ArcadePlayer

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 32 : โลกา

คำค้น : CITIZEN citizen Citizen แอ็คชั่น ผจญภัย โลกอนาคต โลกล่มสลาย ความฝัน พลังพิเศษ

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 13

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 มิ.ย. 2562 21:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
32 : โลกา
แบบอักษร

       ‘โลกา’ ถ้าจะให้พูดกันตามตรงละก็ มันก็คงจะเป็นเมืองที่เหล่าผู้คนที่ทำผิดกันจนคะแนนที่ไอเกษราเป็นคนกำหนดนั้นหมดลงมารวมตัวกันเท่านั้นเอง หรือถ้าจะให้พูดอีกความหมายนึงก็คือมันเป็นเมืองของเหล่าอาชญากรนั้นแหละ แต่เอาจริงๆเลยนะ ผมว่าเมืองแห่งนี้มันก็ไม่ได้แย่กว่าที่คิด กลับกันเลยมันกลับทำให้เราอยู่ได้อย่างสะดวกสบายผิดคาดเลยละ ถ้าอยู่เป็นละนะ

           “บอสครับ มันกำลังหนีไปแล้ว”

           “กระจายคำสั่งให้ล้อมตึกนี้เอาไว้ อย่าให้ใครออกไปได้อย่างเด็ดขาด”

           ผมออกคำสั่งออกไป ทุกคนก็แยกย้ายกันไปตามที่ผมสั่ง แต่ละคนก็กระโดดออกนอกหน้าต่างกับราวกับเป็นเรื่องปกติ ส่วนผมนั้นก็กำลังวิ่งไล่ตามหาชายที่เป็นเป้าหมายของงานนี้อยู่

           ชายคนนี้วิ่งราวกับคนบ้าไม่ได้สติหรือมันโง่ก็ไม่แน่ใจ เพราะตามปกติแล้วคนทั่วไปถ้าจะวิ่งหนีใครสักคนก็ต้องหนีลงไปยังชั้นล่าง แต่หมอนี่มันบ้าวิ่งขึ้นชั้นบนหนีผมชะงั้น มันไม่ต่างอะไรกับหนูที่วิ่งเข้ากรงยังไงยังงั้นเลย หรือว่ามันอาจจะมีแผนหลบหนีเลยขึ้นข้าวบนก็ได้นะ รู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้แฮะ

           ผมคิดได้ดังนั้นจึงรีบหยิบวิทยุสื่อสารออกมาเพื่อกระจายคำสั่งอีกครั้ง

           “เฮ้ยพวกแกเอาใครสักคนก็ได้ ขึ้นไปสำรวจด้านบนหน่อยว่าโล่งมั้ย”

           [ทำไมเหรอครับหัวหน้า]

           “รู้สึกว่าหมอนี่มันทำตัวเหมือนจะมีแผนอะไรสักอย่าง”

           [ได้ครับ รอสักครู่]

           “แล้วพวกที่รอบๆตึกเข้าประจำที่รึยัง”

           [เข้าประจำที่เรียบร้อยแล้วครับ]

           “ดีงั้นขอให้ทุกคนเตรียมระเบิดสไลม์ไว้ด้วย”

           [ทำไมเหรอครับ]

           “กูกลัวว่ามันคิดชิงโดดตึกฆ่าตัวตายน่ะสิ”

           [ได้ครับ!!]

           ผมเก็บวิทยุสื่อสารใส่กระเป๋าก่อนที่จะเร่งฝีเท้าตามเป้าหมายต่อไป จนกระทั้งหมอนั้นก็ได้วิ่งเข้าสู่กรงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

           ปัง!!

           ผมถีบประตูแบบสุดแรงเผื่อเป้าหมายมันมีแผนจะทำร้ายผมถ้าผมเปิดประตูแบบปกติ ท้องฟ้าที่ถูกทำจากแผ่นโพลิกอนทึบแสงสีดำ ทำให้เมืองนี้เป็นเวลากลางคืนตลอดเวลา จริงๆต่อให้ไม่ต้องใช้แผ่นโพลิกอนทึบแสงเมืองแห่งนี้ก็ไม่มีแสงอยู่แล้ว เพราะเมืองแห่งนี้อยู่ใต้ดินลึกกว่า 1 กิโล การที่จะมีแสงส่องลงมานั้นแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย

           ผมเห็นเป้าหมายของผมที่กำลังยืนอยู่บนขอบของตึก โดยท่าทางของเขานั้นดูสั่นกลัวราวกับกำลังหวาดกลัวอะไรสักอย่าง

           “ได้โปรดเถอะ อย่าจับผมส่งกลับไปเลยนะครับ”

           ชายคนนี้ขอร้องผม นี่เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วนะที่มีคนขอร้องแบบนี้ ผมไม่ได้นับมันมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย

           “ขอโทษด้วยว่ะ นี่มันเป็นงาน หวังว่าแกจะเข้าใจนะ”

           ผมตอบกลับไปด้วยท่าทีนิ่งเฉย เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงแผนสำรองที่ผมเตรียมเอาไว้

           “อย่างงั้นเหรอ ว่าแต่มันเป็นงานของนายจริงๆเหรอ ไม่ใช่ว่างานนี้เป็นงานของไอเด็กเปรตนั้นหรอกเหรอ?”

           “ก็นะ มันก็ถูกอย่างที่นายว่า แต่ยังไงชะเขาก็เป็นคนว่าจ้างผม ผมจึงต้องมาไล่คุณอยู่ที่นี่ยังไงละ”

           “อย่างงั้นเหรอ สงสัยเขาคงรู้เรื่องที่ผมรู้อยู่แล้วละมั้ง”

           ชายที่เป็นเป้าหมายพูดพร้อมกับกางมือออก

           “เฮ้ย แกจะทำอะไรน่ะ”

           “ถ้าฉันจะถูกจับละก็ ขอตายชะยังจะดีกว่า”

           พูดจบเขาก็ทิ้งตัวลงจากตึกในทันที ผมพุ่งตัวกระโดดคว้าตัวเขาอย่างไม่ทันคิด ทำให้ผมพลอยตกตึกตามไปกับเขาด้วย

           ฟู่~~!!

           ผมร่วงลงมายังสไลม์รับแรงกระแทกที่มาจากระเบิดสไลม์ของพรรคพวก ดีนะที่ผมเตรียมแผนสำรองเผื่อไปถึงว่ามันคิดจะฆ่าตัวตาย ไม่งั้นมีหวังผมได้ตายจริงๆแน่

……………………

           ตึง!!

           “เอาไป!!”

           ผมโยนร่างของชายที่เป็นเป้าหมายของงานนี้ให้กับเด็กอายุ 12 ปี พูดไปก็อายปาก แต่ผมบอกตรงนี้เลย ว่าเด็กคนนี้คือผู้ว่าจ้างผมและพรรคพวก ถ้าไม่มีเขา พวกผมก็คงเป็นได้แค่กลุ่มคนกระจอกๆที่ใช้ชีวิตไปวันๆนั้นแหละ ถึงแม้ว่าคนๆนี้จะเป็นเด็ก แต่บุคลิกลักษณะนิสัยเนี่ยมันยิ่งกว่าผู้ใหญ่หลายๆคนที่ผมเคยเจออีก ตั้งแต่ที่ผมใช้ชีวิตมา 45 ปี ก็มีคนนี้แหละที่ประหลาดที่สุด จะว่าดีมั้ยก็ดีอยู่นะ แต่มันดูไม่สมกับวัยที่เขาเป็นยังไงไม่รู้

           “ไปตรวจให้หน่อยว่าใช่มั้ย?”

           เด็กคนนี้ได้สั่งการไปยังชายชุดดำร่างใหญ่ จากนั้นพวกเขาก็เริ่มตรวจสอบงานของผมอย่างรวดเร็ว

           “รายงานมาซิ?”

           “ถูกตัวแน่นอนครับ และยังมีชีวิตอีกด้วยครับ”

           “งั้นเหรอ ถ้างั้นก็พาตัวเขามา”

           ชายชุดดำได้อุ้มชายที่ผมจับมาขึ้นไว้บนบ่าก่อนที่จะเดินไปยืนอยู่ข้างตัวเด็กคนนั้น เด็กที่ทุกคนที่ผมจับตัวมาส่งให้กับเขาล้วนต่อว่าเป็น ‘เด็กเปรต’ กันแทบทุกคน

           “อาเธอร์!”

           “ครับ!”

           ผมตอบรับแทบจะทันทีที่เด็กคนนั้นเรียกขาน

           “มารับเงินสิ”

           ผมเดินไปที่ไปหยุดตรงหน้าเขาก่อนที่จะย่อเขาลงเพื่อให้ปลอกคอนั้นอยู่ในระดับที่เด็กคนนี้เอื้อมถึง ทันทีที่ผมย่อตัวลงไป เด็กคนนี้ก็กดอะไรสักอย่างที่โทรศัพท์จากนั้นก็มาเตะที่ปลอกคอของผม

           ปิ้ป!!

           เสียงสัญญาณเตือนจากปลอกคอผมได้ดังขึ้น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการมาของรางวัลที่ผมทำงานให้กับเด็กคนนี้

           “ถ้างั้นผมไปก่อนนะครับ”

           “เดี๋ยวก่อนครับ”

           “มีอะไร”

           “ไหนๆพวกเราก็ทำงานให้กับคุณมาเกือบ 2 ปีแล้ว ถ้าเป็นไปได้ช่วยบอกชื่อให้ผมหน่อยจะได้มั้ยครับ”

           เพราะตั้งแต่ที่ผมทำงานมา ทุกครั้งผมจะได้รับแค่ตัวงานและที่นัดหมายเมื่อผมทำสำเร็จเท่านั้น ส่วนที่เหลือผมแทบจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย โดยเฉพาะชื่อของเด็กคนนี้ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยถามนะ ผมเคยถามไปแล้ว แต่ผมได้คำตอบกลับมาว่า

           ‘ผมคิดว่าพวกเราควรที่จะเป็นผู้ว่าจ้างและลูกจ้างแบบนี้แหละดีแล้ว ขืนพวกเรารู้จักกันไปมากกว่านี้ โลกของคุณลุงอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปก็ได้นะครับ’

           นั้นคือสิ่งที่เด็กคนนั้นได้บอกไว้ ตอนแรกผมก็กลัวไม่กล้าที่จะถามต่อ แต่ตอนนี้ผมก็ทำงานกับเขามาเกือบ 2 ปีแล้ว มันจึงทำให้ผมพอจะมีข้อมูลของคนที่ผมต้องไปจับตัวมาเยอะพอสมควร อย่างเช่นเกษราไม่ใช่มนุษย์เอย หรือว่าแผนการในอนาคตที่จะเกิดขึ้นต่อไป หรือคำที่ว่าไม่มีทางที่คนในโลกาจะกลับขึ้นไปได้อีกเป็นครั้งที่ 2 เอย ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ผมพอที่จะรู้งานของผมอยู่พอตัวแล้ว งานของเด็กคนนี้ก็คือการจับกุมคนที่ล่วงรู้ความลับอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับเมืองๆนี้นั้นแหละ ส่วนจะเอาไปทำอะไรต่อนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

           “คุณลุงอยากรู้ชื่อผมจริงๆเหรอครับ”

           “ครับ มันไม่ยุติธรรมเลยที่คุณจะรู้เรื่องราวของผมแต่ผมกลับไม่รู้เรื่องของคุณเลย”

           “แต่ถ้าคุณรู้มันจะทำให้ชีวิตของคุณลุงเปลี่ยนไปได้เลยนะ”

           “ผมโน้มรับครับ”

           แค่ได้รู้ชื่อมันจะอะไรกันนักหนาวะ ทำไม การที่ผมรู้ชื่อมันทำให้ผมสามารถระเบิดเมืองๆนี้ได้เลยอย่างงั้นเหรอ? รีบบอกมาได้แล้ว

           เด็กตรงหน้าทำท่าทางลังเลอยู่นิดหน่อยก่อนที่จะพูดขึ้นมาอีกครั้ง

           “ลูกของคุณ”

           “ลูกของผม?”

           “ลูกของคุณอยู่รุ่นเดียวกับผมใช่มั้ย? ถ้าคุณลุงอยากรู้เรื่องของผมต่อละก็ ผมก็ควรที่จะเอาลูกของคุณลุงมาเป็นตัวประกันเอาไว้นะครับ”

           “การรู้ชื่อของคุณมันอันตรายถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?”

           “ชื่อของผมมันไม่ได้อันตรายต่อคุณ แต่มันอันตรายต่อผมต่างหาก ถ้าคุณลุงรู้เรื่องของผม คุณลุงก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นคนสนิทของผมนั้นแหละ และแน่นอน ถ้าผมเป็นอะไรไป สิ่งแรกที่ผมจะทำก็คือฆ่าคุณลุงและลูกของลุงทิ้งเพื่อเป็นหลักประกันยังไงละครับ”

           มันเป็นคำพูดที่ผมแทบไม่เชื่อสายตาเลยว่าเด็กอายุแค่ 12 ปี จะมีคำพูดคำจาอะไรแบบนี้ ว่าแต่เขารู้ได้ยังไงว่าผมมีลูกกันละ ผมไม่เคยบอกใครในเรื่องนี้เลยนะ

           “แล้วถ้าผมส่งมอบลูกของผมไป แล้วผมมีหลักประกันอะไรที่จะบอกว่าลูกของผมนั้นปลอดภัย”

           “นั้นมันก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเอง ผมไม่เกี่ยวอะไรด้วย”

           ชิ เด็กคนนี้ไม่เผยช่องว่างให้ต่อรองอะไรเลย ตกลงนี่มันเด็กอายุ 12 ปีจริงๆเหรอเนี่ย ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนกับกำลังคุยกับคนที่ผ่านประสบการณ์มามากมายยังไงยังงั้นเลยละ

           “งั้นเอางี้ เจอกันครั้งหน้าคุณลุงค่อยให้คำตอบผมก็ได้ ผมไม่รีบอะไรขนาดนั้น แล้วอีกอย่างคำขอของผมมันก็ไม่ได้มากมายอะไรด้วย เพราะยังไงชะลูกคนนั้นก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆของคุณอยู่แล้วนี่”

           นี่เขารู้เรื่องราวของผมมากขนาดไหนกันเนี่ย

           “ครับ”

           ผมก้มหน้าหลบสายตาจากเด็กคนนั้น เพราะผมไม่อยากรู้อะไรจากเขาไปมากกว่านี้แล้ว บางทีสิ่งที่เขาพูดนั้นอาจจะเป็นแค่การคาดเดาก็ได้ แล้วสังเกตุคำตอบจากสีหน้าผมเอาอะไรแบบนี้ก็ได้ แต่นี่เป็น 1 ในไม่กี่ครั้งที่ผมรู้สึกพ่ายแพ้ได้ขนาดนี้ แพ้คนไหนไม่แพ้ แต่มาแพ้เด็กอายุ 12 เนี่ยนะ?

           ผมก้มหน้าอยู่อย่างนั้นจนเสียงผีเท้าได้จางหายไป

           “เฮ้อ~~~~~”

           ผมล้มลงไปนอนกับพื้นอย่างหมดท่าในทันที

           “เหอะๆๆ นี่กูแพ้เด็กเหรอเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อ…..”

           ครืน~~~!!

           “บอสครับ!!!”

           เสียงลูกน้องของผมดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงประตู เสียงฝีเท้ามากมายที่วิ่งตรงดิ่งมาที่ผมอย่างรวดเร็ว

           “บอสเป็นอะไรมั้ยครับ!!”

           “บอสครับ!!”

           “บอสคะ!!”

           แต่ละคนต่างพากันตบหน้าผมเพื่อเรียกสติกันอย่างเมามัน

           “กูยังไม่ตายเฟ้ย!!”

           “เฮ้ย!! หยุดก่อน บอสยังไม่ตายว่ะ”

           “เสียงแบบนี้เป็นเสียงบอสแน่นอน บอสยังไม่ตาย”

           “พวกเรา!! บอสยังไม่ตาย!!”

           “ชิ!!”

           เดี๋ยวๆ เมื่อกี้เหมือนผมจะได้ยินเสียงของคนที่ไม่พอใจที่รู้ว่าผมนั้นยังไม่ตายนะ หรือว่าหมอนั้นก็มาด้วย?

           “แล้วทำไมบอสถึงมานอนในสภาพแบบนี้ได้ละครับ”

           “กูแพ้เด็กว่ะ”

           “……….”

           ทุกคนเงียบกันเป็นแถบๆ เล่นเอาผมรู้สึกสงสัยจึงลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าทุกคนที่อยู่รอบตัวผมต่างงุนงงกับสิ่งที่ผมพูด

           “บอสหมายถึงอะไรเหรอครับ? หรือว่างานนี้ผู้ว่าจ้างเบี้ยวเหรอครับ มันเป็นใครครับ เดี๋ยวผมจะไปเก็บมันเอง”

           เฮ้ยๆๆ!! ใจเย็นหน่อยๆ ตอนนี้พวกเรายังทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะขนาดแค่ชื่อผมนั้นยังไม่รู้เรื่องเลย

           “เปล่าๆ งานของพวกเราราบรื่นดี แต่ผมก็แค่อยากจะพูดคุยกับผู้ว่าจ้างเฉยๆเท่านั้นเอง”

           “แล้วมันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

           “เขาไม่สนใจผมเลยด้วยซ้ำ”

           “หนอย!! มันเป็นใครกันหา แค่มีตังนิดหน่อยอย่าคิดว่าตัวเองจะสูงส่งนะเฟ้ย”

           ลูกน้องของผมคนนึงพูดขึ้นพร้อมกับถกแขนเสื้อพร้อมท้าต่อยทุกคนที่เกี่ยวข้องทันทีที่เขาต้องการ

           “ใจเย็นๆสิพวก อย่างน้อยเขาก็เป็นลูกค้าประจำของพวกเรานะ ปล่อยๆเขาไปเถอะ”

           “แต่ว่า…..”

           “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้นแหละ”

           ผมลุกขึ้นยืนพร้อมกับปัดก้นเล็กน้อยก่อนที่จะส่งยิ้มแบบคนแก่ให้กับทุกๆคนที่มา

           “พวกเรากลับกันเถอะ ได้เวลาแบ่งเงินกันแล้ว”

           “ครับ!!”

           “ค่ะ!!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}