FuseSama

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่3: รับน้อง

ชื่อตอน : ตอนที่3: รับน้อง

คำค้น : รับน้อง / บทที่3/ THE BELL เมื่อเสียงระฆังดัง...

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 47

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มิ.ย. 2562 22:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่3: รับน้อง
แบบอักษร

 

รับน้อง นองเลือด 

 

ภาพเหตุการณ์อันวุ่นวายในหอประชุม ภาพนักเรียนโวยวายสติแตกร้องห่มร้องไห้ ภาพของนักเรียนที่แตกตื่น ภาพเหล่านั้นส่งผมให้เด็กหนุ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง ขาของเขาก้าวไปข้างหลังอย่างอัตโนมัติ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไม ทำไมนักเรียนพวกนั้นถึงสติแตก ทำไมพวกเขาถึงร้องออกมาอย่างนั้น คำสาปหรอ โรงเรียนนี้มีคำสาปจริงๆหรอ หรือว่าแค่อุปาทานหมู่กันไปเอง คำถามมากมายไหลเข้ามาในหัวของเด็กชาย ผู้ที่เพิ่งจะมาเหยียบที่โรงเรียนแห่งนี้ เป็นวันแรก! 

“แกตั้งสติหน่อยสิยายมิ้น แก แก” เด็กสาวคนหนึ่งกำลังเขย่าตัวเพื่อนหวังให้เธอได้สติกลับคืนมา แต่ทว่า เพื่อนของเธอกลับหาได้สนใจไม่ เธอเอาแต่นั่งขดตัวสั่น เอามือทั้งสองข้างปิดหูตัวเอง ราวกับว่าไม่อยากได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ดวงตาทั้งสองที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา กรอกไปมาอย่างหวาดระแวง ปากยังคงบ่นถึงคำสาปไม่หยุด 

“ไม่ ไม่ ฉันยังไม่อยากตายๆ” 

“เห้ยแก! จะทำไรบ้าๆอะไรน่ะ หยุดนะเว้ย เห้ย!” เด็กสาวร้องเสียงหลง มือของเธอกำลังฉุดกระชากมือของผู้เป็นเพื่อน ซึ่งพยายามที่จะเอามือของตัวเองทุบเข้าที่หัวอย่างสติแตก เธอจึงพยายามยื้อมือเอาไว้พลางตะโกนบอกเพื่อนตัวเอง หวังจะเรียกสติของผู้เพื่อนกลับคืนมา แล้วหยุดการกระทำนี้ แต่ก็ไม่เป็นผล! 

เด็กหนุ่มยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความตกใจ ภาพของเพื่อนร่วมห้องของเขาที่กำลังทำร้ายตนเอง ถึงแม้เขาจะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่จะให้เขายืนมองอย่างคนขี้ขลาดอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร  เมื่อคิดได้อย่างนี้ เขารีบก้าวเข้าไปช่วยเพื่อนของเขาทันทีอย่างไม่ลังเล  

“เธอๆ ตั้งสติก่อนนะๆ ใจเย็นๆหายใจเข้าลึกๆ” เด็กหนุ่มเข้าไปล็อคแขนของสาวผมเปียร์ พลางพูดปลอบหร่อน หวังให้เจ้าตัวได้สติ เธอค่อยๆหันมาหาเขา ก่อนที่เธอจะสบตากับเด็กหนุ่ม ดวงตาทั้งสองข้างของเธอเต็มไปด้วยคราบน้ำตา แววตาที่เด็กหนุ่มสัมผัสได้นั้นส่งผลให้เขาขนลุกไปแวบหนึ่งอย่างไม่ทราบสาเหตุ แววตาคู่นั้น แววตาแห่งความวิงวอน 

“ฉะ ฉันยังไม่อยากตาย…” เธอพูดกับเด็กหนุ่มแปลกหน้าด้วยเสียงสั่น  

“เธอจะไม่เป็นอะไรมิ้น เชื่อเรา เธอจะต้องไม่เป็นอะไร” เด็กหนุ่มพูดปลอบเพื่อนที่เพิ่งจะรู้จักชื่อกันเมื่อกี้ด้วยความจริงใจ เขารู้สึกสงสารหร่อนออกมาจากใจจริง  

“ในฐานะที่ดิฉันเป็นประธานนักเรียน ขอสั่งให้นักเรียนทุกคนอยู่ในความสงบด้วยค่ะ คนที่เอามือถือขึ้นมากรุณาเก็บมือถือกลับเขาที่เดิม มิฉะนั้นดิฉันขอใช้อำนาจตัดคะแนนพฤติกรรมแล้วเชิญเข้าห้องปกครองค่ะ” นานารีบขึ้นมาพูดออกไมค์หน้าห้องประชุมหวังให้เหตุการณ์วุ่นวายทั้งหมดยุติลง และมันก็เป็นผล นักเรียนเกือบทุกคนต่างรีบเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋าของตนเองทันที พลางเดินกลับไปเข้าแถวแล้วนั่งลงตามเดิม ส่วนพวกเด็กนักเรียนที่คลุ้มคลั่ง ถูกเหล่าคุณครูช่วยกันพาไปที่ห้องพยาบาล เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มที่จะควบคุมได้แล้ว คุณครูกลับมาพูดต่อตามเดิม ทำเหมือนว่าเหตุการณ์เมื่อสักครู่ไม่เคยเกิดขึ้น! แต่ยังไงก็ตามปากคนก็ห้ามไม่ได้อยู่แล้ว เรื่องราวต่างๆในวันนี้ ภาพ คลิป เหตุการณ์ต่างๆ ถูกถ่ายทอดลงไปในโซเชียลมีเดียแทบจะทันที หลังจากที่เหตุการณ์จบ! 

“เอาล่ะ เรื่องนี้ครูขอพูดเป็นเรื่องสุดท้ายนะ เหตุการณ์ในวันนี้ครูขอให้จบแค่ที่นี่นะ ถือว่าครูขอ ส่วนคนที่ถ่ายรูป อัดคลิป ครูขอสั่งให้ลบมันทิ้งเดี๋ยวนี้แล้วมาพบครูที่ห้องปกครองหลังเลิกประชุม รวมถึงนักเรียนทุกคนที่นำมือถือคนมาเมื่อกี้ด้วย ส่วนนักเรียนที่ไม่เกี่ยวข้อง เลิกประชุมแล้วไปเรียนคาบเช้าได้”  ครูวิโรจ ครูฝ่ายปกครองและหัวหน้าระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก พูดทิ้งท้ายด้วยเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความดุ เขาพูดจบก็เดินออกจากหอประชุมไป ปล่อยให้นักเรียนในหอประชุมร้องโห่โวยวาย อะไรกันเพิ่งจะลงเฟสไปเองแท้ๆ ยังไม่มีคนมาไลค์มาแชร์เลยนี่ต้องลบล่ะ แล้วยังต้องไปห้องปกครองอีก เซ็งจริงๆ โห่! 

หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายนั้นจบลง เขาก็เดินตามแถวของห้องตัวเองโดยที่ไม่ได้พูดหรือคุยกับใครเลย เป็นเพราะเขายังรู้สึกช็อคกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ ในขณะที่คนอื่นๆต่างพากันจับกลุ่มคุยกันไปถึงเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อครู่อย่างออกรส สีหน้าท่าทางบางคนก็ดูตื่นเต้น บางคนสีหน้าก็ดูหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

เดินมาได้ไม่นานเขาก็มาถึงที่หน้าห้อง713 ซึ่งอยู่คนล่ะตึกกับที่เขาขึ้นไปเมื่อเช้านี้ พอเข้าห้องทุกคนก็ต่างพากันจับจองแย่งที่นั่งกัน หวังจะได้นั่งกับกลุ่มเพื่อนด้วยกัน บางคนก็รีบไปจองที่นั่งหลังๆห้อง เพื่อที่จะได้แอบสายตาคุณครูเวลาที่จะแอบหลับแอบกินขนมหรือเล่นโทรศัพท์ เขามองหาที่ว่างเพื่อที่จะนั่ง ก่อนจะพบโต๊ะตัวหนึ่งว่างอยู่ แถวที่โต๊ะตัวนั้นตั้งอยู่ มันคือแถวที่อยู่เกือบหน้าสุดของห้อง ซึ่งภายในแถวประกอบด้วยโต๊ะนักเรียนสามตัว ซึ่งโต๊ะตรงกลางมีเด็กผู้หญิงผมสั้นนั่งอยู่ ที่ว่างอีกข้างมีกระเป๋าหนังสีดำตั้งอยู่แสดงความเป็นเจ้าของว่าโต๊ะนี้มีคนนั่งแล้ว ส่วนอีกข้างยังคงมีที่ว่างเหลืออยู่ เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็รีบตรงดิ่งไปที่โต๊ะตัวนั้นทันที

“โทษนะ ตรงนี้มีคนนั่งป่ะ?” เขาถามเด็กสาวผมสั้นด้วยเสียงแห่งความเป็นมิตร

“ไม่มีๆ แกนั่งเลย เด็กใหม่ใช่ป่ะ ไม่เคยเห็นหน้า?” เธอตอบด้วยเสียงใส พลางทำท่าปัดฝุ่นที่โต๊ะเป็นเชิงเชื้อเชิญให้เขามานั่ง ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกับเด็กใหม่ที่ย้ายเข้ามากลางเทอม ซึ่งเพิ่งจะได้คุยกันวันนี้วันแรก

“เรา เบลล์ นะเพิ่งย้ายมาที่นี่วันแรก ฝากตัวด้วย” เด็กชายผิวขาวตัดกับผมที่ดำสนิทตอบเพื่อนใหม่ด้วยรอยยิ้มพลางนั่งลงที่ข้างๆเธอก่อนที่เขาจะหยิบอุปกรณ์การเรียนต่างๆขึ้นมาจัดเรียงไว้บนโต๊ะ พร้อมกับหันมายิ้มอีกครั้งให้อีกฝ่ายหวังจะผูกมิตร  

“เราชื่อน้ำหอมนะ เธอมีไลน์กลุ่มของห้องยังอะ ให้เดาว่าคงยัง อะนี่ไอดีไลน์เรา แอดมาเดี๋ยวเราดึงเข้ากลุ่มให้” สาวผมสั้นพูดพลางหยิบกระดาษที่เพิ่งจะเขียนไอดีไลน์ลงไปให้เขา

“เครๆ เดี๋ยวเราแอดเลยๆ” เบลล์พูดพลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดแอพไลน์ เขาแอดเพื่อนไปตามไอดีที่น้ำหอมเพิ่งให้มา ไม่นานแอคเคาท์ของเธอก็โชว์ขึ้นมา เขารีบกดเพิ่มเพื่อนทันที ไม่นานก็ชวนเบลล์เข้ากลุ่มไลน์ห้องได้สำเร็จ

“เด็กใหม่นี่มันเนียนจริงๆ เพิ่งเข้ามาได้ไม่นานก็มาตีสนิทกับสาวฮอตประจำห้องซะแล้ว” ปอนด์เด็กหนุ่มผู้นั่งอยู่ข้างหลังห้องเอ่ยทักเบลล์ ด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยเป็นมิตรนัก เขางงว่าตัวเองทำอะไรผิดพลางหันกับไปมองต้นเสียง ซึ่งอีกฝ่ายนั่งมองมาทางเขาอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“เป็นไรมากป่ะปอนด์ ถ้าไม่แกล้งคนอื่น ไม่หาเรื่องชาวบ้านสักวันมันจะตายป่ะ” น้ำหอมหันมาตอบก่อนจะมองตาขว้างใส่ปอนด์ แล้วค่อยหันกลับมาคุยกับเบลล์ต่อ

“ช่างมันเถอะนะ อย่าไปฟังมันพูดเลย วันๆหาแต่เรื่องแต่กับคนอื่น” เธอหันมาคุยกับเบลล์ด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างกับที่คุยกับปอนด์อย่างสิ้นเชิง

“อืมๆเราไม่คิดอะไรหรอก” เขาตอบน้ำหอมด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะหันไปหาปอนด์ที่อยู่ข้างหลังห้อง เด็กหนุ่มยิ้มให้เขาด้วยความเป็นมิตร แต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธ เมินหน้าหนี

เสียงคุยกันในห้องเสียงดังอย่างไม่เกรงใจใคร จู่ๆก็เงียบทันทีประดุจมีเวทมนต์มาเสกก็ไม่ปาน ร่างของนานาเดินนำเข้ามาในห้องพร้อมเอกสารกองโต โดยมีอาจารย์สาวผมดัดลอน เดินตามมาติดๆ พร้อมอุปกรณ์การสอนต่างๆที่แบกมาเต็มอ้อมแขน

นานาวางเอกสารลงบนโต๊ะครูหน้าห้อง ก่อนจะรีบไปช่วยครูสาวที่เดินตามหลังเธอมาติดๆ หลังจากเสร็จกิจธุระหน้าห้อง เธอก็เดินกลับมานั่งที่โต๊ะข้างๆน้ำหอม เพื่อนสนิทของเธอ

“นานานี่เบลล์นะ เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนกับเราวันนี้วันแรก ส่วนเบลล์นี่นานานะ” น้ำหอมแนะเพื่อนสาวให้เขารู้จัก เบลล์หันไปหานานาก่อนจะคุ้นๆหน้าของเด็กสาวผมเปียร์คนนี้ ไม่นานเขาก็จำได้

“อ๋อนานา คนที่ขึ้นไปพูดหน้าห้องประชุมเมื่อเช้าใช่ป่ะ” เบลล์ถามให้แน่ใจ

“ใช่ฉันเอง อาจจะดูดุไปหน่อยแต่มันเป็นหน้าที่น่ะ” นานายิ้มตอบอีกฝ่ายก่อนจะหยิบสมุดสีชมพูเล่มหน้าซึ่งมันคือสมุดที่เอาไว้บันทึกการมาเรียนของนักเรียนซึ่งเธอมีหน้าที่รับผิดชอบ มาเขียนรายงานตามที่เคยทำเฉกเช่นทุกๆวัน

“นักเรียนเคารพ” นานาสั่งให้นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพคุณครู ทันทีที่สังเกตเห็นว่าครูสาวยืนเตรียมตัวพร้อมสอนอยู่หน้าห้องแล้ว

“สวัสดีครับ/ค่ะคุณครู” นักเรียนทุกคนประนมมือทำความเคารพคุณครูพร้อมกัน ด้วยความพร้อมเพรียงกัน กันจะกลับมาคุยโม้กันเสียงดังต่อ

“แหม่ คุยกันไม่เกรงใจครูที่ปรึกษาเลยนะพวกเธอนี่” ครูพลอยนภาพูดบ่นกับลูกศิษย์ตัวเองที่เสียงดังมาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเข้ามาในห้องนี้เสียอีก เด็กสมัยนี้นี่คุยได้คุยดีกันจริงๆ เธอบ่นในใจพลางเตรียมตัวประกาศข่าวสารต่างๆในชั่วโมงโฮมรูมนี้ ซึ่งเป็นชั่วโมงที่ครูที่ปรึกษาจะได้พบประกับนักเรียนเพื่อที่จะแจ้งข่าวสารต่างๆรวมทั้งสอบถามสารทุกข์สุขดิบของนักเรียนในชั้นเรียน 

“แหม่ครูก็ช่วงนี้ในโรงเรียนมีแต่เรื่อง ไหนจะเรื่องคำสาปอีก พูดแล้วขนลุก” ปอนด์ตอบแกมกวนประสาทพลางทำท่าตัวสั่นลูบแขนทั้งสองข้าง

“พูดเรื่องอะไรของเธอปอนด์ ไม่มีสาระเลยเดี๋ยวเถอะ” เธอถอนหายใจเหนื่อยกับศิษย์ตัวเองคนนี้

“เรื่องแรกที่ครูจะพูดคือวันนี้เรามีสมาชิกใหม่เข้ามา วันนี้เขามาเรียนกับพวกเราเป็นวันแรก ยังไงก็ทำความรู้จักกันไว้ล่ะ ดูแลกันด้วยเข้าใจไหม” ครูสาวพูดกับทุกคนก่อนจะหันหน้ามามองที่เด็กหนุ่ม พลางพยักหน้าเป็นเชิงให้เขาลุกขึ้นแนะนำตัว

“ผมนายคณิน ศร ชื่อเล่นชื่อเบลล์ ครับ” เบลล์ยืนขึ้นแนะนำตัวให้กับเพื่อนร่วมห้อง โดยที่ไม่ลืมที่จะส่งยิ้มให้ทุกคน ซึ่งเป็นการผูกมิตรง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้

“เอาล่ะข่าวต่อไปทุกคนคงทราบกันแล้วจากไลน์ห้อง แต่ครูจะย้ำอีกที คือนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะใช้ห้อง713นี้เป็นห้องเรียนประจำแทนห้องเก่าจนจบปีการศึกษานี้ ส่วนข่าวต่อมาเป็นข่าวที่ไม่ค่อยดีนัก” เธอพูดเว้นระยะเหมือนไม่อยากจะพูดข่าวนี้ “เรื่องงานบำเพ็ญกุศลศพของนางสาวพรรณิกร นารีรักษ์ ครูได้คุยกับทางผู้ใหญ่แล้ว จะสวดวันแรกที่วัดป่าบำรุงศรี คืนวันศุกร์นี้ ใครว่างก็มาช่วยกันได้ วันนี้ข่าวที่ครูจะแจ้งก็มีเพียงเท่านี้ ถ้ามีงานก็เอาขึ้นมาทำได้แต่ห้ามเสียงดังนะ” พูดจบครูสาวก็กลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานพลางหยิบเอกสารต่างๆขึ้นมาเคลียร์

นานาเธอเดินมาที่โต๊ะก่อนจะส่งสมุดเล่มชมพูที่เธอเป็นคนรับผิดชอบให้ครูพลอยนภา ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะของตนเองพลางทำงานต่อ ครูสาวหยิบสมุดเล่มชมพูขึ้นมาเช็ค ก่อนที่คิ้วทั้งสองจะขมวดชนกันด้วยความสงสัย

“นี่นานา ชมพูนุช เขายังไม่มาโรงเรียนอีกหรอ นี่ก็จบเทอมหนึ่งแล้วนะ เขาจะเอายังไง?” ครูสาวถามด้วยความสงสัย เนื่องจากลูกศิษย์ของเธอคนนี้หยุดเรียนไปหลายเดือนแล้ว โดยที่ไม่ทราบสาเหตุใดๆทั้งสิ้น

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะครู หนูติดต่อไปหาเขาก็ติดต่อไม่ได้เลยเหมือนกัน” เธอตอบครูสาวไปอย่างที่จะอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ เพราะเธอเองก็จนปัญญาเหมือนกันกับเพื่อนคนนี้เหมือนกัน

“ยายชมพูนุชนี่จริงๆเลยนะ จะลาออกก็ไม่มาลาออก อยู่ๆก็หายไปเฉยๆ”

แสงแดดยามเย็นส่องผ่านม่านมู่ลี่มากระทบกับเปลือกตาของสีมิ้น ส่งผลให้เธอรู้สึกตัวตื่นจากการหลับ นี่เธอหลับมากี่ชั่วโมงแล้วเนี่ย ภาพจำสุดท้ายที่จำได้คือเธอได้ยินเสียงระฆังลึกลับดังก้องอยู่ทั่วหัว ก่อนจะถูกอาจารย์พาตัวมาออกมา จากนั้นไม่นาน เธอก็รู้สึกหมดแรงมากจนหลับไปโดยไม่รู้ตัว เธอคิดพลางพลิกนาฬิกาข้อมือของตนดูเวลา

‘อะไรกัน เราหลับมานานขนาดนี้เลยหรอ ทำไมไม่มีคนมาปลุก’เธอสบถออกมาในใจทันทีเมื่อเห็นว่าเข็มสั้นของนาฬิกาชี้ที่เลขหกแล้วเข็มยาวชี้ที่เลขเจ็ด บ่งบอกว่าเธอหลับหมดสติมานานมาก และมันก็เย็นมากแล้ว การอยู่ในโรงเรียนยามค่ำคืนคงไม่ใช่สิ่งที่เธอปรารถนามากนัก เธอเริ่มจินตนาการไปต่างๆนานาส่งผลให้เกิดความกลัวขึ้นมาในหัว เมื่อคิดได้เธอจึงรีบเอนตัวลุกขึ้นมาทันที

เอี๊ยด……………..

เสียงเปิดประตูห้องพยาบาลดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เธอสะดุ้งพลางหันไปมองที่ต้นเสียง ปรากฏร่างของครูสาวในชุดกากีคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ส่งผลให้เธอลดความกังวลต่างๆลงไปบ้าง

“อ้าวตื่นแล้วหรอ ครูเห็นกำลังหลับสบายเลยไม่ได้ปลุก ครูโทรตามผู้ปกครองให้แล้วนะ อีกเดี๋ยวก็คงมา”เธอตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางเดินไปหยิบน้ำในตู้เย็นมารินใส่แก้ว

“หนูขอโทษนะคะที่หลับยาวจนถึงเย็นขนาดนี้ คือหนูไม่รู้ตัวจริงๆ” สาวผมเปียตอบด้วยความสำนึกผิด

“สำนึกผิดหรอ….” ครูสาวถามเธอขณะที่ยังหันหลังถือแก้วน้ำอยู่ เด็กสาวเริ่มเอะใจกับคำพูดของอีกฝ่ายที่ดูแปลกไป

“อะ อะไรนะคะ?” เธอถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

“แกน่ะ สำนึกผิดเป็นด้วยหรอ คนอย่างมึง! มันสมควรตาย!” ครูสาวตะวาดออกมาเสียงดังอย่างผิดปรกติ ส่งผลให้เด็กสาวสะดุ้งพลางถอยหลังเข้าไปติดหัวเตียงอย่างอัตโนมัติ พลางจึงไปที่ร่างของครูสาวที่ค่อยๆหันหน้ามามองที่เธอด้วยดวงตาแข็งกร้าวก่อนร่างนั้นจะค่อยๆเดินเข้ามาใกล้กับเตียงของเธอเรื่อยๆ เมื่อร่างนั้นขยับเขามาใกล้มากก็ทำให้เธอสังเกตเห็นป้ายชื่อที่ติดอยู่ตรงหน้าอกของบุคคลตรงหน้า

นางสาวชมนาฏ บุญประสงค์ 

สีมิ้นหน้าเสียทันทีเมื่อสิ่งที่เธอกำลังคิดในใจนั้นเป็นจริง ครูสาวค่อยเดินเข้ามาหาเธออย่างช้าๆ ด้วยสีหน้าที่เครียดแค้น ทุกครั้งที่ขยับเข้ามาใกล้เธอนั้น ร่างกายที่เคยสาวผิวเต่งตึงกลับค่อยๆเหี่ยวลงเรื่อยๆจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก หน้าตาแปลเปลี่ยนเป็นยายแก่ๆผมยาวสีขาว ดวงตากลับกลวงลึกเข้าไปในเบ้า!

เพล้ง!!

เสียงแก้วในมือของครูสาว ไม่สิ!บัดนี้กลายเป็นหญิงชราไปแล้ว แตกออกเป็นเสี่ยงๆจากแรงบีบ ส่งผลให้เศษแก้วมากมายแตกกระจายพร้อมกลับโลหิตสีดำข้นที่ค่อยๆไหลอาบมือของหญิงชรา ภายในห้องค่อยมืดลงไปเรื่อยๆจนทุกทิศทุกทางมาแต่ความมืดสนิท เหลือเพียงเตียงของเธอกับหญิงชราคนนั้น!!!!!!

“กรี๊ด! กรี๊ด! อย่าเข้ามาๆ ช่วยด้วย กรี๊ด!” สีมิ้นสติแตกกรีดร้องออกมาลั่นห้องพยาบาล มือปัดป้องไปมากลางอากาศ ขณะที่เธอหลับตาปิดสนิททั้งสองข้างป้องกันการรับรู้จากสิ่งที่เธอไม่ต้องการเห็น!

เต้ง…เต้ง…เต้ง…

กรี๊ด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

“มิ้นๆ มิ้นลูก!!!!”  เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งปลุกให้เด็กสาวตื่นขึ้นมามีสติอีกครั้ง

“แม่!!!” เด็กสาวรีบโผเข้าไปกอดที่อ้อมอกของบุคคลตรงหน้าทันที บุคคลที่เธอคุ้นเคยกับเธอมาตั้งแต่เด็กๆ ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าแม่ น้ำตาไหลเอ่อนองที่ตาทั้งสองข้างของสีมิ้นทันที อ้อมอกที่ปลอดภัยที่สุดในชีวิต

“ใจเย็นๆลูก” เธอพูดพลางลูบหัวของเด็กสาว

“หนูมาอยู่ที่บ้านได้ยังไง?” เด็กสาวถามแม่ เมื่อเห็นว่าสถานที่ๆเธออยู่ ณ ตอนนี้คือห้องนอนของเธอเอง

“ก็คุณครูโทรตามให้แม่มารับหนูจากที่โรงเรียน เห็นว่าหนูโวยวายจนหมดสติไปเอง นี่แม่ก็ยังงงอยู่เลยว่าคนอย่างลูกน่ะหรอจะโวยวายจนหมดสติ” เธอตอบก่อนจะถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “ลูกจำอะไรไม่ได้เลยหรอ?”

“นะ หนู” เด็กพูดอ้ำอึ้ง

“หนูนอนยาวมาตั้งหลายชั่วโมง ฝันร้ายใช่ไหมเนี่ย เหงื่อเต็มตัวเลย?” แม่ของเธอเอ่ยแทรกขึ้นมาพลางเช็ดเหงื่อที่ใบหน้าของเธอด้วยความเอ็นดู

“ค่ะ…คือ…แม่คะ” เด็กสาวอ้ำอึ้งเหมือนกำลังลังเลกับสิ่งที่กำลังจะบอกผู้เป็นแม่ “คือหนูคิดว่าหนูโดนผีหลอกค่ะแม่ หนูว่าหนูโดนคำสาป แม่ต้องช่วยหนูนะๆ แม่” เธอพูดเสียงสั่นพลางกอดร่างผู้เป็นแม่ให้แน่นขึ้นราวกับว่าพรุ่งนี้เธออาจจะไม่ได้กอดแม่อีกต่อไปแล้ว

“ใจเย็นๆมิ้น ลูกแค่คิดมากไปเอง เชื่อแม่นะ ผีมันไม่มีจริงหรอก เราปรุงแต่งไปเองทั้งนั้น” เธอพูดขณะลูบหลังของอีกฝ่าย หวังให้อารมณ์ต่างๆทุเลาลง

“อ่ะ ถ้ายังไม่เชื่อแม่ เดี๋ยวคืนนี้แม่จะอยู่เป็นเพื่อนลูก จนกว่าลูกจะหลับ โอเครไหม” เธอยื่นข้อเสนอให้เด็กสาว ที่ตอนนี้กำลังตกอยู่ในอาการหวาดกลัว แต่ในสายตาของผู้เป็นแม่ เด็กสาวคงแค่เก็บเรื่องราวจากในหนังมาฝันร้ายเป็นตุเป็นตะไปเองไม่มีอะไรมาก

“ค่ะแม่” เด็กสาวตอบแม่ ก่อนจะค่อยๆเอนตัวลงนอนบนเตียง สายตายังคงไม่ละจากผู้เป็นแม่

“พักผ่อนนะลูก เดี๋ยวก็ดีขึ้น แม่อยู่ตรงนี้ ไม่ต้องกลัว” เธอลูบหัวผู้เป็นลูกด้วยความรักและเอ็นดู นานแล้วที่เธอไม่ได้มาส่งลูกเข้านอนแบบนี้ หลังจากที่สีมิ้นขึ้นม.ปลายมาเธอก็เลิกให้ผู้เป็นแม่ส่งเข้านอน เธอเริ่มทำตัวเหินห่างไปเรื่อยๆหลังจากได้โทรศัพท์เครื่องใหม่ วันๆเอาแต่ไลฟ์ลงเฟสบุ๊ค ไม่ก็เลื่อนไอจีเล่นทั้งวัน โดยเธอก็คอยได้แต่คิดปลอบใจตัวเองว่าลูกแค่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นปล่อยๆไปก่อน โตขึ้นมาเดี๋ยวก็คิดได้เอง

“ฝันดีนะลูก” เธอกล่าวลาขณะก้มลงหอมแก้มเด็กสาวที่ขณะนี้คงหลับสนิทแล้ว ก่อนจะเดินจากไปจากห้องนี้ โดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่า ร่างที่เคยนิ่งหลับสนิท กลับค่อยๆดิ้นแรงขึ้นเรื่อยๆแรงขึ้นเรื่อยๆ! เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นเต็มใบหน้าและร่างกาย ใบหน้าที่บิดเบี้ยวไปมาทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่แสดงถึงอาการที่หวาดกลัวสุดขีด!!!

 

 

 

ร่างของเด็กสาวผมเปียร์ที่หน้าตาหมองคล้ำอย่างเห็นได้ชัดจากขอบตาที่ดำและเหี่ยว ยื่นเคารพธงชาติอยู่ในแถวด้วยสภาพอิดโรย ดวงตาเหม่อลอยไม่มีทิศทาง ถ้าสังเกตที่ปากของเธอดีๆจะรู้ว่าการเปิดปิดริมฝีปากนั้นคนละจังหวะกับเพลงชาติ สภาพเช่นนี้ของสีมิ้นสาวเน็ตไอดอลประจำโรงเรียน เป็นที่จับจ้องของกลุ่มนักเรียนมากหน้าหลายตาที่ติดตามเธอในเฟสบุ๊คและสื่อโซเชียลต่างๆ

 

“เห้ยแกดูดิยายมิ้นมันเป็นอะไรว่ะ โทรมเชียว” 

“สงสัยคงไลฟ์ในเฟสบุ๊คหนักจนไม่ได้นอน” 

“บ้าหรอ ฉันว่า…หลอนยามากกว่า ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” 

 

.”แกๆพี่มิ้นๆ ดูพี่เขาเปลี่ยนไปเนอะ” 

 

“เห้ยแกทำไมพี่เขาสภาพเป็นงี้อ่ะ โดนผีหลอกมาแน่เลย” 

 

“ฉันก็ว่างั้นแหละ ได้ข่าววันนั้นสติแตกโวยวายเป็นบ้าบนห้องประชุมเลยนะเว้ย” 

 

คำพูดมากมายที่สีมิ้นได้ยินดูเหมือนมันจะไม่ได้ส่งผลอะไรกับตัวเธอมากนั้น เหมือนกับว่าคำพูดคำนินทาเหล่านั้น ลอยเข้าหูซ้ายของเธอก่อนที่จะลอยผ่านออกมาทางหูซ้ายของเธอ หลังจากที่คุณครูหน้าเสาร์ธงปล่อยแถว เธอก็ลากร่างอันซีดโทรมของเธอขึ้นมาบนชั้นเรียนประจำของเธอพลางหยิบหนังสือเรียนขึ้นมาวางบนโต๊ะแบบลวกๆ 

“มิ้น แกเป็นอะไรหรือเปล่าบอกฉันได้นะ” นานาเดินเข้ามาถามเด็กสาวผมเปียร์ด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมห้องของเธอคนนี้นั้นมีท่าทางแปลกไปจากปรกติ 

“มีเรื่องอะไรบอกพวกเราได้นะ” น้ำหอมพูดเสริม 

“พวกเธอช่วยฉัน..ไม่ได้หรอก…” สีมิ้นตอบสั้นๆด้วยเสียงที่แทบจะเบาเสียจนคิดว่าเสียงนั้นดังอยู่แค่ในลำคอ 

“เธอยังมีพวกเราอยู่ข้างๆนะมิ้น” เบลล์พูดปลอบเพื่อนหวังให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้น เมื่อท่าทีของอีกฝ่ายดูไม่ดีขึ้น การถามไถ่ต่างๆที่ดูเหมือนจะทำให้อีกฝ่ายอาการดีขึ้น แต่ทว่าอีกฝ่ายแลไม่สนใจใยดีกับความปรารถนาดีใดๆของใครทั้งนั้น เบลล์และเพื่อนจึงช่วยได้เพียงเท่านี้ ก่อนจะกลับไปที่โต๊ะเรียนของตนเพื่อเรียนวิชาแรกของวัน 

 

 

พักกลางวันที่โรงอาหารของโรงเรียนอาวรณ์สาสน์ คับคั่งไปด้วยนักเรียนมากหน้าหลายตา ทุกคนต่างเร่งรีบกันไปต่อแถวซื้ออาหารกลางวัน เพื่อที่จะได้ทานได้ทันในเวลาพักเที่ยงของโรงเรียนที่แสนจะน้อยนิด เช่นเดียวกันกับเบลล์และเพื่อนของเขา 

“เบลล์ๆแกต้องลองกินข้าวแกงร้านป้าขาว ร้านนี้อร่อยมากฉันคอนเฟิร์ม” น้ำหอมกำลังชักชวนให้เขามาซื้อข้าวร้านเดียวกันกับตัวเองด้วยสีหน้าท่าทางที่มั่นใจสุดๆว่าถ้ามาซื้อข้าวที่ร้านนี้ไม่ผิดหวังแน่ๆ 

“แหม่ พูดเหมือนเป็นร้านญาติตัวเองเลยนะยายหอม รับประกันซะขนาดนี้” นานาพูดแซวน้ำหอมพลางมองไปที่เบลล์ ซึ่งเด็กหนุ่มเอาแต่เหม่อไม่ได้สนใจคำพูดของทั้งสอง 

“เป็นอะไรหรือเปล่าเบลล์?” นานาเอ่ยเมื่อผู้เป็นเพื่อนแปลกๆไป 

“เปล่าๆ เราแค่เป็นห่วงมิ้นนิดหน่อยอ่ะ ช่วงนี้ดูเปลี่ยนไปมากเลย ท่าทางก็ดูแปลกๆด้วย เหมือนเขามีอะไรอยู่ในใจ” เบลล์ตอบทั้งคู่ด้วยเสียงเจือๆ ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน 

“แกอย่าคิดมากไปเลย มิ้นมันก็อย่างงี้แหละเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวนิ่ง ” น้ำหอมพูดปลอบเพื่อนพลางจับไหล่เบลล์ เขาจึงหันหน้ามาหาเพื่อนทั้งสองพลางพยักหน้าเป็นเชิงว่าโอเครไม่คิดมากแล้ว แต่ยังไม่ทันที่จะได้คุยกันต่อก็…. 

 

“กรี๊ด!!!!!!!!!!! ช่วยด้วยค่ะๆ มิ้นๆ แกหยุดเดี๋ยวนี้นะ! ช่วยด้วยค่ะ!” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น