Depress_Ai
facebook-icon

ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาลองอ่านนะคะ ❤❤❤

ชื่อตอน : Route 24 : [Gloomy Sunday Part 2]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 374

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 07 มิ.ย. 2562 03:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Route 24 : [Gloomy Sunday Part 2]
แบบอักษร

สี่ทุ่มสามสิบหกนาที ของคืนวันอาทิตย์

รถเมอร์ซีเดสเบ๊นซ์สีแดงเพลิง หมายเลขทะเบียนสวยคันหนึ่ง ขับนำรถแวนสีดำยี่ห้อเดียวกันอีกสองคันมายังเขตโรงงานพลาสติกร้างแห่งหนึ่ง โรงงานนี้อยู่เขตชานเมืองที่เป็นแหล่งนิคมโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ แต่เพราะเคยเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ ต่อมาจึงทำการโยกย้ายเครื่องจักรและคนงานไป ปล่อยที่นี่ไว้ให้ร้าง รถทั้งสามคันเลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณด้านหน้าโรงงานซึ่งมีรถยนต์จอดอยู่ก่อนสี่คัน พร้อมทั้งมีคนกลุ่มใหญ่ยืนอยู่บริเวณด้านหน้าเขตโรงงาน รถเบ๊นซ์สีแดงเปิดประตูออกมาก่อน มีชายสามคนลงจากรถคันนี้ สองคนถือปืนไว้ ส่วนอีกคนถูกบังคับด้วยปากกระบอกปืนให้เดินมาด้วยกัน ผู้โชคร้ายที่ถูกควบคุมตัวอยู่ตอนนี้คือเสี่ยใหญ่เอเย่นต์ชื่อดัง เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเสี่ยชินนั่นเอง แน่นอนว่ากลุ่มคนที่มายืนรวมตัวรออยู่บริเวณนี้ก็คือเสี่ยชินและลูกน้องของเขา

ผู้ชายอีกราวสิบคนลงจากรถแวนสีดำทั้งสองคัน เดินตามชายสองคนที่คุมตัวเสี่ยผู้โชคร้ายและไม่รู้เรื่องรู้ราวมา ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเดินขึ้นมาอยู่หน้าขบวน...

เสี่ยชินมองจ้องเขม็งไปยังผู้ชายตัวสูงใหญ่ที่เดินมาหยุดยืนเบื้องหน้าเขาห่างไปไม่กี่เมตร ...นี่เหรอเสี่ยหยกตัวจริง? ดูในภาพถ่ายเขาก็รู้สึกเฉยๆ อยู่หรอก แต่เมื่อประจันหน้ากันแบบนี้แล้ว กลับรู้สึกว่าไอ้หมอนี่ไม่ธรรมดา ฝ่ายตรงข้ามส่งยิ้มให้เขา แต่เสี่ยชินไม่ยิ้มตอบ

"ปล่อยเพื่อนกู! " เขาเจรจาธุระทันที ไม่จำเป็นต้องโยกโย้หรือพูดกันให้มากความ ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องก็ให้ลูกปืนคุยกันเถอะ! ยังไงเขาก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่!

"มีทางให้เลือกสองทาง ทางแรกมึงสั่งลูกน้องกลับให้หมด เหลือไว้แค่สองคน กูก็จะสั่งลูกน้องกลับเหมือนกัน แล้วค่อยปล่อยเพื่อนมึง ทางที่สองคือมึงไม่ยอมทำตามที่กูบอก เพื่อนมึงเลยตายทันที... ส่วนพวกมึงที่เหลือจะตายเป็นรายต่อไป" ไอ้หมอนั่นพูดแล้วส่งยิ้มให้เขาอีกครั้ง เสี่ยชินใช้สมองประมวลผลทางเลือกที่ว่านั่นอย่างรวดเร็ว

"งั้นกูขอถามก่อน กูจะแน่ใจได้ไงว่าถ้าทำอย่างที่ว่าแล้วกูกับเพื่อนจะปลอดภัย? " แม้จะแอบประมวลผลไว้แล้ว แต่เสี่ยชินเองก็เป็นพ่อค้านักเจรจาคนหนึ่ง อย่างไรก็ต้องขอแสดงวาทศิลป์ต่อรองบ้าง

"ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ดีกว่าพวกมึงตายหมดถูกไหม? " จักรพรรดิตอบกลับมา เป็นคำตอบที่ทำให้เสี่ยชินและลูกน้องมีอาการฮึดฮัดไม่พอใจอย่างมาก

"พวกกูจำเป็นต้องกลัวพวกมึงเหรอ เยอะก็เยอะกว่า!? " คำถามนี้เสี่ยชินใช้น้ำเสียงดุดันและหน้าตาขึงขังเป็นอย่างมาก

"ไม่ต้องกลัวก็ได้ บี..." ฝ่ายจักรพรรดิไม่มีสีหน้าท่าทางอะไร เขาเพียงเอ่ยเรียกชื่อลูกน้องคนหนึ่งที่ถือปืนจ่อเล็งไปยังเสี่ยใหญ่ชื่อดัง และพอได้ยินแบบนั้นบีก็กดปากกระบอกปืนติดกับศีรษะด้านหลังของตัวประกัน แถมด้วยขึ้นลำกล้องเตรียมยิง เสี่ยชินจึงรีบยกมือแสดงให้รู้ว่าเขายอมทำตามข้อตกลง เสี่ยชินเป็นคนรักเพื่อน รักพวกพ้อง แต่ที่สำคัญกว่าเรื่องนั้นคือ เขาเดาเหตุการณ์ได้ทันทีเลยว่าถ้าไอ้คนนั้นยิงเพื่อนเขาแล้ว ไอ้อีกคนที่ถือปืนอยู่คงถือโอกาสที่ทุกคนกำลังตกใจหันปากกระบอกปืนเล็งมาทางเขาแน่นอน... ซึ่งไม่คุ้ม...

เสี่ยชินโบกมือสั่งลูกน้องให้ขึ้นรถกลับไป ตามทางเลือกที่ฝ่ายตรงข้ามให้มา ลูกน้องเขาหลายคนมีทีท่าไม่ยอมกลับ เมื่อครู่พวกลูกน้องเขาก็หยิบปืนขึ้นมาถือไว้เช่นกัน แต่ดูแล้วปฏิกิริยายังช้ากว่าการขึ้นลำกล้องปืนของไอ้คนที่ชื่อบีนั่นอีก แถมพรรคพวกฝ่ายตรงข้ามคนอื่นยังถืออะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ปืนไว้ในมือ มองจากทางนี้คล้ายๆ จะเป็นลูกระเบิด แสดงให้เห็นว่าพวกมันเตรียมตัวมาดีมากแบบที่ว่าหากคำสั่งลูกพี่พวกมันถูกเพิกเฉยก็พร้อมจะมีการตายเกิดขึ้นทันที... ด้วยเหตุนี้เสี่ยชินจึงยิ่งไม่กล้าคาดหวังว่าลูกน้องทั้งหมดของเขาจะช่วยเขาควบคุมสถานการณ์อะไรได้ มีเพียงลูกน้องมือดีสองคนซึ่งทำงานด้วยกันมานานที่เสี่ยชินสั่งให้ยังอยู่กับเขา

จักรพรรดิเองก็หันไปสั่งลูกน้องคนอื่นนอกเหนือจากโอมและบีให้กลับเช่นกัน กระทั่งรถทุกคันพ้นจากเขตโรงงานจนไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์แล้วนั่นแหละจักรพรรดิจึงให้บีปล่อยตัวประกัน

"พวกมึงต้องการอะไรกันแน่วะ!! " คนที่เพิ่งถูกปล่อยตัวไปโวยวายทันทีที่ตัวเองได้กลับมายืนข้างเพื่อน

"มึงโทรไปเช็คพวกลูกน้องเมื่อกี้ด้วยนะ ถ้าพวกมันแอบวกกลับมาก็อย่าหาว่าพวกกูใจร้าย" คนถูกถามไม่ตอบ แต่กลับเปลี่ยนเรื่องและหันไปพูดกับเสี่ยชินแทน เสี่ยชินมีท่าทีลังเลเล็กน้อยก่อนจะยกหูโทรศัพท์บอกพวกลูกน้องที่ขับรถกลับไปว่าไม่ต้องย้อนกลับมาเด็ดขาด ทั้งที่ในใจเขายังสงสัยว่าฝ่ายตรงข้ามจะหลอกเขาแล้วให้ลูกน้องตัวเองย้อนกลับมาเล่นงานพวกเขาที่เหลืออยู่นี่หรือเปล่า

"ไหนๆ ก็จะคุยกันแล้ว ก็พูดตรงๆ เลยแล้วกัน พวกเราต่างคนต่างอยู่ จบเรื่องจบราวไปดีไหม? " เมื่อวางสายแล้วเสี่ยชินจึงหันมาพูดธุระต่อ เมื่อมีโอกาสเจรจาได้ต้องเจรจาไว้ก่อน เขากำลังคิดจะบอกเรื่องยัยเด็กที่ชื่อแป้งให้จักรพรรดิรู้ อย่างน้อยอาจทำให้ลดความหมางใจลงได้บ้าง

"ชิน! มึงไม่กลัวมันให้ลูกน้องมันวกกลับมาหรือไง?!! " แต่เพื่อนเขากลับชักใบให้เรือเสียด้วยการโวยวายขึ้นมา เสี่ยชินจึงต้องตบไหล่เบาๆ ให้เพื่อนใจเย็น

"เอาน่าๆ มึงไม่ต้องกลัว เสี่ยหยกเขาไม่ใช่พวกขี้ขลาด สับปลับแบบนั้นหรอก จริงไหม? " พูดกับเพื่อนแล้วก็หันไปถามอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม จักรพรรดิส่งยิ้มตอบกลับมาแล้วถามขึ้น

"ช่วงนี้พรรคพวกมึงตามสืบเรื่องกูน่าดูเลยนี่? " เขาพูดถึงตำรวจที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับเสี่ยชิน

"กูจำเป็นต้องทำ แต่ถ้าเราจบกันตรงนี้ กูก็จะบอกพรรคพวกไม่ให้ไปยุ่งกับมึง" เสี่ยชินตอบด้วยสีหน้าจริงจัง จักรพรรดิฟังแล้วพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะก้าวถอยหลังช้าๆ จังหวะการก้าวของเขาเป็นจังหวะเดียวกับที่โอมยกปืนขึ้นลั่นไกใส่ลูกน้องคนหนึ่งของเสี่ยชิน ในขณะที่ลูกน้องอีกคนหนึ่งว่องไวมากถึงขนาดยกปืนขึ้นยิงสวนมาทางโอม โดนเข้าที่สีข้างเสียด้วย แต่เพราะมัวเล็งไปทางโอมจึงไม่ทันระวังบีที่ยิงเข้าตรงหัวไหล่ ชายคนนั้นเสียหลักทันทีเป็นผลให้บียิงซ้ำอีกหลายนัดจนล้มลงจมกองเลือด

เสี่ยชินพกปืนมาก็จริงแต่เขารู้ดีว่าจะยิงสู้ตอนนี้คงยาก เพราะโอมที่บาดเจ็บรีบหันกระบอกปืนเล็งมาทางเขากับเพื่อนในขณะที่บีรัวกระสุนใส่ลูกน้องเขา ส่วนจักรพรรดิก็ใช้จังหวะยิงกันไปมาเมื่อครู่วิ่งอ้อมมาดักด้านหลังพวกเขาอย่างรวดเร็ว

"มึงจะกลับคำพูดหรือไง?!! " เสี่ยชินตะคอกถามจักรพรรดิ ในเวลาแบบนี้่เขาทำได้เพียงถ่วงเวลาด้วยคำพูด

"กูพูดอะไรไปเหรอ? " แต่ฝ่ายนั้นดันถามกลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยที่มองอย่างไรก็แสนจะกวนโมโหจนเสี่ยชินแทบอยากกระโจนเข้าไปซัดสักหมัด ติดที่มีปลายกระบอกปืนของทั้งโอมและบีเล็งอยู่ แล้วอยู่ๆ จักรพรรดิกลับหันไปสั่งลูกน้องทั้งสองคนให้กลับไป ไอ้คนที่บาดเจ็บเพราะโดนกระสุนเข้าที่สีข้างรีบเดินไปหยิบอาวุธปืนของลูกน้องเขาที่ตกบนพื้นกระบอกหนึ่ง ส่วนไอ้อีกคนก็ลากเอาศพลูกน้องเขาทีละศพไปขึ้นรถแวนของพวกมันที่ยังจอดอยู่หนึ่งคัน

"พวกมึงจะทำอะไร?!! " เสี่ยชินตะโกนถาม มือหนึ่งก็ค่อยๆ ล้วงหยิบปืนออกมา แต่ยังช้ากว่าจักรพรรดิที่ยกเท้าถีบเพื่อนของเขาจนเซล้มมาปะทะตัวเขา ในจังหวะที่ทั้งสองคนเสียหลักอยู่จักรพรรดิก็จ่อปืนเข้าข้างขมับของเสี่ยชิน

"ยิงมึงก่อน แล้วค่อยยิงเพื่อนมึง หรือจะให้ยิงเพื่อนมึงก่อน...เอาไงดี? " จักรพรรดิส่งยิ้มและถามด้วยเสียงแหบต่ำที่เสี่ยชินสุดแสนจะขัดหู

"ปล่อยเพื่อนกูไป! เรื่องนี้เพื่อนกูไม่เกี่ยว! " เสี่ยชินเป็นลูกผู้ชายพอที่จะไม่อ้อนวอนขอชีวิต หรือให้เพื่อนรับเคราะห์ จักรพรรดิฟังแล้วกลับมีท่าทีลังเล และอาจเพราะมัวลังเล เพื่อนของเสี่ยชินจึงถือโอกาสกระโจนเข้าไปแย่งปืนในมือจักรพรรดิ เพื่อนเสี่ยชินคนนี้รูปร่างท้วม ดูแล้วคงมีกำลังไม่เบาเขาจึงสามารถยื้อยุดปืนอยู่กับจักรพรรดิได้ครู่หนึ่ง ไม่เพียงแค่ยื้อได้ แต่จังหวะหนึ่งเขายังออกแรงกระชากทั้งปืนทั้งแขนข้างหนึ่งของจักรพรรดิเข้าหาตัว แล้วพยายามจะล็อคตัวจักรพรรดิไว้

"ไอ้ชิน! ยิงแม่งเลย! " ปากเขาก็ตะโกนบอกเสี่ยชินให้รีบลั่นไกใส่จักรพรรดิที่ตอนนี้ตกเป็นรองแล้ว เสี่ยชินเองชักปืนออกมาคอยท่าตั้งแต่เพื่อนเข้าไปแย่งปืนกับฝ่ายนั้นแล้ว แต่เขายังไม่กล้ายิงเพราะกลัวถูกเพื่อนตัวเอง เมื่อได้จังหวะเหมาะเช่นนี้เขาจึงรีบเหนี่ยวไกทันที

ปัง!! 

กระสุนปืนน่าจะวิ่งด้วยความเร็วคงที่... ในเสี้ยววินาทีที่มันพุ่งเข้ามาใกล้คนทั้งสอง จักรพรรดิที่ถูกล็อคดึงรั้งไว้ให้เป็นเป้าลูกปืนก็กลับสะบัดตัวและพลิกเอาคนที่ล็อคตัวเขาให้เป็นฝ่ายหันมารับลูกปืนแทน...

เสี่ยชินเล็งยิงที่หน้าอก ค่อนข้างแม่นพอสมควรเสียด้วย เพราะกระสุนเจาะเข้าอกขวาเพื่อนตัวเองพอดี...

ท่ามกลางความตกตะลึงของเสี่ยชิน มีเสียงไซเรนรถตำรวจดังแว่วมา เขาหันซ้ายขวามองไปรอบๆ ก็พบว่ารถแวนคันที่ลูกน้องจักรพรรดิขนศพลูกน้องเขาขึ้นใส่นั้นไม่อยู่แล้ว เหลือเพียงรถเขาและรถเบ๊นซ์สีแดงของจักรพรรดิเท่านั้น

เสียงไซเรนรถตำรวจเริ่มดังใกล้เข้ามา...

เสี่ยชินทิ้งปืนแล้ววิ่งเข้าไปประคองเพื่อนตัวเองเพื่อลองตรวจดูชีพจร ปากก็ระล่ำระลักบอกเพื่อนว่าอย่าเป็นอะไร

เสียงไซเรนรถตำรวจดังใกล้เข้ามาทุกที...

จักรพรรดิลงนั่งยองๆ ข้างเสี่ยชิน จากนั้นเขาพูดอะไรบางอย่างขึ้น แต่เสียงไซเรนที่ยังดังอยู่นั่นทำให้เสี่ยชินได้ยินไม่ถนัดนัก

ไม่นานนักรถตำรวจเลี้ยวเข้ามาจอดเบื้องหน้าพวกเขาพอดีถึงสองคัน และตำรวจหลายนายวิ่งลงจากรถเล็งปืนมาทางพวกเขา ตะโกนบอกให้ยกมือขึ้นเหนือหัวและนอนราบไปกับพื้น ตำรวจตะโกนบอกไม่กี่ครั้ง พวกเขาทั้งสองก็ค่อยๆ หมอบลงกับพื้น จากนั้นตำรวจก็เข้ามาควบคุมตัวพวกเขาไว้ รถพยาบาลตามมาถึงอย่างรวดเร็ว พยาบาลพยายามยื้อชีวิตเพื่อนเสี่ยชินที่ถูกยิง จากนั้นก็หามคนเจ็บสาหัสขึ้นรถพยาบาลไป ตำรวจตรวจสอบที่เกิดเหตุ ถ่ายรูปและสอบปากคำทั้งเสี่ยชิน และจักรพรรดิ แต่ไม่ได้ข้อมูลอะไรจากคนทั้งสองมากนัก ตำรวจสามนายจึงควบคุมตัวพวกเขาไปโรงพัก พวกเขาถูกจับใส่กุญแจมือนั่งติดกันมาในรถตำรวจ เสี่ยชินมองไปยังทางที่รถพยาบาลวิ่งออกไปก่อนหน้าอย่างเหม่อลอย

ใช่... เขารู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์คืนนี้ต้องเลวร้าย แต่มันก็ไม่ควรเลวร้ายขนาดนี้!

ย้อนกลับไปราวๆ สามสิบนาที...

รถยนต์สามคันที่ขับออกจากโรงงานพลาสติกร้างนำหน้ารถแวนสีดำคันหนึ่งหักเลี้ยวเข้าจอดข้างทางเรียงกันทั้งสามคัน รถยนต์คันแรกนั้นบุคคลในรถเป็นลูกน้องที่รับโทรศัพท์ของเสี่ยชิน...เจ้านายเขาโทรมาย้ำว่าไม่ต้องย้อนกลับไป แต่พวกเขาต่างรู้ดีว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาจังหวะย้อนกลับไป เพราะเจ้านายแอบขยิบตาให้ตั้งแต่โบกมือส่งพวกเขาขึ้นรถแล้ว ส่วนไอ้รถแวนที่บรรทุกกลุ่มลูกน้องไม่กี่คนของฝ่ายตรงข้ามและขับตามพวกเขามานี่ก็ไม่ได้มีอะไรน่ากลัว พวกเขาในรถทั้งสามคันมีกันสิบกว่าคน แต่ไอ้พวกนั้นอย่างมากก็ไม่ถึงสิบคน ดังนั้นพวกเขาจึงส่งข้อความหากันทุกคันรถให้จับอาวุธเตรียมต่อสู้

ทว่า เพียงแค่กลุ่มลูกน้องเสี่ยชินบางส่วนก้าวลงจากรถ พวกที่อยู่ในรถแวนกลับขว้างระเบิดมือเข้าใส่กลุ่มพวกเขา และเหมือนว่าพวกคนในรถแวนจะรู้ระยะระเบิดเป็นอย่างดี ในจังหวะที่ลูกระเบิดลอยเข้ามาในดงกลุ่มคนและรถ รถแวนก็เร่งเครื่องห่างออกไป... ไม่น่าเชื่อว่าพวกมันจะกล้าใช้ระเบิดจริงๆ!

ในบริเวณนี้แม้ค่อนข้างเปลี่ยวแต่ก็ถือว่าอยู่ในเขตของนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ถึงระยะห่างของโรงงานแต่ละแห่งบางช่วงอาจจจะไกลหลายกิโล แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครอยู่ การมาปาระเบิดกันแถวนี้น่าจะไม่ต่างอะไรกับเป็นการประกาศให้ตำรวจแห่มา!!

...

รถแวนสีดำเร่งเครื่องเร็วขึ้น คนในรถทุกคนนั่งกันเงียบเชียบ แม้จะมองจากกระจกรถออกไปก็เห็นว่ามี รปภ.ของโรงงานที่อยู่ใกล้ที่สุดขับรถออกมาดูเหตุการณ์หลายคน และตอนนี้คงโทรแจ้งตำรวจแล้ว แต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง รถของพวกเขาไม่ได้ติดแผ่นป้ายทะเบียน ที่สำคัญแค่ให้หลุดจากเขตนิคมฯ นี้ออกไป พวกเขาก็จะเอารถคันนี้ไปเปลี่ยนเป็นรถคันอื่น ซึ่งมีพรรคพวกขับมาจอดรอไว้ตามที่นัดแนะ

แม้จะเป็นย่านชานเมือง แต่ก็มีสถานีตำรวจอยู่ไม่ไกลนัก เพราะรอบนอกของเขตนิคมฯ เป็นชุมชนอยู่อาศัยขนาดใหญ่ของเหล่าพนักงานโรงงาน ก็มักมีเหตุด่วน เหตุร้ายอยู่เป็นนิจ ดังนั้นคาดว่าตำรวจคงจะมาถึงในไม่ช้า ชายคนหนึ่งในรถแวนยกโทรศัพท์ขึ้นโทรออก

"ตำรวจเหรอครับ ผมจะแจ้งความครับ หน้าโรงงานพลาสติกร้างน่ะครับ คุณตำรวจรู้จักไหม? ใช่ครับๆ โรงงานนั้นแหละ! มีคนมานัดส่งยากันครับ ผมเห็นพวกเขาทะเลาะกัน ชักปืนมายิงกันด้วย! ใช่ครับ..." ชายคนนั้นเล่าเหตุการณ์ให้ตำรวจฟังอีกเล็กน้อย แล้วกดตัดสายไปในตอนที่ตำรวจถามข้อมูลเกี่ยวกับผู้แจ้งความ จากนั้นเขาก็กดปิดเครื่อง คนขับรถแวนส่งเสียงบอกทุกคนในรถให้เตรียมพร้อม เมื่อรถขับพ้นเขตนิคมอุตสาหกรรม และเมื่อถึงจุดนัดหมายก็มีรถเก๋งรุ่นเก่าสองคันจอดกระพริบไฟอยู่ข้างทาง รถแวนจอดต่อท้ายรถทั้งสองคันนั้น จากนั้นคนทั้งหมดก็วิ่งไปขึ้นรถเก๋ง สลับกับคนสองคนในรถเก๋งที่เปลี่ยนมาขึ้นรถแวน

ชายคนที่โทรศัพท์แจ้งตำรวจโยนโทรศัพท์ของตนไปกลางถนนก่อนจะขึ้นนั่งในรถเก๋ง...รถทั้งสามคันขับออกจากบริเวณนั้นด้วยความรวดเร็ว

ถ้าเจ้านายของพวกเขาคำนวณเวลาไม่พลาด ตำรวจน่าจะไปทันเหตุการณ์ระทึกใจหน้าโรงงานร้างพอดี

แต่ถึงช้าไปบ้างก็คงไม่เป็นไร ดีเสียอีก...ทั้งโอมและบีจะได้หนีออกมาทันก่อนตำรวจไปถึง...

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

ห้าทุ่มสามสิบหกนาที ของคืนวันอาทิตย์

ปฐพีถูกตามตัวด่วนมากมายังโรงพยาบาลใหญ่แถบชานเมือง เมื่อมาถึงก็พบว่าธานินทร์นั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินด้วยอาการเหม่อลอย

"พี่จ๊อก! เกิดอะไรขึ้น?! " ปฐพีเข้าไปนั่งข้างพี่ชายแล้วถามด้วยความตกใจ ธานินทร์โทรไปบอกเขาเพียงแค่ให้มาที่โรงพยาบาลนี้โดยเร็วเท่านั้น แต่ไม่ได้อธิบายเหตุผล

"แป้งตายแล้ว... " ธานินทร์หันไปมองน้องชายด้วยดวงตาแดงกล่ำ ปฐพีอึ้งไปกับคำตอบที่ได้ยิน

แม้เขากับแป้งจะไม่ได้สนิทสนมกันมากเท่าที่ธานินทร์สนิทกับหญิงสาว แต่ปฐพีก็ยอมรับว่าตอนที่พวกเขารู้จักเธอแรกๆ นั้นเธอเป็นเด็กสาวนิสัยดีที่ไม่ควรมาเจอเรื่องโหดร้ายอะไร ที่ธานินทร์ให้เธอช่วยเป็นนกต่อล่อไอ้เสี่ยบ้ากามนั่นมากำจัดทิ้งส่วนหนึ่งก็เพราะสงสารเรื่องที่แป้งต้องพบเจอ อีกส่วนก็พอดิบพอดีที่ไอ้เสี่ยนั่นเป็นเป้าหมายต้องกำจัดของธานินทร์ ต่อมาปฐพีเองก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเรื่อยๆ เขาเลยยิ่งไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบของธานินทร์ และยิ่งไม่รู้ว่าแป้งเองก็มักได้มาช่วยงานธานินทร์อยู่เนืองๆ ธานินทร์เป็นพี่ชายใจดีเสมอ เมื่อเขารับแป้งเป็นน้องเขาก็ดูแลเธออย่างดี ทั้งสองจึงสนิทกันทีเดียว ส่วนตัวเขาจะได้เจอแป้งแค่ตอนที่ไปเยี่ยมธานินทร์ที่บ้านเดือนหนึ่งก็ไม่กี่ครั้ง

"เกิดเรื่องอะไรกันแน่ครับ? " ปฐพีถามธานินทร์ไปพลางบีบมือให้กำลังใจเขา

"แป้งแอบหลอกมิ่งขวัญไปที่จุดนัดหมายคืนนี้ของนาย..." ธานินทร์ยังเล่าไม่ทันจบ ปฐพีก็อุทานเสียงดังออกมา

"เฮ้ย! บ้าไปแล้วหรือไง?! " อาการตกใจของปฐพีทำให้คนที่นั่งอยู่บริเวณหน้าห้องฉุกเฉินพากันหันมามองเขาจนต้องรีบส่งยิ้มขอโทษขอโพย แล้วหันไปฟังธานินทร์พูดต่อ

"โดนเฮียเจียงยิง" ธานินทร์พูดต่อเสียงเบา

"นายเขาให้เฮียเจียงดักซุ่มอยู่แถวนั้นหรือไง? " ปฐพีถาม

"งั้นแหละมั้ง...กูอุตส่าห์ขอร้องพวกเขาแล้ว แต่แม่ง! ..." ธานินทร์เน้นเสียงอย่างมีอารมณ์โกรธแค้น ปฐพีตกใจกับท่าทีของพี่ชายเล็กน้อย เขารีบจับไหล่ธานินทร์แล้วพูดเตือนสติ

"พี่จ๊อก แป้งทำขนาดนั้น ไม่ว่ายังไงนายเขาก็ไม่ปล่อยไว้หรอก"

"แต่มิ่งมันก็ยังไม่เป็นอะไรเสียหน่อย! " ธานินทร์กลับมีท่าทีฉุนเฉียวตอบมาจนปฐพีชักเป็นห่วง

"พี่จ๊อก..."

"ตอนไอ้เต้ก็ทีแล้ว! อย่างน้อยนายก็น่าจะจับเป็นมันก่อน! เขาน่าจะเห็นแก่หน้ากูบ้าง! " ธานินทร์โกรธเคืองจริงๆ นั่นแหละ เขากำหมัดแน่นอย่างพยายามระงับอารมณ์ ปฐพีเห็นแล้วก็ยิ่งเป็นห่วง ก็ถ้าหากธานินทร์ขุ่นข้องใจเจ้านายอย่างจักรพรรดิขนาดนี้ ไม่มีทางเลยที่ธานินทร์จะไม่หาทางแก้แค้น...ก็พี่ชายเขาเป็นบุคคลจำพวกแค้นฝังหุ่น เพียงแต่การแก้แค้นคนอย่างจักรพรรดิคงไม่น่าจะเป็นเรื่องง่าย เผลอๆ ทันทีที่มือปืนของเจ้านายยิงน้องสาวบุญธรรมของพวกเขาไปแบบนี้แล้ว มีความเป็นไปได้สูงมากที่จักรพรรดิอาจให้มือปืนคนอื่นตามดูท่าทีของธานินทร์ด้วยก็เป็นได้ จักรพรรดิหรือจะไม่รู้จักความเจ้าคิดเจ้าแค้นของธานินทร์ แล้วจะไม่คิดตัดไฟแต่ต้นลมหรือไง?

"พี่จ๊อก ใจเย็นๆ ก่อนนะ แป้งมันทำผิดจริงๆ ไปยุ่งกับเด็กนายทำไมไม่รู้ เด็กนั่นก็อยู่ของเขาดีๆ ถึงขนาดจะฆ่าจะแกงแบบนี้ จะไม่ให้นายเขาโกรธคงไม่ได้หรอก" ปฐพีพยายามหาเหตุผลมาดับอารมณ์คนเป็นพี่

"ปาล์ม... แป้งมันรักนาย เรื่องอิจฉาริษยามันก็เกิดขึ้นได้ คนอย่างนายเหรอจะไม่รู้ว่าแป้งมันคิดอะไร แล้วทำไมไม่บอกมันดีๆ ถ้าเขาขู่มันไว้ก่อนจริงๆ มันจะกล้าทำเรื่องพวกนี้หรือไง? " ธานินทร์ไม่มีทีท่าจะอารมณ์เย็นลง

"พี่เคยบอกเองไม่ใช่หรือไงว่านายเขาไม่ชอบวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวลูกน้อง ขอแค่ทำงานตามคำสั่งเขาก็พอน่ะ จะให้เขามานั่งเคลียร์ปัญหาหัวใจเป็นเด็กๆ เนี่ยนะ? " ปฐพีไม่ได้มีเจตนาจะเข้าข้างเจ้านายเต็มตัวขนาดนี้หรอก เขาเพียงต้องการอธิบายสาเหตุของเรื่องให้ธานินทร์ฟัง แต่คนฟังกลับส่ายหัวไปมาเหมือนไม่อยากฟังสิ่งที่เขาพูด จนปฐพีต้องถอนหายใจ

"แล้วนี่...เรื่องศพ" ปฐพีเปลี่ยนเรื่องไปถามถึงขั้นตอนการรับศพแป้ง

"ตามพ่อแม่เขามาจัดการแล้ว" ธานินทร์ตอบแล้วก็โทรไปสอบถามลูกน้องที่เขาให้ไปคอยช่วยเหลือพ่อและแม่ของแป้งในเรื่องการทำเอกสารขอรับศพต่างๆ ปลายสายบอกว่าเรื่องเอกสารใกล้เสร็จแล้ว ธานินทร์เลยพาปฐพีออกมานั่งรอบริเวณที่นั่งพักสำหรับญาติผู้ป่วยตรงใกล้ประชาสัมพันธ์โรงพยาบาล เขาไม่อยากนั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินอีกแล้ว เพราะมันช่างหดหู่ใจ

"เออ...แล้วพี่รู้ได้ไงว่าแป้งหลอกมิ่งขวัญมา? " อยู่ๆ ปฐพีก็หันมาถามธานินทร์

"กูพยายามให้ลูกน้องสืบข่าวไอ้เสี่ยชิน อยากจัดการมันแทนนาย กะว่าถ้าได้ความดีความชอบจะต่อรองเรื่องโทษของแป้งได้บ้าง พอนายมีนัดเจอไอ้เสี่ยชินกูเลยจะมาซุ่มรอเล่นงานพวกมันก่อน แต่เมื่อตอนทุ่มสองทุ่มรถแม่งโคตรติด เลยไปถึงเอาตอนที่พวกเฮียเจียงออกมากันแล้ว ถ้ากูถึงก่อนหน้านั้นก็คงดี" ธานินทร์พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด ปฐพีจึงไม่กล้าพูดอะไรต่อ เขาคิดว่าธานินทร์คงเหนื่อยมากแล้ว จึงอยากพาพี่ชายกลับไปพักผ่อน ปฐพีบอกให้ธานินทร์โทรสั่งงานลูกน้องแล้วจะได้กลับพร้อมเขา เพราะธานินทร์ไม่ใช่พี่น้องโดยสายเลือดกับคนตายเขาจึงรู้ตัวว่าอยู่นานไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา มีแต่นั่งโศกเศร้าอยู่แบบนี้จึงทำตามที่ปฐพีบอก สองพี่น้องเดินออกไปยังลานจอดรถของโรงพยาบาล

"แอม!! " เป็นธานินทร์ที่อุทานชื่อของชายหนุ่มตรงม้านั่งด้านข้างลานจอดรถออกมาก่อน แอมไม่ได้มาคนเดียว แต่เขามากับบอดี้การ์ดประจำตัวทั้งสองคนของธานินทร์คือ สมิงและเฟิร์ส แอมส่งยิ้มให้ทั้งธานินทร์และปฐพี พลางกวักมือเรียกคนทั้งสองให้นั่งลงที่ม้านั่งข้างเขา

"เสียใจด้วยจริงๆ นะครับเรื่องแป้ง" แอมบอกธานินทร์ด้วยน้ำเสียงสุภาพ ธานินทร์พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงว่ารับรู้

"พี่จ๊อกคงไม่ได้แค่เสียใจอย่างเดียวใช่ไหมครับ? " แอมถามต่อ เมื่อได้ยินคำถามนี้ของแอม ปฐพีเริ่มหน้าตาตื่น

"เรื่องนี้พี่ขอคุยกับนายเขาเอง" คำพูดของธานินทร์คือต้องการจะบอกเป็นนัยว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแอม แต่คนฟังนั้นหัวเราะน้อยๆ ตามแบบฉบับชายหนุ่มขี้เล่นที่ธานินทร์เคยเห็นมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย

"นายเขาไม่ว่าง เลยสั่งผมมาบอกพี่แทน ผมขอพูดเลยแล้วกัน เดี๋ยวกลับไปตีบอสไม่ทัน" แอมหันมามองหน้าคู่สนทนา ส่วนปฐพีนั้นนั่งตัวเกร็งลุ้นเต็มที่ ธานินทร์เสียอีกกลับมีสีหน้าเรียบเฉย

"ถ้าพี่ไม่อยากทำงานให้นายแล้วก็ขอให้ทำตามกฎ อยากได้อะไรติดตัวไปก็ขอมาก่อนได้ อันไหนให้ได้เขาก็ให้"

"เรื่องสำคัญแบบนี้ เขาไม่คิดจะพูดเองหน่อยหรือไง? " น้ำเสียงธานินทร์แสดงถึงความไม่สบอารมณ์อย่างมาก แต่สีหน้าเขาก็ยังเรียบเฉย

"เขาไม่ว่าง" แอมตอบ

"งั้นรอจนเขาว่างแล้วค่อยคุยกันอีกที" ธานินทร์พูดแล้วก็ลุกขึ้นจะเดินออกไป ทำไมเขาจะต้องมาตัดสินใจอะไรกับเด็กเมื่อวานซืนอย่างไอ้แอมด้วย? เขาทำงานกับจักรพรรดิมานานความดีก็มีมาก ความชอบก็มีเยอะ ปฐพีที่จักรพรรดิปลื้มนักหนาก็น้องชายเขา ถ้าจักรพรรดิจะไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาก็ได้อยู่หรอก แต่ไม่ควรให้เด็กอย่างแอมมาหยามเขา!

"นั่งลง! " น้ำเสียงแอมเรียบและเยียบเย็นกว่าปกติ แม้เป็นเพียงการพูดปกติแต่กลับทำให้ปฐพีสะดุ้ง และธานินทร์ชะงักขา

"ผมจะพูดอีกรอบเดียวนะ นายเขาไม่ว่าง เขาทำธุระสำคัญอยู่ พี่แค่ตอบผมมาว่าจะอยู่หรือจะไป" แอมพูดขึ้นเมื่อธานินทร์กลับมานั่งลงข้างเขาเหมือนเดิม ธานินทร์ไม่ได้ตอบคำถามทันที เหมือนยังนิ่งคิดอยู่

"โอเค...ไม่ตอบไม่เป็นไร งั้นผมตอบแทนเลยแล้วกันว่าพี่เลือกไป" แอมพูดแล้วเป็นฝ่ายลุกขึ้นยืนแทน

"พี่หมิง พี่เฟิร์ส จับเวลานะ 24 ชั่วโมง" แอมบอกบอดี้การ์ดทั้งสองของธานินทร์ก่อนจะก้าวขาเดินไปพร้อมทั้งสองคน

"เดี๋ยว!! " เป็นปฐพีที่วิ่งมาดักหน้าแอม

"พี่จ๊อกยังไม่ได้ตอบเลย แอมจะด่วนสรุปเองได้ยังไง? แทนที่จะจับเวลาอะไรนั่นทำไมไม่ให้เวลาพี่จ๊อกเขาคิดสักหน่อย แป้งก็เพิ่งตายไปพี่เขายังเสียใจอยู่เลย" ปฐพีพูดรัวเป็นชุด

"อย่าเอาเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวมาปนกัน" ... ไม่น่าเชื่อว่าคนขี้เล่นอย่างแอมจะพูดประโยคนี้ได้

"ทีนายยังเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกันเลย! ที่แป้งตายก็เพราะเรื่องส่วนตัวของนายนั่นแหละ! " จ๊อกตะโกนสวนมาทันที ทำให้แอมเดินกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขา

"มันตายเพราะมันสาระแนเอง มันสาระแนซ่อนตัวไอ้ชินไว้ นายเขาก็ให้อภัยไปครั้งนึงแล้ว มาครั้งนี้ยังเสือกเสร่อไปที่จุดนัดหมายทั้งที่นายไม่ได้สั่ง ถ้ามันไม่ตายห่าไปก่อนแล้วแผนนายพังขึ้นมา พี่มีสิบชีวิตก็ไม่พอชดใช้หรอกนะ" ถ้าใครไม่เคยเห็นแอมตอนทำหน้านิ่งพูดเสียงต่ำอย่างมาดร้ายแบบนี้ก็ควรรีบดูไว้เสีย ปฐพีเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็น เขาถึงขนาดต้องวิ่งเข้าไปเอาตัวบังธานินทร์ไว้

"ใจเย็นก่อนแอม พี่ขอได้ไหม? " ปฐพีเอ่ยขอร้อง แอมมองหน้าปฐพีก่อนจะส่งยิ้มให้

"24 ชั่วโมง ให้แค่นั้น" แอมพูดแล้วหันหลังเดินกลับไป...

ปฐพีถอนหายใจหนักหน่วงแล้วหันมามองหน้าธานินทร์

"พี่จ๊อก...อยู่กับผมได้ไหม? " แล้วก็เป็นปฐพีอีกนั่นแหละที่เอ่ยคำขอร้อง

ธานินทร์ไม่ได้ตอบอะไร เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่แสนมืดมิด...มืดมิดเหมือนหนทางชีวิตเขาในตอนนี้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

ห้าทุ่มห้าสิบหกนาที ของคืนวันอาทิตย์

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะฝันเห็นน้องแป้งที่เลือดท่วมตัวแล้วยังกอดเฮียหยกไว้แน่น!!

"กินน้ำก่อนๆ " ดิวอี้ยื่นแก้วน้ำให้พลางลูบหลังผมเบาๆ

หลังเกิดเหตุการณ์ที่เป็นเหตุให้ผมต้องฝันร้ายแล้ว อาศรที่มาได้อย่างไรก็ไม่รู้ขับรถเข้ามายังเขตโรงงานร้างและพาผมกลับมา ผมจำได้ดีว่าพี่จ๊อกอุ้มร่างน้องแป้งน้ำตาอาบหน้าวิ่งขึ้นรถตู้ของเขา... แต่ถึงผมไม่ใช่หมอก็ยังรู้เลยว่าเธอคงไม่รอด กระสุนโดนช่วงท้ายทอยของเธอ ผมเห็นค่อนข้างชัดเพราะพวกเรายืนอยู่ใกล้แสงไฟหน้ารถตู้

อาศรบอกผมว่าคุณเจียงโทรบอกเขาว่าผมอยู่ที่นี่ เขาจึงรีบมารับ...แสดงว่าตอนที่คุณเจียงบอกให้ผมกลับพร้อมพี่จ๊อกนั่นก็เพราะต้องการให้ผมหันหลังไปเท่านั้น คงไม่อยากให้ผมขัดขวางตอนเขายิงน้องแป้ง

ใจร้ายมาก!

"ฝันร้ายเหรอ? " ดิวอี้ถามผม ผมพยักหน้าตอบเขา

"หายใจลึกๆ แกไม่ได้ทำอะไรผิดมิ่ง" ดิวอี้ลูบหลังผมอีกครั้ง

"ถ้าเราฉลาดกว่านี้ก็คงไม่หลงเชื่อน้องแป้งง่ายๆ หรอก หรืออย่างน้อยถ้าเราบอกเรื่องนี้กับอาศรไว้ก่อน เขาก็คงตามมาทันเรื่องพวกนี้ก็คงไม่เกิด" ผมปรับทุกข์กับดิวอี้

"รู้ได้ยังไง? ไม่เกิดคืนนี้ ก็อาจไปเกิดวันอื่น แกอาจมารู้ทีหลังว่ายัยแป้งนั่นตายแล้วไรงี้" ดิวอี้พูดแล้วหยิบแก้วน้ำจากมือผมไปวางบนโต๊ะ ตอนนี้เราสองคนเอาฟูกมาปูนอนกันในห้องนั่งเล่น

"ดิว...เรา..." ผมพูดอึกอักอย่างสับสน ทำไมผมต้องเข้ามารับรู้เรื่องแบบนี้ตลอดด้วย? ผมไม่ได้เสียใจเพียงแค่เรื่องที่น้องแป้งตาย แต่คนอื่นๆ ที่ถูกคุณเฮียตี้ กับคุณเจียงฆ่าในคืนนี้ผมก็รู้สึกว่ามันไม่ควร

"ชั้นเชื่อว่าเดี๋ยวแกก็จะเข้าใจเรื่องพวกนี้มากขึ้น" ดิวอี้พูดปลอบโยนผม

เสียงนาฬิกาบนฝาผนังส่งเสียงเตือนเวลาเบาๆ ผมกับดิวอี้หันไปมองพร้อมกัน

ท่ามกลางแสงสลัวของโคมไฟ ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว...

"เฮียหยกจะกลับมาไหมนะ? " ผมถามคำถามที่รู้อยู่ว่าดิวอี้ก็คงตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกคิดถึงเขามากเหลือเกิน

"กลับมาตอนนี้แล้วเกิดชั้นโดนไล่ตะเพิดไปนอนนอกห้องทำไงยะ? " ดิวอี้เสียงเขียวใส่ผม ผมหัวเราะน้อยๆ กับท่าทีของเขา

"เดี๋ยวฝากให้ไปนอนห้องน้องแอม" พอผมพูดไปแบบนี้ ดิวอี้ถึงกับแหวเสียงดัง

"อิมิ่ง!! "

"ขอบใจนะดิว" ผมกล่าวขอบคุณเขาหลังจากเพิ่งหัวเราะใบหน้าแดงแปร๊ดของเขาเมื่อครู่ ดิวอี้ยิ้มให้ผมก่อนจะตบหมอนเป็นเชิงบอกให้นอน เราสองคนล้มตัวลงนอนพร้อมกัน

"เดี๋ยวเสี่ยเขาก็กลับมาแล้ว" ดิวอี้พูด ผมพยักหน้าให้เขาในแสงสลัว แล้วหลับตาลง... เช้าพรุ่งนี้ผมคงได้เจอเฮียหยกแล้วล่ะ ถึงตอนนั้นผมจะต่อว่าเขาเรื่องน้องแป้งให้หนักๆ

จะว่าไป... ลากเขาไปทำบุญทุกวันอาทิตย์อีกดีกว่า

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Depress Ai : Talk 

สรุปว่า ยังต่อได้อีก 555+ สาเหตุมาจากการแก้พลอตตอนจบไปมา เลยทำให้จำนวนตอนไม่นิ่งเบย😓

ขอโทษผู้อ่านทุกท่านด้วยค่ะ 😓

แต่ไม่ต้องห่วง ยังไงอีกไม่กี่ตอนก็จบแน่ค่าา 😅

🤟🤟🤟รักคนอ่านน้า🤟🤟🤟

ปล. ที่แก้พลอตตอนจบหลายรอบเพราะคนเขียนกลัวดราม่าอ่ะน้าา 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}