อนาคตหมา

ขอบคุณสำหรับกำลังใจนาจา '3'

[ Episode 29 ] : You don't own me 100%

ชื่อตอน : [ Episode 29 ] : You don't own me 100%

คำค้น : the mission sniper 29

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 561

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ค. 2562 22:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[ Episode 29 ] : You don't own me 100%
แบบอักษร

บทที่ 29

You don't own me

 

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มใช้เวลาพักฟื้นร่วมเกือบสองเดือนเต็ม ซึ่งมันเป็นเวลาตลอดเดือนกว่าที่อีธานไม่ยอมปล่อยให้เขาไปไหนได้เลยจริงๆ ยกตัวอย่างเช่นคืนอาทิตย์ก่อนหน้า....

พอบาดแผลที่ท้องน้อยเริ่มหายดีและร่างกายสามารถขยับเนื้อขยับตัวได้สะดวกขึ้นก็คิดวางแผนหาจังหวะดีๆหนีออกมาจากที่พัก ทว่ามีหรือที่คนอย่างอีธานจะยอมปล่อยให้ไปไหนมาไหนได้ง่ายๆโดยที่เจ้าตัวไม่อนุญาต ยังไม่ทันก้าวพ้นบริเวณ จู่ๆเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

"ฉันอนุญาตให้นายไปงั้นเหรอ? ลีโอ เรนเดล"

ร่างที่กำลังทำลับๆล่อๆชะงักงัน เขารู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆ แต่ไม่นานก็สัมผัสได้ถึงมือหนาที่บีบอยู่บนบ่าข้างขวา อีธานออกแรงดึงให้ลีโอหันหน้ามาสบตาตนตรงๆ

นัยน์ตาสีอำพันปรากฏความไม่พอใจอยู่ชัดเจน ใบหน้าหล่อดูอิดโรยลงกว่าครั้งที่เจอล่าสุด สาเหตุคงหนีไม่พ้นเรื่องที่อีกฝ่ายตามไปช่วยสืบเบาะแสเกี่ยวกับแคทเธอรีนจนอดหลับอดนอนแบบนี้ "อีธาน....คุณดูเหนื่อยมาก ไหวรึเปล่าน่ะ?"

"........"

"อ่า คุณนี่มัน......" คนพูดทอดถอนใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะถามต่อ "ไม่ได้นอนกี่วันกันแน่?"

อีกฝ่ายเงียบแทนคำตอบ บางทีอีธานอาจจะไม่เคยนับเลยด้วยซ้ำ "อย่าเปลี่ยนเรื่อง เรนเดล" เสียงทุ้มต่ำบอกเป็นนัยว่าเขาควรใส่ใจ 'เรื่องของตัวเอง' แทนที่จะเป็นเรื่องของอีธานมากกว่า

เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำทะเลเสมองไปทางอื่นก่อนจะพรูลมหายใจออกมาอีกรอบ มือปืนหนุ่มเอี้ยวตัวกลับเข้าไปในห้องอย่างจำใจ ใบหน้าได้รูปดูบูดบึ้งราวกับเด็กน้อยโดนขัดใจ และยังมีอีกหลายครั้งที่ 'ความพยายาม' ของเขาเกือบจะสำเร็จ แต่มันก็มักจะมีมารอย่างโนเอลไม่ก็อีธานมาขัดเสมอ

นั่นคือเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา

ลีโอหยัดกายลุกขึ้นเดินไปเปิดบานหน้าต่างเพื่อให้อากาศภายในห้องถ่ายเท เขาเท้าคางลงกับขอบกระจกและมองตรงไปยังสวนหย่อมหน้าที่พัก

เบื่อชะมัด....

อีธานไม่แม้แต่จะบอกเขาเลยว่าข้างนอกนั่นเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง ที่รู้ก็มีเพียงแต่ข่าวเครื่องบินตกเมื่อสองเดือนก่อนมีสาเหตุมาจากถังเชื้อเพลิงเกิดไฟลุกลามขึ้นอย่างกะทันหันทำให้นักบินจำใจต้องปลดมันทิ้ง แต่ทว่าระบบภายในเครื่องกลับไม่ทำงานเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ขึ้น ในรายงานยังบอกอีกว่าไม่มีผู้รอดชีวิตสักราย.....เขารู้ดีแก่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นวันนั้นบ้าง แต่ก็ทำได้เพียงปิดหูปิดตาเดินหน้าต่อไป

โลกนี้มักจะโหดร้ายกว่าที่เราคิดไว้เสมอ

แกร๊ก...

ชายหนุ่มหันไปมองบานประตูที่ถูกเปิดออกโดยร่างสูงที่คุ้นตา ทุกเย็นอีธานจะเข้ามาในห้องเพื่อมาเช็คว่าเขายังอยู่ดีรึเปล่า แต่ครั้งนี้มันต่างกัน อีกฝ่ายไม่ได้มาเพียงลำพัง

......

"Wassup Bro!"

อีวานก้าวเข้ามาในห้องพร้อมส่งเสียงทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ลีโอเบิกตาเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าจะได้เจอเพื่อนร่วมชะตาในคุกก่อนหน้า อีกฝ่ายดูสบายดีและแตกต่างจากครั้งที่เจอกันล่าสุด ผมสีดำเงาถูกเซตให้เป็นทรง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนทอประกายดูมีชีวิตชีวาขึ้น อีวานเดินดุ่มๆเข้ามากอดคอเขาอย่างสนิทสนมต่อหน้าต่อตาพี่ชายตัวเอง ใบหน้าหล่อยังคงยกยิ้มอย่างไม่รู้สึกรู้สาว่าตนได้ล้ำเส้นอีธานเข้าให้แล้ว....

จากใบหน้าที่เรียบเฉยเป็นกิจวัตรยิ่งดูมืดหม่นเข้าไปใหญ่ เขายกแขนอีวานที่พาดอยู่ออกพร้อมเอ่ยทักทายพอเป็นพิธี

"ให้ตายเถอะเรนเดล! นึกไม่ถึงจริงๆว่าแกจะรู้จักกับพี่ชายฉันด้วย" เจ้าของชื่อยิ้มมุมปากนิดๆ

ไม่ใช่แค่รู้จักเผินๆ....แต่เราน่ะเป็นคนรักกัน

"เสียมารยาท" มาเฟียหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากแขวะน้องตัวเอง คนโดนด่ามีสีหน้าไม่ยี่หระเหมือนกับคำพูดเมื่อครู่เป็นเพียงแค่เสียงนกเสียงกา เขาเห็นอีวานขยับปากเป็นคำว่า 'อย่ายุ่ง' ออกมาทั้งๆที่ยังคงปั้นหน้ายิ้มระรื่นอยู่

ยังไม่ทันสิ้นคำจู่ๆก็เกิดเสียงดังโครมใหญ่พร้อมกับร่างของอีวานเซถลาล้มทับโต๊ะไม้เต็มแรง ลีโอหันขวับไปมองตัวต้นเหตุที่บัดนี้ยืนยิ้มเย้ยหยันอยู่ตรงหน้า

ไวเท่าความคิด อีวานลุกขึ้นพรวดและวิ่งง้างหมัดเข้ามาหมายจะซัดใบหน้าหล่อให้หงายเงิบ อีธานเบี่ยงหลบหมัดหลุนๆได้อย่างทันท่วงทีก่อนจะจับยึดข้อมือของน้องชายตนไว้พร้อมออกแรงบีบจนได้ยินเสียงดัง 'กร็อบ!' ใบหน้าของอีวานเหยเกเล็กน้อย

มาเฟียหนุ่มถีบช่วงข้อต่อให้อีกคนนั่งคุกเข่าลงกับพื้นอย่างยอมจำนน "ฉันกับแก....เราไม่มีอะไรติดค้างกันอีกแล้ว อย่าคิดจะมากวนประสาท เพราะครั้งต่อไปจะไม่ใช่แค่ข้อมือแกที่หัก" พูดพร้อมเลื่อนมือขึ้นบีบใต้สันกรามบอกเป็นนัยว่า 'ครั้งต่อไปคือที่คอ...'

คนฟังสะดุ้งโหยง อีวานกัดฟันเงยหน้าขึ้นมองคนเป็นพี่ "ได้ ถือว่าหนี้ติดค้างเราหมดกัน"

ชายหนุ่มเหลือบตามองลีโอที่ยืนดูเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ "รวมถึงครั้งนี้ด้วย..." คำพูดนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องที่อีวานอยากมาเจอเขาก่อนจาก

คิดแล้วรู้สึกซาบซึ้งใจพิลึก....

อีธานปล่อยให้อีวานเป็นอิสระ คนเจ็บยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างทะลักลุเล ชายหนุ่มปัดฝุ่นตามเสื้อของตนพร้อมส่งเสียงกระแอมไอ "อะแฮ่ม! ห้าล้านดอลตามที่ตกลงกันไว้ล่ะ นายคงรู้ว่าฉันจะไม่กลับไปมือเปล่าหรอกนะ"

คนถูกท้วงตวัดตามองด้วยอารมณ์ขุ่นมัวแต่ก็ยอมยกกระเป๋าหนักๆมาวางไว้หน้าคนพูดสองใบ "ใบละสองจุดห้า อย่ากลับมาให้เห็นหน้าอีกเป็นครั้งที่สอง" อีธานยื่นคำขาด เขาชักจะรำคาญสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าอีวานเสียเต็มประดา

ชายหนุ่มคว้าหมับเข้าที่กุญแจรถที่ห้อยอยู่กับกางเกงอีธานก่อนจะคล้องกระเป๋าทั้งสองด้วยแขนเพียงข้างเดียว "ขอนี่ด้วยละกัน ค่าเสียขวัญน่ะ" พูดจบก็เดินออกไปหน้าตาเฉยโดยไม่ลืมยกมือขึ้นโบกบ๊ายบายให้ลีโอ

"เจอกันเมื่อชาติต้องการ"

ทันทีที่แผ่นหลังหายลับไปจนสุดสายตา อีธานจึงหันมาทำเสียงฮึดฮัดพร้อมทุบกำปั้นลงกับโต๊ะดังปัง "ฉันอยากจะส่งคนไปฆ่ามันชะมัด..." มาเฟียหนุ่มเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความขุ่นเคือง

มันมีไม่กี่คนหรอก ที่ทำให้อีธานหงุดหงิดเป็นบ้าเป็นหลังได้ขนาดนี้

"เอาน่า....อย่างน้อยเขาก็น้องชายคุณนะ" ลีโอพูดพร้อมกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ

ในสายตาอีธานจึงเห็นแค่รอยยิ้มบิดเบี้ยวดูไม่ได้ทรง ร่างสูงทอดถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เขาหย่อนกายลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะก่อนจะยกมือขึ้นนวดขมับทั้งสองด้วยแรงพอเหมาะ

"อ่า....จริงสิ อีธาน แล้วผลตรวจดีเอ็นเอ..."

"ถ้านายหมายถึงตัวอย่างเลือดที่ส่งไปเมื่อสองเดือนก่อน....มันเป็นเลือดของแคทเธอรีน" คนฟังเลิกคิ้วขึ้น ตัวอย่างเลือดที่ลีโอส่งไปเมื่อสองเดือนก่อนเป็นเลือดของแคทเธอรีน ไม่ใช่ทั้งของเกรกสันและออสติสอย่างที่เขาคิดเอาไว้

"แต่ทำไมกันล่ะ..."

เจ้าของเรือนผมสีดำส่ายหน้าแทนคำตอบ "ไม่มีใครรู้" คำตอบนั้นทำเอารอยยิ้มเมื่อครู่อันตรธานหาย ทว่าประโยคถัดมากลับทำให้เขามีสีหน้าผ่อนคลายขึ้นกว่าเก่า

"เรื่องที่มันกวนใจนายก็เหมือนกวนใจฉันด้วย" ร่างสูงพูดก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก เปลือกตาปิดลงยามเมื่อเอนตัวพิงกับพำนัก มือหนาล้วงบางสิ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง....บางสิ่งที่ลีโอรอมาตลอดหลายเดือน

"เอาล่ะเรนเดล...หวังว่าความพยายามของเราคงจะไม่สูญเปล่า" มือปืนหนุ่มรับซองจดหมายที่ถูกยื่นมาตรงหน้าตน หน้าซองมีตราปั้มสีแดงกำกับอยู่ เขาฉีกซองด้านนอกออก จากนั้นก็กางแผ่นกระดาษขึ้นดูด้วยความสงสัย

เนื้อหาภายในไม่มีอะไรผิดแปลกนอกเสียจากตัวอักษรบางตัวที่เว้นบรรทัดทั้งๆที่คำนั้นยังสะกดไม่จบเลยด้วยซ้ำ เขาคิด... 'มันคือแพทเทิร์นของอะไรสักอย่าง' ริมฝีปากสีชมพูอ่อนพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆ "V N Z" ทุกตัวล้วนเป็นอักษรตัวสุดท้ายของแต่ละวรรค

"เห็นแล้วเหรอ" คนถูกถามพยักหน้ารับกลายๆ เขาเองก็พอจะประติดประต่อเรื่องขึ้นมาได้บ้างแล้ว "สามตัวสุดท้าย?"

"อืม"

"แล้ว...ใครเป็นเครื่องสังเวยบ้างล่ะ"

อีธานเงียบไปสักพักก่อนจะเอ่ยด้วยโทนเสียงปกติ "เอียน....เจสสิก้า รายสุดท้ายก็อลาโน่"

ไม่ผิดคลาดกับที่เขาคิดไว้เท่าไหร่นัก...เหยื่อส่วนใหญ่ที่โกสต์เลือกคงจะเป็นคนที่พอรู้จักกันผิวเผิน หรือไม่ก็เคยมีผลประโยชน์ร่วมกันมาก่อน

โกสต์เองก็คงจะเป็นพวก 'เลือกกินเหยื่อคุณภาพ' ด้วยสินะ

ลีโอพับเก็บกระดาษเข้าซองที่มีรอยฉีกและคว้าไฟแช็คที่หัวเตียงขึ้นมาจุดเพื่อเผาทำลายซองจดหมาย ทันทีที่เปลวไฟลุกไหม้เขาก็ปล่อยมันลงถังขยะสแตนเลสข้างโต๊ะ "J V Y Y V N Z คุณคิดว่ามันควรจะเป็นชื่อใครดีล่ะ?" แน่นอนว่ามันต้องเป็นโค้ดลับของอะไรสักอย่าง เหลือแค่ถอดรหัสออกมาเท่านั้น....

"ฉันหวังว่านายจะยังไม่บอกใคร" คนฟังชะงักชันเล็กน้อย นั่นหมายความว่าเขาต้องถอดรหัสด้วยตัวเองอย่างงั้นหรอ...

อีธาน! คุณมัน....นี่มันมัดมือชกกันชัดๆ!!

----- 50% -----

ค่ำคืนที่เงียบสงัด ณ ย่านใจกลางนครแห่งหนึ่ง ความมืดปกคลุมทั่วบริเวณทำให้รู้สึกวังเวงอย่างน่าประหลาด ร่างสมส่วนของชายหนุ่มนั่งปักหลักอยู่บนม้านั่งทำจากไม้เนื้อดี ในมือถือสมุดเล่มหนึ่งเปิดหน้ากระดาษค้างไว้ ส่วนอีกมือกลับควงปากกาเล่นอย่างไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใดๆ นัยน์ตาสีน้ำทะเลปิดลงยามเมื่อลมเย็นพัดโชยกรีดกรายผิวหน้าเนียนละเอียด เส้นผมสีอ่อนพริ้วไหวไปตามทิศลมเป็นระยะ

คืนนี้ลมไม่แรงถึงขั้นต้องหลบเข้าไปนั่งด้านใน ลีโอมักจะออกมานั่งเงียบๆคนเดียวเวลามีเรื่องให้คิดมาก เขาชอบบรรยากาศเงียบสงบแบบนี้ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ไว้ใช้ความคิดอย่างแท้จริง

เขาค่อยๆลืมตาขึ้นก่อนจะไล่สายตาลงมาหยุดอยู่ที่สมุดในมือ บนแผ่นกระดาษยังคงมีตัวอักษรเจ็ดตัวปรากฏอยู่ไม่เพิ่มไม่ลดมาเป็นชั่วโมงแล้ว ไม่ใช่ว่าคิดไม่ออก....แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหนต่างหาก

โกสต์....เป็นใครกันแน่?

หลายสิ่งมักจะประดังเข้ามาในเวลาเดียวกัน ทั้งเรื่องที่เขาสงสัยนับไม่ถ้วนและเรื่องที่ต้องถอดรหัสตัวอักษรทั้งเจ็ด ถ้าสิ่งที่อยู่ในมือเป็นรหัสมอร์สที่เคยใช้จนคุ้นชินตอนเป็นทหารอยู่ล่ะก็ ป่านนี้คงรู้ตัวต้นเหตุนานแล้ว "จะไปยากอะไร...ก็แค่ถอดมันซะ" ริมฝีปากสีชมพูอ่อนขยับพูดพึมพำขึ้นมาเบาๆเพื่อปลุกขวัญกำลังใจตัวเอง

ลีโอกวาดสายตาไล่อ่านคำไม่ได้ศัพท์อีกรอบแล้วจึงทอดถอนหายใจเฮือกใหญ่

มองดูเผินๆแล้วอักษรพวกนี้เรียงสะเปะสะปะแถมยังไม่มีความหมายอะไร แต่เขารู้ดีว่ามันคือแพทเทิร์น รหัสลับทุกตัวจำเป็นต้องมีแพทเทิร์นของมัน...ปัญหาใหญ่คือ แพทเทิร์นที่โกสต์เลือกใช้คืออะไรต่างหาก ถ้าไม่รู้ก็ถอดความหมายไม่ได้อยู่ดี

เริ่มแรกเขาไล่ลิสต์รายชื่อของบุคคลต้องสงสัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัวหรือคนที่รู้จักกันผิวเผิน จากนั้นจึงใช้วิธีนับจำนวนตัวสะกดและขีดฆ่าชื่อที่ตัวสะกดไม่ครบทิ้งจนเหลือแค่ไม่กี่รายชื่อเท่านั้น ทีนี้เขาคงมาถึงทางตันแล้วจริงๆ....ชายหนุ่มสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่านก่อนจะลงมือถอดรหัสตัวอักษรทั้งเจ็ดอย่างใจเย็น เขาเขียนและขยำกระดาษทิ้งวนไปวนมาอยู่พักใหญ่

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนกันแน่ แต่กว่าจะรู้ตัวอีกทีมันก็เช้าแล้ว

ตะวันทอแสงอ่อนยามเช้าเข้ามาตกกระทบกับบานกระจกเกิดเป็นภาพสะท้อนของร่างที่กำลังนั่งใช้ความคิดอย่างขะมักเขม้น นัยน์ตาสีน้ำทะเลเสมองไปยังบานประตูเลื่อนอย่างลืมตัว ในกระจกใสกำลังสะท้อนภาพของเขาอยู่ ใต้ตาดำดูหมองคล้ำใบหน้าอิดโรยเล็กน้อย ผมเผ้ายุ่งเหยิงแต่มันก็ไม่ได้ดูแย่มากเท่าไหร่นัก ยังดีกว่าตอนอยู่ในคุกเป็นร้อยเท่า

ระหว่างที่หันกลับมาสนใจสมุดเล่มบางในมือ จู่ๆความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวอย่างฉับพลัน "เดี๋ยวนะ...." ลีโอเงยหน้าขึ้นส่องดูเงาในกระจกอีกรอบก่อนนัยน์ตาจะค่อยๆเบิกตาโพลง

ภาพสะท้อน....reflection?

ลีโอยกมือขึ้นตบเข่าตัวเองดังฉาด

นี่เขาลืมวิธีนี้ไปได้ยังไงกัน!!

ตัวอักษรภาษาอังกฤษมีทั้งหมดยี่สิบหกตัว ถ้าลองนำมาแบ่งครึ่งและเทียบอักษรให้ตรงกันโดยเขียน A ถึง M อยู่บรรทัดบน และ N ถึง Z บรรทัดล่าง จากนั้นเปลี่ยนอักษรที่ได้มาให้เป็นตัวอักษรตรงข้ามระหว่างสองบรรทัดที่เขียนออกมา จากคำที่ไม่มีความหมายก็จะถูกแปลงเป็นสิ่งที่เราต้องการ เรียกวิธีการนี้ว่า 'Reflect method'

 

 

 

J V Y Y V N Z = W I L L I A M

วิลเลี่ยมคือโกสต์....ตาแก่นั่นคือโกสต์มาโดยตลอด ทำไมเขาถึงคิดไม่ถึงกันนะ!

มือปืนหนุ่มเผลอกำปากกาแน่นอย่างลืมตัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็มีเสียงดังเปาะจากมือฝ่า ลีโอตวัดสายตามองทันควันก่อนจะเห็นว่าปากกาแท่งนั้นหักคามือไปเรียบร้อย นิ้วเรียวทั้งห้าคลายออกทิ้งด้ามปากกาที่ถูกหักเป็นสองส่วนลง หัวคิ้วค่อยๆขมวดเข้าหากันน้อยๆ ถ้าวิลเลี่ยมเป็นโกสต์จริงๆอะไรคือเหตุดลใจให้อีกฝ่ายต้องยอมเปิดเผยตัวตนถึงขนาดนี้ นอกเสียจากว่า.....คำใบ้ทั้งหมดจะไม่ได้มาจากวิลเลี่ยม

"หรือว่าจะเป็น....แคทเธอรีน"

เขาใช้ข้อนิ้วถูริมฝีปากไปมาอย่างครุ่นคิด ถ้าคนที่ใบ้คือแคทเธอรีนจริงๆมันก็อาจจะเป็นไปได้ ทั้งรอยเลือดของหญิงสาวที่ปรากฏอยู่บนฟิล์มและอีกหลายเหตุการณ์ที่เธอมีส่วนเกี่ยวข้อง และคำถามที่ตามมาคือ....ทำไมเธอถึงบอกตัวตนของโกสต์ให้เขารู้ หักหลังอย่างนั้นหรอ? หรือว่าคนที่โดนทรยศจะเป็นแคทเธอรีน?

ลีโอลุกขึ้นพรวดก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าห้องไปหยิบมือถือกดโทรออกหาอีธาน รออยู่พักใหญ่จนอีกฝ่ายรับสายในที่สุด

(มีอะไร?) เสียงดุๆจากปลายสายดังขึ้นก่อนที่เขาจะกดเปิดลำโพงและโยนมันทิ้งไว้บนเตียง "ผมจะออกไปข้างนอก หวังว่าคุณจะอนุญาต" ลีโอพูดเสียงดังกว่าเดิมเล็กน้อยเพื่อให้อีธานได้ยินชัดเจนขณะเดียวกันก็ปลี่ยนเสื้อไปด้วย

ปลายสายเงียบไปสักพักก่อนจะตอบกลับมา (ถ้าฉันบอกว่าไม่ นายก็จะไปอยู่ดีใช่มั้ย?) คนถูกถามครางเสียงต่ำตอบ ถึงอีธานจะปฏิเสธ ยังไงซะเขาก็จะไปอยู่ดี ไม่มีเหตุผลที่อีกฝ่ายต้องรั้งตัวเขาไว้

(ถ้าจะไป...ปืนอยู่ในลิ้นชักข้างหัวเตียง) ลีโอชะชักงันเล็กน้อยกับประโยคดังกล่าว พอจะหยิบมือถือขึ้นมาคุยต่อสายก็ถูกตัดไปเรียบร้อย

นี่มัน...ง่ายไปรึเปล่านะ?

เขาเหลือบสายตามองที่ลิ้นชักตรงหน้า เอื้อมมือหยิบสิ่งที่อยู่ด้านในออกมา ปืนพก Glock19 ทรงกระทัดรัดขนาดพอดีมือ ไม่หนักไม่เบาจนเกินไป

ชายหนุ่มเหน็บมันไว้กับขอบกางเกงก่อนจะรีบผินกายออกจากห้องเพื่อมุ่งหน้าไปยังใจกลางเมือง จุดที่คึกคักมากที่สุดในย่านนี้ ลีโอสาวเท้าข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามพร้อมสวมหมวกเพื่อใช้ปิดบังใบหน้าบางส่วน ทำตัวให้กลมกลืนกับผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ในระหว่างเส้นทางนั้นเขาก็คอยมองหาร่างของหญิงสาวไปด้วย

ถ้าแคทเธอรีนต้องการความช่วยเหลือจริงๆล่ะก็...เธอต้องตามรอยมาแน่นอน ไม่มีทางที่เธอจะปล่อยโอกาสหลุดมือ

พลั่ก!

"อ๊ะ!? ขอ...."

ร่างของเด็กหนุ่มเดินสวนเข้ามากระแทกไหล่เขาจังๆจนต้องเซถลาไปสองก้าว ดูก็รู้ว่าเด็กนี่ตั้งใจชัดๆ! ลีโอหันไปหมายจะกล่าวคำขอโทษให้เรื่องจบเพราะตนกำลังรีบ ทว่าเด็กหนุ่มกลับทิ้งเป้ไว้และวิ่งกลืนหายไปกับฝูงชนในทันที สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเป้ที่ตกอยู่บนพื้น ลีโอหยิบมันขึ้นและหันกลับไปทางเด็กหนุ่มอีกรอบ

"อะไรของเขากัน....." ร่างสูงหยิบสิ่งที่อยู่ในนั้นพลิกดูซ้ายขวา เป็นแผ่นซีดีเปล่าๆที่ถูกเขียนด้วยมาร์กเกอร์สีน้ำเงิน 'I see you' สมองประมวลผลประโยคนั้นภายในพริบตา แค่นี้ก็พอจะรู้แล้วว่าแคทเธอรีนกำลังจับตาดูเขาอยู่

ใช่ว่าเธอคนนี้จะหาตัวง่ายซะที่ไหนล่ะ เป็นโอกาสทองจริงๆ!

ไม่ถึงสองนาทีต่อมาตู้โทรศัพท์สาธารณะด้านซ้ายมือก็แผดเสียงดังขึ้น คนที่สัญจรไปมาต่างหันมามองเป็นตาเดียวแต่กลับไม่มีใครคิดจะรับสายเลยสักนิด เว้นเสียแต่ลีโอที่ยกสายขึ้นรับเรียบร้อย

ไร้เสียงคนพูด....

นอกจากจะได้ยินเพียงเสียงลมและความเงียบงันแล้วก็ไม่ได้ยินอย่างอื่นอีก จนเกือบถอดใจและวางสายลง ทว่าท้ายที่สุดก็มีคนพูดขึ้น ถึงมันจะเป็นคำที่ไม่น่าฟังสักเท่าไหร่

(เดินตรงมาอีกสามช่วงตึก...จากนั้นเข้าซอยซ้ายมือ เดินตรงไปเรื่อยๆจนสุดซอย ห้ามหันหลังกลับมาเด็ดขาด)

ถ้าให้เขาเดาล่ะก็...ยัยนี่คงเป็นคนที่เจ้ากี้เจ้าการพอสมควร

ลีโอโต้ตอบด้วยการกระแอมไอเล็กน้อย

"จะแน่ใจได้ไงว่าคนที่มาคือเธอจริงๆ"

ปลายสายเงียบไปสักพัก ไม่นานนักก็ตอกกลับมาด้วยน้ำเสียงโทนเดียวกับเมื่อครู่

(อย่าคิดจะเล่นตุกติก)

ตอนนี้สายถูกตัดไปแล้ว เรียกได้ว่าแคทเธอรีนไม่ปล่อยให้เขาได้ต่อรองเลยแม้แต่น้อย

ชายหนุ่มทอดถอนใจและเดินเลี้ยวเข้าซอยตามที่อีกฝ่ายบอกอย่างจำใจ แค่เดินไปเรื่อยๆจนสุดซอย....ลีโอค่อยไล่สายตาขึ้นดูกำแพงตึกตรงหน้า มันสูงประมาณสี่ชั้นได้ ไม่มีราวกั้นและบันไดสำหรับปีนลงมา แล้วยัยนั่นคอยดูเขาจากไหนกันแน่

กึก...

ลีโอตวัดสายตามองด้านหลังโดยสัญชาตญาณเมื่อสัมผัสได้ถึงไอจิตสังหารอย่างแจ่มแจ้ง ร่างสูงร่นถอยอัตโนมัติพอดีกับจังหวะที่มีดพกพุ่งตรงเข้ามาหมายจะปักกลางท้ายทอย เสียงหวีดหวิวของคมมีดแหวกผ่านอากาศเฉียดแก้มเขาไปไม่ถึงเซน แค่นี้ก็ทำให้ลีโอเผยแววตาไม่สบอารมณ์ออกมาชัดเจน

เมื่อหันมามองตรงๆก็พบว่าร่างสมส่วนของหญิงสาวอยู่ห่างเขาเพียงสองเมตร ใบหน้าถูกปกปิดด้วยฮูดสีเทาเกือบครึ่งหน้า เธอค่อยๆเลิกมันขึ้นช้าๆจนลีโอสามารถเห็นหน้าตาของแคทเธอรีนได้อย่างชัดเจน รอยแผลเป็นจากของมีคมปรากฎแก่สายตา รอยนั้นเริ่มจากหางคิ้วลากผ่านเปลือกตาจนถึงโหนกแก้ม มันดูจางจนเกลือบจะกลมกลืนกับผิวหน้าเลยก็ว่าได้ ทว่าแผลเป็นก็คือแผลเป็นอยู่วันยังค่ำ มันจะคอยย้ำเตือนความทรงจำร้ายๆในอดีตไม่ให้เลือนหายราวกับเป็นตราแห่งความอัปยศที่จะอยู่บนร่างกายไปชั่วชีวิต

เขามองเข้าไปในแววตานั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง แววตาที่มีแต่ความโกรธแค้น....

"ลีโอ...ตัวจริงสินะ"

เจ้าของชื่อพยักหน้ารับ ความคุกรุ่นเมื่อครู่แทบจะอันตรธานหายจนหมดสิ้น แคทเธอรีนไม่พูดอะไรต่อจนลีโออดถามไม่ได้ "ทำไมเราไม่ไปหาที่คุยกันดีๆล่ะครับ คุณผู้หญิง" หัวคิ้วของหล่อนยกขึ้นก่อนจะหลุดหัวเราะเสียงต่ำ

"คุณผู้หญิง? น่าขำชะมัด..."

"หรือจะให้ผมเรียกว่ามาดาม?"

เธอรีบปัดป่าย "จะเรียกอะไรก็ช่าง เชิญ"

หลังจากหาที่ลงหลักปักฐานได้เรียบร้อย แคทเธอรีนก็เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคำใบ้แรกจะปรากฏและเธอยังบอกอีกว่าตอนนี้ตัวเธอเองกำลังโดนคนของโกสต์ตามล่า วันนี้คงจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่จะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับเขา ยิ่งไปกว่านั้นความคิดที่ว่าจะพาหล่อนกลับไปด้วย ลีโอจำเป็นต้องตัดทิ้ง คงไม่มีใครในองค์กรไหนอยากได้แมวขโมยมาเป็นคนใน

เท่าที่สรุปใจความได้ก็คือ....

ข้อแรก แคทเธอรีนเคยเห็นตัวจริงของโกสต์มาก่อน ซึ่งนั่นก็คือวิลเลี่ยมตามที่เธอได้ให้คำใบ้ไว้

ข้อสอง เธอกำลังโดนคนของโกสต์ตามล่าปิดปากเพื่อป้องกันข้อมูลภายในรั่วไหล

ข้อสาม เธอไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือ แต่แค่อยากให้เขาสานต่อเรื่องนี้ให้จบ เรียกได้ว่าเป็นการปิดบัญชีดำอย่างสิ้นเชิง

และข้อสุดท้าย....เหตุผลที่ต้องทรยศวิลเลี่ยมเป็นเพราะตาแก่นั่นพลั้งมือฆ่าน้องชายหล่อน ไม่เพียงแต่ฆ่า....ลองนึกดูเล่นๆถ้าเด็กหนุ่มในวัยสิบหกได้ไปอยู่ในกำมือคนอย่างวิลเลี่ยม อะไรจะเกิดขึ้นบ้างก็พอเดาออก

จิตวิปริตสิ้นดี

#talk

กลับมาอัพแล้วค่าา คิดถึงนิยายเรื่องนี้กันมุ้ยทุกคน QAQ

ความคิดเห็น