Peach Bomb

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉันมีแค่นาย : ตอนที่ 5

ชื่อตอน : ฉันมีแค่นาย : ตอนที่ 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 369

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มิ.ย. 2562 08:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉันมีแค่นาย : ตอนที่ 5
แบบอักษร

9 ปีต่อมา 

ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉันไม่เคยได้เจอพี่ลีอีกเลย ฉันเคยขอคุณพ่อให้พาไปเที่ยวที่ไทย แต่คุณพ่อก็อ้างแต่งานยุ่ง เลยไม่เคยพาฉันไป ฉันเองพอนานๆเข้า เรื่องของพี่ลีก็ไม่สำคัญต่อชีวิตของฉันอีกต่อไป พี่ลีในตอนนี้เป็นแค่เพื่อนในความทรงจำวัยเด็กของฉันเท่านั้นเอง 

ก๊อกๆๆๆๆ 

ใครบางคนกำลังเคาะห้องนอนของฉันอยู่ สงสัยคงเป็นป้าแม่บ้านตามเคย 

"เข้ามาสิคะ"ฉันบอกกับคนทีเคาะประตู โดยไม่หันไปมอง 

แอ๊ดดดด~ 

"ทำอะไรอยู่เหรอฮันนี่" 

ผิดคาดแฮะ คนที่เข้ามากลับกลายเป็นคุณพ่อของฉัน ไม่ใช่ป้าแม่บ้าน 

"พ่อคะ วันนี้ทำไมกลับบ้านไวจังเลยคะ"ฉันถามพ่ออย่างแปลกใจ เพราะพ่อไม่เคยกลับบ้านก่อนฟ้ามืดเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

"วันนี้พ่อมีเรื่องสำคัญจะคุยกับฮันนี่"พ่อดูจริงจังอีกแล้วสิ ฉันไม่ชอบแบบนี้เลย 

"เรื่องอะไรเหรอคะ" 

"แมรี่เข้ามาสิ" 

ก่อนที่พ่อจะบอกเรื่องสำคัญของเค้า เค้ากลับหันไปเรียกใครบางคนเข้ามาในห้องของฉันซะก่อน 

"นี่แมรี่"พ่อแนะนำผู้หญิงคนนึง ที่หน้าตาสะสวยอ่อนหวานให้ฉันรู้จัก 

"สวัสดีค่ะ"ฉันกล่าวทักทายตามมารยาท 

"ได้ยินเรื่องของหนูมานานแล้ว วันนี้เพิ่งได้เห็น รู้สึกดีใจจริงๆจ๊ะ"ผู้หญิงคนนั้นยิ้มกว้าง แล้วเดินเข้ามาจับมือของฉันที่กำลังงงเอาไว้ 

"คุณพ่อคะ น้าแมรี่เป็นเพื่อนของคุณพ่อเหรอคะ"ฉันถามคุณพ่อ ที่กำลังยืนมองน้าแมรี่แล้วยิ้มอยู่  

ฉันไม่ชอบแววตาของคุณพ่อเลย เพราะมันเหมือนกับแววตาที่คุณพ่อชอบใช้มองคุณแม่ไม่มีผิดเลย แถมคุณพ่อยังยิ้มอีก ขนาดฉันที่เป็นลูกของคุณพ่อ คุณพ่อยังยิ้มให้ฉันน้อยมากๆ 

ใจของเต้นรัวแปลกๆอย่างไม่มีสาเหตุ สถานการณ์แบบนี้มันอะไรกัน ทำไมมันรู้สึกไม่ดีแบบนี้ล่ะ 

"แมรี่ไม่ใช่เพื่อนของพ่อหรอก"คุณพ่อตอบฉันแล้วเดินเข้ามาโอบแม่รี่เอาไว้ ทำให้ใจของฉันเต้นรัวมากขึ้นไปอีก 

"แมรี่คือคนที่พ่อจะแต่งงานด้วย คือคนที่จะมาเป็นอีกครึ่งนึงของชีวิตพ่อ พ่ออยากแนะนำให้เราสองคนรู้จักกัน ก่อนที่พ่อกับน้าแมรี่จะแต่งงานกัน" 

เปรี้ยง!!!! 

เหมือนฟ้าผ่าลงกลางหัวใจของฉัน แม้ฉันจะกำลังยิ้มอยู่ แต่ภายในใจของฉันกลับรู้สึกเหมือนโดนกระชาก จนเจ็บและชาไปหมด 

"น้าขอมาเป็นส่วนหนึงในครอบครัวนี้ด้วยนะจ๊ะ" 

"ค่ะ"ฉันตอบรับ แต่วิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว 

ท่ามกลางความยินดีของคนทั้งสองคน มีแต่ฉันที่รู้สึกเหมือนโดนมีดแทงซ้ำๆลงที่กลางใจ ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรจะรู้สึกแบบนี้ แต่มันห้ามความคิดของตัวเองไม่ได้จริงๆ 

ฉันควรจะต้องใจกว้างและยินดีสิ คุณพ่ออยู่คนเดียวมานานเกินไปแล้วนะ อย่าทำตัวแบบนี้สิฮันนี่ 

ฉันพยายามปลอบใจตัวเอง ไม่ให้คิดเห็นแก่ตัว ในสถานการณ์แบบนี้  

น้าแมรี่เองก็ไม่ได้ดูเลวร้ายอะไรซักหน่อย 

 

 

 

1 เดือนต่อมา 

หลังจากที่ฉันได้เจอน้าแม่รี่ในวันนั้น อีกหนึ่งเดือนต่อมา พ่อกับน้าแมรี่ก็แต่งงานกัน 

พ่อของฉันในตอนนี้ยิ้มแย้มแจ่มใส่เหมือนตอนที่แม่ฉันยังอยู่ ท่านดูมีความสุขมากๆ ตั้งแต่มีน้าแมรี่เข้ามา  

บางทีเวลาที่ฉันมองพ่อกำลังยิ้มแย้มแบบนั้น ในใจก็แอบรู้สึกอิจฉาทุกครั้ง ทำไมท่านถึงไม่เอาใจ หรือยิ้มแย้มให้ฉัน ที่เป็นลูกสาวแบบนั้นบ้างเลยนะ หรือพ่อไม่เคยรักลูกอย่างฉันเลยรึไงนะ ถึงทำตัวเฉยชากับฉันตลอดเวลา 

"ทำไมไม่เข้าไปนั่งดื่มชาด้วยกันล่ะจ๊ะฮันนี่" 

"อุ้ย!!"ฉันสะดุ้งสุดตัว เพราะน้าแมรี่อยู่ดีๆก็เดินมาที่ด้านหลังของฉัน ในตอนที่ฉันกำลังแอบมองพ่อกับน้าแม่รีอยู่ด้วยกัน 

"เอ่อ ฮันนี่แค่เดินผ่านมาน่ะค่ะ" 

"ไปดื่มชาด้วยกันสิ น้าอยากให้หนูไปดืมชาด้วย"น้าแมรี่ยิ้ม 

น้าแมรี่พยายามเข้าหาฉันตลอดเวลา แต่เป็นฉันเองที่สร้างเส้นบางๆขึ้นมา และพยายามหนีห่างจากน้าแมรี่ตลอดเวลา 

"ไม่ล่ะค่ะ ฮันนี่ไม่อยากดื่มชา"คำตอบของฉันทำให้น้าแมรี่ทำหน้าเศร้า เหมือนกำลังเสียใจกับใจกับคำตอบของฉันอยู่ 

อันที่จริงฉันไม่ตั้งใจทำแบบนั้น แต่กลไกบางอย่างในใจของฉัน มักชอบสร้างกำแพงป้องกัน ไม่ให้ใครเข้ามาถึงตัวตนของฉันมากเกินไป ฉันไม่อยากสนิทกับใคร เพราะกลัวใครคนนั้นจะหายไป เหมือนที่ฉันเคยโดนมาตลอด 

"งั้นเหรอจ๊ะ ไม่เป็นไรจ๊ะ แต่วันหลังฮันนี่ช่วยสอนน้าอบขนมได้มั้ย ได่ข่าวว่าฮันนี่ทำขนมเก่งมาก" 

"เอ่อ ไว้วันหลังนะคะ วันนี้ฮันนี่ขอตัวก่อน"ฉันรีบเดินหนีน้าแมรี่เดินขึ้นไปที่ห้องนอน 

ทำยังไงฉันถึงจะมีใครยิ้มให้ฉันด้วยความรักเหมือนที่พ่อยิ้มให้แม่กับน้าแมรี่บ้างนะ ฉันอยากได้รอยยิ้มและการดูแลเอาใจใส่แบบนั้นบางจัง เพราะบางทีฉันอาจจะไม่ต้องเหงาอยู่คนเดียวแบบนี้อีกแล้ว 

ฉันอยากมีใครซักคนที่รักฉันจริงๆแบบนั้นบ้างจัง 

ความคิดเพ้อเจ้อของฉันล่องลอยไปไกล จนเผลอไปคิดถึงใครบางคนที่ไม่ได้คิดถึงมานานมากแล้ว 

พี่ลี.... 

อยู่ๆฉันก็คิดถึงเค้าขึ้นมาซะอย่างนั้น 

ป่านนี่เค้าจะเป็นยังไงบ้างนะ เค้าอาจจะโตขึ้นมากแล้ว นี่มันก็ผ่านมาตั้ง 9 ปีแล้ว ที่เราไม่เจอกัน 

อยากเจออีกจัง..... 

แค่คิดถึงตอนเด็กๆที่เราสองคนเคยเล่นและใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ฉันก็เผลอยิ้มออกมาแล้ว 

แล้วทำไมเราไม่ไปหาพี่ลีนะ... 

ความคิดที่อยากไปหาพี่ลีแว๊บเข้ามาในหัวสมองน้อยๆของฉัน แต่ฉันกลับรู้สึกดีกับความคิดแบบนี้ และยึดถือมันเป็นจริงเป็นจัง และแทบอดใจที่จะทำให้มันเป็นจริงไม่ไหว เลยลงไปหาพ่อที่กำลังดื่มชาอยู่กับน้าแมรี่ทันที 

"พ่อคะ หนูอยากไปไทยค่ะ"ฉันพูดออกไปด้วยความตื่นเต้น เลือดในตัวของฉันไม่เคยสูบฉีดมากขนาดนี้มาก่อนเลย ตอนนี้ฉันตื่นเต้นจริงๆ 

"ไปทำไม"พ่อดูแปลกใจกับความต้องการของฉัน 

"หนูอยากไปไทย หนูไม่เคยได้ไปที่นั่นเลย" 

"ค่อยไปทีหลังเถอะ ช่วงนี้ลูกกำลังเดินเรื่องเรียนต่อมหาลัยอยู่ไม่ใช่เหรอ"พ่อถามฉันเสียงเข้ม 

ฉันไม่ชอบแบบนี้เลย พ่อชอบทำเหมือนความต้องการของฉันเป็นเรื่องไร้สาระตลอดเวลา 

"แต่ฮันนี่อยากไปนี่คะ" 

"พ่อว่าค่อยไปตอนซัมเมอร์เถอะ จัดการเรื่องเรียนต่อให้เรียบร้อยก่อน"เสียงของพ่อเข้มขึ้นมาอีกระดับ เมื่อฉันไม่ทำตาม 

"ไม่เอาค่ะ ฮันนี่จะไปค่ะ"ครั้งนี้ฉันไม่ยอมแพ้หรอก ครั้งนี้พ่อจะปฏิเสธความต้องการของฉันไม่ได้ ไม่ได้อีกต่อไป 

"เรื่องเรียนในตอนนี่สำคัญกว่านะฮันนี่ เชื่อพ่อสิ" 

"งั้นฮันนี่จะไปเรียนต่อที่ไทย"อยู่ๆความคิดที่อยากเอาชนะพ่อของตัวเองก็เอ่อล้นขึ้นมา จนฉันพูดคำนี้ออกไป 

"ฮันนี่!"พ่อเริ่มโมโหแล้วเรียกชื่อฉันเสียงดังจนฉันสะดุ้ง 

"ใจเย็นๆก่อนนะคะ แมรี่ว่าให้ฮันนี่ไปเที่ยวผ่อนคลายที่ไทยก่อนเปิดเรียนก็ดีเหมือนกันนะคะ จะได้คลายเครียดด้วย เรียนมาเยอะเกินไปแล้ว"น้าแมรี่ออกความคิดเห็นเป็นครั้งแรก 

"แต่ผมไม่อยากให้ฮันนี่ไป แกยังเด็กเกินไป" 

"ฮันนี่ไม่เด็กแล้ว ฮันนี่อายุ 18 แล้ว"ฉันเถียง 

"แต่ฮันนี่ไม่เคยไปไหนไกล ฮันนี่ไปอยู่แบบนั้นไม่ได้หรอก"พ่อของฉันเองก็ไม่ยอมเหมือนกัน 

"ฮันนี่ดูแลตัวเองได้แน่นอน ไม่เชื่อพ่อคอยดูได้เลย" 

"หึ งั้นก็ตามใจ แล้วพ่อจะคอยดู" 

ฮะ....ผิดคาดแฮะ จู่ๆพ่อก็ยอมง่ายๆแบบนี้ซะงั้น ตอนนี้ฉันเลยอ้าปากค้าง ยืนอึ้งกิมกี่เพราะคำตอบที่คาดคิดของพ่อ 

"พ่อยอมฮันนี่แล้วเหรอ" 

"ใช่ พ่อยอมแล้ว"พ่อตอบ ก่อนจะยกชาขึ้นมาจิบ 

"ค่ะ ขอบคุณค่ะ"ฉันพูดขอบคุณพ่อแบบงงๆ แล้วเดินกลับขึ้นห้องของตัวเองไป 

ตกลงว่าฉันจะไปไปเรียนที่ไทยอย่างงั้นเหรอ มันเกิดที่ฉันต้องการไปมาก ฉันแค่จะไปเที่ยวเฉยๆ แต่ต้องไปเรียนที่นั่นเลยซะอย่างนั้น แต่ด้วยความที่อยากเอาชนะพ่อของตัวเอง ทำให้ฉันไม่ยอมไปบอกพ่อของฉันว่าฉันอยากเปลี่ยนใจ 

กะอีแค่ไปเรียนต่อที่ไทย มันจะยากแค่ไหนกัน ตอนเด็กฉันเคยหัดเรียนภาษาไทยไปแล้วด้วย เพราะเคยคิดว่าจะไปหาพี่ลีที่ไทย แค่ไปเรียนแค่นี้ฉันคงไม่ลำบากหรอก 

ฉันได้แต่พยายามคิดปลอบใจตัวเอง กับชะตากรรมที่ฉันจะต้องเจอต่อไปนี้ 

.

.

.

.

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น