ลูกคนเดียว

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ยี่สิบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 172

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มิ.ย. 2562 14:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ยี่สิบ
แบบอักษร

อากาศตอนสี่ทุ่มหนาวเย็นจับหัวใจ ชายป่าสลับทุ่งนาของชาวบ้านอยู่ในความมืดมิด ค่ำคืนนี้พระจันทร์หลบหายหลังก้อนเมฆ ชานนท์นั่งอยู่บนหลังรถกระบะกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสองคนรวมทั้งทหารอีกหนึ่งคน ทั้งหมดนั่งห่อไหล่ พยายามทำร่างกายตัวเองให้อบอุ่นที่สุด นานครั้งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคนหนึ่งก็ทำหน้าที่ฉายสปอร์ตไลท์กราดโดยรอบ พวกเขาจอดรถนิ่งบนถนนลูกรังขรุขระได้ประมาณสิบนาทีแล้ว ชานนท์รู้ดีว่าวิธีนี้ไม่เหมาะกับสัตว์แบบเสือโคร่งแต่เขาก็ต้องทำ อย่างน้อยเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับชาวบ้านก็ยังดี รอจนกระทั่งผู้เชี่ยวชาญมาถึงจะได้หาวิธีการจัดการอย่างถูกต้องต่อไป

               “หวังว่าพวกพี่ชัยจะเจอมันบ้างนะผู้ช่วย ไม่งั้นวันนี้เท่ากับเสียเวลาเปล่า”

               ลูกน้องคนหนึ่งพูดขึ้น ชานนท์ยิ้มรับในความมืด

               “อือ หวังว่าจะเจอ แต่ผมคิดว่าอีกวันสองวันพอผู้เชี่ยวชาญมา เราก็คงไม่ต้องทำอะไรแบบนี้แล้ว”

               แล้วทั้งหมดก็เงียบเสียงลง สิบนาทีต่อมาชายหนุ่มก็สั่งให้เคลื่อนที่เพื่อจะไปเฝ้าระวังยังจุดต่อไป แต่นายทหารยกมือขอลงไปทำธุระส่วนตัว สักพักเดียวเขาก็วิ่งไปยืนนิ่งปล่อยน้ำเสียหน้าต้นไม้ใหญ่ห่างไปประมาณสิบห้าเมตร เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าฉายไฟส่องเพื่อความปลอดภัย ช่วงจังหวะที่นายทหารหันหลังกลับเพื่อจะวิ่งมายังรถ เหตุการณ์สยองก็พลันอุบัติขึ้น ร่างของเสือใหญ่กระโจนออกมาจากเงามืด มันขย้ำเข้าบริเวณลำคอแล้วกระชากร่างนั้นติดหายไปด้วย นายทหารชะตาขาดไม่ได้ส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ถึงครึ่งนาทีท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนทั้งสี่รวมทั้งคนขับรถด้วย

               ชานนท์กระโจนลงจากรถเป็นคนแรก เขาวิ่งตามแสงไฟหน้ารถไปยังจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่อีกสองคนพอได้สติก็โดดตามลงมา หนึ่งในนั้นกระชากปืนพกขึ้นมากำแน่น ผู้ช่วยหนุ่มยืนมองทางที่เสือร้ายลากเอาเหยื่อของมันไปอย่างร้อนใจ

               “เดี๋ยวคุณสองคนไปกับผม ผมเชื่อว่ามันยังไปไม่ไกล แล้วให้นายมั่นวิทยุรายงานที่อุทยานให้เขาประสานขอความช่วยเหลือ”

               “แต่มันอันตรายมากนะผู้ช่วย”

               “ผมเข้าใจ แต่ถ้าทหารคนนั้นยังไม่ตายเราก็ยังพอมีโอกาสที่จะช่วยเขาได้”

               ทั้งคู่พยักหน้า แล้วหนึ่งคนก็วิ่งกลับไปที่รถ กระชากไฟฉายขึ้นมาพร้อมทั้งบอกนายมั่นให้ทำตามคำสั่งของชานนท์ก่อนจะวิ่งตามคนทั้งคู่ซึ่งเดินเร็วๆนำหน้าไปแล้ว

               พวกเขาอาศัยแสงจากไฟฉายสองกระบอกแกะรอยของเสือร้ายจนกระทั่งเดินมาได้ประมาณห้าร้อยเมตรก็พบเจอเลือดกองใหญ่

               “มันเพิ่งไปไม่นานผู้ช่วย” เจ้าหน้าที่ผู้นำทางหันมาบอกเขาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนหวาดกลัว

               “ตามต่อ ไม่เกินสิบนาทีเราคงพบทหารคนนั้น”

               เขาแกะรอยต่อไป แล้วก็เป็นจริงอย่างที่ชานนท์พูด ร่างโชกเลือดของนายทหารเคราะห์ร้ายนอนคว่ำหน้านิ่งอยู่โคนต้นไม้ใหญ่ เห็นเพียงแค่นั้นทั้งหมดก็รู้แล้วว่าหมดหวังที่จะช่วยเหลืออย่างไรได้ พวกเขาเดินอย่างระวังไปที่ร่างนั้น มีเสียงกิ่งไม้ถูกเหยียบหักก่อนที่เจ้าเสือร้ายจะกระโจนใส่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคนหลังสุด โชคดีที่เขาถือปืนพกสั้นไว้ เจ้าหน้าที่หนุ่มเหนี่ยวไกปืนอย่างตกใจแล้วหงายหลังล้มลงรอดพ้นจากความตายอย่างหวุดหวิด เสือมรณะหายไปในความมืด ทั้งหมดหันหลังชนกันอย่างหวาดกลัว

               “เอายังไงดีผู้ช่วย ไอ้สมิงมันเล่นงานเราแน่”

               ยังไม่ทันจบประโยคดีก็มีเสียงร้องอย่างโหยหวนดังขึ้นมาจากรอบด้าน

               “เสียงมั่นนี่ผู้ช่วย” ลูกน้องเขาพูดขึ้นอย่างตกใจหน้าซีดแล้วกำลังจะออกวิ่งกลับไปตามเดิมด้วยความเป็นห่วงเพื่อน แต่เจ้าหน้าที่อีกคนเหนี่ยวไหล่ไว้ได้ทัน

               “อย่า ถ้ามันเป็นสมิงจริงมันก็กำลังหลอกล่อให้เราแยกกัน”

               ถึงเขาจะไม่เชื่อเรื่องราวแบบนี้ ชานนท์ก็อดที่จะหวาดหวั่นไม่ได้ เขากวาดตามองรอบด้านด้วยใจเต้นระทึก แล้วก็ไม่ต้องรอนานเลย คราวนี้เสียงผู้ชายหัวเราะดังขึ้นรอบด้านเหมือนว่ามีผู้ชายสักสิบคนยืนหัวเราะมาจากทุกมุมของป่า

               “มันกำลังจะทำให้เรากลัวจนคุมสติไม่อยู่” เจ้าหน้าที่คนเดิมพูด เขาพยายามฉายไฟไปรอบๆแต่ก็ไม่พบสิ่งใด ลูกน้องคนที่ถือปืนของเขาดูเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว เขาจึงเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนไปอีกสองนัด เสียงปืนดังก้องกลบเสียงหัวเราะให้หายจนหมดสิ้น ชานนท์กระชากเอาปืนมาถือไว้ที่ตัวเอง เขากลัวว่าจะกลายเป็นเหยื่อกระสุนปืนเสียเอง

               “ใจเย็นหน่อยพี่อิน” เขาบอกเพื่อเรียกสติลูกน้อง ทั้งหมดรออยู่ด้วยความกระวนกระวายเกือบสิบนาทีจึงได้ยินเสียงกู่เรียกดังมาจากทางที่เขามา อินดีใจจนกระทั่งเห็นแสงไฟฉายจึงวิ่งผละเพื่อเข้าหาคนหมู่มากที่กำลังเดินคุยกันงึมงำ ตั้งแต่เขามาทำงานพิทักษ์ป่า เขาไม่เคยเจออาถรรพ์ร้ายแรงจนควบคุมตัวเองไม่ได้แบบนี้เลย แต่ยังไม่ทันที่จะถึง แสงไฟเหล่านั้นก็วูบดับ อินใจหายวาบ เมื่อปรากฎว่าสิ่งที่กำลังวิ่งสวนมาทางเขาคือเจ้าเสือร้ายนั่นเอง มันอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงหนึ่งเมตรก่อนจะกระโจนหมายกระชากร่างของเขาออกเป็นชิ้น

               อีกเพียงคืบเดียวกรงเล็บอันแหลมคมจะสัมผัสกับผิวเนื้อของอิน ร่างของเจ้าสัตว์ร้ายกลับชะงักแล้วม้วนตัวหลบบางอย่าง แสงสีเหลืองนวลพุ่งวาบผ่านไป มันลงไปยืนแยกเขี้ยวคำรามต่ำ นัยน์ตาสีเหลืองอมแดงมองมาทางเบื้องหลังของชานนท์ ผู้ช่วยหนุ่มหันขวับมองทางด้านหลังทันที พระรูปหนึ่งยืนอยู่ห่างจากเขาประมาณสองเมตร ท่านยิ้มแล้วพยักหน้า เจ้าหน้าที่อีกคนมองตามเขาเมื่อเห็นพระก็ลืมตากว้าง

               “หลวงพ่อดำ”

               “ไม่เป็นไรแล้วล่ะโยม รีบไปพาเพื่อนของโยมมาโดยเร็ว อาตมารับรองว่าจะไม่มีอันตรายใดๆ”

               เจิมรีบวิ่งไปลากร่างของอินซึ่งตกใจจนก้าวขาไม่ออก เสือตัวนั้นคำรามขู่แต่ไม่ได้ขยับเข้าใกล้ หลวงพ่อดำเดินจนกระทั่งมาหยุดยืนห่างจากชานนท์เพียงเล็กน้อย เจ้าหน้าที่ทั้งคู่กลับมาแล้ว ชายหนุ่มจึงยกมือไหว้หลวงพ่อ

               “ขอบคุณหลวงพ่อมากครับที่ช่วยเหลือ”

               หลวงพ่อดำยังคงยิ้มแล้วมองหน้าเขาอย่างมีเลศนัย

               “อาตมาก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้ อย่างมากคงช่วยไล่เขาไปเท่านั้น คงจะทำอะไรเขาไม่ได้หรอกโยม มันผิดศีลแล้วอีกอย่างต้องเป็นบุคคลที่เคยสร้างกรรมร่วมกันมาเท่านั้นจึงจะทำอันตรายเขาได้”

               แล้วหลวงพ่อก็หันกลับไปมองดูเสือร้ายตัวนั้น

               “เอ็งก็ควรที่จะเลิกก่อกรรมได้แล้ว บาปกรรมเอ็งหนักนัก”

               เจ้าเสือโคร่งยืนนิ่ง ดวงตาทั้งคู่ส่อแววประสงค์ร้ายชัดเจน มันก้าวเดินตรงมาที่หลวงพ่อดำและคนทั้งสาม แต่เหมือนมีบางอย่างกางกั้นเอาไว้ พอมันเดินมาถึงจุดหนึ่ง เจ้าสัตว์ร้ายก็เคลื่อนที่ต่อไม่ได้ มันจึงเดินวนเวียนอย่างงุ่นง่านอยู่รอบคนทั้งหมด

               “ข้าเตือนเอ็งดีๆแล้วนะ แต่ในเมื่อเอ็งไม่ฟังกันก็คงจะต้องใช้ไม้แข็งกันล่ะ”

               แล้วหลวงพ่อดำก็ขว้างบางอย่างซึ่งมีลักษณะคล้ายกับท่อนไม้สลักออกไป ชานนท์พยายามเพ่งมองจนเห็นว่าวัตถุนั้นคือตะกรุดไม้ เจ้าเสือโคร่งใหญ่พยายามกระโดดหลบแต่เหมือนกับว่าตะกรุดไม้นั้นจะมีตามองเห็น ไม่ว่าเสือสมิงจะหลบทางไหน ตะกรุดก็พุ่งตามมันได้อยู่ดี จนกระทั่งจังหวะหนึ่งตะกรุดไม้ซึ่งดูธรรมดาที่สุดกระทบเข้ากับส่วนท้องของมัน ร่างอันใหญ่โตนั้นสะดุ้ง มันส่งเสียงร้องออกมาจนทำให้ชายทั้งสามคนขนหัวลุก เสียงร้องของมนุษย์ผู้ชายที่กำลังเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส

               ร่างของมันปลิวกระเด็นไปไกลประหนึ่งถูกมือยักษ์ตบ พอมันลุกขึ้นยืนได้ ชานนท์ก็สังเกตเห็นว่ามันไม่ปราดเปรียวเหมือนเดิมและตรงบริเวณท้องยังมีเลือดไหลซึม ดวงตาอาฆาตมาดร้ายจ้องมาที่กลุ่มคนทั้งหมด ดูเหมือนมันจะจ้องหน้าของหลวงพ่อดำนานกว่าคนอื่น อึดใจต่อมาเจ้าลายพาดกลอนก็เดินกะเผลกหายไปในความมืด

               “มันไปแล้วล่ะโยม แต่พวกโยมทั้งสามต้องระวังตัว ต่อไปนี้มันคงจะหาทางเล่นงานโยมทั้งหมดเพราะแรงอาฆาต”

               ชานนท์ฟังด้วยใจระทึก ส่วนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอีกสองคนแทบจะเป็นลมด้วยความกลัว

               “ไปโยม อาตมาจะไปส่ง ส่วนเรื่องของคนตาย พวกโยมพักไว้ก่อนจนกว่าจะมีคนมาช่วยเถอะ”

               แล้วหลวงพ่อดำก็เดินนำหน้า ทั้งหมดรีบสาวเท้าเดินตามหลวงพ่อด้วยความรวดเร็ว บางครั้งก็หันมองกลับไปในราวป่ามืดมิด อุปทานทำให้เห็นว่ามีดวงตาสีแดงก่ำจ้องมอง ไม่ถึงสิบนาทีพวกเขาจะมองเห็นรถยนต์ของอุทยานแห่งชาติ มั่นกำลังยืนรออยู่ด้วยความกระสับกระส่าย พอเห็นทุกคนเขาก็ยิ้มอย่างยินดีแล้วเดินเข้ามาหา

               “ว่ายังไงมั่น คนอื่นๆล่ะ”

               ชานนท์ถามเบาๆ มั่นส่ายหัว

               “วิทยุเสียครับผู้ช่วย ผมติดต่อใครไม่ได้เลย”

               อินถูกเจิมประคองให้ไปนั่งบนรถ พิทักษ์ป่าหนุ่มยังคงตัวสั่นอย่างหวาดกลัว

               “พี่อินเป็นอะไรครับผู้ช่วย”

               ชานนท์หรี่ตา

               “เดี๋ยวเล่าให้ฟัง” แล้วเขาก็หันไปทางด้านหลังซึ่งหลวงพ่อดำยืนนิ่งอยู่ แต่แล้วชานนท์ก็ต้องขนลุกเกรียวอีกครั้ง นอกจากความมืดแล้ว ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดทั้งสิ้น มั่นมองตามแล้วเอ่ยขึ้น

               “มีอะไรหรือเปล่าครับผู้ช่วย”

               “หลวงพ่อดำล่ะ ท่านไปไหนแล้ว”

               มั่นเกาหัว

               “หลวงพ่อดำก็ต้องอยู่วัดสิครับผู้ช่วย ดึกขนาดนี้แล้วท่านคงจำวัดแล้วล่ะครับ”

               “แต่เมื่อกี้หลวงพ่อดำเดินมากับพวกเรา”

               “ไม่เห็นมีนะครับผู้ช่วย ผมเห็นผู้ช่วยแล้วก็พี่อินพี่เจิมแค่สามคนเองครับ”

               “นายแน่ใจ”

               “ครับ”

               ชานนท์ขมวดคิ้วอย่างงุนงง ถ้าเป็นแบบนั้นจริงแล้วหลวงพ่อดำที่พวกเขาเห็นคืออะไรกันแน่ แล้วก็มีเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นในหัวของเขาพร้อมทั้งเสียงซึ่งเขาจำได้อย่างแม่นยำว่าเป็นเสียงของหลวงพ่อดำ

               “พรุ่งนี้โยมพยายามหาเวลาไปพบอาตมาที่วัดหนองเสือร้องให้ได้นะ อาตมามีเรื่องสำคัญจะคุยกับโยม อย่าลืมซะล่ะโยมชานนท์”

               สิ้นเสียงพูดเขาก็เขย่าแขนมั่น

               “นายได้ยินเสียงอะไรมั้ย เสียงของหลวงพ่อดำ”

               พิทักษ์ป่าหนุ่มมองเขาอย่างสงสัยแล้วส่ายหัว

               “ไม่มีครับผู้ช่วย ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงแมลงครับ”

               ลมดึกพัดมาวูบใหญ่ แรงจนชานนท์ขนลุกอย่างประหลาด นอกจากนั้นเขายังได้กลิ่นสาบสางของอย่างรุนแรงอีกด้วย

               “ไปกันเถอะมั่น กลับอุทยานกัน”

               แล้วเขาก็ดึงแขนมั่นไปที่รถยนต์ สองนาทีต่อมาพวกเขาก็ออกมาจากสถานที่อันน่าวังเวง ตลอดเส้นทางกลับอุทยานแห่งชาติหนองเสือร้อง ชานนท์นั่งทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด เขามั่นใจว่าเสือตัวนี้ต้องเป็นตัวเดียวกับที่เขาเคยเห็นตอนทำค่ายลูกเสือพิทักษ์ป่าอย่างแน่นอน เขาเริ่มจะเชื่อแล้วว่าเสือร้ายตัวนี้เป็นเสือสมิงอย่างคำร่ำลือ แล้วยังเรื่องของหลวงพ่อดำอีก ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ต้องไปหาหลวงพ่อดำให้ได้

               

               อินมือสั่นเล็กน้อยขณะที่กำลังไขเปิดประตูบ้าน ตะกอนแห่งความกลัวยังลอยค้างในความรู้สึก ทันทีที่ประตูบ้านเปิดออก เขาถอนหายใจหนักหน่วง ไม่อยากจะเชื่อว่าเสือสมิงจะมีจริง ภาพเขี้ยวแหลมคมและกรงเล็บที่กางออกยังชัดเจนในความทรงจำ แล้วชายหนุ่มก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีมือหนึ่งมาจับไหล่เขาไว้

               “อิน” เสียงเรียกหนักๆในลำคอทำให้เขาค่อยหันไปมอง แสงไฟสลัวจากถนนหน้าบ้านส่องให้เห็นใบหน้าเคร่งขรึมของชานนท์

               “ผู้ช่วยนั่นเอง ผมตกใจหมดเลย มีอะไรครับ”

               ชายหนุ่มมองซ้ายชวาแล้วกระซิบ

               “เข้าไปคุยในบ้านได้ไหมอิน เรื่องนี้สำคัญ ในบ้านมีใครหรือเปล่า”

               อินมองบ้านซึ่งตกอยู่ในความมืด

               “เมียกับลูกผมคงจะหลับแล้วครับ คงไม่มีใครกวนเรา”

               ชานนท์พยักหน้า พิทักษ์ป่าหนุ่มเดินนำหน้าด้วยความรู้สึกแปลกๆ เขาไขกุญแจเปิดประตูบ้านแล้วเดินนำสู่ด้านใน อินเดินไปเปิดไฟด้วยความเคยชิน แต่ยังไม่ทันเปิดเขาเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ไม่มีเสียงฝีเท้าของชานนท์เดินตามหลังมา นอกจากนั้นเขายังสูดได้กลิ่นสาบสางบางอย่าง กลิ่นซึ่งให้เขาขนลุก กลิ่นสมิง

               พอรู้สึกตัวว่าเขาน่าจะนำเอามหันตภัยร้ายแรงเขามาในตัวบ้านแล้ว อินก็แสดงออกถึงความเป็นลูกผู้ชาย เขากระชากเอาปืนพกสั้นที่เหน็บเอวขึ้นมาถือก่อนจะเผ่นไปที่บันได แต่สายเกินไป เสือสมิงกระโจนขย้ำเขาจากในมุมมืดข้างประตู มันตะปบที่ก้านคอของพิทักษ์ป่าหนุ่มเพียงครั้งเดียว อินก็ขาดใจตาย เจ้าเสือร้ายเดินวนรอบร่างของเหยื่อแล้วเงยหน้ามองตามบันได แสงไฟลอดออกมาจากห้องพร้อมทั้งมีเสียงเปิดประตู หญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินลงมาช้าๆ

               ภาพเบื้องหน้าของหล่อนคือสามีกำลังฟุบหลับอยู่บนพื้น ห่างออกไปเล็กน้อยชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังพยายามจะพยุงให้เขาลุกขึ้นยืน

               “อินเหนื่อยมากจนฟุบหลับไป คุณมาช่วยผมพยุงเขาหน่อยได้ไหม”

               “ค่ะ”

               หล่อนตอบรับแล้วรีบเร่งเดิน พอถึงด้านล่างหล่อนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นสาบสาง แต่กลิ่นที่รุนแรงที่สุดเป็นกลิ่นคาวเลือด หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจแล้วก็มั่นใจว่ากลิ่นเลือดนั้นมาจากร่างของสามีหล่อน ภรรยาของอินรีบตรงเข้ามาจนอีกไม่เกินหนึ่งเมตรก็จะถึงบริเวณที่ทั้งคู่ยืนอยู่ แวบหนึ่งแสงไฟจากด้านบนส่องให้เห็นใบหน้าซีดเผือดของอินและก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่สมิงร้ายกลายร่างแล้วกระโจนเข้าหาหล่อน มันตบที่หน้าหล่อนเพียงครั้งเดียว หญิงสาวเคราะห์ร้ายก็คอหัก ล้มลงนอนกองอยู่ข้างสามี เจ้าเสือร้ายกัดกินซากศพของทั้งคู่อย่างเอร็ดอร่อยแต่เหมือนว่ามันจะยังไม่อิ่ม มันเงยหน้ามองบันไดอันจะนำขึ้นสู่ชั้นสองอีกครั้ง ลูกชายคนเดียวของอินนอนหลับอย่างเป็นสุขอยู่บนนั้น มันก้าวขึ้นบันไดที่ละขั้นหวังในใจว่าเหยื่อคนนั้นจะมีเนื้อมากพอให้มันอิ่มเสียที

               เกือบตีสามสามพ่อแม่ลูกก็แทบจะเหลือแต่โครงกระดูก เนื้อเกือบทั้งหมดถูกกัดกิน เจ้าเสือสมิงตัวร้ายเดินลอยนวลออกจากบ้านของพิทักษ์ป่าหนุ่มแล้วหายไปกับความมืดของรัตติกาล

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น