SweirFeng | เสวี่ยเฟิ่ง

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บันทึกหน้าที่ 11 เล่นนอกบท (ตอนต้น)

ชื่อตอน : บันทึกหน้าที่ 11 เล่นนอกบท (ตอนต้น)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ย. 2562 00:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บันทึกหน้าที่ 11 เล่นนอกบท (ตอนต้น)
แบบอักษร

บันทึกหน้าที่ 11 

เล่นนอกบท (ตอนต้น) 

 

โอรสสวรรค์ยืนหลังตรง สองแขนไพล่หลังด้วยท่าทางองอาจ ดวงเนตรเรียวคมมองออกไปนอกหน้าต่าง ชื่นชมทิวทัศน์อลังการของสระน้ำและสวนสวย เบื้องหลังคืออัครมหาเสนาบดีฮวาผู้ซ่อนความกระวนกระวายเอาไว้ภายใต้ใบหน้าสงบนิ่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

 

"จิ่นจ้ง เจ้าจำงานแข่งขันล่าสัตว์ชิงหัวใจเฝิงหวงกุ้ยเฟ...เฝิงเหลียนฮวาของเสด็จพี่ใหญ่กับเสด็จพี่รองของเจิ้นได้หรือไม่ จำได้หรือไม่ว่าครานั้นเจิ้นเองก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน เพียงแต่ในบรรดาองค์ชายทั้งหมด เจิ้นคือผู้เดียวที่ไม่มีใครเดิมพันว่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมา ตอนนั้นได้ยินพวกทหารขันทีมันนินทากันว่าถ้าโชคเข้าข้าง เจิ้นก็อาจได้กระต่ายป่าติดไม้ติดมือกลับมาสักตัวสองตัว ...แต่จนถึงตอนนั้นโชคไม่เคยเข้าข้างเจิ้น ม้าของเจิ้นคลุ้มคลั่ง และพาเจิ้นหายเข้าไปในป่าหลายวัน ตัวเจิ้นในตอนนั้นมั่นใจว่ามีคนพยายามกลั่นแกล้ง อาจเพราะยามนั้นเจิ้นจัดการได้ง่ายที่สุด ไม่มีตระกูลที่ยิ่งใหญ่สนับสนุนเช่นพี่น้องคนอื่นๆ แต่เอาเถอะ เราจะไม่ลงลึกถึงเรื่องนั้นในตอนนี้ เพราะอย่างไรทั้งคนที่วางยาม้าและสั่งลงมือก็ถูกเจิ้นสั่งประหารไปแล้ว เจ้าน่าจะยังพอจำได้กระมัง เพราะเจ้าเองก็อยู่ในพิธีประหารนั้นด้วย เอาเป็นว่าหลังจากที่เจิ้นถูกม้าที่คลุ้มคลั่งของตัวเองสลัดตกจากหลัง ขาเจิ้นหัก กระดูกแทงทะลุเนื้อหนังออกมา เลือดไหลไม่หยุดแม้พยายามห้ามเลือดแล้ว ตอนนั้นอย่าว่าแต่เดินเลย จะคลานยังแทบเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ตอนนั้นทุกอย่างช่างเลวร้าย ทหารขันทีที่ควรตามหลังเจิ้นมาไม่โผล่หัวมาเลยสักคนเดียว อาหารหรือน้ำ กระทั่งยาหายไปพร้อมกับม้า จนเจิ้นคิดว่าตนเองต้องเสียเลือดตายไม่ก็หิวตายอยู่ในป่าแห่งนั้นอย่างแน่นอน" 

 

"ฝ่าบาท กระหม่อมเกรงว่าเรื่องสำคัญซ้ำยังละเอียดอ่อนเช่นนั้นกระหม่อมจะไม่สมควรได้ฟัง..." 

 

"ทำไม หรือแม้แต่เรื่องของเจิ้นเจ้าก็จะเอาไปปากสว่างให้ผู้ใดฟังแล้วนำไปโพนทะนาอีก" ดวงเนตรมังกรเหลือบมามอง แววตาดำขลับสงบนิ่ง ทว่าราวกับมีพายุคลั่งที่ยากจะบรรยายสะท้อนอยู่ภายใน 

 

อัครมหาเสนาบดีฮวาฟังแล้วถึงกับหน้าม้าน หวั่นเกรงอยู่ลึกๆ 

 

"...ยามนั้นเจิ้นสาปแช่งเบื้องบน ไยต้องกลั่นแกล้งกันมากมายถึงเพียงนั้น ไยเจิ้นถึงเป็นเพียงคนเดียวในบรรดาพี่น้องที่ต้องดิ้นรนมากกว่าผู้ใดเป็นร้อยเป็นพันเท่าทั้งๆที่ก็เกิดมาจากบิดาเดียวกัน เจิ้นเกือบจะถอดใจอยู่แล้ว แต่... ไม่รู้สิ เบื้องบนเกิดเวทนาเจิ้นขึ้นมากระมัง จึงชักนำให้ 'พวกเขา' เดินทางผ่านมายังเส้นทางนั้น" 

 

'..........เฮ้อ ยุ่งยากวุ่นวายโดยแท้ แต่เมื่อเจอแล้วก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ปฏิญาณเอาไว้แล้วเสียด้วยว่าถึงจะช่วยเหลือทุกคนไม่ได้ แต่หากมีคนลำบากอยู่ตรงหน้าจะต้องช่วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ เจียวซิน ทำอย่างไรก็ได้ให้เจ้าเด็กนี่รอด' 

 

'เจ้าค่ะคุณชาย ...ขออนุญาตนะเจ้าคะ วิธีห้ามเลือดของท่านไม่ถูกต้อง โปรดอนุญาตให้ข้าและศิษย์น้องดูแลแผลของท่านด้วย มี่ฮวา นำสมุนไพรห้ามเลือดออกมาที' 

 

ริมฝีปากได้รูปของโอรสสวรรค์กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ อดยิ้มไม่ได้ทุกครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องราวในตอนนั้น 

 

ในยามที่สิ้นหวังถึงขีดสุด โอรสสวรรค์สาปแช่งเบื้องบนที่มอบครอบครัวเช่นนั้นให้ สวรรค์จึงชดเชยด้วยการส่งครอบครัวใหม่มาช่วยชีวิต และโอรสสวรรค์จะไม่ยอมให้ใครมารังแกเหล่าคนสำคัญที่เป็นดั่งสมาชิกในครอบครัวที่แท้จริงของตนเองโดยเด็ดขาด  

 

"ขออนุญาตพะยะค่ะฝ่าบาท เฝิงหวงกุ้ยเฟยคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักเฉียนชิง ทรงปรารถนาจะเข้าเฝ้าฝ่าบาทเดี๋ยวนี้ให้ได้พะยะค่ะ" 

 

"หากนางปรารถนาก็ปล่อยให้นางคุกเข่าต่อไป" 

 

เพราะเฝิงเหลียนฮวาเคยใจดีต่อกันยามโอวหยางไฉหลงยังเป็นเพียงองค์ชายไร้ค่า เมื่ออีกฝ่ายถูกส่งเข้าวังมา โอวหยางไฉหลงจึงมอบตำแหน่งหวงกุ้ยเฟยให้เพื่อตอบแทนน้ำใจในอดีต จะได้ไม่ติดค้างกัน แต่ใช่ว่าจะมอบหัวใจให้ดั่งที่ผู้คนเล่าลือ ก่อนส่งต่อบัลลังก์ให้ บิดาของโอวหยางไฉหลงทำหน้าที่พ่อเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายด้วยการสอนว่าผู้เป็นฮ่องเต้ไม่สมควรรักใคร แต่หากเลี่ยงไม่ได้ ดอกรักผลิบานขึ้นมาแล้ว ก็ต้องนำสิ่งโปรดปรานนั้นไว้ให้ไกลตัวมากที่สุด โอวหยางไฉหลงเชื่อในคำเตือนบุรุษที่ได้ชื่อว่าบิดา วางสตรีในดวงใจไว้ให้ไกลตัว ให้อยู่ในสถานะที่ไม่มีใครมีวันสงสัย ขอแค่ได้เฝ้ามองอยู่ห่างๆ เห็นนางสุขสบายดีก็พอแล้ว 

 

"ฝ่าบาท ขันทีจากตำหนักฉางชุนมาแจ้งว่าไทเฮาพระประชวรพระวาโยเมื่อครู่นี้ และอยากให้ฝ่าบาทเสด็จไปเยี่ยมพะยะค่ะ" 

 

"น่าแปลก ยามเฉิน(07.00 - 08.59 น.)เจิ้นยังเห็นเสด็จแม่ทรงสุขสบายดีอยู่เลย ...หมดหรือยัง 

 

อัครมหาเสนาบดีฮวาสะดุ้งเฮือก "พะยะค่ะ?"

 

ดวงเนตรมังกรเหลือบมองอัครมหาเสนาบดีฮวา "เจิ้นถามว่าเจ้าเรียกตัวช่วยมาหมดแล้วหรือยัง"

 

อัครมหาเสนาบดีฮวาหน้าเปลี่ยนสี รีบคุกเข่าลง กระแทกหน้าผากลงบนพื้น

 

"ฝ่าบาท! โปรดลงโทษกระหม่อมด้วยพะยะค่ะ กระหม่อมยินดีรับโทษทุกประการ!" อัครมหาเสนาบดีฮวาชิงกล่าวขึ้นก่อนเสียดัง

 

"เหลวไหลน่าจิ่นจ้ง เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด เจิ้นลงโทษอะไรเจ้าไม่ได้หรอก" โอรสสวรรค์โบกมือปัดแล้วยิ้มเหมือนกำลังคุยเรื่องตลกกันอยู่ "แต่เพราะเจ้าไร้ความสามารถในการอบรมสั่งสอนบุตรีและบ่าวไพร่ของตัวเองเรื่องการเก็บรักษาความลับของผู้อื่น เช่นนั้นเจิ้นจะช่วยเจ้าสั่งสอนบุตรีให้หลาบจำ"

 

"ฝ...ฝ่าบาท"

 

"คนทุกคนล้วนมีความลับ ล้วนมีสิ่งที่ไม่อยากให้ผู้ใดล่วงรู้หรือแพร่งพรายออกไป สกุลฮวาของเจ้าเองก็มีเหมือนกันไม่ใช่หรือจิ่นจ้ง"

 

"!?"

 

"เจิ้นไม่พูดถึง ไม่ได้หมายความว่าเจิ้นไม่รู้อะไร ยามนี้คนในสกุลเจ้าทำให้คนในสกุลอื่นต้องอับอาย ดังนั้นเจ้าต้องชดใช้ด้วยการถูกกระทำแบบเดียวกัน" โอรสสวรรค์นั่งลงหลังโต๊ะทำงาน ประสานมือไว้ใต้คาง "เอาล่ะ จงเลือกมาจิ่นจ้ง ระหว่างฮูหยินของเจ้ากับบุตรีของเจ้า เจ้าต้องการสังเวยผู้ใดเพื่อดับโทสะของเจิ้นในยามนี้"

 

"ฝ่าบาท กระหม่อมไม่เข้าใจ ฮูหยินของกระหม่อมเกี่ยวอันใดกับ..." ชายวัยกลางคนพูดไม่ทันจบ โอรสสวรรค์ก็ปัดกองกระดาษทางขวามือจนกระจัดกระจายลงบนพื้นเบื้องหน้าอัครมหาเสนาบดีฮวา ตอกย้ำความจริงที่อัครมหาเสนาบดีฮวากับฮวาฮูหยินเคยสาบานว่าจะเก็บรักษาลงหลุมไปพร้อมกัน

 

"เดิมทีเจิ้นคิดจะหลับตาลงข้างหนึ่ง เพราะอย่างไรหมิงหรงก็ต้องตาต้องใจบุตรีเจ้าไปแล้ว และสกุลเจ้าก็รับใช้ราชวงศ์ด้วยความอ่อนน้อมและซื่อสัตย์มาโดยตลอด แต่ดูเหมือนสุดท้ายแล้วเจิ้นก็เป็นเช่นฮ่องเต้องค์อื่นๆ วางแผนดิบดีแค่ไหน แต่ก็ยังเจอตอเข้าจนได้ ...ฟังเอาไว้จิ่นจ้ง คนของเจ้าจะไปอวดดีใส่ผู้ใดก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่กับตระกูลซู"

 

ดวงเนตรมังกรหลุบลงมองสองมือที่วางอยู่บนพื้นของอัครมหาเสนาบดีฮวาซึ่งกำหมัดแน่นเหมือนคนกำลังอดทนอดกลั้นกับความไม่เป็นธรรมที่ได้รับ

 

"อย่าถามหาความยุติธรรมจิ่นจ้ง เจิ้นเคยลองพยายามแล้ว และจนป่านนี้เจิ้นก็ยังไม่ได้คำตอบ ...เอาล่ะ ถึงเวลาที่เจ้าต้องเลือกแล้ว ความลับของฮูหยินเจ้า หรืออนาคตของบุตรีเจ้า จงเลือกเสีย เดี๋ยวนี้"

 

โอรสสวรรค์เดินไปหยุดยืนเบื้องหน้าอัครมหาเสนาบดีวัยกลางคน แสงสว่างลอดเข้ามาทางหน้าต่าง กระทบกับแผ่นหลังกว้างของผู้เป็นฮ่องเต้ ทำให้เงาของผู้เป็นกษัตริย์ทอดไปบนร่างของอีกฝ่าย กลืนกินอัครมหาเสนาบดีฮวาให้อยู่ในเงามืด เหล่าขันทีที่ยืนอยู่ในห้องรู้สึกขนลุกจนแผ่นหลังเปียกชื้น ประหนึ่งกำลังเห็นมังกรเหยียบพยัคฆ์

 

คืนนั้นอัครมหาเสนาบดีฮวากลับถึงจวนในสภาพเหมือนร่างไร้วิญญาณ ดูชราขึ้นหลายสิบปี บุคลิกท่าทางที่เคยเต็มไปด้วยความองอาจห้าวหาญหายไปจนหมด ซ้ำยังไม่มองหน้าผู้ใดแม้แต่ฮูหยินอันเป็นที่รักของตัวเอง ข้าวปลาอาหารไม่กิน หมกตัวอยู่แต่ในห้องทำงาน มีเสียงเหมือนข้าวของตกแตกดังขึ้นสองสามครั้ง นั่นทำให้คนที่รู้จักฮวาจิ่นจ้งดีล้วนไม่สบายใจ เพราะต่อให้เครียดแค่ไหนก็ไม่เคยลงกับสิ่งของหรือผู้คน ตอนพลบค่ำยังเรียกฮวาเหนียงมาพบที่ห้องทำงาน แล้วกอดบุตรีแน่น ก่อนไล่กลับ โดยพูดไล่หลังไปเพียง 'พ่อขอโทษ'

 

ฮวาเหนียงทั้งตกใจและไม่สบายใจกับท่าทางแปลกๆของบิดา แต่เพราะยังคงน้อยอกน้อยใจเรื่องสาวใช้อยู่จึงไม่ได้เค้นถามและรีบกลับห้อง แต่ไม่นานก็ได้ยินว่าสาวใช้คนสนิทของตัวเองถูกบิดาส่งกลับไปหาครอบครัวที่นอกเมืองแล้ว หญิงสาวก็คิดไปว่าบิดาขอโทษเพราะรู้สึกผิดกับเรื่องนี้ จึงเลิกสนใจ และตั้งหน้าตั้งตาคิดหาทางพาสาวใช้กลับมา เพราะการส่งสาวใช้กลับไปหาพ่อที่ไม่รัก เอ็นดูแต่อนุ แถมครอบครัวกำลังจะหมดทรัพย์สมบัติ ก็เท่ากับส่งไปตกนรกทั้งเป็น ฮวาเหนียงไปปรึกษาผู้เป็นมารดา แต่ฮวาฮูหยินก็ไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไร เพราะจนถึงตอนนี้สามีก็ยังไม่ยอมพูดกับนาง

 

จนกระทั่งวันต่อมา ฮวาฮูหยินถึงเข้าใจกระจ่างแจ้งว่าสามีมีท่าทางทุกข์ระทมเพราะสาเหตุใด

 

"เบื้องหน้าราชโองการสีทองขององค์จักรพรรดิ สกุลฮวาทั้งหลาย จงคุกเข่า!" เสียงแหลมของมหาขันทีข้างกายฮ่องเต้ดังก้องไปทั่วอาณาบริเวณ คนสกุลฮวาคุกเข่าลงโดยพร้อมเพียง 

 

ผู้อาศัยในละแวกใกล้เคียงล้วนออกมาดูด้วยความสนใจ กระซิบกระซาบกันว่าในที่สุดวันที่ฮวาเหนียงจะได้เป็นชินหวางเฟยก็มาถึง บรรดาสตรีล้วนรำพึงรำพันด้วยความอิจฉา ชีวิตของฮวาเหนียงเป็นดั่งฟ้าใสหลังฝนตกโดยแท้ ใครจะไปคิดว่าคุณหนูที่เสียใจเพราะถูกคู่หมั้นถอนหมั้นไปแต่งกับหนึ่งในสหายสนิทของตัวเองในวันวาน จะผุดขึ้นมาจากโคลนตม และผลิบานอย่างงดงามได้อีกครั้ง สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมโดยแท้ ได้ยินว่าชีวิตแต่งงานของอดีตคู่หมั้นและสหายของฮวาเหนียงล้มเหลวไม่เป็นท่า ฝ่ายหญิงไม่ได้รับการยอมรับจากแม่สามี จึงอยู่ในจวนไม่เป็นสุข โกรธทุกครั้งที่สามีออกไปข้างนอกหรือชายตามองสตรีอื่น จึงถูกสามีเบื่อหน่ายอย่างรวดเร็ว ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาเสียหาย สุดท้ายสามีก็กลับมาง้อฮวาเหนียง พอง้อไม่สำเร็จก็ไปเมาที่หอคณิกาจนได้คณิกาชื่อดังกลับมาเป็นอนุหนึ่งคน

 

"บุตรีเพียงคนเดียวในอัครมหาเสนาบดีฮวา คุณหนูฮวาเหนียง จงก้าวออกมา!" 

 

ฮวาเหนียงลุกขึ้น ก้าวออกไปคุกเข่าเบื้องหน้าราชโองการสีทองด้วยใบหน้าตื่นตะลึงกึ่งตื่นเต้น เดาได้เพียงว่านี่ต้องเกี่ยวข้องกับชินอ๋อง แต่อีกฝ่ายไม่เห็นบอกอะไรกันเลย ส่งสัญญาณสักนิดก็ไม่มี

 

หญิงสาวแอบน้อยใจ เพราะถึงเหตุการณ์นี้จะเป็นสิ่งที่นางปรารถนาให้เกิดขึ้นในสักวัน แต่นางก็ยังต้องการเวลาเป็นอิสระอีกนิดหน่อย ที่สำคัญนางอยากฟังคำขอจากปากของชายหนุ่มก่อน ไม่ใช่มามัดมือชกกันแบบนี้

 

"คุณหนูฮวาเหนียง รูปโฉมงดงามโดดเด่น วาจาเฉลียดฉลาด กิริยาท่าทางเข็มแข็งห้าวหาญอย่างหาได้ยากยิ่ง เป็นที่รักของบ่าวไพร่ โปรดเกล้าพระราชทานตำแหน่ง 'เช่อฝูจิ้น' ในชินอ๋องโอวหยางหมิงหรง เพื่อเป็นกำลังสนับสนุนชินอ๋องในภายภาคหน้า จัดพิธีมงคลสมรสภายในหนึ่งเดือน จบราชโองการ!" 

 

"..." สถานการณ์ตกลงสู่ความเงียบกริบชั่วขณะ ผู้คนในละแวกนั้นพากันหันไปถามคนข้างๆว่าตนเองหูฝาดหรือกงกงพูดว่าเช่อฝูจิ้น(พระชายารอง)ไม่ใช่ชินหวางเฟยจริงๆ

 

"ช...เช่อฝูจิ้น!?" ฮวาฮูหยินผงกศีรษะขึ้นพร้อมใบหน้าตื่นตะลึง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดบุตรีจึงถูกพระราชทานให้ชินอ๋องในฐานะพระชายารอง ไม่ใช่ พระชายาเอกตามที่คาดเดากันเอาไว้ ถึงช่วงนี้จะมีเรื่องที่สกุลเฝิงอยากสนับสนุนหลวนลู่เลี่ยนเป็นชินหวางเฟยมาให้กังวลใจ แต่เฝิงหวงกุ้ยเฟยผู้เป็นสหายเคยรับปากแล้วว่าจะสนับสนุนฮวาเหนียงอย่างเต็มที่ แล้วเรื่องเช่นนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ด้วยชาติตระกูล สถานะผู้ให้กำเนิดที่เป็นถึงฮูหยินตราตั้ง และตำแหน่งหน้าที่การงานของผู้เป็นบิดาที่เป็นถึงอัครมหาเสนาบดี ฮวาเหนียงสมควรได้เป็นชินหวางเฟยจึงจะถูกต้องไม่ใช่หรือ! ด้วยลักษณะนิสัยของชินอ๋องโอวหยางหมิงหรง ไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะรังเกียจฮวาเหนียงที่เคยถอนหมั้นมาก่อน แล้วมันเพราะอะไรกันล่ะ!?

 

"ท่านพะ..." ฮวาฮูหยินหันไปมองสามี แล้วชะงัก เพราะสามีไม่ได้ดูตกใจอะไรเลย กลับกันยังมีสีหน้าเคร่งขรึมเจ็บปวดเหมือนรู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์ทำนองนี้จะต้องเกิดขึ้น

 

"เช่อฝูจิ้น... ชายารอง... เมียน้อย... ข้าน่ะหรือเมียน้อย..."

 

ฮวาเหนียงก้มหน้าลงต่ำ หลุดพึมพำด้วยท่าทางเหมือนคนสติหลุดลอยออกจากร่าง

 

 

 

ณ ตรอกที่อยู่ห่างจากหน้าจวนสกุลฮวาไม่ไกล มีรถม้าธรรมดาที่ดูไม่เตะตาคนจอดอยู่ ม่านทึบแง้มอยู่เล็กน้อย ที่นั่งทั้งสองฝั่งภายในคันรถล้วนถูกจับจองโดยบุรุษสองคนในชุดหรูหราทว่าดูเรียบง่าย 

 

"ข้าไม่ได้บอกความลับของฮวาฮูหยินกับเจ้า เพื่อเหตุการณ์เช่นนี้ ...แต่ก็พอใช้ได้" บุรุษสวมชุดขาวกล่าวกับบุรุษสวมชุดดำ

 

"พอใจเช่นนี้ท่านคงไม่ขู่ว่าจะไปจากแคว้นก่อนกำหนดแล้วใช่หรือไม่เกอเกอ" บุรุษสวมชุดดำแย้มยิ้มประจบ เหมือนน้องชายที่กำลังพยายามเอาอกเอาใจพี่ชายที่กำลังอารมณ์ไม่ดี

 

"ข้าไม่เคยขู่ ข้าทำจริงทุกครั้ง" ชายวัยกลางคนชุดขาวที่ยังดูหนุ่มแน่นกล่าวเสียงเรียบ ใบหน้าหล่อเหลาไร้รอยยิ้มนักบุญแตกต่างจากตอนที่อยู่ต่อหน้าคนจำนวนมาก โบกพัดในมือช้าๆ แม้ใบหน้าไม่ปรากฎอารมณ์ใดๆ แต่ท่าทางดูพอใจ เท่านี้บุรุษสวมชุดดำก็โล่งใจขึ้นเยอะแล้ว

 

"ท่านนี่มันใจจืดใจดำจริงๆ ข้าไม่ได้เลี้ยงดูลูก แทนที่จะให้ข้าได้เฝ้ามองนางเติบโต กลับคิดจะพรากพ่อพรากลูก ท่านมัน..."

 

"จะพูดอะไรระวังปากด้วย คงยังไม่ลืมใช่หรือไม่ว่าใครฝึกเจ้าให้เป็นมังกร เจ้าลูกหมา 

 

บุรุษชุดขาววางพัดในมือลง ทำบุรุษชุดดำผวาจนเผลอถอยหลังไปชนผนังรถม้าเมื่ออีกฝ่ายล้วงมือเข้าไปหยิบแส้ในแขนเสื้อออกมาตบลงบนฝ่ามือ สาเหตุที่อีกฝ่ายต้องคอยถือพัดเอาไว้ในมือ ก็เพราะเคยถือแส้ไม่ห่างกาย แต่สถานะปัจจุบันทำให้ถือของแบบนั้นต่อหน้าคนจำนวนมากไม่ได้ พอรู้สึกไม่ชินจึงต้องหาอะไรมาถือแทน

 

 

 

ก๊อกๆๆ 

 

เสียงเคาะเบาๆดังขึ้นที่ประตูเรือนไผ่ ชายสวมหน้ากากผู้พักอาศัยอยู่ภายในขมวดคิ้ว กำลังฟังลูกน้องคนสนิททั้งสองรายงานเรื่องที่ใช้ให้สหายเก่าไปดักจัดการรถม้าของสาวใช้สกุลฮวาระหว่างเดินทางออกนอกเมืองหลวง และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนย่องมาหาชายสวมหน้ากากถึงเรือนไผ่ดึกๆดื่นๆ ก็พวกสาวใช้ทั้งหลายนั่นแหละ 

 

"ไม่ว่าจะที่ไหนๆก็มีสตรีหน้าไม่อายเยอะจริงๆ" ชายสวมหน้ากากไม่สนใจจะเดินไปเปิด ต่อให้อีกฝ่ายส่งเสียงเรียกก็กะจะไม่เปิด เดี๋ยวก็ทนละอายไม่ไหวแล้วหนีกลับไปเองเหมือนคนก่อนๆ 

 

"ท่านลุงเจ้าคะ ยังตื่นอยู่ไหม เซียนเอ๋อร์เองเจ้าค่ะ" 

 

"หืม!?" ชายสวมหน้ากากหันขวับไปมองทางประตูด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ ก่อนโบกมือให้เสี่ยวป๋ายเสี่ยวฮุยรีบไสหัวไป  

 

โอกาสมาแล้วต้องรีบคว้า! 

 

มือแกร่งดึงชุดให้หลุดลุ่ย เผยกล้ามไหล่กล้ามอกออกมา ล่อแหลมพอแล้วจึงนอนตะแคงลงบนเตียง เมื่อมั่นใจแล้วว่าท่านี้ทำให้โดนแน่นอน จึงเอ่ยปากอนุญาต 

 

"เข้ามาได้เลยกวางน้อย ประตูไม่ได้ลงไม้ขัด" 

 

. จบตอน . 

โอ๊ยยยย พระเอกแรดจัง เหมือนอยากเสียตัวเต็มแก่ ๕๕๕๕ 

หากอ่านเจอคำผิด ฝากเตือนเสวี่ยเฟิ่งด้วยนะคะ นี่ก็พยายามสกรีนแล้ว แต่อาจจะมีหลุดไปบ้าง 

 

หากนักอ่านสงสัยว่าป๊ะป๋าซูเจี้ยนเป็นผู้ชายแบบไหนตอนหนุ่มๆ ให้คำเดียวเลยคือ 'เกรียน' ๕๕๕๕ นักอ่านคิดว่าน้องกวางเกรียนเองโดยธรรมชาติเหรอคะ น้องเหมือนพ่อตอนหนุ่มๆค่ะ เลยนิสัยไม่ค่อยดี ๕๕๕๕ 

 

| ฝากอุดหนุนผลงานเรื่องอื่นของเสวี่ยเฟิ่งด้วยนะคะ | 

วีรกรรมเปลี่ยนนางร้ายให้เป็นจอมนาง 

"เรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์หนุ่มซึ่งถูกเทพโชคชะตาพาย้อนเวลามาเปลี่ยนแปลงชะตากรรมเลวร้ายของตัวเองในอีกชาติภพหนึ่งซึ่งเป็นบุตรสาวขุนนางใหญ่ในภพจีนโบราณ" 

ภารกิจสะบั้นรัก [ HALF-YAOI ] 

'บรรณาธิการสาวแห่งสำนักพิมพ์ไร้รักจับพลัดจับผลูได้มาทำหน้าที่แยกคู่รักออกจากกันตาม 'ออเดอร์' ของเหล่าคนใหญ่คนโตที่ใครๆก็คาดไม่ถึง เอาเป็นว่า พอกันทีกับพล็อตตัวเอกถูกคนรักทิ้งแล้วให้อภัย!' 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น