อาราญา

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่คอยติดตามงานเขียนของ อาราญา มาโดยตลอดนะคะหากมีข้อผิดพลาดอยากจะติหรือท้วงติงขอให้นักอ่านโปรดวิจารย์ได้เลยนะคะ จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขในเรื่องต่อๆไปค่ะ ขอบคุณค่ะ ><"

ตอนที่ 12 หวงก้าง 100%

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 หวงก้าง 100%

คำค้น : อาราญา ตราบาป ต้นกล้า อัญ

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ย. 2558 12:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 หวงก้าง 100%
แบบอักษร

ตอนที่ 12 หวงก้าง

                “เธอต้องไป!...ในฐานะผู้หญิงของฉัน!

                ประโยคนี้ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของอัญญาดานับตั้งแต่ได้ฟังมันจากปากของกฤตยชญ์แม้เขาจะพูดมันออกมาอย่างไม่ได้ใส่ใจก็ตามที แต่มันกลับติดตรึงอยู่ในใจของเธอตลอดเวลา หญิงสาวสะบัดหัวไล่ความคิดว้าวุ่นแรงๆหวังให้ความฟุ้งซ่านกระเด็นหายไป  แต่...

                “ตายแล้ว!! คุณน้องขาเดี๋ยวผมเพ้าก็พังกันพอดี ทรงนี้ทำยากนะคะ...”

                “เอ่อ...ขอโทษค่ะ” หญิงสาวกล่าวเสียงอ่อนอย่างรู้สึกผิด พึ่งตระหนักได้ว่าตัวเองนั้นไม่ได้อยู่คนเดียวเพียงลำพัง เมื่อมีคุณพี่ผู้ชายหัวใจหญิงช่างแต่งหน้าที่กฤตยชญ์จ้างมาถึงสองคนที่กำลังง่วนอยู่กับบริเวณใบหน้าและบนหัวของเธออยู่ด้วย

                “เรียบร้อยแล้วค่ะ” ช่างทำผมร่างท้วมพูดขึ้นอย่างตื่นเต้นก่อนจะจับตัวอัญญาดาให้ลุกขึ้นยืน

                “ไหนดูสิ...” ช่างแต่งหน้าร่างบางพูดขึ้นบ้างพร้อมทั้งจับให้เธอหมุนตัวไปรอบๆ ก่อนที่ทั้งสองคนจะพูดออกมาอย่างพร้อมเพียงกัน...

                “สวย!!!

                “เอ่อ...ขอบคุณค่ะ” อัญญาดาน้อมรับคำชมอย่างเขินอาย หญิงสาวยืนมองตัวเองในกระจกบานใหญ่เธอเห็นหญิงสาวที่สวยงามราวกับเจ้าหญิง อาจเพราะชุดที่ใส่กับทรงผมที่รัดเกล้าขึ้นให้ดูทะมัดทะแมงแต่ก็อ่อนหวานในคราเดียวกันเข้ากับชุดราตรียาวเรียบหรูสีโอรสเว้าหลังเผยให้เห็นแผ่นหลังสวยเรียบเนียนน่ามอง รวมๆแทบแตกต่างจากเธอในทุกวันราวกับคนละคน

                “นี่ยังไม่เสร็จอีกเหรอ ฉันรอนานแล้วนะ...” เสียงเข้มพูดรัวๆก่อนจะหยุดชะงักค้าง ก่อนที่ร่างสูงจะปรากฏขึ้นที่ประตู กฤตยชญ์นิ่งมองภาพหญิงสาวที่สะท้อนอยู่ในกระจกราวกับต้องมนต์แม้แต่ด้านหลังของเธอก็ยังน่าหลงใหลไม่แพ้กัน

                อัญญาดาไม่ได้พูดอะไร หญิงสาวหันกลับมาพึ่งรับรู้ว่าสองช่างแต่งหน้ากลับออกไปแล้วตอนไหนไม่รู้ เหลือทิ้งไว้เพียงเธอกับชายหนุ่มที่อยู่ในชุดสูดกึ่งทักซิโด้สีขาวตัดดำ ผมของเขาถูกเซตขึ้นเผยใบหน้าหล่อเหลาคมคายให้ดูมีเสน่ห์มากยิ่งไปกว่าเดิม

                “ไปกันได้แล้ว อย่าให้ฉันต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้!เสียงเข้มพูดขึ้นห้วนๆพร้อมกับเจ้าตัวที่ตีหน้าขรึมเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้อัญญาดายืนมองอย่างงงๆ

                “อะไรของเขา! ผีเข้าผีออกอยู่นั่น” หญิงสาวบ่นพึมพำแล้วเดินตามออกมา อย่างรีบร้อนเมื่อกฤตยญ์ใช้ประโยชน์จากเท้ายาวๆของเขาเดินนำลิ่วไปโดยไม่คิดจะรอเธอเลยสักนิด

                ณ ห้องบอลรูมสุดหรูของโรงแรมกฤตยชญ์พึ่งกระหนักได้ว่าเขาคิดผิดที่พาอัญญาดามางานเลี้ยงในคืนนี้ด้วย ถึงแม้จะมีแต่ผู้บริหารอย่างที่หญิงสาวบอกแต่บางบริษัทก็พาทีมงานด้วยเช่นกัน บรรยากาศงานเป็นไปอย่างราบเรียบแต่จะไม่มีอะไรน่าหงุดหงิดใจเลยถ้าทุกความสนใจจากทุกคนไม่ได้มุ่งตรงมาที่หญิงสาวข้างกายของเขา

                “ยิ้มซะหวานหยดย้อย คิดจะอ่อยใครรึไง”

                “อ่อยได้ก็ดีสิค่ะ ในนี้มีแต่คนระดับผู้บริหารทั้งนั้น”หญิงสาวประชดกลับเล่นเอาร่างสูงชักสีหน้าใส่ด้วยความไม่พอใจ

                “อย่ามาร่านแถวนี้ ที่นี่มีแต่คนชั้นสูงมีระดับ” ร่างบางถูกกระชากเข้ามาใกล้แต่ก็ไม่วายยังเชิดหน้าเถียง

                “แล้วยังไงคะ? ถ้าพวกเขาพอใจในตัวฉันเหมือนกันมันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้”

                “เดือนละห้าแสนมันไม่พอกับคนอย่างเธอใช่ไหม...”

                “ฉันไม่ได้เห็นแก่เงินนะ!

                “แล้วที่ทำอยู่มันหมายความว่ายังไง! ไม่ต้องมาพูดให้ตัวเองดูดีหรอก”

                “ปล่อยฉัน!!” อัญญาดาขึ้นเสียงเมื่อได้ฟังคำพูดูถูกที่ทำให้เธอไม่พอใจ พยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมแต่กฤตยชญ์กลับจับเอาไว้แน่นเสียเหลือเกิน

                “ไม่ปล่อย...”

                “ไม่เห็นเหรอว่าคนมอง”

                คำพูดของหญิงสาวทำให้ชายหนุ่มชะงัก มองไปรอบๆก่อนจะค่อยๆปล่อยมือออกจากข้อมือเล็กที่บีบเอาไว้แน่นเมื่อสักครู่ด้วยอารมณ์ครุกกรุ่นที่เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อารมณ์เสียโดยไม่มีเหตุผล...

                “ขอโทษนะคะ”

                เสียงหวานที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้ทั้งกฤตยชญ์และอัญญาดาหันไปมอง ก่อนจะพบกับสาวสวยเย้ายวนใจในชุดราตรีสีแดงจัดเฉิดฉาย ทั้งยังทาปากแดงอย่างมั่นใจในความสวยของตัวเอง

                “กล้า...ใช่กล้าจริงๆด้วย” ไม่พูดเปล่าสาวผู้มาใหม่โผล่เข้ากอดกฤตยชญ์เอาไว้แน่นจนชายหนุ่มเซไปข้างหลังอย่างคนไม่ทันได้ตั้งตัว ก่อนจะดันตัวร่างเย้ายวนที่กอดตัวเองออก

                “พิมพ์...”

                พิมพ์เหรอ? ทั้งสองคนรู้จักกันมาก่อนอย่างนั้นหรือ? อัญญาดาตอบคำถามให้กับข้อสงสัยของตัวเองในใจ รู้สึกแปลบในใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นถึงความสนิทสนมของคนทั้งคู่

                “พิมพ์คิดถึงกล้ามากนะคะรู้ไหม?” เสียงหวานออดอ้อนส่งสายตาเว้าวอนอย่างมีความหมาย

                “เอ่อคือ...” กฤตยชญ์มีสีหน้าลำบากใจ เมื่อสายตาหลายคู่มองมายังพวกเขา ก่อนจะเหลือบไปมองอัญญาดาที่มองมายังเขาก่อนอยู่แล้ว ตอนนั้นเองปากหยักก็เอื้อนเอ่ยในสิ่งที่ตรงข้ามกับใจ

                “ผมก็คิดถึงคุณเหมือนกันนะพิมพ์ คิดถึงมาก...”

                “จริงเหรอคะ?”

                “”จริงสิครับ”

                พิมพ์ หรือพิมพ์มายา โผล่กอดร่างสูงอีกครั้งพลางฉีกยิ้มให้กับตัวเอง โชคดีของเธอเหลือเกินที่ได้พบกับเขาอีกครั้งและคราวนี้เธอจะไม่มีวันปล่อยให้เขาหลุดมือไปอีกแน่นอน...สมบัติมหาศาลวางอยู่ตรงหน้าเธอแล้วนะ พิมพ์มายา...

                อัญญาดามองภาพชายหญิงที่ยืนกอดกันด้วยความรู้สึกโหว่งๆในใจอย่างบอกไม่ถูก รู้เพียงแต่ว่าเธอต้องออกไปจากตรงนี้ ไปที่ไหนก็ได้ให้ภาพเหล่านนั้นพ้นออกไปจากสายตา...

 

                ยามค่ำคืนในเมืองเชียงใหม่เต็มไปด้วยแสงสีแม้จะน้อยกว่าเมืองกรุงแต่สวยงามกว่าเมื่อเงยหน้ามองฟ้าและเห็นดวงดาวประดับพร่างพราวสวยงาม บนถนนหนทางมีรถวิ่งผ่านไปมาไม่มากนักและผู้คนที่สัญจรไปมาเริ่มบางตา คงไม่แปลกอะไรกลางคืนเช่นนี้จะมีใครมาเดินเตร็ดเตร่อยู่อีก...

                อัญญาดาถอนหายใจออกมาอย่างคนคับข้องใจ หญิงสาวเดินเอื่อยๆไปเรื่อยๆตามสวนหย่อมข้างโรงแรมที่มีโคมไฟประดับเป็นแนวตลอดทางทำให้ไม่มืดจนเกินไป เธอครุ่นคิดกับตัวเองอยู่หลายครั้งกับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเธอ ทั้งความสัมพันธ์ซ่อนเงื่อนกับกฤตยชญ์และอัฐพล อีกทั้งภาระพันผูกเรื่องหนี้สินที่รับปากว่าจะช่วยเหลือแม่และน้องๆ ความว้าวุ่นใจทำให้ต้องระบายด้วยการย้ำเท้าไปกับพื้นหญ้าโดยไม่สนใจว่ารองเท้าคู่สวยราคาแพงนี้จะพังหรือไม่

                “รองเท้าทำผิดอะไรกันถึงได้ใจร้ายกับมันอย่างนั้น?”

                เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลังทำให้หญิงสาวหันไปมอง แต่กลับไม่พบสิ่งใด ร่างบางเริ่มหวั่นแต่ยังทำใจกล้าถามหาที่มาของเสียง

                “นั่นใครน่ะ? ออกมานะ”

                “ดุเหมือนเดิมเลยแหะ...”

                เสียงบ่นจากเสียงปริศนาทำให้อัญญาดานึกเอะใจ เขาเป็นใคร? รู้จักเธอด้วยเหรอ? เพียงไม่นานความสงสัยของหญิงสาวก็หายไปเมื่อปรากฏร่างสูงสง่าในชุดสูทสีดำเดินออกมาจากเงามืด แสงที่ตกกระทบเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาคมคายของผู้มาใหม่ได้เป็นอย่างดี

                “นนท์เหรอ?”

                “นึกว่าจะจำกันไม่ได้ซะอีก” ชายหนุ่มยิ้มรับก่อนจะเดินเข้ามาใกล้

                “ก็นึกว่าใคร...ว่าแต่นนท์มาทำอะไรที่นี่?” หญิงสาวเอ่ยถามเมื่อได้พบกับเพื่อนชายที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เจอะเจอกันอีก ทั้งยังอยู่ในสถานการณ์ที่เธอกำลังเซ็งสุดขีด

                “ก็ที่นี่บ้านนนท์นิ”

                นนท์ หรือ นนท์นที พูดขึ้นพร้อมทั้งพยักพเยิดไปที่โรงแรมหรูที่อัญญาดาพึ่งเดินออกมา หญิงสาวทำหน้างงก่อนจะพึงระลึกได้ว่าเพื่อนของเธอคนนี้มีดีดรีเป็นถึงทายาทเจ้าของโรงแรมใหญ่ทางเหนืองั้นก็คงจะจริงอย่างที่เขาเล่าลือสินะ

                ทั้งนนท์นทีและอัญญาดาเรียนอยู่คนละคณะแต่ทั้งคู่รู้จักกันจากการประกวดดาวเดือนของมหาวิทยาลัยและได้รับตำแหน่งมาครอบครอง การทำงานในตัวแทนของมหาวิทยาลัยในฐานะดาวเดือนทำให้ทั้งสองคนสนิทสนมและรู้ใจซึ่งกันและกัน เพียงแต่ความเป็นเพื่อนเริ่มแปรเปลี่ยนไปเมื่อนนท์นทีมองหญิงสาวในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ชายหนุ่มแอบหลงรักอัญญาดาตลอดระยะเวลาที่รู้จักกันจนกระทั้งเรียนจบ เพราะความที่เป็นคนตรงไปตรงมาของหญิงสาวทำให้นนท์นทีไม่กล้าแม้จะปริปากบอกความในใจออกไปเพราะกลัวคำปฏิเสธที่อาจได้รับจากเธอ

                ในวันนี้ชายหนุ่มมีโอกาสได้ลงมาดูแลงานในโรงแรมในฐานะรองประธานบริหาร ดูแลแขกต่างชาตินับสิบประเทศรวมทั้งประเทศไทยที่จะมาร่วมกันจัดงานความเป็นประเทศผ่านเนื้อผ้า ในตอนที่เขากำลังเซ็งหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินเข้ามาในงานด้วยชุดราตรีสีโอรสก็ดึงดูดสายตาของเขาจนไม่อาจละจากไปได้ หัวใจแกร่งกลับมาเต้นแรงอีกครั้งทั้งที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้กับใครมานานแล้ว เมื่อสบโอกาสที่เธออยู่ตามลำพังเขาจึงตามออกมา...

                “ว่าแต่อัญเถอะ ทำไมมาเดินเล่นคนเดียวแบบนี้มันอันตรายนะ”

                “ก็อัญเบื่อ อัญไม่ชอบงานแบบนี้” หญิงสาวตอบพลางหันหลังจะไปนั่งที่ม้านั่งใกล้แต่รองเท้าคู่สวยกับพิษ ทำให้หญิงสาวเสียการทรงตัวและข้อเท้าพลิกหงายหลัง

                “ว้ายย!

                ยังไม่ทันที่ร่างบางจะร่วงถึงพื้น หญิงสาวรับรู้ได้ถึงเรียวแขนแกร่งที่โอบรัดรับตัวเธอเอาไว้ ใบหน้าหวานซบลงกับอกกำยำอย่างไม่ได้ตั้งใจ

                “เป็นอะไรไหม?” เสียงทุ่มถามขึ้นด้วยความห่วงใยทั้งสีหน้าท่าทางก็ดูกังวลอย่างเห็นได้ชัด

                “ไม่เป็นไร...” หญิงสาวดันตัวออกจากอ้อมกอดของเขาก่อนจะถูกดึงเขาไปประครองเอาไว้อีกเมื่อชายหนุ่มเห็นว่าเธอทำท่าจะล้ม

                “อย่าดื้อเลยน่า เจ็บก็บอกว่าเจ็บสิ”

                “ก็ไม่เป็นไรจริงๆ...” อัญญาดาตอบเสียงอ่อยเมื่อถูกประครองไปนั่งที่ม้านั่ง ก่อนจะตกใจร้องโผล่งออกมาเมื่ออยู่ๆนนท์นทีก็นั่งคุกเขาลงกับพื้น

                “นั่นนนท์จะทำอะไ?”

                “ก็นวดข้อเท้าให้คนดื้อน่ะสิ ดูสิบวมหมดเลย” ชายหนุ่มตอบพลางถอดรองเท้าให้ก่อนจะลงมือบีบนวดเบาๆ แม้ว่าหญิงสาวจะพยายามดึงออกแต่ก็ถูกเขาดึงกลับไปใหม่แถมยังจับล็อกไว้เสียแน่น

                “ที่แท้ก็มาร่านอยู่นี่!เสียงเข้มที่ดังขึ้นทำให้อัญญาดาหันไปมองทันที จำได้แม่นว่าเสียงนี้เป็นเสียงของใคร

                “คุณต้นกล้า...”

                “งามหน้าซะเหลือเกินนะ มากับฉันแต่กลับมาอี๋อ๋อกับผู้ชายคนอื่น...หน้าไม่อายจริงๆ”

                “พูดอะไรให้เกียรติผู้หญิงหน่อยสิครับ” นนท์นทีพูดขึ้นพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ผู้ชายคนนี้เป็นใคร ปากคอเลาะร้ายนัก ไม่ให้เกียรติผู้หญิงเอาเสียเลย

                “ไม่จำเป็นสำหรับผู้หญิงคนนี้มั้งครับ” กฤตยชญ์บอกเสียงเรียบพลางปลายตามองอัญญาดาที่เขาอยู่เช่นกันก่อนที่หญิงสาวจะเอื้อมมือไปจับแขนผู้ชายคนนั้นเอาไว้

                “อย่าไปต่อปากต่อคำกับเขาเลยนนท์...เราไปกันเถอะ”

                นนท์นทีพยักหน้ารับไม่ติดใจเอาความอะไร ชายหนุ่มหันมาประครองหญิงสาวให้ลุกขึ้นเพื่อพาเธอออกไปจากตรงนี้ตามคำขอ

                “จะไปไหน!

                ร่างบางเซถลาก่อนจะล้มลงไปกับพื้นเมื่อข้อเข้าที่บวมปวดทำให้ไม่อาจยืนได้อย่างมั่นคง อีกทั้งแรงกระชากจาก กฤตยญ์ก็แรงไม่น้อยและชายหนุ่มไม่ได้รับตัวเธอเอาเขาจงใจทำให้เธอล้มลงต่อหน้าต่อตา

                “อัญ!!” นนท์นทีตกใจจะเข้าไปช่วยแต่กลับถูกกฤตยชญ์ขวางเอาไว้

                “อย่ามายุ่ง!!

                “นี่คุณเป็นใคร? ทำไมต้องทำรุนแรงแบบนี้ด้วย”

                “ไม่ใช่เรื่องของคุณ!

                นนท์นทีส่ายหน้ากับคำตอบของกฤตยชญ์ เขาไม่สนใจว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นใครแต่มาทำแบบนี้กับอัญญาดาเขารับไม่ได้!...ชายหนุ่มเดินเลี่ยงเข้าไปหาหญิงสาวเพื่อจะช่วยประครองเธอขึ้นมาเมื่อเห็นสีหน้าของเธอไม่ค่อยดี แต่...

                “ลุกขึ้นมา!...อย่ามาทำสำออยฉันไม่ชอบ!” กฤตยชญ์ผลักนนท์นทีให้พ้นทาง ก่อนจะตรงเข้าไปกระชากร่างบางที่นั่งหน้าเสียอยู่กับพื้นขึ้นมาแล้วออกแรงลากเธอให้เดินตาม

                “โอ๊ยย!” อัญญาดาหน้าเหยเกเมื่อข้อเท้าไม่เอื้ออำนวย กลับสร้างความเจ็บปวดให้เธอเพิ่มขึ้นไปอีก

                “เป็นอะไร?” กฤตยชญ์หันมากระชากเสียงถามอย่างรำคาญ ไม่ได้นึกเอะใจอะไรทั้งสิ้นจนนนท์นทีที่ยืนดูอยู่ต้องเอ่ยปากบอกแทน

                “ข้อเท้าของเธอเจ็บอยู่...ถ้าไม่คิดจะช่วยเธอก็ปล่อยเธอให้ผมซะ” ไม่พูดเปล่านนท์นทีเดินเข้าไปใกล้เพื่อขอประครองอัญญาดาด้วยตัวเองเมื่อเห็นว่าผู้ชายคนนี้ดีแต่จะทำรุนแรงกับเธอ

                กฤตยชญ์ดึงหญิงสาวมาไว้ด้านหลัง พลางเอ็ดเธอที่ไม่บอกอะไรเขาเลยปล่อยให้เขากลายเป็นไอ้งั้งไม่รู้เรื่องอะไรต่อหน้าคนอื่นแบบนี้

                “ทำไมไม่บอกฉัน?!

                “ก็คุณไม่ถาม” หญิงสาวบอกอย่างขอไปที เธอเบื่อที่จะต้องต่อปากต่อคำกับเขาเต็มทน

                “ว่ายังไงครับ ให้ผมดูแลเธอเองจะดีกว่า” นนท์นทียังถามย้ำ ยืนกรานที่จะดูแลอัญญาดาให้ได้ด้วยความเป็นห่วงแต่คำตอบจากกฤตยชญ์ทำให้เขาต้องอึ้ง...

                “ไม่จำเป็น! ผมดูแลเมียตัวเองได้...”

                กฤตยชญ์บอกเสียงเข้มพร้อมทั้งช้อนร่างบางขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนก่อนจะแสยะยิ้มร้ายกาจให้นนท์นทีที่ยืนหน้าเสียอยู่อย่างคนถือไพ่เหนือกว่าแล้วเดินจากไปทันทีโดยไปฟังเสียงบ่นอู้อี้ของคนในอ้อมกอดที่ดีดดิ้นราวกับแมวโดนน้ำร้อนลวก

               

               

 

 

                

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น