ข้าชอบชง

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 401

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 12 มิ.ย. 2562 18:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6
แบบอักษร

 

 

ตอนที่6

 

 

 

 

ผมมองตัวเองในกระจกที่ใส่เสื้อเชิ๊ตแขนยาวสีขาว ผูกเนคไทสีแดง กางเกงขายาวสีกรม พร้อมรองเท้าหนังสีดำ ส่วนสูทผมกะจะคลุมไหล่เอา ผมมองดวงตาของผม วันนี้แสงน้อยเลยเห็นสีชัดเจน จากหลายวันที่ผ่านมามีคนมองผมบ้างสงสัยและแปลกประหลาดกับสีตา ผมเริ่มชินแล้วหละ

วันนี้เป็นวันที่ผมเข้าเรียนวันแรกผมตื่นเต้นนิดหน่อย เอ่อยอมรับก็ได้ว่าผมโคตรตื่นเต้นเลย! ผมเพิ่งเคยได้ไปโรงเรียน ผมจะทำได้ดีรึเปล่านะ จะหาเพื่อนได้ไหม? อูจุนเล่าให้ผมฟังว่า ที่มหาลัยจะมีการสอบเลื่อนชั้นทุกปี และอูจินสอบเลื่อนชั้นได้ที่5 แบบเดิม สอบขึ้นแต่ละชั้นจะมีความยากมากขึ้นใครสอบไม่ผ่านก็จะซ้ำชั้น ใครทนเรียนพร้อมรุ่นน้องได้ก็ทน ทนไม่ได้ก็ลาออก สิ่งที่ขับเคลื่อนที่วิลัยนี้คืออำนาจ ไม่ว่าจะเชื้อพระวงศ์ หรือนักศึกษาต่างประเทศก็ต้องอยากมาเรียนที่นี่  เพราะมหาลัยคัดคนเฉพาะ แค่พูดว่าได้เข้าเรียนที่นี่ก็มีโอกาศได้ทำในสิ่งที่ต้องการไปกว่าครึ่ง ได้อำนาจในการทำธุรกิจ ได้พบคู่ค้าทางมหาลัย และยังมีอำนาจในมหาลัยอีกด้วย ไม่ว่าจะเซ็กซ์ สิ่งผิดกฎหมายก็ย่อมทำได้หมด การพนันที่เป็นที่นิยม แต่ต้องอยู่ในกฎที่ว่า คุณจะทำอะไรก็ได้แต่ห้ามฆ่าคนตายในมหาลัย หมายถึงไปฆ่าที่อื่นก็ได้แบบนี้สินะ มีกฎอื่นๆอีกยิบย่อยตามกฎของคิงที่จะดูแลชั้นปีให้เป็นแนวทางแบบไหน แต่เรื่องการเสพยาเสพติดก็เป็นข้อห้ามเหมือนกัน 

เอาเป็นว่านอกจากแข่งมันสมองที่มีความเครียด กดดันแล้ว ก็มีสิ่งอื่นให้ผ่อนคลายเช่นกัน ในมุมมืดอะนะ มนุษย์นี่มีด้านมืดกันทุกคนนั่นแหละอยู่ที่การควบคุมตัวเองมากกว่า

 

ผมเดินเข้าห้องเรียนด้วยความตื่นเต้น 

ผ่านไป20นาที

 อะไรวะ ฉิบ ไม่เข้าใจโว้ยยยยย ผมกำลังนั่งกุมขมับมองเลขบนกระดาษ ผมเจิมวิชาเลขเป็นอันดับแรกเลย ฉิบหายไม่รู้เรื่องสักนิด

 

อะไรวะ

ผมนั่งกระสับกระส่ายมองเพื่อนข้างๆ ตอนนี้ผมอยู่ในห้องเรียนเหมือนห้องประชุม มีอาจารย์อยู่กลางห้อง ส่วนนักศึกษาจะนั่งโต๊ะโค้งอ้อมเวทีเป็นชั้นๆเหมือนเวทีคอนเสิร์ตขนาดเล็กละมั้ง ผมก็เรียกไม่ถูก พอถึงเวลาปุ๊บ อาจารย์ก็บรรยาย มีพักให้ถามคำถามบ้าง ให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น ไม่มีการสุ่มถาม ไม่มีการเช็คชื่อ แต่จะมีชื่อที่ลงในระบบมหาลัย พอมิดเทอมก็สอบทีเดียว ผมชอบนะ ต้นเทอมยังชิวได้อยู่ แต่ผมไม่ชิวแล้ว! ผมตั้งใจตั้งแต่ต้นเลยดีกว่า ตัวเลขอะไรไม่รู้ ผมโคตรไม่เข้าใจเลย นี่คณิตศาสตร์พื้นฐานรึเปล่า! ผมก็เคยเรียนนะ คณิตศาตร์ป.6 อะ…ผมคงต้องไปศึกษามาให้หมดซะแล้ว ผมนั่งจดแทบทุกคำของอาจารย์วันนี้ผมจะไปนั่งทำความเข้าใจให้หมด!!

 

จึกๆ 

“เฮ้ นาย”

ผมไม่ได้สนใจอีกฝ่ายที่ใช้ปากกามาจิ้มแขนผม

 

“อย่ากวนได้ไหม” ผมคิ้วขมวด อาจารย์กำลังพูดสูตรคำนวลอยู่นะ! ถ้าฟังไม่ทัน ไปข้อต่อไปไม่เป็นแน่ๆ

 

“ไม่ได้กวนซะหน่อย ตั้งใจอะไรขนาดนั้นกัน อันนี้เคยเรียนตั้งแต่ปีหนึ่งแล้วนี่นา อาจารย์แค่ทบทวนให้เอง” ห้ะ ผมหยุดปากกา ว่าไงนะ ! ยากขนาดนี่ยังไม่ถึงเนื้อหาอีกเราะ! ผมยิ่งรีบจด ตายแน่ๆ ขนาดเนื้อหาปี1ยังยากขนาดนี้ ปี2ผมจะรอดมั้ยเนี้ย!

พรึ่บ

“เฮ้ ผมร้องเสียงหลงมองอีกฝ่ายที่แย่งสมุดโน๊ตผมไป ผมยื้อแย่งคืน อีกฝ่ายเลยชูมือสูงๆ ด้วยความสูงต่างกันไม่กี่เซนต์ผมเลยเอื้อมถึงแต่อีกฝ่ายยื้อไปไว้ข้างหลัง ผมเลยเอื้อมมือไปข้างหลัง อีกฝ่ายเลยใช้มืออีกข้างดันหลังผมเข้าหาตัว ผมเผลอแปปเดียวก็โดนกอดซะงั้น

 

“ปล่อย” ผมพูดเสียงเข้มเบาๆ กลัวรบกวนคนในห้อง ดีที่ผมนั่งข้างหลังใกล้ประตู คนเลยไม่เยอะเท่าไหร่นัก

“ตัวนุ่มจัง” อีกฝ่ายบีบเอวผมแรงๆ จนสะดุ้ง มือผมกระตุกฟาดเข้าที่หน้าให้ กำปั้นประกบปากเน้นๆ สุดท้ายผมทั้งสองเลยโดนไล่ออกมาหน้าห้อง เหอะๆนอกจากเสียเวลาเรียนแล้วยังมาเจอไอ้หมอนี่อีก 

 

“มันเจ็บนะเนี่ย” อีกฝ่ายบ่นเบาๆพลางเอามือลูบปาก มันหันหน้าไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาจริงจังและตำหนิอย่างเปิดเผย พร้อมสำรวจอีกฝ่ายที่สูงกว่าผมไม่กี่เซนต์ ผิวขาว ผมสีบลอนด์ ตาสีน้ำตาล ใส่ชุดไม่เรียบร้อย บุคลิกดูเป็นคนกวนอวัยวะบาทาซะเหลือเกิน ยิ่งผมมองอีกฝ่ายตรงๆ ตาระยิบระยับแพรวพราว สำรวจทั่วตัวผม แต่จะมองตาผมนานกว่าส่วนอื่นๆหน่อย 

“พรุนหมดแล้ว” ผมกอดอก ยืนพิงประตูหน้าห้องนิ่งๆ อีกฝ่ายยิ้มกว้าง แสดงความดีใจแบบเปิดเผย ดูทรงแล้วหมอนี่เก็บความรู้สึกไม่เก่ง รู้สึกอะไรแสดงออกทางสีหน้าหมด

“ก็ตาสวย” อีกฝ่ายพลางยื่นใบหน้ามามองตาผมใกล้ๆ ผมเลยยกนิ้วจิ้มแผลบนปากอีกฝ่ายแรงๆ

“…..”

“โอ้ย มันเจ็บนะ!!” อีกฝ่ายยกมือกุมปากตัวเองพลางมองผมเขม่น เหมือนลูกหมาเลยแหะ

“นายทำให้ฉันเสียเวลาเรียน”

“โหย อันนั้นมันบทเรียนอันเก่านี่ไม่มีใครฟังหรอก นายไม่สังเกตุหรอ ส่วนใหญ่ที่เค้าก็มาเจอเพื่อนกันทั้งนั้นแหละ”

“แต่ฉัน…”

“พอๆ ถ้านายไม่เข้าใจเดี๋ยวฉันสอนเอง”

“จริงนะ?”

“จริงสิ ตอนนี้เราไปห้องลับกันเถอะ!”

“ห้องลับ?”

“อ้อ ฉันชื่อเมลนะ นายละ”

“ฉันอูจิน”

“หือ? ชื่อคุ้นๆนะนายหนะ เอาเป็นว่าเราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ!!” ผมยังไม่ทันได้ตอบอะไร อีกฝ่ายก็ลากผมไปตึกที่เหมือนคฤหาส เดินลัดเลาะไปมา ถ้าผมมาเองคงมาไม่ถูก จนมาหยุดที่หน้าห้องนึง

 

พลั่ก

“มาแล้วจ้าา” อีกฝ่ายตะโกนเสียงดัง คนข้างในหยุดทำกิจกรรมแล้วหันมามองผู้มาใหม่ แล้วสายตาก็เพ่งมามองผม

“นี่เพื่อนใหม่ เป็นไงน่ารักช่ะม่ะ” เมลดันผมมาข้างหน้า ผมเลยยิ้มฝืดๆให้ มีคนอยู่ในห้องสองคน รวมผมกับเมลแล้วเป็น4คน 

“ฉันขอแนะนำ นี่จิน แต่ฉันจะเรียกว่าจินนี่”

“….”

“ส่วนนี่ชื่อ มาร์ค” ผมดำท่าทางนิ่งๆแต่ไม่ได้หน้ากลัวอะไร ตัวสูงใหญ่กว่าผม มาร์คพยักหน้านิ่งๆแล้วอ่านหนังสือต่อ

“คนนี่ชื่อ มิน” ผมสีน้ำตาลท่าทางหยิ่งๆตัวเกือบเท่ามาร์ค และแน่นอนทั้งคู่หน้าตาดีมาก มินพยักหน้าเบาๆ พลางแหล่ตามามองผมแบบไม่ไว้ใจ

“มาเดี๋ยวฉันติวให้เอง โทษฐานที่ทำให้นายไม่ได้เรียน” เมลลากผมไปนั่งโซฟาอีกตัวใกล้ๆมาร์ค

“เดี๋ยวเมล ปากไปโดนไรมา”

“ล้มหน่า” อีกฝ่ายจ้องเมลดุๆ พลางพยักหน้าก้มอ่านหนังสือต่อ ผมเห็นนะว่ามาร์คทำหน้าน่ากลัว ผมมองจนอีกฝ่ายหันมามองผมนิ่งๆ เหมือนสำรวจ

 

“ไม่ต้องติวอะไรหรอกเมล นายกำลังติวให้คนที่สอบได้ที่5อยู่นะ” มาร์คพูดเรียบๆ

“ห้ะ!!! จินนี่นายสอบได้ที่5!!!”

“ห้ะ อืม ฉันนึกว่านายรู้แล้วซะอีก”

“พวกฉันไม่ยุ่งกับเรื่องคนอื่นเท่าไหร่ อยู่เงียบๆมากกว่า” มินหันมามองผมตรงๆ จนผมสะอึก เมื่อสายตามินบอกกรายๆว่ารู้จักผมมากกว่าที่ผมรู้จักตัวเองซะอีก “ออกจะดัง” อีกฝ่ายละจากหน้าผมไปจิบชา

“ห้ะ ดังอะไร ฉันไม่เห็นจะรู้” เมลพลางขยับมาใกล้ผม

 

“ได้ยินว่าความจำเสื่อม?” มินถาม

“อืม..”

“นายดูเปลี่ยนไปนะ” ผมหันไปมองมิน ด้วยความสงสัย

“ห้ะ ความจำเสื่อม ?” เมลเอามือมาสำรวจทั่วตัวผม

“อืม ตอนนี้ยังจำอะไรไม่ได้เท่าไหร่หนะโดยเฉพาะเรื่องเรียน แฮะๆ” ผมเกาแก้มเขินๆ

เมลหัวเราะดังลั่น

“ไม่ต้องห่วง! นายมาถูกทางแล้ว อย่างน้อยฉันก็ได้ที่8เชียว ส่วนมาร์คได้ที่6 มินได้ที่7”

ผมยิ้มดีใจปิดไม่มิด และเริ่มเรียนจากเมล จนเมลยังตกใจที่ผมเรียนรู้เร็วมาก ผมให้เมลสอนตั้งแต่เลขป.6 และเพิ่มระดับมาเรื่อยๆจนมาถึงเนื้ิอหาปีหนึ่ง ซึ่งผมก็ทำได้ดี ที่ผมไม่เข้าใจเพราะผมไม่ได้เรียนแต่ต้น พอมาเรียนผมก็ทำความเข้าใจได้แปปเดียว หรือเพราะร่างกายที่ผมอยู่มีไอคิวสูงก็ไม่รู้ เวลาล่วงเลยมาถึงตอนกลางวัน เมลเลยชวนผมกับคนอื่นๆไปกินข้าวที่โรงอาหาร ที่โรงอาหารวิลัยเหมือนบุฟเฟ่ร์เดินไปตักอาหารเอง แถมยังเป็นห้องแอร์ เก้าอี้นั่งยังเป็นโซฟาหนัง หรูโคตรๆ ต่างคนต่างแยกไปตักอาหาร แล้วไปเจอกันที่โต๊ะโซน a จะมีโต๊ะนั่งอยู่4โซน aจะเป็น วีไอพี b c d ตามลำดับ ผมเลือกไปหยิบจานสเต็ก ที่พ่อครัวเพิ่งวางบนโต๊ะ ขณะที่ผมกำลังเดินผ่านโต๊ะ โซนb ก็มีคนเอาขามาวางขัดทางเดิน ผมที่ยังไม่ทันระวังลยสะดุดขาล้มลงกับพื้น

 

เพล้ง

 

บรรยากาศรอบๆตัวเริ่มเงียบ ผมรู้สึกถึงสายตาที่หันมามองผม ผมมองสเต็กอย่างนึกเสียดายที่ไม่ได้กินสักคำ แถมเชฟที่ทำยังเป็นเชฟที่มีดาวอีกตังหาก

ผมหันไปมองกลุ่มด้านข้างที่หัวเราะเยาะเย้ยผม ผมมองเนื้อตัวที่เปื้อนคราบซอสสีแดงบนสูท แล้วลุกขึ้นยืนถอดเสื้อสูทตัวนอกออก พลันมองอีกฝ่ายด้วยความโมโห ผมไม่อยากเป็นที่สนใจนักเลยเมินอีกฝ่าย จะไปเข้าห้องชำระล้างคราบซอส ผมมองอีกฝ่าย5คนนิ่ง จดจำหน้าทุกคนในมันสมองส่วนที่ไร้ประโยชน์ที่สุด เดี๋ยวกลับมาเอาคืนแน่ ผมหันหลังเดินไปไม่ถึง10 ก้าว ก็โดนน้ำสีแดงราดเข้าที่หัวและหลังหลายแก้ว ผมหลับตานิ่ง ยกมือที่สั่นลูบน้ำที่หน้าออก นอกจากมือที่สั่นเท้าผมก็ยังสั่นอีกด้วย ไม่พูดพร่ำให้อีกฝ่ายหัวเราะ ผมก็ส่งบาทาด้วยความรักต่อใบหน้าอีกฝ่ายที่อยากจะแนบเน้นซะเหลือเกิน เมื่อเห็นเพื่อนตนโดนบาทาผม อีกฝ่ายก็รุมผมทันที

 

 

“มึง…อ้ากกก” ผมไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดส่งขาฟาดหน้าแม่ง เปลืองน้ำลาย 

 

ตุบตับ ตุบตับ 

 

จากสองคน ก็เป็น 5คน มารุมผม ผมทั้งเตะทั้งต่อยอีกฝ่ายจนเหลือ2 คน อีกฝ่ายเริ่มใช้อาวุธหยิบจานมาขว้างใส่ผม ผมหลบทัน ใช้ขาเตะก้านคออีกฝ่ายล้มลงโต๊ะ อาหารในโต๊ะกระจัดกระจาย คนในโรงอาหารมาล้อมรอบดูเหตุการณ์แต่ผมไม่สนใจ

 

ด้วยความต่างกันมากทางส่วนสูง ทำให้แรงผมไม่เพียงพอจะล้มอีกฝ่าย พวกที่ล้มลงไปแล้วต่างขยับตัวมาจับผม แรงผมเริ่มไม่มีแล้ว ผมไม่สามารถสลัดพวกนี้ได้

 

“เเสบนักนะมึง” อีกฝ่ายเตะลูกรักผมดังพลั่ก ผมก้มงอตัวด้วยความเจ็บ จุกจนน้ำตาผมไหลเป็นสาย ใครเคยโดนจะรู้ว่ามันเจ็บมาก ผมงอตัวเอามือกุมลูกรักของผม ผมไม่สามารถขยับตัวได้เลย เล่นใช้เท้าเตะจังๆ ผมกัดฟันด้วยความโกรธ อย่าให้หายจุกนะ แม่ง

 

“กูจะทำให้มึงอับอายไอ้สัด” อีกฝ่ายพูดเสียงเหี้ยม ผมยอมอยู่นิ่งๆไม่ขยับ ให้มันพล่ามไปจะได้มีเวลาหายจุก ไอ้หน้าปลาดุก ผมขอเรียกมันแบบนี้ หน้ามันไม่แย่พอดูได้ แต่แม่งนิสัยอย่างเหี้ย ไอ้ส้นทีน!

 

อีกฝ่ายพลั่กผมลงบนโต๊ะ พลางยิ่มเหี้ยมกระชากเสื้อเชิ๊ตผมจนกระดุมหลุดไปหมด ผิวขาวๆของผมเผยสู่สายตาผู้คนกลางสาธารณะ แต่ละคนรีบหยิบมือถือถ่าย ไม่มีใครคิดจะห้าม ผมนอนนิ่งๆ เอาเถอะดีนะผมเป็นผู้ชาย ถ้าเป็นผู้หญิงโดนโชว์ของสงวนนี่น่าคิดหนัก เมื่ออีกฝ่ายมองหน้าผมที่ไม่รู้สึกรู้สา หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ แถมหูยังแดงๆอีก สงสัยโกรธมากละมั้ง

 

ผมที่โดนล็อกขา กับแขนอยู่ เลยยิ้มมุมปากยียวน อีกฝ่ายโน้มตัวแทรกหว่างขาผมอย่างรวดเร็ว 

“ฉิบ” ผมสบถ ตำแหน่งมันแปลกๆนะโว้ย! ผมขบฟันแน่นด้วยความโกรธ ผมเริ่มหายจุกแล้ว ผมหาจังหวะสลัดลูกน้องไอ้ปลาดุกก็ไม่กระดิก ชิบหาย ติดกาวรึไงวะ อีกฝ่ายยิ้มเหี้ยม ปลดเข็มขัดกางเกงผม

 

“เห้ยๆ จะทำไรวะ!!” ผมร้องเสียงหลง

“หึหึ ดูสิว่าของมึงจะใหญ่สักแค่ไหน” อีกฝ่ายว่าพลางดึงกางเกงผมออก ผมขึงตัวเองแน่นกางเกงยังอยู่แต่ขอบชั้นในออกเอง! แบรนด์ยี่ห้อsupremeสีแดง 

 

 

 

 

ผมได้จังหวะสลัดขาพ้นเลยถีบยอดหน้าอีกฝ่าย หันไปชกหน้าอีกคนที่จับผม ผมสลัดพ้นแล้ววิ่งออกจากวงล้อม เห็นเป็นเรื่องตลกรึไงวะ! ยืนดูเฉยๆ แม่งผมหงุดหงิดวิ่งฝ่าวงล้อม พร้อมรูดซิบกางเกง ไอ้หน้าปลาดุกไม่ยอมแพ้ วิ่งตามผมมาติดๆพลันกระชากแขนผมเข้าหาตัว ผมไม่ยอมแพ้ทุบตีอีกฝ่าย จนผ่อนแรง ผมใช้โอกาสนี้วิ่ง ไอ้ลูกน้องหน้าปลาดุกก็วิ่งตามมาติดๆ ผมกำลังวิ่งออกจากโรงอาหารพลันหันหลังกลับไปมองไอ้หน้าปลาดุกหันกลับมาอีกทีก็ชนกำแพง 

 

พลั่ก

ผมลูบกำแพงแข็งๆที่เหมือนเนื้อคน…ฉิบ! ผมค่อยๆเลื่อนหน้าขึ้นไปมองคนตัวสูง ที่กำลังหลุบตามองผมที่เตี้ยกว่าเท่าอก นัยย์ตาคนตรงหน้าเกิดประกายความพิโรจขนาดย่อม ขนทั่วตัวผมพร้อมใจลุกโดยไม่ได้นัดหมายยิ่งสายตาเย็นๆนั่นมองข้างหลังผม พร้อมกระดิกมือเรียกไอ้หน้าปลาดุกกับลูกน้อง

 

ไอ้หน้าปลาดุกทำหน้าเลิ่กลักพอเห็นคนตรงหน้าเลยจำยอมเรียงแถวมาหา ผู้ชายที่ผมเคยเจออยู่บ้าน ที่มากับอูจุน ตอนนี้ผมค้างอยู่ที่เดิมไม่กล้าขยับ พอจะขยับตาสีทองอำพันก็ตวัดมามองผม ผมเอียงหน้าไปมองข้างหลังคนตัวสูงก็เห็นมินยอก กับมาร์คัสยืนล้วงกระเป๋าเกงยีนต์เท่ๆ

 

ผมหันหลังไปดูที่ไอ้หน้าดุกเดินเข้ามา คนตัวสูงดันผมไว้ข้างๆ พลางยกมือตบไอ้หน้าปลาดุกหน้าหัน กระเด็นไปอีกทาง….

 

เพี้ยะ 

ผมมองหน้าไอ้ปลาดุกมีรอยมือครบห้านิ้ว ผมกลืนน้ำลายดังเอื้อก นี่แค่ตบ ถ้าใช้กำปั้นจะขนาดไหน ลูกน้องไอ้ปลาดุกเลิ่กลั่กขยับถอยหลัง สุดท้ายก็แพ้นัยย์ตาสีทองอำพันกดสั่งให้เดินเข้าทีละคน

 

เพี้ยะ เพี้ยะ

ลูกน้องปลาดุกเดินเข้ามาหาไอ้หมาป่าตบทีละข้างจนกระเด็น บางคนหนักถึงขนาดสลบเลยทีเดียว 

 

“ไสหัวไป” เสียงแหบเซ็กซี่ของอีกฝ่ายไล่ไอ้หน้าปลาดุกไป ผมเลยขยับตัวทีละนิดเตรียมวิ่ง

 

“ไม่ใช่นาย” อีกฝ่ายคว้าคอเสื้อของผม แต่คิดว่าผมจะยอม? ผมใช้มือบิดมืออีกฝ่ายด้วยความรวดเร็วจนหลุดพ้น ผมเตรียมจะวิ่ง ยังไม่ทันได้วิ่งแค่หันหลังเตรียม ผมก็โดนถีบข้อพับขาจนล้ม ดีที่ผมเอามือยันพื้นไว้ไม่ให้หน้าสัมผัสดิน ท่าผมเลยเหมือนคลานขาเหมือนหมา

“sh***” ผมสบถ พลางดันตัวลุกขึ้น ถ้าไม่ใช่เท้าอีกฝ่ายเหยียบกลางหลังผมอย่างแรงจนตัวผมนอนแนบพื้น ไอ้เ-ี้ย ผมสบถ พยายามดันตัวขึ้นก็ไม่เป็นผล แรงควายชัดๆ!!! เสียงฮือฮาดังรอบๆตัวผม

 

“ฮิตเลอร์นี่นา”

“ฮิตเลอร์”

“โคตรหล่อเลย กริ๊ดดด” ผมไม่ได้ตั้งใจฟัง ได้ยินแต่ฮิตเลอร์ๆอะไรนี่แหละ อย่าบอกนะว่าหมอนี่ชื่อฮิตเลอร์ เหอะๆชื่อดูเลวสมเจ้าตัวจริงๆ 

“ขัดคำสั่ง”

 “อะไรวะ เป็นพ่อแม่รึไงวะมาสั่ง” ผมละอยากจะตบปากตัวเอง ยิ่งสถานการ์ณไม่เอื้ออำนวยอยู่ด้วย

เอาเถอะตอนนี้ผมไม่มีแรงจะสู้แล้ว มาถึงนี่ได้ก็เกินกำลังแล้ว ผมบอกปลงๆ  พลังรู้สึกบริเวณรอบข้างเงียบไม่เป็นปกติ ผมหันมองดูบรรยากาศรอบๆ รีบลุกขึ้นนั่งเกาหัวงงๆ มองด้านข้างก็เห็นฮิตเลอร์กอดอกยกยิ้มเย็นมาให้จนผมเสียวสันหลังวาบ พลันอีกฝ่ายก็หันหลังเดินกลับไปอีกทาง…….โดยทิ้งรอยยิ้มมุมปากให้ผมทิ้งท้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

หลงฮิตเลอร์หนักมากกกก กริ๊ดดดดดดดโซหลัวว

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}