่มต้นเลยล่ะ” เขมินท์บอกพร้อมแอบแซะอีกคนเล็กน้อย ช่วงเวลาในรถที่ต้องอยู่กับเตชิตในระหว่างที่โมเดลหลับช่างเป็นเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน โชคดีที่รถไม่ติดเลยถึงบ้านไวและด้วยกระเป๋าและอุปกรณ์ทำงานของเขมินท์ก็เต็มมือทำให้อุ้มลูกไม่ได้เขมินท์เลยบอกให้เตชิตอุ้มแทนและก็ไม่ลืมดูถูกอีกคนสักเล็กน้อยด้วย เพราะเขมินท์ก็ยังไม่เคยเห็นเตชิตอุ้มโมเดลตอนหลับเลยสักครั้ง ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนอย่างเตชิตจะทำได้มั้ย เพราะถ้าทำไมได้ก็ไม่มีความเป็นพ่อจริงๆนั่นแหละ นี่เขมินท์ไม่ได้ดูถูกเลยสักนิดนะ จริงๆสาบานได้! 

 

 

เตชิตที่ยืนมองลูกชายที่หลับสนิทอยู่บนคาร์ซีทด้วยความสงบและก็พยายามคิดหาวิธีว่าจะอุ้มโมเดลยังไงไม่ให้ตื่นขึ้นมาในระหว่างที่อุ้มขึ้นห้องให้เขมินท์มาดูถูกตนเองได้ เพราะเรื่องอุ้มเด็กให้ไม่ตื่นแค่นี้คนอย่างเตชิตต้องทำให้ได้อยู่แล้ว! 

 

หลังจากยืนคิดมาสักพักเตชิตก็ค่อยๆปลดคาร์ซีทออกจากตัวของลูกชายก่อนจะอุ้มโมเดลขึ้นมาซบอกเบาๆ โมเดลที่หลับสนิทร้องครางออกมาเล็กน้อยในลำคอเมื่อรู้สึกว่ามีอะไรมารบกวนเวลานอนของตนเอง เตชิตเองที่พอเห็นว่าโมเดลไม่ตื่นขึ้นมาก็ค่อยๆพาโมเดลที่นอนหลับอยู่เดินขึ้นห้องไป และพอมาถึงหน้าห้องและเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนของโมเดลก็เห็นเขมินท์ยืนรออยู่พร้อมผ้าชุบที่เปียกหมาดๆและอ่างน้ำใบเล็กๆข้างเตียง 

 

“วางลูกลงบนเตียงสิครับ คุณจะต้องรอให้ใครมาตัดริบบิ้นเชิญรึไง” เขมินท์บอกอีกคนที่ไม่ยอมวางลูกบนเตียงเสียที 

 

“ไปหามาตัดสิ ฉันจะได้รอ” 

 

“ผมไม่อยากต่อปากต่อคำกับคุณหรอกนะ วางลูกลงได้แล้วผมจะได้เช็ดตัวให้ลูกก่อน อยู่ข้างนอกทั้งวันมีแต่เชื้อโรค” เขมินท์บ่นออกมาและสายตาก็จับจ้องไปยังเตชิตที่วางโมเดลลงบนเตียงเบาๆ เมื่อโมเดลได้สัมผัสกับเตียงนุ่มๆ ลูกชายของเขมินท์ก็พลิกตัวนอนคว่ำหน้าจนก้นโด่งขึ้น เขมินท์เลยค่อยๆนั่งลงข้างๆก่อนจะถอดถุงเท้าของลูกชายออกเป็นอย่างแรกแล้วค่อยถอดเสื้อผ้าออกตามหลัง 

 

“ทำไมต้องถอดกางเกงในออกด้วย” เตชิตถามขึ้นด้วยความสงสัยเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมเขมินท์ต้องถอดกางเกงของลูกชายออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าด้วย 

 

“โมเดลแพ้ง่าย วันนี้ออกไปข้างนอกทั้งวันแถมยังไปหลายที่เดินเยอะเหงื่อก็ออกถ้าไม่ถอดออกแล้วเช็ดตัวให้ผื่นจะขึ้น” เขมินท์บอกพร้อมใช้ผ้าที่เปียกหมาดๆ ค่อยๆเช็ดไปที่หน้าตาของลูกชายเบาๆเป็นอย่างแรกแล้วถึงเช็ดตามลำตัว แขนและขาตามหลัง ซึ่งพอเช็ดขาเสร็จก็เช็ดที่แขนและมือให้ต่อ  

 

วันนี้ที่โมเดลไปกับเตชิตก็คงไปซนมาทั้งวัน ช่วงเช้าๆเขมินท์ก็แอบเป็นกังวลว่าโมเดลจะอยู่กับเตชิตไม่ได้แต่พอตนเองเข้าประชุมและเคลียร์งานต่อเขมินท์ก็ลืมโทรไปถามเรื่องโมเดลกับเตชิตไปเลยจนกระทั่งเตชิตพาโมเดลมาหาที่ทำงานนั่นแหละ ถึงเห็นว่าลูกชายไม่บุบสลาย 

 

“ทำไมไม่ปลุกลูกมาอาบน้ำเลยจะได้ไม่ต้องมาเช็ดตัว” 

 

“อาบพรุ่งนี้เช้าก็ได้ ถ้าโมเดลตื่นมาจะงอแงและก็ไม่ยอมนอนง่ายๆ ข้อนี้คุณเองก็ควรรู้ไว้และตอนนี้กรุณาช่วยไปหยิบชุดนอนของลูกมาให้หน่อย ผมไม่ว่างไปหยิบ” เตชิตมองคนที่ใช้ตนเองด้วยหน้าตาเฉยเมยอย่างเขมินท์แล้วรู้สึกอยากจะเข้าไปจับอีกคนขยี้ให้เละคามือที่กล้าใช้คนอย่างเตชิตด้วยท่าทางแบบนี้  

 

“เร็วๆสิครับ เดี๋ยวโมเดลไม่สบายผมจะถือว่าจะเป็นความผิดคุณ” 

 

“เหอะ!”  

 

แม้เตชิตจะขัดใจแต่ก็ยอมเดินไปหยิบชุดนอนของลูกชายให้เขมินท์ พอหยิบมาก็ยื่นให้เขมินท์ก่อนจะเดินออกจากห้องนอนของลูกชายเพราะไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับเขมินท์อีก เพราะเตชิตรู้สึกว่าเขมินท์ชักจะปากกล้าขาแข็งขึ้นทุกวันถ้าเตชิตไม่หาทางกำราบเขมินท์ไว้สักวันเขมินท์คงจะทำตัวใหญ่กว่านี้เป็นแน่ ซึ่งเตชิตไม่ยอมให้เกิดวันนั้นขึ้นได้อย่างแน่นอน! 

 

เขมินท์ที่พอเช็ดตัวลูกชายและใส่ชุดนอนให้ลูกเรียบร้อยแล้วก็ห่มผ้าและปรับแอร์ให้อยู่ในองศาที่พอดีก่อนจะก้มจูบแก้มลูกชายเบาๆและปิดไฟก่อนจะเดินออกจากห้องนอนของลูกชายกลับไปยังห้องนอนของเตชิตที่เขมินท์เป็นผู้อาศัยตั้งแต่ที่ย้ายเข้ามาเมื่อวาน 

 

พอเข้ามาในห้องเขมินท์ไม่เห็นเตชิตก็เลยเดาว่าเตชิตคงจะอาบน้ำอยู่ ซึ่งนั่นถือว่าเป็นการดีเพราะเขมินท์จะได้ทำงานที่ค้างไว้อย่างสงบ ถึงแม้พรุ่งนี้จะเป็นวันหยุดก็ตามแต่ใช่ว่าเขมินท์จะได้นั่งเคลียร์งานเพราะต้องพาโมเดลไปเที่ยวสวนสัตว์ ซึ่งในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เขมินท์จะต้องพาลูกไปทำกิจกรรมอะไรสักอย่างในหนึ่งวันเพราะเขมินท์อยากให้ลูกมีประสบการณ์ที่หลากหลาย แต่ไปเที่ยวในครั้งนี้ก็คงเป็นประสบการณ์ใหม่ๆของโมเดลไม่น้อยเพราะมีคุณพ่อจอมเอาแต่ใจไปด้วยและคงเป็นวันที่น่าปวดหัวสำหรับเขมินท์ไม่น้อยเลย และพอนึกถึงเหตุการณ์พรุ่งนี้ก็เริ่มจะปวดหัวแล้วเนี่ย เฮ้อ! 

 

เตชิตที่อาบน้ำและแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินมานอนพิงหลังบนเตียงและหยิบไอแพดมาเช็คอีเมล์ก่อนจะเข้านอนอย่างที่ทำเป็นประจำทุกวัน ระหว่างเช็คเมล์ไปสายตาของเตชิตก็คอยแอบเหลือบมองเขมินท์ที่นั่งทำงานจนลืมไปแล้วว่าตนเองอยู่ร่วมห้องกับใคร ซึ่งการที่เขมินท์นั่งทำงานแบบนั้นเตชิตก็เผลอจ้องเขมินท์นานไปหน่อยจนกระทั่งเขมินท์ทำงานเสร็จและเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะเผลอสบตากับเตชิตที่มองมาที่ตนเองอยู่ 

 

“มองอะไรคุณเตชิต คุณมีปัญหาอะไรกับผมอีก” เขมินท์ถามด้วยความระแวงกลัวว่าอีกคนกำลังคิดจะทำอะไรเขมินท์ก่อนเข้านอน 

 

“มองคนไม่อาบน้ำ คิดว่าฉันมองนายเพราะพิศวาสรึไง” 

 

“เดี๋ยวผมก็ไปอาบ คุณจะยุ่งอะไรด้วย” 

 

“ฉันก็ไม่ได้อยากยุ่งหรอกถ้านายไม่นอนเตียงเดียวกับฉัน” 

 

“คุณเตชิต ถ้าคุณรังเกียจมากก็นอนแยกห้องกันก็ได้นะผมไม่ว่า แต่ถ้าไม่แยกคุณก็อย่าพูดมากได้มั้ยครับ แค่ทำงานทุกวันผมก็เหนื่อยมากอยู่แล้วขี้เกียจมาสู้รบปรบมือกับคุณก่อนนอนอีก” เขมินท์บอกออกมาก่อนจะเดินหนีเข้าไปในห้องน้ำไม่รอให้เตชิตได้พูดอะไรออกมาอีก เขมินท์เหนื่อยกับงานยังพอทนแต่เหนื่อยกับคนอย่างเตชิตนี่สุดจะทนจริงๆ คนบ้าอะไรขยันแซะจนถึงเวลานอน เขมินท์เคยคิดด้วยซ้ำว่าพี่ชายเพื่อนคนนี้เป็นคนไม่ค่อยพูด เย็นชาต่อทุกอย่างเหมือนตอนเช้าหลังจากเกิดเรื่องในคืนนั้นด้วยซ้ำ แต่พอได้มาอยู่ใกล้ชิดแบบนี้ทำให้เขมินท์ได้รู้จักพี่ชายของเพื่อนได้มากขึ้นกว่าเดิมและได้รับรู้ว่าผู้ชายคนนี้ทั้งปากร้ายและชอบแซะเสียดเขมินท์เป็นที่สุด เป็นผู้ชายที่ทั้งนิสัยเสียและปากเสียมากๆ เขมินท์หวังว่าโมเดลจะไม่ได้นิสัยเสียๆของผู้เป็นพ่อในส่วนนี้ไป ไม่งั้นการเข้าสังคมและการพูดคุยกับคนอื่นคงติดลบเป็นแน่! 

 

และในช่วงเวลาสุดท้ายของค่ำคืนนี้ของเขมินท์และเตชิตเป็นไปอย่างเรียบง่ายเพราะต่างฝ่ายต่างนอนหันหลังใส่กันและกัน ผ้าห่มก็ห่มกันคนละผืน เขมินท์ที่เหนื่อยมาทั้งวันก็หลับลงไปอย่างง่ายดายเตชิตเองก็เหมือนกันและพอทั้งคู่ต่างหลับสนิทร่างกายของทั้งคู่ก็พลิกตัวหันหน้ากลับเข้ามาหากัน มือของเตชิตก็รวบเอวของเขมินท์เข้ามากอดอย่างไม่รู้ตัวเขมินท์ก็ขยับร่างกายเข้าไปซบอกของเตชิตเช่นเดียวกัน…… 

 

 

โมเดลที่เข้านอนเร็วเมื่อคืนก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้าโดยไม่ต้องให้ใครเข้ามาปลุก พอตื่นแล้วเด็กน้อยก็นอนกลิ้งเล่นไปมาบนเตียงจนเบื่อแล้วถึงลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำโดยทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยแล้วถึงไปแปรงฟันล้างหน้าและอาบน้ำก่อนจะออกมาแต่งตัวด้วยตัวเองแล้วถึงเดินไปเปิดประตูห้องของคุณพ่อและคุณแม่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก่อนจะเดินเข้าไปในห้องอย่างเงียบๆ เพราะไม่รู้ว่าคุณพ่อกับคุณแม่ตื่นหรือยัง  

 

โมเดลที่เข้ามาภายในห้องนอนก็เห็นว่าคุณพ่อคุณแม่ของตนเองยังหลับสนิทอยู่บนเตียงทั้งคู่แถมคุณพ่อยังกอดเอวคุณแม่อีก พอเห็นแบบนั้นโมเดลก็ปีนขึ้นเตียงก่อนจะโถมตัวลงนอนขั้นกลางจนเขมินท์และเตชิตสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ 

 

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณพ่อคุณแม่ ตื่นเร็วครับวันนี้ไปสวนสัตว์น้า” โมเดลเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงสดใสเมื่อเห็นว่าคุณพ่อกับคุณแม่ลืมตาแล้วก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมาด้วยความชอบใจที่เข้ามานอนตรงกลางระหว่างคุณพ่อกับคุณแม่ได้สำเร็จแม้คุณพ่อจะยังไม่คลายกอดคุณแม่ก็เถอะ 

 

“ทำไมตื่นเร็วจังครับโมเดล” เขมินท์ถามลูกชายเบาๆ เมื่อเห็นว่าลูกชายอาบน้ำแต่งตัวด้วยตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว 

 

“โมเดลอยากไปเที่ยวเร็วๆครับคุณแม่” 

 

“แต่งตัวอาบน้ำเองด้วยเก่งจังเลยลูกใครครับเนี่ย” 

 

“ลูกคุณแม่กับคุณพ่อครับ คุณพ่อตื่นเร็วครับไปเที่ยวกันนะครับ” พออ้อนคุณแม่เสร็จโมเดลก็หันไปอ้อนคุณพ่อที่ลืมตาขึ้นมาแล้วต่อ 

 

“ตื่นเร็วจังครับโมเดล เพิ่งเจ็ดโมงเช้าเอง” เตชิตถามลูกชายเมื่อหันไปมองนาฬิกาและพบว่านี่ยังเช้ามากสำหรับวันหยุดแต่ลูกชายกลับตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วเสียอย่างนั้น 

 

“โมเดลตื่นเต้นครับที่เราจะไปเที่ยวกัน แถมคุณพ่อคุณแม่กอดกันรักกันด้วย อิอิ” โมเดลบอกก่อนจะเอานิ้วจิ้มไปที่แขนของคุณพ่อที่กอดเอวคุณแม่อยู่อย่างชอบอกชอบใจที่เห็นพ่อแม่กอดกันแบบนี้  

 

เขมินท์และเตชิตที่โดนทักแบบนั้นก็นิ่งเงียบไปกันทั้งคู่ เขมินท์ค่อยๆขยับตัวออกจากเตชิตส่วนเตชิตเองก็เอาแขนของตนเองกลับเข้าหาตัวเช่นเดิม เช้าวันนี้ของเตชิตและเขมินท์ช่างเป็นเช้าที่มีความกระอักกระอ่วนใจเสียเหลือเกิน เพราะต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่ลูกชายแซวขึ้นมาแม้แต่คำเดียว เพราะทั้งคู่รู้สึกแปลกๆเหลือเกินที่เกิดเรื่องแบบนี้ให้ลูกเห็นเข้าเสียได้…… 

 

 

 

 

...................................................100%........................................ 

ร่างกายมันเรียกร้องอ่ะเนอะคุณพ่อคุณแม่~~ 

 

 

ความคิดเห็น