Thousands

1-2 เดือนต่อ 1 บท นาจา

บทที่ 3: The Mystery Herb(4)

ชื่อตอน : บทที่ 3: The Mystery Herb(4)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 22

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มิ.ย. 2562 10:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3: The Mystery Herb(4)
แบบอักษร

“ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ!” ฮีริคบ่นพึมพำให้พี่ชายของเขาฟังเกี่ยวกับแอนนี่ในขณะที่กำลังเดินอยู่ในโถงทางเดินแบบวิคตอเรียฉบับเหลือแต่ซากเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องสมุด “คนอุตส่าห์เป็นห่วง แต่กลับพูดแบบนี้ใส่เป็นการตอบแทนเนี้ยนะ?! เอาจริงเถอะ น้องคิดว่าฉันเป็นตัวอะไรกันแน่ถึงบอกว่า ‘คนอย่างนายเป็นห่วงคนอื่นเป็นด้วยเหรอ?’ อะไรกัน” 

“ช่างน้องเขาเถอะน่าฮีริค” เอ็ดที่เดินกำมือถือของฮีริคที่เปิดไฟฉายอยู่ข้างๆปลอบ “ประจำเดือนอาจจะมาพอดีก็ได้ล่ะมั้ง” 

น้องชายหัวเราะเจื่อนๆ “ตลกมากเอ็ด” หนุ่มชายบอก “แอนนี่เกลียดฉันเข้าไส้ขนาดนั้น ถึงประจำเดือนหายก็ไม่ต่างจากเดิมมากนักหรอก” 

เอ็ดถอนหายใจ “ฮีริค นายก็รู้” พี่ชายบอก “ฉันเข้าใจนะว่านายเป็นห่วงและหงุดหงิดที่แอนนี่ไม่เข้าใจ แต่น้องเขาเพิ่งจะเจอเรื่องร้ายๆมา แถมอาการเธอก็ไม่ดีด้วยเลยอาจจะเผลอพูดอะไรไป ฟังนะ นายกับฉันแค่ช่วยให้แอนนี่ปลอดภัยก็พอ เรื่องอื่นค่อยว่ากันหลังเราออกไปจากที่นี้ได้” 

น้องชายถอนหายใจอีกคน “ก็ได้” ฮีริคตอบพลางพยักหน้าหงึกๆ อย่างน้อยในชีวิตหนุ่มชายก็มีซักครั้งที่คำพูดของพี่ชายก็ฟังดูเข้าหูอยู่บ้าง 

“พอเราออกไปได้เมื่อไหร่จะแกล้งให้ยับเลย” 

“ยกเว้นเรื่องนั้น” เอ็ดห้าม แต่น้องชายก็ไม่ได้โต้เถียงอะไรแต่อย่างใด 

หลังจากเดินทางอยู่นานในที่สุดทั้งสองก็มาถึงหน้าประตูไม้บานใหญ่ที่มีการสลักรูปกิ่งไม้นับพันกิ่งอย่างประณีต เอ็ดก้าวไปเปิด ช่างน่าแปลกที่น้ำหนักของบานประตูช่างเบาบางราวกับเป็นไม้เปราะต่างกับที่เห็นว่าทั้งมั่นคงและแข็งแรง ทั้งคู่ย่ำเท้าเข้าไปข้างในก่อนจะตะลึงงันกับภาพที่ได้เห็นอยู่ตรงหน้า 

สิ่งที่พวกเขาเห็นคือห้องสมุดที่ภายในเหมือนกับซากปรักหักพังของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แต่ใหญ่กว่ามาก ซึ่งเต็มไปด้วยตู้ชั้นหนังสือขนาดสูงลิบราวๆ 25 ชั้นที่เต็มไปด้วยหนังสือที่มีใยแมงมุมและฝุ่นผงนับร้อยกว่าตู้ กับบานกระจกโมเสสขึ้นฝ้านับพันบานที่เรียงต่อกันเป็นรูปนางฟ้าและเทวดา ซึ่งบ้างก็แตกเป็นรอยจากอะไรบางอย่างที่โยนใส่จนเห็นภายนอกที่มีเพียงแค่ความมืด 

พอสองชายหนุ่มยืนชื่นชมศิลปะกอธิคได้ไม่กี่ชั่วครู่ ฮีริคก็สะกิดพี่ชายของตัวเอง เอ็ดหันมามองน้อยชายก่อนจะเห็นสีหน้าของเขากำลังชะงัก “อะไรฮีริค?” พี่ชายถาม ก่อนที่ฮีริคจะชี้ไปที่ช่องทางเดินระหว่างชั้นหนังสือ เอ็ดส่องไฟดูตรงจุดที่น้องชายบอกแต่ก็ไม่พบอะไร นอกจากความว่างเปล่า 

“เมื่อกี้นายเห็นอะไร?” พี่ชายถาม ความรู้สึกอึดอัดเริ่มมากขึ้น 

“เธอ” น้องชายตอบ “เธอคนที่ฉันเจอหน้าห้องประหลาดนั้น ฉันเห็นหล่อนยืนตรงสุดหัวมุมตรงนั้นแล้วก็เดินเลี้ยวไปทางขวา” 

“อย่าบอกนะว่าเธอคนนั้นคือวิญญาณที่นายเห็นเมื่อตอนนั้นน่ะ” เอ็ดพูด 

“ใช่” ฮีริคบอก ก่อนที่เขาจะเริ่มเดินไปตรงจุดที่ตัวเองชี้ “ฉันว่าเธอกำลังนำทางเรา เราควรจะ--” 

ไม่ทันทีหนุ่มชายจะได้เดินไปไหนไกล เอ็ดก็จับไหล่หยุดเขาไว้ได้ก่อน 

“ใจเย็นก่อนซิฮีริค” พี่ชายบอก “ก็จริงอยู่ว่าวิญญาณตนนั้นอาจจะกำลังช่วยเรา แต่ครั้งแรกที่นายบอกฉันเกี่ยวกับเธอ ฉันก็เริ่มตงิดใจว่าเราควรจะเชื่อวิญญาณตนนั้นไหม แล้วคราวนี้พอพวกเราลงลิฟต์มา จู่ๆก็มีตัวอะไรไม่รู้โผล่ออกมาโจมตีเรา นายไม่คิดบ้างเหรอว่านี้อาจจะเป็นกับดักล่อให้พวกเราไปตายกันทั้งหมดก็ได้น่ะ” 

“ฉันรู้” ฮีริคยอบรับ “แต่ห้องสมุดนี้มันใหญ่เกินไปและเราก็มีเวลาไม่ถึงชั่วโมง เราอาจจะต้องเสี่ยง” 

“นายแน่ใจนะ?” เอ็ดถามเป็นครั้งสุดท้าย น้องชายลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะพยักหน้า แล้วทั้งคู่ก็ตัดสินใจเดินตามรอยของวิญญาณไป ฮีริคเป็นคนเดินนำหน้า เขาเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาที่มุมนั้นมุมนี้ที่จนพี่ชายของเขาเริ่มจะเวียนหัว ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังเดินตามวิญญาณอยู่นั้นเอง ทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างมาจากไกลๆหลังชั้นหนังสือ เหมือนคนกำลังย่ำเท้าแต่เสียงที่ว่านั้นหนักเกินมนุษย์ปกติ นานๆครั้งก็ปนกับเสียงอะไรซักอย่างที่ตกกระแทกพื้น 

หลังจากเดินตามรอยอยู่พักหนึ่งวิญญาณตนนั้นก็หายไป ทั้งคู่มาหยุดตรงที่บริเวณลานโล่งของห้องสมุดซึ่งมีแสงไฟจากตะเกียงล้อมรอบ ที่นั้นมีโต๊ะไม้โบราณตัวใหญ่ที่ด้านบนเต็มไปด้วยกองภูเขาหนังสือ พอทั้งคู่มองดูดีๆก็พบกระดาษบันทึกฉบับหนึ่งซึ่งถูกวางทับอยู่ใต้หนังสือเล่มหนึ่งที่มีเศษผงขี้เถ้าสีดำอยู่ข้างๆ นอกจากนั้นใกล้ๆโต๊ะก็ยังมีซากสิ่งก่อสร้างคล้ายแท่นหินที่ถูกอะไรบางอย่างทุบจนแตกละเอียดและเผาจนเกรียม 

หนุ่มชายทั้งสองไม่รอช้าเดินเข้าไปหยิบกระดาษบันทึกเพื่อหาเบาะแส ข้อความข้างในเขียนว่า 

  

ผมคิดว่ามันไม่จำเป็นเท่าไหร่หรอกที่จะต้องเขียนบันทึกฉบับนี้ แต่เผื่อไว้ก่อนดีกว่า ตอนนี้ผมได้พบกับพืชชนิดหนึ่งบนแท่นหินที่ห้องสมุด ซึ่งถ้าจำไม่ผิด มันคับคล้ายคับคาเหมือนต้นใบมิ้นท์ที่ผมเคยปลูกเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน ทว่าส่วนลำต้นนั้นสูงกว่าราวๆ 1 เมตร และใบนั้นก็ใหญ่เท่ามือคน ผมตั้งชื่อมันว่า ‘ต้นใบมิ้นท์ปลอม’ และลองเอาส่วนของใบไปทดลองแล้วก็ค้นพบว่ามันมีฤทธิ์แก้อาการที่เกิดจากการดื่มน้ำสีดำได้อย่างดี(หรือก็คือสามารถแก้อาการซึมเศร้าขั้นรุนแรงได้นั้นแหละ) ผมจึงพอเริ่มจะเข้าใจที่มาของพืชต้นนี้แล้วว่ามันมาจากไหน ใบพืชนี้จะช่วยให้ผมอยู่รอดต่อไปได้ และถ้าคุณต้องการใบมิ้นท์ปลอมนั่น จงรู้ไว้ว่ามันจะอยู่ตรงนั้นเสมอไม่ได้หายไปไหน สำหรับตอนนี้ผมต้องรีบกลับไปที่ห้องทำงานแล้ว 

  

ทั้งสองพี่น้องมองหน้ากันและต่างก็รู้ว่าอีกฝ่ายก็มึนงงกับสิ่งที่บันทึกเขียนเอาไว้เช่นกัน แต่ที่ทั้งสองค่อนข้างมั่นใจก็คือซากแท่นหินที่พวกเขาเห็นนั้นจะต้องเป็นจุดของสมุนไพรที่ทั้งคู่ตามหาอยู่แน่ๆ เพียงแค่ว่ามันไม่อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว จะเหลือก็เพียงซากสะเก็ดของหินอ่อนที่กระจายทั่วพื้นห้องก็เท่านั้น 

“หมายความว่ายังไงที่บอกว่ามันอยู่ตรงนั้นเสมอ” ฮีริคพึมพำ “มันถูกทำลายไปแล้ว” 

“อาจจะ” เอ็ดพูดขึ้น เขารู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างแปลกๆ “ตรงนั้นที่ว่าอาจจะไม่ใช่ที่นี้ ซึ่งเป็นไปได้ว่าเขาจะนำมันไปซ่อนไว้ที่ใดซักแห่งหนึ่ง แต่ที่ไหนกันล่ะ?” 

“ก็นั้นน่ะสิ” น้องชายร่วมพิจารณา พลางเอาเท้าของตัวเองไปเขี่ยดูซาก แต่ก็ไม่พบอะไรเพิ่มเติม “ “แต่ที่เขียนมันไม่ได้บอกเลยว่ามันมีการเคลื่อนย้ายอะไร แถมดูเหมือนหลังจากนั้นคนเขียนก็กลับไปที่ห้องทำงานทันทีด้วย ถ้าเป็นบันทึกเผื่อฉุกเฉินก็น่าจะบอกใบ้ซักหน่อยซิ แต่นี้มันไม่มีบอกอะไรเลย” 

เอ็ดถอนหายใจ “เหมือนเป็นปริศนา” หนุ่มชายพึมพำ ทำไมต้องมาแก้ปริศนาในตอนที่กำลังรีบๆอยู่ด้วยนะ 

ทันใดนั้นจู่ๆหนังสือเล่มหนึ่งบนชั้นหนังสือใกล้ๆพวกเขาก็ตกกระทบพื้น ทั้งสองหันไปมองแล้วก็เหลือบเห็นอะไรบางอย่างตัวขนาดเท่าเด็กตรงบริเวณช่องว่างของชั้นหนังสือ มันวิ่งหายไป สองชายหนุ่มตะลึงงัน มันคือตัวอะไรกันแน่ พวกเขาแทบไม่ได้ยินเสียงย่ำฝีเท้ามันเลยด้วยซ้ำ ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังฉงนอยู่ หนังสือเล่มอื่นๆบนชั้นหนังสือนั่นก็ค่อยๆหล่นลงมาเหมือนถูกผลัก ทั้งคู่ตกใจแล้วรีบถอยหลังห่างจากพวกมัน พอรู้ตัวอีกพวกเขาก็มายืนอยู่ใกล้ชั้นหนังสือฝั่งตรงข้ามแล้ว 

แต่ไม่นานนัก ทุกอย่างก็เงียบสงัด หนังสือแต่ละเล่มหยุดหล่นลงมา และบรรยากาศก็เริ่มกลับมาสงบ ทว่าขาทั้งสองข้างของสองชายหนุ่มกลับยังไม่ยอมขยับ พวกเขาทำได้แค่เอนหัวมองซ้ายมองขวาเพื่อดูว่าตัวอะไรนั่นยังอยู่หรือเปล่า แต่ก็ไม่พบว่ามันอยู่ตรงนั้นเลย แล้วมันหายไปไหนกันล่ะ? 

ในขณะที่พวกเขากำลังยืนนิ่งอยู่นั่นเอง จู่ๆก็มีอะไรบางอย่างพุ่งตัวออกมาจากชั้นหนังสือเข้าหาเอ็ดจากด้านหลัง มันเกาะหัวของเขา หนุ่มชายรีบเอามือคว้าจับตัวมันเอาไว้และวิ่งไปมาอย่างล้นลาน ทว่าเจ้าสิ่งนั้นกลับเกาะหนุ่มชายแน่นเกินจนเขาเอามันออกไปไม่ได้ ฮีริคที่อยู่ข้างๆหันไปมองด้วยความตกใจ เขาเห็นตุ๊กตาหมีที่เหมือนถูกเก็บมาจากกองขยะซึ่งมีใบหน้าคล้ายสัตว์จริงๆและมีรอยเย็บเต็มไปทั้งตัวกำลังขี่คอพี่ชายของตัวเองและพยายามง้างมีดขึ้นสนิมแทงหัวเขา 

ฮีริครีบคว้าหนังสือเล่มหนาที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด แล้ววิ่งไปฟาดใส่เจ้าหมีวิปริตจนมันกระเด็นออกจากคอเอ็ด มันกระแทกพื้นเข้าอย่างจังก่อนจะลุกขึ้นยืนขู่ฟ่อเหมือนงูพิษ แล้วรีบวิ่งหนีเข้าไปในความมืด 

“ใช่! หนีไปเลยเจ้าหมีตาขาวเอ้ย!” ฮีริคตะโกนดูถูก “ถ้ากลับมาอีกละก็--!” 

ไม่ทันที่หนุ่มชายจะพูดจบ ก็มีอะไรบางอย่างค่อยๆก้าวเข้ามา เสียงฝีเท้าของมันแต่ละก้าวหนักอึ้งจนทำเอาลืมหายใจ เมื่อแสงไฟจากมือถือกระทบกับตัวของสิ่งนั้น ก็ปรากฏให้เห็นร่างของสุนัขไร้ขนตัวใหญ่ยักษ์เท่าลูกช้างที่มีแผลเหวอะวะเต็มตัว มันมีเคี้ยวแหลมและยาวเท่าดินสอแทงหนึ่ง ปากเต็มไปด้วยน้ำลายที่ไหลออกมาไม่ยอมหยุด แววตาของมันจ้องตาพวกหนุ่มชายราวกับเห็นอาหารอยู่ตรงหน้า บนหลังของมันมีเจ้าตุ๊กตาหมีโรคจิตตัวเดิมขี่อยู่ มันมองหน้าฮีริคพร้อมกับแสยะยิ้มด้วยปากที่เหมือนสัตว์กระหายเลือด 

“โอ้ตายละ..” หนุ่มชายทั้งสองพูดพร้อมกันอย่างหวั่นเกรง ก่อนที่เจ้าหมีจะชี้แขนสั่งแล้วโห่ร้องด้วยเสียงฟ่อให้สุนัขโจมตี เจ้าสี่ขาวิ่งเข้ามาหาอย่างบ้าคลั่ง ทั้งคู่ไม่รอช้ารีบหันหลังแล้ววิ่งหนีเข้าไปในซอกชั้นหนังสือ พวกเขาได้ยินเสียงสัตว์ร้ายกระแทกเข้ากับชั้นหนังสือจนทำให้ของที่อยู่บนนั้นแต่ชิ้นละตกลงมา ฮีริครีบวิ่งขึ้นหน้าแล้วหันกลับมามองเอ็ดก่อนจะพยักหน้าเป็นสัญญาณ พอมาถึงทางแยก สองชายหนุ่มก็วิ่งไปคนละทาง เจ้าสุนัขยักษ์สับสนว่าจะตามใคร มันเลือกที่จะตามเอ็ดก่อน แต่สักพักหนุ่มชายก็เลี้ยวหนีก่อนที่ฮีริคจะเผยตัวออกมาให้ไล่แทน ทั้งคู่วิ่งอยู่อย่างนี้สลับกันไปพักหนึ่งจนเจ้าสุนัขยักษ์ตามไม่ทัน สองพี่น้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มันคำรามร้องเสียงดังลั่นจนพื้นสะเทือนก่อนที่จะออกตัววิ่งด้วยความเดือดดาล 

“มันไปแล้ว” ฮีริคกระซิบบอกพี่ชายที่อยู่ข้างๆตน พวกเขาอยู่ด้านบนสุดของชั้นหนังสือและกำลังคุกเข่ามองเจ้าสัตว์ร้ายวิ่งจากไปอย่างเงียบๆ 

“เราต้องรีบหาใบมิ้นท์ปลอม” พี่ชายบอก “ไม่อย่างนั้นเราได้กลายเป็นอาหารมันแน่” 

“ใช่ แต่ว่ามันอยู่ไหน?!” ฮีริคพึมพำ “เราก็วิ่งหลบมันมาหลายรอบแล้ว แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีร่องรอยของสมุนไพรเลยซักนิด ถ้าไม่ถูกทำลายไปแล้วมันจะไปอยู่ที่ไหนได้ล่ะ?” 

“อยู่ที่ไหน?” เอ็ดชะงักราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ ถ้าเกิดบันทึกไม่ได้บอกว่าใบ้ว่ามันอยู่ไหน สถานที่ที่สมุนไพรถูกซ่อนเอาไว้ก็อาจจะเป็น— 

“ฉันว่าฉันพอจะรู้แล้วว่าสมุนไพรนั้นอยู่ที่ไหน..” เอ็ดบอก 

“ฮะ?” ฮีริคประหลาดใจ “แล้วมันอยู่ที่ไหนล่ะ?” 

“ฉันก็ไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่าแต่--” พี่ชายลังเล “ที่นี้มันมีแต่อะไรแปลกๆ ถ้าไม่เราลองดูก็ไม่รู้ แต่ก่อนหน้านั้--” 

ยังไม่ทันที่เอ็ดจะพูดจบ จู่ๆชั้นหนังสือที่พวกเขาอยู่ก็สั่นจนทั้งคู่เกือบล่วงลงไป พอทั้งคู่มองลงไปข้างล่างก็พบว่าเจ้าสุนัขยักษ์ได้เจอตัวพวกเขาแล้ว และมันก็กำลังผลักชั้นหนังสือให้พวกเขาตกลงมาด้วย 

“มันเจอพวกเราแล้ว?!” ฮีริคตื่นตระหนก “ได้ไง?!” 

“มันเป็นสุนัขฮีริค” เอ็ดตอบ ใบหน้าของเขาไม่ต่างจากน้องชายเลยแม้แต่น้อย “มันดมกลิ่นตามพวกเรา!” 

ชั้นหนังสือเริ่มเอนไปอีกด้านหนึ่ง สองชายหนุ่มตื่นตระหนก พยายามรีบคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี แต่ไม่ทันไรพวกเขาก็เอนไปพร้อมกับชั้นหนังสือที่กำลังจะชนเข้ากับชั้นหนังสืออื่นข้างๆเหมือนโดมิโน่ สองพี่น้องลุกขึ้นทรงตัวแล้วก้าวไปบนชั้นหนังสือที่ถูกเอนใส่ไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันเจ้าสุนัขยักษ์ก็พยายามจะวิ่งไต่ขึ้นมาเพื่อหวังจะขยำพวกเขา 

“ไม่มีทางเลือกแล้วเราต้องโดด” ฮีริคบอกพลางชี้ไปที่ด้านหลังตัวเอง 

“น่าจะบ้าไปแล้วหรือไง?!” เอ็ดพูด 

“ไม่มีเวลาแล้ว!” น้องชายว่า ก่อนที่เขาจะหันหลังวิ่งจนพี่ชายของเขาเกือบตามไม่ทัน ในจังหวะที่ชั้นหนังสือกำลังจะล้มถึงพื้นนั่นเอง ทั้งคู่ก็กระโดดลงมาในทันที พอเท้าของพวกเขาแตะพื้น ทั้งสองก็ไม่รอช้ารีบเร่งฝีเท้าหนีให้ห่างจากสิ่งที่กำลังตามมาอย่างกระหายเลือด 

“เราต้องจัดการมันก่อน ไม่งั้นเราไปไม่ถึงสมุนไพรแน่!” เอ็ดบอก ในขณะที่กำลังวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย 

“ตอนนั้นนายบอกว่ามันดมกลิ่นเราได้ใช่ไหม?” ฮีริคพูดขึ้นพลางหอบ “ฉันมีแผนแล้ว” 

ผู้เป็นน้องอธิบายแผนการของเขาให้พี่ชายฟัง เอ็ดทำท่าว่าจะไม่เห็นด้วยแต่สุดท้ายเขาก็ยอม ก่อนที่ทั้งสองจะวิ่งแยกจากกัน ฮีริคไม่แน่ใจว่าตัวเองทำถูกไหมที่ทำแบบนี้ แต่ถ้าเป็นไปได้เขาก็คิดจะพยายามสลัดเจ้าสุนัขยักษ์นั้นให้หลุดจากพวกเขาอีกครั้ง ทว่าไม่ทันไรสัตว์ประหลาดสี่ขานั้นก็พุ่งทะลุออกมาจากชั้นหนังสือเพื่อหวังจะตะปบหนุ่มชาย ฮีริคกระโดดหลบได้ทันทว่าแขนของเขากลับถูกกรงเล็บของมันข่วนจนเลือดไหลออกมา หนุ่มชายร้องอย่างเจ็บปวดพลางเอามือตัวเองปิดบาดแผลเอาไว้ก่อนที่จะออกวิ่งอีกครั้ง เจ้าหมีที่อยู่ด้านหลังหัวเราะอย่างสะใจเมื่อได้เห็นฮีริคบาดเจ็บ มันสั่งให้คู่หูของมันออกไล่ล่าเขาต่อ หนุ่มชายหันไปมองข้างหลังและพบว่ามันกำลังตามมาติดๆ เขาเริ่มหายใจไม่ออกและเส้นเอ็นขาก็เริ่มตึง  ฮีริคเริ่มมั่นใจแล้วว่าตัวเองหนีมันไม่พ้นแน่ๆ แผนที่วางไว้ทีแรกพังไม่เป็นท่า 

ทว่าทันใดนั้นก็มีเสียงอะไรบางอย่างมาจากด้านหลังชั้นหนังสือที่ทั้งสามอยู่ เจ้าสัตว์ร้ายทั้งสองต่างประหลาดใจและมองไปหาที่มาของเสียง จังหวะนั้นเองฮีริคก็รีบเร่งฝีเท้าขึ้นไปอีก ก่อนที่พวกมันจะรู้ตัวว่าทั้งหมดที่ผ่านนั้นมาล้วนเป็นกับดัก ก็จริงอยู่ที่ว่าแผนแรกของเขานั้นผิดพลาดไม่เหลือชิ้นดี แต่คนเจ้าเล่ห์อย่างหนุ่มชายย่อมมีแผนสำรองไว้เสมอ ฮีริคได้ตกลงกับเอ็ดว่าถ้าหากพวกมันทั้งสองตัวไล่ล่าพวกเขาเพียงคนเดียว คนๆนั้นจะต้องวิ่งเป็นเหยื่อล่อให้ในขณะที่อีกคนหนึ่งจะต้องรอจังหวะเพื่อทำตามแผนต่อไปที่วางเอาไว้ซึ่งก็คือการผลักชั้นหนังสือให้มาทับใส่พวกมัน 

ฮีริคหัวเราะร่าอย่างสนุกใจโดยที่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองบ้าไปแล้วหรือเปล่า เจ้าสัตว์ร้ายทั้งสองตัวขู่คำรามอย่างเกรียวกราดจากด้านหลังและพุ่งตัวหมายจะขยำกินหนุ่มชายทั้งเป็น แต่ทันทีที่พวกมันกำลังใกล้จะถึงตัวเขา ชั้นหนังสือข้างๆทั้งสามก็เอนมาหาพวกเขา ฮีริคมองเห็นแสงไฟจากบริเวณลานโล่งที่คุ้นเคย เขาย้ำกับตัวเองไม่ให้หยุดวิ่งแม้จะรู้ว่าหัวใจตัวเองแทบจะระเบิดอยู่แล้วก็ตาม แต่แล้วเจ้าสัตว์ร้ายสี่ขาก็ตามหนุ่มชายทัน มันกำลังจะฟาดกรงเล็บใส่เขา ทว่าฮีริคก็รีบกระโดดหลบไปข้างหน้าในจังหวะเดียวกับที่ชั้นหนังสือเอนใส่พวกมันทั้งสองตัว ร่างของเขาพุ่งตัวออกมาได้ทันก่อนที่จะถูกทับ แต่แขนของหนุ่มชายก็กระแทกลงกับพื้นอย่างจังซึ่งก็โชคดีที่เขาไม่รู้สึกว่ามีกระดูกส่วนไหนหัก 

ฮีริคค่อยๆพยุงตัวเองยืนขึ้นแล้วเดินไปหยิบตะเกียงใกล้ๆ หนุ่มชายค่อยย่างกายขึ้นไปหาสิ่งที่กำลังขู่คำรามและพยายามจะตะกุยตัวเองออกมาจากซากชั้นหนังสือที่เอนลงมา เมื่อเขาไปใกล้ เจ้าหมีโรคจิตก็พุดออกมาจากกองหนังสือและกำลังเตรียมง้างแทงหนุ่มชาย ก่อนที่มันจะรู้ตัวว่าฮีริคก็เตรียมโต้กลับไว้แล้วเช่นกัน 

“ขอให้ไปสู่สุขคติ” หนุ่มชายกล่าวปิดทิ้งทาย เจ้าหมีรีบฟาดมีดใส่แต่ก็ดันไปโดนเข้ากับตะเกียงที่ฮีริคฟาดมาพอดี เปลวไฟบรรลัยกัลป์คลอกตัวของมัน ก่อนที่จะลามไปติดกับหนังสือที่อยู่ใกล้ๆ สัตว์ร้ายทั้งสองตัวโหยหวนกรีดร้องอย่างเจ็บปวด ในขณะที่พวกมันกำลังถูกเผา ฮีริคก็เดินจากไปพร้อมกับหันหน้าหนีเพราะมันเป็นภาพที่ไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย 

หลังจากเดินมาไกลกองไฟมาได้ซักระยะ ฮีริคก็กุมเข่าหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอด พลางเหลือบมองดูเปลวไฟขนาดใหญ่ที่กำลังลุกอย่างโชดช่วง เสียงกรีดร้องที่เขาได้ยินหายไปแล้ว ไม่ต้องสืบก็รู้ว่าพวกเขาทั้งสองคนทำสำเร็จ สักพักต่อมาเอ็ดก็พบตัวน้องของเขา หนุ่มชายรีบเดินเข้ามาหาก่อนจะชกไปที่แขนของฮีริคที่โดนข่วนเต็มแรง 

“โอ้ย!!” ฮีริคร้องอย่างเจ็บปวด “นายเป็นบ้าอะไรเนี้ย?!” 

“ฉันโกรธ” พี่ชายถลึงตามองหนุ่มชาย ฮีริคจ้องหน้าเขากลับ เอ็ดมีสิทธิอะไรจะมาใช้อารมณ์ทำร้ายเขา ทั้งๆที่หนุ่มชายเองก็พยายามจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ไม่ทันที่ฮีริคจะได้พูดโต้อะไรไป พี่ชายก็เข้ามากอดเขา 

“เออ...” ผู้เป็นน้องพูดอะไรไม่ออก เขานิ่งเงียบกับความรู้สึกที่เอ่อล้นเข้ามาข้างใน 

สักพักต่อมา เอ็ดก็ถอยตัวออกก่อนที่เขาจะดึงผ้าเช็ดหน้าตัวเองมาพันแผลให้น้องชาย หลังจากนั้นก็ตบไหล่เขาแล้วพูด “ไปหาใบมิ้นท์นั้นกันต่อเถอะ” 

“อ่า” ฮีริคตกลง แล้วจึงเดินตามพี่ชายกลับไปที่ซากแท่นหิน 

                “แล้วตกลง นายคิดว่าสมุนไพรนั้นมันอยู่ที่ไหนกันล่ะ?” น้องชายถามในขณะที่กำลังยืนจ้องมองเศษหินอ่อนที่แตกกระจาย 

                “มันไม่ได้อยู่ไหนหรอกฮีริค” เอ็ดบอก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสน “บันทึกบอกว่ามันอยู่ตรงนั้นเสมอ เพียงแต่เรายังขาดอะไรไปบางอย่าง” 

                “ขาดอะไร?” ฮีริคงงงวย “กุญแจหรือไง?” 

                “จะเรียกว่าอย่างงั้นก็ได้” พี่ชายพินิจก่อนจะยื่นมือไปข้างหน้าราวกับกำลังจะจับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น เอ็ดหลับตาลง บันทึกได้บอกเอาไว้อย่างหนึ่งก็คือ ‘จงจำเอาไว้ว่ามันอยู่ตรั้งนั้นเสมอ’ คำว่า ‘จงจำเอาไว้’ มันฟังดูเหมือน ‘ให้พึงระลึกเอาไว้’ ไม่มีผิด หรือก็คือกุญแจสำคัญในการเข้าถึงต้นสมุนไพรก็คือ— 

                จู่ๆมือของเอ็ดก็สัมผัสกับอะไรบางอย่างซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นหยาบๆ ขนาดเท่าฝ่ามือของเขาพอดี ฮีริคยืนมองด้วยความตะลึงงันกับภาพที่เห็นตรงหน้า พอผู้เป็นพี่ชายลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองกำลังจับใบมิ้นท์ขนาดยักษ์บนต้นสมุนไพรที่สูงเกือบเท่าครึ่งตัวของหนุ่มชายบนแท่นหินอ่อนที่ตอนนี้กลับเป็นสภาพเดิมที่แกะสลักอย่างสวยหรู เอ็ดไม่รอช้ารีบเด็ดใบออกมาจำนวนหนึ่งใส่กระเป๋าเสื้อ ก่อนที่จะร่วมมองดูบริเวณโดยรอบพร้อมกับน้องชาย พวกเขายืนงงเมื่อเห็นเส้นอะไรบางอย่างเรืองแสงเป็นสีทองอร่ามล้อมเป็นวงรอบบริเวณลานโล่งที่ทั้งสองอยู่ ภายนอกอาณาเขตเป็นห้องสมุดมืดๆที่พวกเขารู้จัก ทว่าภายในกลับดูเหมือนใหม่อย่างน่าพิศวง หนังสือที่เคยกระจัดกระจายบนโต๊ะก็หายไปเหลือแต่เพียงไม่กี่เล่มกับกระดาษบันทึกที่เพิ่มมาอีกหนึ่งฉบับ 

                “อะไรเนี้ย..” ฮีริคตะลึง “น..นายทำได้ไงเอ็ด” 

                “ฉันก็ไม่รู้” เอ็ดพูดตามตรงด้วยใบหน้าที่งงงวย “ฉันรู้เพียงแค่ว่าเราต้องจินตนาการไว้เสมอว่าสมุนไพรอยู่ตรงนั้นถึงจะจับมันได้ แต่ฉันไม่คิดว่ามันจะมีผลขนาดนี้” 

                “เอาเถอะเรารีบไปหาแอนนี่กันก่อนดีกว่า” น้องชายพูดก่อนที่เขาจะเดินนำไป เขาไม่มีเวลามาหาคำตอบให้เรื่องบ้าพวกนี้แล้ว ทว่าเอ็ดก็เหลือบไปเห็นกระดาษบันทึกแผ่นหนึ่งที่ยังไม่เคยอ่านเข้าพอดี “เฮ้” หนุ่มชายไม่รอช้ารีบหยิบมันขึ้นมาแล้วเดินไปหาน้องชายของตัวเอง 

“ดูนี้สิ” พี่ชายยื่นให้ฮีริคดู 

“บันทึกอีกแล้วเหรอ?” น้องชายพูดก่อนจะเริ่มอ่านพร้อมกับเอ็ด 

                ………………………. 

                “มาๆ เข้ามาข้างในก่อน” แม่บ้านเชิญชวนให้แอนนี่กับอาเธอร์เข้ามาในบ้าน ใบหน้าสีขาวซีดของหล่อนเรียวงามและดวงตาก็เป็นสีเขียวมรกตเหมือนของหนุ่มชายจนชวนให้หญิงสาวอยากจ้องมองมันไปตลอดกาล ก่อนที่อาเธอร์จะจับมือเธอแล้วหัวใจของหล่อนกลับมาเตลิดอีกครั้งหนึ่ง 

                “มาเถอะ” อาเธอร์บอก 

                “อ..อืม” แอนนี่พยักหน้าก่อนที่จะเดินตามพวกเขาเข้าไปข้างใน 

                ภายในตัวบ้านที่หญิงสาวเห็นนั้นแปลกตากว่าบ้านปกติที่เธอเคยเห็นมา มันมีแค่เพียงโถงทางเดินไม้โทรมๆที่เชื่อมระหว่างสามห้อง โดยห้องแรกเป็นห้องครัวแบบยุคกลางที่มีอุปกรณ์ทำอาหารมากมายเต็มทั้งผนังกับโต๊ะเคาร์เตอร์ และมีเตาพังอยู่ติดผนังโดยมีโต๊ะไม้ทานข้าวตัวโตอยู่กลางห้อง ส่วนห้องที่สองอยู่ห่างออกไปหน่อยทางขวามือเป็นบันไดลงไปชั้นล่างซึ่งน่าจะเป็นใต้ดิน และส่วนห้องสุดท้ายที่อยู่ตรงหัวมุมสุดของโถงทางเดินนั้นมีประตูปิดเอาไว้จึงไม่รู้ว่าเป็นห้องอะไร แต่แอนนี่เดาว่าน่าจะเป็นห้องนอนไม่ก็ห้องอาบน้ำ 

  

1887, วันที่ 5 กรกฏาคม 

                ไม่อยากจะเชื่อเลย นี้ผมเป็นพ่อภาษาอะไรกันถึงไม่มีเวลาดูแลลูกของตัวเอง ผมต้องหาเวลาให้แกบ้างแล้วแต่ผมก็ไม่สามารถจะทิ้งงานไว้กลางคันได้เช่นกัน ผมจึงเลือกที่จะจ้างแม่บ้านและพี่เลี้ยงเด็กมาดูแลเธอแทนผมไปก่อนชั่วคราว ซึ่งก็โชคดีที่ผมได้ไปเจอกับแคททารีนเข้า เธอเป็นแม่บ้านที่เก่งเอามากๆ เพียงแค่ว่าระเบียบจัดไปหน่อย  

  

                “แหม่ๆ” แม่อาเธอร์พูดขึ้นหลังจากปิดประตูหน้าบ้าน “ไม่นึกเลยว่าลูกจะพาแฟนมาที่บ้านด้วย รู้งี้แม่น่าจะเตรียมกับข้าวไว้ก่อนดีกว่า” 

                “ร..เราไม่ใช่แฟนกันหรอกครับ/ค่ะ!” ทั้งสองพูดพร้อมกัน ก่อนที่จะมองหน้าอีกฝ่ายแล้วหันหนีด้วยใบหน้าแดงแจ๋ 

                “จ้า” แม่ของอาเธอร์เอามือปิดลิ้มฝีปากเพื่อแอบหัวเราะ “แม่แค่ล้อเล่นเอง จะว่าไปแม่หนูชื่ออะไรเหรอจ้ะ?” 

                “หนูชื่อแอนนี่ค่ะ” หญิงสาวตอบ 

                “แอนนี่ซินะจ้ะ ไหนๆก็มาแล้วมาร่วมทานข้าวกับพวกเราไหม?” 

                “อ..เออคือ” แอนนี่กำลังจะพูดขอความช่วยเหลือ ทว่าอาเธอร์ก็แตะไหล่เธอเพื่อบอกว่าเขาจะเป็นคนพูดเอง 

                “แม่ครับ” หนุ่มชายกล่าว “แอนนี่เพิ่งดื่มน้ำทมิฬเข้าไปและตอนนี้อาการก็เข้าสู่ระยะแรกแล้ว ผมเพิ่งให้ยารักษาชั่วคราวไป แต่ตอนนี้ผมว่าเธอคงต้องได้รับยารักษาจริงๆแล้ว” 

                แม่ของอาเธอร์ตกใจ เธอเอามือจับแก้มหญิงสาวด้วยใบหน้าที่เวทนา “โถ่แม่หนูน้อย ยังเด็กอยู่แท้ๆ” 

                “ช่วยเธอด้วยเถอะ แม่ครับ” อาเธอร์ขอ 

  

  

แคททารีนทำงานมาได้ 2 สัปดาห์แล้ว ลูกสาวของผมก็ชอบเธอมาก เพราะหล่อนค่อนข้างจะใจดีจนทำเอาหัวใจผมหวั่นไหวแน่ะ และเธอก็ยังมีลูกชายด้วย เด็กคนนั้นชื่อ ‘อาเธอร์’ ค่อนข้างเป็นเด็กขี้อายไม่ชอบสุงสิงกับใคร แคททารีนมักจะขอผมอนุญาตให้พาเขามาเล่นกับโดโรทีเสมอ พวกเขาสนิทกันมาก ทุกครั้งที่เด็กๆออกไปเล่นที่หน้าบ้านด้วยกัน ผมก็อดยิ้มไม่ได้ที่ได้เห็นหน้าลูกสาวมีความสุขขนาดนั้น 

  

                “ได้จ้ะ” แม่ของเขาตกลง “แต่ ลูกได้นับหรือเปล่าว่าเรายังเหลือเวลาอีกเท่าไหร่” 

                “ราวๆ..” อาเธอร์พินิจ “2 ชั่วโมงครับ” 

                “ถ้างั้นเราก็ควรให้เธอได้ทานอะไรก่อน” หญิงวัยกลางคนบอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม 

                “ต..แต่ว่า” อาเธอร์พยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แม่ของเขาก็เอานิ้วชี้จิ้มลิ้มฝีปากหนุ่มชายไว้เสียก่อน 

                *ชู่ว* หญิงวัยกลางคนผิวปาก “แอนนี่ยังไม่แข็งแรงอาเธอร์ ถ้าเธอจะต้องเข้ารับยา ก่อนอื่นเธอต้องได้ทานข้าว ลูกก็รู้ไม่ใช่เหรอ?” 

                ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่พักหนึ่ง หญิงสาวที่อยู่ข้างๆมองพวกเขาอย่างสงสัย ก่อนที่อาเธอร์จะพูดขึ้น 

                “ค..ครับ” หนุ่มชายบอก “ผมแค่เป็นห่วงเธอ” 

                “เธอจะไม่เป็นไรจ้ะ” แม่บ้านลูบหัวเขาพลางแหล่มองแอนนี่ด้วยแววตาอบอุ่น “คราวนี้เป็นเด็กดีและช่วยไปเตรียมของทำอาหารที่ชั้นใต้ดินให้แม่หน่อยสิจ้ะ” 

                “ครับ” อาเธอร์พยักหน้าแล้วเดินไปที่ห้องชั้นใต้ดิน แต่ก่อนไปเขาก็มองหน้าของแอนนี่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล หญิงสาวมองเขากลับและรู้ว่าหนุ่มชายกำลังคิดอะไรอยู่ 

                “ฉันไม่เป็นอะไรหรอกอาเธอร์” เธอบอกพลางส่งยิ้มให้เขา หนุ่มชายไม่ตอบอะไรเพียงแต่ยิ้มให้แล้วจึงเดินลงบันไดไปชั้นใต้ดิน 

                “มาเถอะจ้ะ แอนนี่” แม่ของอาเธอร์เข้าไปโอบไหล่หญิงสาว “ไปนั่งที่ห้องครัวกันก่อน” 

  

                เย็นพรุ่งนี้พวกเราสองครอบครัวมีนัดทานข้าวด้วยกัน จะเรียกว่าเดทก็ได้แหละ(หวังว่าคุณคงไม่ได้อ่านบันทึกนี้นะแคท ไม่งั้นผมคงอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน) ผมเลยว่าจะลองทำอาหารด้วยตัวเองดูซักหน่อย อยากรู้จังว่าเธอชอบทานอะไร 

  

                ทั้งสองเดินเข้าห้องครัว ก่อนที่หญิงวัยกลางคนจะพาแอนนี่ไปนั่งที่โต๊ะแล้วกลับไปเตรียมอาหารที่โต๊ะเคาร์เตอร์ต่อ แอนนี่พยายามเหลือบมองว่าเธอกำลังจะทำอะไรให้ทาน แต่ก็เดาไม่ออก หญิงสาวเงียบไปสักพักหนึ่งก่อนที่จะพูดอะไรบางอย่าง 

                “จะว่าไปหนูลืมถามชื่อคุณเลยนะคะ” แอนนี่บอก 

                “อ่า จริงด้วยซิ” แม่ของอาเธอร์พูดขณะกำลังหั่นแครอทที่บนเคียง “ฉันชื่อ แคททารีน หรือจะเรียกสั้นๆว่าแคทก็ได้นะจ้ะ” 

                “คุณแคทค่ะคือว่า--” หญิงสาวสงสัย “จะว่าไปแล้วที่นี้มันคือที่ไหนกันเหรอค่ะ?” 

                “นั้นสินะ” แคททารีนพูด แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมต่อจากนั้น 

                “เออ..” หญิงสาวงงงวย “คุณแคทค่ะ” 

                “จ้ะ?” หญิงวัยกลางคนตอบ 

                “เออ..กำลังทำอาหารอะไรอยู่เหรอค่ะ?” แอนนี่ถามต่อ 

                “อาหารจ้ะ” หญิงวัยกลางคนหันมาตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะกลับไปทำครัวต่อ 

                หญิงสาวนิ่งเงียบกับคำตอบที่เธอได้มา แอนนี่พยายามคิดว่าตัวเองเผลอถามอะไรผิดไปหรือเปล่า แต่พอเธอคิดดูดีๆแล้วก็ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น หญิงสาวเดาว่าคุณแคททารีนคงต้องใช้สมาธิในการทำอาหารมากเลยอาจจะตอบอะไรแปลกๆกลับมา พอคิดได้ดังนั้นเธอก็ค่อยโล่งใจแล้วเริ่มนั่งเสพบรรยากาศภายในห้อง หัวของแอนนี่เริ่มคิดอะไรไปเรื่อยตามประสาคนว่างงาน เธอหวนนึกกลับไปตอนแรกที่ได้เห็นท้ายทอยของอาเธอร์ที่เรียบเนียนราวกับหิมะ แต่ก็ดูแข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน จู่ๆหญิงสาวนึกอยากจะเห็นมันอีกครั้งหนึ่งจึงพยายามแอบจ้องมองที่ท้ายทอยของคุณแคททารีน 

  

                อ้อใช่อีกอย่าง วันนี้ผมเพิ่งเห็นว่าแคททารีนมีรอยสักรูปดอกกุหลาบที่ท้ายทอยด้วย ไว้มื้อเย็นพรุ่งนี้ผมค่อยคุยเล่นกับเธอเรื่องนี้ดีกว่า พวกเราคงจะสนุกกันน่าดู 

  

                “พระเจ้าช่วย” ฮีริคเหวอ ไม่ต่างจากเอ็ดที่เดินอยู่ข้างๆ “แอนนี่--” 

                

                แอนนี่ชะงัก เธอค้นพบว่าคุณแคททารีนที่เธอรู้จักมีรูปรอยสักรูปดอกกุหลาบอยู่ที่ท้ายทอย หญิงสาวหวนระลึกที่พี่ชายเตือนเธอเอาไว้ได้อย่างแม่นยำทุกพยางค์ แอนนี่ไม่แปลกใจแล้ว่าทำคุณแคทจึงตอบอะไรแบบนั้น หล่อนแค่ไม่อยากจะตอบเธอต่างหาก 

                แอนนี่เริ่มตระหนักแล้วว่าตัวเองไม่ควรจะอยู่ที่นี้ เธออยากจะวิ่งออกไปอยู่ก็จริง แต่ถ้าทำแบบนั้นคุณแคทก็อาจจะรู้ตัวแล้วไล่เธอทัน หญิงสาวจึงตัดสินใจค่อยๆลุกขึ้นแล้วย่องออกจากห้อง 

                “จะไปไหนเหรอจ้ะแอน?” คุณแคทหันมามองเธอด้วยรอยยิ้มอันแสนคุ้นเคย 

                “อ..อ้อ!” แอนนี่ตอบด้วยความลุกลี้ลุกลน “จะไปเข้าห้องน้ำนะคะ” 

                “แล้วทำไมต้องย่องด้วยล่ะจ้ะ?” หญิงวัยกลางคนเริ่มเดินเข้ามาหาหญิงสาวพร้อมมีดทำครัวในมือ “ปกติแล้วจะต้องขอก่อนไม่ใช่เหรอ? และก็ที่สำคัญ--” 

                แคททารีนวางมีดลงบนโต๊ะแล้วเร่งฝีเท้าเข้ามาหาแอนนี่ “ทำไมต้องตัวสั่นขนาดนั้นด้วยละจ้ะ? ห้องออกจะร้อนขนาดนี้” 

                หญิงสาวเข้าใจแล้วว่าแม่บ้านคนนี้คงรู้ตัวแล้ว เธอจึงไม่รอช้ารีบวิ่งหนี แต่ยังไม่ทันทีแอนนี่จะได้ออกจากห้องครัว อาเธอร์ก็มาขวางหน้าเธอไว้พร้อมกับไม้แผ่นใหญ่ในมือ 

               “ขอโทษนะแอนนี่” หนุ่มชายพูดก่อนที่เขาจะฟาดหัวเธอ แล้วภาพก็ตัดไป 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}