อาราญา

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่คอยติดตามงานเขียนของ อาราญา มาโดยตลอดนะคะหากมีข้อผิดพลาดอยากจะติหรือท้วงติงขอให้นักอ่านโปรดวิจารย์ได้เลยนะคะ จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขในเรื่องต่อๆไปค่ะ ขอบคุณค่ะ ><"

ตอนที่ 11 ผู้หญิงของฉัน 100%

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 ผู้หญิงของฉัน 100%

คำค้น : อาราญา ตราบาป ต้นกล้า อัญ

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ย. 2558 12:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 ผู้หญิงของฉัน 100%
แบบอักษร

ตอนที่ 11 ผู้หญิงของฉัน

                “เป็นอะไรรึเปล่าอัญ ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้น” อริสราถามขึ้นเมื่อเดินถือถ้วยกาแฟมาให้เพื่อนสาวที่โต๊ะทำงาน อัญญาดาหันไปมองทั้งยิ้มรับน้อยๆ

                “เปล่าหรอกริษา อัญไม่ได้เป็นอะไร...” หญิงสาวตอบกลับพลางรับถ้วยกาแฟที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน ช่วงนี้เธอไม่ค่อยเจริญอาหารกินอะไรไม่ค่อยลงแต่แค่รับไว้เพื่อรักษาน้ำใจของเพื่อน

                “ไม่จริงหรอก ดูสิคิ้วจะผูกกันเป็นโบว์อยู่แล้ว”

                “ริษาก็...อัญแค่กังวลเรื่องงานนิดหน่อยเท่านั้นเอง” อัญญาดาบอกก่อนจะเอียงตัวหลบนิ้วเรียวของอริสราที่จิ้มลงมาระหว่างคิ้วของเธออย่างหยอกล้อ

                “งานใหม่ที่คุณต้นกล้าให้ทำน่ะเหรอ?”

                อัญญาดาไม่ตอบเพียงแต่พยักหน้ารับน้อยๆ อัญที่จริงเรื่องงานเป็นแค่ส่วนหนึ่งแต่ในเวลานี้ในหัวของเธอมีเรื่องต่างๆให้คิดมากมายไปหมด

                “อัญเก่งออกจะตายไป ริษาว่าอัญทำได้สบายอยู่แล้ว...” อริสราบีบไหล่บางของเพื่อนรักอย่างให้กำลังใจ ก่อนจะแอบเตือนเพื่อนอีกเล็กน้อยเรื่องสุขภาพ

                “แล้วก็...อย่าโหมทำงานจนไม่สบายอีกนะรู้รึเปล่า เมื่อวานก็ทีหนึ่งแล้วขืนเป็นอะไรขึ้นมาอีกริษาพาไปให้คุณหมอฉีดยาแน่ๆ”

                “จ้า!!...นี่เพื่อนหรือแม่ค่ะเนี่ย” อัญญาดาฉีกยิ้มสวยพร้อมทั้งหัวเราะเบาๆให้กับคำขู่ของเพื่อนสาว อริสรามักจะห่วงคนอื่นก่อนตัวเองแบบนี้เสมอ...

                สองสาวพูดคุยเล่นกันอีกนิดหน่อยก่อนที่ธันวาเลขาส่วนตัวของกฤตยชญ์จะมาตามอัญญาดาตามคำสั่งของเจ้านายที่เรียกหาให้หญิงสาวเข้าพบ

                “สงสัยจะเป็นเรื่องงานที่อัญกังวลอยู่ตอนนี้แน่เลย”

                “อาจจะใช่...มั้งนะ” อัญญาดาตอบข้อสงสัยของอริสราด้วยความไม่แน่ใจ คนอย่างกฤตยชญ์เหรอจะคุยเรื่องงานกับเธอ ไม่ใช่ว่าเรียกเธอเข้าไปจิกกัดอีกหรอกนะ

                “อัญรีบเข้าไปเถอะ...ริษาก็จะกลับไปทำงานของตัวเองบ้าง”

                อัญญาดาพยักหน้ารับ เมื่ออริสราเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง หญิงสาวก็หันมาเก็บแฟ้มงานของตัวเองบ้างเพื่อเตรียมเอาไปให้กฤตยชญ์ดูถ้าหากเขาต้องการจะคุยเรื่องงานกับเธอจริงๆ

                หญิงสาวเดินเข้ามาในห้องทำงานของประธานบริษัทโดยมีธันวาเป็นคนเปิดประตูให้ อัญญาดาก้มหน้าเล็กน้อยเพื่อแทนคำขอบคุณก่อนจะเดินตรงเข้าไปภายในห้องที่ตกแต่งหรูหราและเงียบสงัดแต่ไร้ผู้คน...

                “คิดจะทำอะไรของเขา?” หญิงสาวพูดกับตัวเองเบาๆเมื่อเข้ามาในห้องแต่กับพบกับโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่าไร้เงาคนที่เคยนั่งอยู่เป็นประจำ คิดในใจว่าชายหนุ่มคงแกล้งให้เธอหัวเสียเล่นจึงก้าวถอยหลังเพื่อจะออกไป

                “ว้ายยย!!” การถูกจู่โจมโดยไม่ทันได้ตั้งตัวทำให้อัญญาดาร้องกรี๊ดเสียงหลงด้วยความตกใจ อ้อมแขนแข็งแกร่งที่โอบกอดเธอเอาไว้แน่นจากด้านหลังไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเขาเป็นใคร

                “นี่เล่นบ้าอะไรของคุณเนี่ย!

                “ไม่ได้เล่น ฉันทำจริง” กฤตยชญ์ตอบพลางวางคางเกยไหล่มน

                “ถ้าคุณจะเรียกฉันมาเพื่อทำแบบนี้ก็ปล่อยเถอะค่ะ!

                “ไม่!...” ปฏิเสธทันควันพร้อมทั้งกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นก่อนจะกดจูบลำคอระหงส์เพื่อสูดดมกลิ่นกายหอมเย้ายวนใจ

                อัญญาดาเอียงตัวหลบแต่อ้อมแขนนี่ก็ช่างโอบรัดเธอเอาไว้เสียแน่นจนแทบกระดุกกระดิกไม่ได้ หญิงสาวพยายามดิ้นรนแต่คำพูดต่อมาของชายหนุ่มกลับทำให้เธอหยุดชะงัก

                “ฉันคิดถึง...ฉันอยากกอด”

                “คุณ...พูดอะไรออกมา...”

                “ก็อย่างที่เธอได้ยิน”

                นี่เขาบ้าไปแล้วหรือว่าเธอฟังผิด...ถ้าเป็นไปได้เธออยากให้มันเป็นทั้งสองอย่างให้เธอฟังผิดดีกว่ารับรู้ว่าเขาโกหก...จำไว้อัญญาดาเขากำลังโกหก เขากำลังหลอกเธอ อย่าหลงเชื่อคำพูดของเขาเด็ดขาด!...ถึงจะคอยบอกตัวเองอย่างนั้นแต่หัวใจของเธอกลับทรยศเมื่อมันเต้นแรงจนคิดว่ากฤตยชญ์เองก็คงรับรู้ได้

                “เธอก็คิดถึงฉันเหมือนกัน....” เสียงเข้มพูดขึ้นลอยๆแต่ก็ทำให้คนในอ้อมกอดร้อนตัวขึ้นมาได้

                “ใครบอกคุณ อย่ามามั่วนะ!

                “ก็นี่ไง...เสียงหัวใจของเธอมันบอก”

                ชายหนุ่มไม่พูดเปล่า จับมือบางข้างหนึ่งที่ว่างอยู่มาแนบที่หน้าอกข้างซ้ายของเธอเอง อัญญาดานึกโกรธตัวเองเหลือเกินที่ร่างกายทรยศต่อเธอแบบนี้ ทำไมต้องใจเต้นแรงด้วยนะเวลาที่อยู่กับเขา...ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ แต่เป็นทุกครั้ง!

                “ปล่อยได้แล้วค่ะ ฉันต้องทำงาน” หญิงสาวตัดบทพลางสะบัดมือออกจากมือหนาที่กอบกุมอยู่แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอออกจากอ้อมแขน

                “ฉันก็ให้เธอทำงานอยู่นี่ไง”

                “งานอะไรของคุณ?”

                “นางบำเรอ...”

                อัญญาดาจนกับคำตอบที่ได้รับ ดวงตากลมโตร้อนผ่าวเธอไม่คิดเลยว่าจะต้องได้ยินคำๆนี้จากเขาในทุกวัน หญิงสาวกัดปากแน่นอย่างอดกลั้นพยายามเงยหน้าขึ้นน้อยๆเพื่อห้ามไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ก่อนจะถูกชายหนุ่มจับหมุนตัวให้หันหน้าไปหาเขาและปากหยักก็ประกบตามลงมาทันที

                รสจูบที่อ้อยอิ่งเนิบนาบค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นรุนแรงเร้าร้อนจนอัญญาดาเข่าอ่อนแทบยืนไม่ไหวถ้าไม่ได้อ้อมแขนแข็งแกร่งของกฤตยชญ์โอบรัดเอาไว้เธอคงล้มฟุบลงไปแล้วเป็นแน่ เธออยากจะปฏิเสธตัวเองเหลือเกินว่าไม่ได้รู้สึกอะไรแต่ก็ไม่อาจฝืนความต้องการของหัวใจได้เลย รู้ทั้งรู้ว่าจุดจบคือความเจ็บปวดแต่ในเมื่อมันยังมาไม่ถึงเธอก็ขอเรียนรู้และทำความคุ้นเคยกับมันก่อนก็แล้วกัน เผื่อเมื่อถึงเวลาเธอจะได้ไม่เจ็บมากเจียนตาย

                ชายหนุ่มค่อยๆผละออกจากปากบางอย่างช้าๆราวกับเสียดายมากมาย แต่แขนแกร่งก็ยังไม่ปล่อยไปจากเอวบางก่อนจะเอื่อนเอ่ยเสียงเรียบ

                “ตอนแรกฉันกะว่าจะอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ให้เธอบริการแค่ตอนกลางคืน...แต่พอคิดไปคิดมาได้ทานของว่างรองท้องสักหน่อยก็คงจะดี”

                คำพูดของกฤตยชญ์ทำให้อัญญาดาถึงบางอ้อ เธอพอจะเข้าใจในความหมายที่เขาพยายามจะสื่อแต่นางบำเรออย่างเธอจะมีสิทธิ์เรียกร้องอะไรนอกเสียจากยอมเป็นทั้งของว่างและของเล่นให้เขาในเวลาเดียวกัน

                “แล้วอิ่มรึยังล่ะคะกับของว่างมื้อนี้?”

                “ก็ยังไม่อิ่มหรอก แต่ไว้รอจัดชุดใหญ่จะดีกว่า” ชายหนุ่มตรอกกลับถ้อยคำประชดประชันของหญิงสาวอย่างนึกสนุก ก่อนจะปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระแล้วเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานพลางหยิบของบางอย่างยื่นให้

                “อะไรคะ?” อัญญาดารับมาพลางถามอย่างสงสัย

                “เปิดดูสิ”

                “ตั๋วเครื่องบิน? ให้ฉันทำไม?”

                “เธอต้องขึ้นไปดูงานกับฉันที่เชียงใหม่พรุ่งนี้”

                คำตอบของกฤตยชญ์ทำให้อัญญาดามองหน้าเขาด้วยคำถามที่มากมาย...เอาแต่ใจตัวเอง  ทำอะไรไม่ปรึกษาเธอเลยสักนิด...

                “กี่วันคะ?”หญิงสาวถามเพื่อที่เธอจะได้เตรียมตัวได้ถูกเพราะถึงอย่างไรก็คงปฏิเสธเขาไม่ได้อยู่แล้ว

                “ก็จนกว่างานจะเรียบร้อยดี” งานนี้เป็นงานใหญ่ดังนั้นเขาจึงต้องจัดการลงไปดูทุกรายละเอียดด้วยตนเองเพราะถือว่าเป็นหน้าตาของบริษัทหากผิดพลาดไม่ใช่แค่บริษัทที่เสียหายแต่มันรวมถึงสายตาของชาวต่างชาติที่มองประเทศไทยของเรา เมื่อบริษัทได้รับโอกาสให้จัดแสดงความเป็นไทยผ่านเนื้อผ้าฉะนั้นทุกอย่างต้องออกมาดีที่สุด

               

                ทันทีที่ก้าวลงสู่ผืนแผ่นผินที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายล้านนาของเมืองเชียงใหม่ อัญญาดารับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างกันอย่างมากกับเมืองหลวงที่เธออยู่อาศัย ทั้งอากาศและผู้คนก็ต่างกันอย่างชัดเจน

                เชียงใหม่ถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่กว้างขวางจังหวัดหนึ่งในประเทศไทยแต่ผู้คนที่นี่กลับมีชีวิตที่ราบเรียบและไม่หวือหวาทั้งที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายรวมถึงตึกสูงใหญ่และห้างสรรพสินค้าที่ละลานตา บรรยากาศและอากาศที่นี้ดีกว่ากรุงเทพฯมากแม้ถนนหนทางจะมีรถติดอยู่บ้างแต่ก็ไม่อัดแน่นเท่าเมืองกรุง 

                ตลอดทางที่นั่งรถไปยังโรงแรมหญิงสาวตื่นเต้นกับสิ่งแวดล้อมใหม่ที่เธอได้พบเจอ อากาศที่นี่ชดชื่นจนทำให้เธอหลงใหลได้อย่างรวดเร็ว ทั้งวัดวาอารามที่สวยงามและมากมายอีกทั้งธรรมชาติรอบกายไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นภูเขาน้อยใหญ่ราวกับเป็นกำแพงห้อมล้อมทั้งจังหวัดเอาไว้ และนี่เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หาดูไม่ได้ที่กรุงเทพมหานคร

                กฤตยชญ์มองหญิงสาวข้างกายที่ดูราวกับเด็กน้อยได้เจอกับความแปลกใหม่ อัญญาดาดูผ่อนคลายและสดใส เพราะตลอดทางเธอแทบไม่ปริปากบ่นเขาสักคำไม่ว่าเขาจะแกล้งแหย่เธอเล่นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ดูเหมือนว่าเธอจะตื่นตาตื่นใจกับสิ่งรอบข้างมากกว่าผู้ร่วมเดินทางอย่างเขาเสียอีก ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยพลางอมยิ้มอ่อนโยนอย่างลืมตัวเมื่อเห็นหญิงสาวเปิดประตูหน้าต่างรถแล้วหลับตารับลมที่โกรกใส่หน้าเพื่อสูดอากาศที่แสนบริสุทธิ์จึงอดไม่ได้ที่จะแกล้งแขวะเธอออกไป

                “คิดว่าตัวเองเป็นนางเอกเอ็มวีรึไง ปิดหน้าต่างเถอะฉันสงสารคนข้างทางที่อาจเห็นเธอเข้า”

                อัญญาดาลืมตาโผล่งเมื่อถูกขัดจังหวะอารมณ์ผ่อนคลายของเธอ หญิงสาวหันควบมาหาชายหนุ่มข้างกายหน้าตึง ก่อนจะเอ็ดเขาอย่างหงุดหงิด

                “ไม่ขัดฉันสักห้านาทีมันจะตายเหรอ!

                “ก็มันจริงนิ...ดูสิหน้ามันแผลบผมเผ้าพันกันยุ่งผู้หญิงอะไรหน้าเกลียด”

                หญิงสาวแม้มปากแน่น คำพูดของกฤตยชญ์ทำให้ความมั่นใจของเธอลดลงไปเกือบครึ่งจึงอดไม่ได้ที่จะควานหาแป้งพับให้กระเป๋าสะพายก่อนจะเปิดกระจกส่องดูหน้าตัวเองสักหน่อย...

                ...สวยออกขนาดนี้ หน้าก็ไม่มันสักหน่อย ผู้ชายอะไรปากเสีย!

                “ฉันมั่นใจว่าฉันสวย” พูดบอกก่อนจะเชิดหน้าใส่เขา พลางเก็บแป้งพับใส่กระเป่าดังเดิมโดยไม่ได้แต่งแต้มอะไรลงไปบนใบหน้า

                “สวยตายละ...”

                “นี่คุณ!...”

                อัญญาดาหันมาวี๊ดใส่เมื่อได้ยินคำสบประมาทจากชายหนุ่ม แต่กลับถูกกฤตยชญ์ฉวยโอกาสฉกชิงริมฝีปากเธออย่างหน้าด้านๆ ชายหนุ่มจุมพิตรวดเร็วและผละออกมาทันทีแต่หญิงสาวยังนิ่งค้างอยู่...เธอเกลียดเขาจริงๆที่ชอบทำให้เธอหวั่นไหวอยู่แบบนี้...และเกลียดตัวเองยิ่งกว่าที่รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่ชายหนุ่มทำลงไปไม่ใช่เพราะเขาชอบพอในตัวเธอ แต่ทำ...เพราะเขามีสิทธิ์ที่จะทำและเธอไม่มีสิทธิ์คัดค้านในฐานะ...นางบำเรอ!

                ภายในรถเงียบสงัดเมื่อจุมพิตจู่โจมของกฤตยชญ์จบลง อัญญาดาไม่ได้ต่อว่าเขาหญิงสาวแค่หันหน้ากลับไปมองวิวทิวทัศน์ข้างนอกหน้าต่าง แต่ชายหนุ่มกลับใจแป้วอย่างบอกไม่ถูกให้เธอด่าว่าเขายังจะดีเสียกว่าการเงียบใส่กันแบบนี้ เขาไม่ได้ตั้งใจจะเอาเปรียบเธอแต่มันอดไม่ได้ที่จะทำ...เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

               

                “แล้วกุญแจห้องของฉันละคะ?”

                อัญญาดาถามขึ้นเมื่อเห็นพนักงานต้อนรับยื่นกุญแจห้องพักให้กฤตยชญ์เพียงดอกเดียว โดยที่ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้ท้วงถาม

                “พูดอะไรของเธอ...ฉันจองไว้แค่ห้องเดียว”

                “แล้วคุณจะให้ฉันพักที่ไหน?”

                “มากับฉันก็ต้องพักกับฉันสิ จะเปิดสองห้องให้เปลืองทำไมถ้าเกิดต้องอยู่หลายวันค่าใช้จ่ายไม่บานเลยเหรอ....”

                กฤตยชญ์ร่ายยาวก่อนจะเดินนำไปที่ลิฟต์ตามพนักงานที่ช่วยขนกระเป๋าให้ โดยมีอัญญาดาเดินตามมาหน้าเหวี่ยงพร้อมทั้งพูดต่อรองกับเขา

                “ฉันออกค่าห้องเองก็ได้”

                “เสียใจด้วย...ห้องพักเต็มหมดแล้ว”

                “คุณพูดเล่น?”หญิงสาวทวนถาม โรงแรมออกจะใหญ่โตต้องว่างให้เธอสักห้องสิ

                “ฉันพูดจริง! ไม่เชื่อก็ไปถามที่เค้าเตอร์สิ”

                “ฉันไปแน่!” หญิงสาวหมุนตัวจะเดินกลับไปที่เค้าเตอร์แต่แขนบางกลับถูกชายหนุ่มคว้าเอาไว้

                “พักกับฉันมันจะตายรึไง...อย่าเรื่องมาก!

                หญิงสาวไม่ตอบเธอแข็งทื่อเมื่อเจอกับน้ำเสียงเย็นชาและสายดุดันที่สายหนุ่มส่งมาให้ ได้แต่เดินตามเขาเข้าไปในลิฟต์เงียบๆพลางก้มมองมือหนาที่บีบข้อมือของเธอเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยแม้จะรู้สึกเจ็บแต่ก็ไม่อาจปริปาก...นี่เขาโกรธเธอเรื่องอะไร?

               

                อัญญาดายืนอึ้งเมื่อเข้ามาถึงห้องพักของเธอกับกฤตยชญ์และพบว่ามันคือห้องสวีทสุดหรูซึ่งมีเพียงเตียงเดียวเท่านั้น นั่นหมายความว่าเธอต้องนอนกับเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้...หรือเธอควรจะออกไปนอนที่โซฟา?

                “นี่ชุดของเธอ”

                “ชุดอะไรคะ?” หญิงสาวถามอย่างงงๆเมื่อเห็นชุดราตรียาวสุดหรูที่ชายหนุ่มวางมันไว้ที่ปลายเตียง

                “ฉันยังไม่ได้บอกเธอเหรอว่าคืนนี้เราต้องไปร่วมงานเลี้ยง”

                “งานเลี้ยง?”

                “งานเลี้ยงต้อนรับทีมงานจากสิบประเทศอาเซียนที่จะมาร่วมงานเผยแพร่ผลงานผ่านเนื้อผ้า งานนี้เป็นงานใหญ่ทีมงานทุกคนถือว่าเป็นตัวแทนของประเทศนั้นๆ เพราะฉะนั้นอย่าทำตัวเปิ่นให้ขายขี้หน้าเชียวละ”

                ชายหนุ่มร่ายยาวก่อนจะเดินออกไปที่ห้องรับแขก เอนตัวนอนพิงโซฟาใหญ่ด้วยท่าทางสบายๆ โดยมีหญิงสาวมองตามอย่างล้อเลียน

                “...อย่าทำขายหน้าเชียวละ เชอะ!

                แกล้งล้อเลียนเสียงเข้มก่อนจะเชิดหน้าใส่อย่างหมั่นไส้ แต่ในใจตอนนี้อัญญาดาก็แอบกังวลใจไม่น้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องออกงานใหญ่ๆแบบนี้ถ้าทำเสียนั้นหมายถึงหน้าตาของบริษัท แล้วแบบนี้จะให้เธอกังวลได้อย่างไร...

                หญิงสาวเดินออกมาหาชายหนุ่มที่กำลังพักสายตาอยู่ที่ห้องนั่งเล่นติดกับห้องนอน สองจิตสองใจว่าจะเรียกเขาดีหรือไม่ ใจหนึ่งก็อยากเรียกแต่อีกใจหนึ่งก็กลัวรบกวนเวลาพักผ่อนของเขา

                “มีอะไร?”

                อัญญาดาสะดุ้งโหยงเมื่อเสียงเข้มดังขึ้นทั้งที่เจ้าตัวยังคงนอนหลับตาอยู่ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกประหม่าเมื่ออยู่กับเขาด้วยกันสองคนเช่นนี้

                “คือว่า...”

                “มีอะไรก็พูดมา ฉันไม่ชอบคนพิลี้พิไล!

                เสียงเข้มตอบกลับมาอย่างรำคาญพร้อมทั้งร่างสูงที่ลืมตาตื่นและยันตัวลุกขึ้นนั่ง เมื่อเห็นว่าเขามีน่าทีรำคาญใจอัญญาดาจึงตัดสินใจพูดสิ่งที่เธอต้องการอย่างไม่รีรอ

                “งานคืนนี้ฉันไม่ไปได้ไหมค่ะ ฉันไม่ถนัดออกง่ายสังคมกลัวทำให้คุณเสียหน้าเปล่าๆ”

                “ไม่ได้!

                “ทำไมค่ะ งานนี้มีแต่พวกผู้บริหารส่วนพวกทีมงานจะไปดูสถานที่พร้อมกันพรุ่งนี้ฉันถามมาแล้ว...เห็นไหมค่ะว่าฉันไม่ต้องไปก็ได้” หญิงสาวร่ายยาวเพื่อหาเหตุผลประกอบให้กับตัวเองและคำตอบต่อมาของกฤตยชญ์ทำให้เธอชะงักงันไปต่อไปเป็น

 

                “เธอต้องไป!...ในฐานะผู้หญิงของฉัน!

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น