Bizxual

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 284

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ค. 2562 14:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่1
แบบอักษร

“อุแว๊ อุแว๊ อุแว๊” เสียงร้องไห้จ้าของเด็กแรกเกิดดังลั่นห้องทำคลอด

“คุณพ่อปัถย์ คุณพ่อปรานต์ ยินดีด้วยค่ะคุณได้ลูกผู้ชายค่ะ” เสียงของผู้ช่วยทำคลอดประกาศดังลั่นเสียงปรบมือของผู้ช่วยทำคลอดดังลั่น ดั่งเป็นการต้อนรับเด็กน้อยแรกเกิดผู้นี้

“ละ ลูก ลูก พี่ปรานต์ พี่..” เสียงแหบแห้งของเด็กค่อยๆ เลือนหาย

“เขาปลอดภัย พักเถอะนะ” ปรานต์กระซิบ เขาก้มลงจุมพิตไปที่หน้าผากขาวซีดชื้นเหงื่อของคนบนเตียง ปัถย์ค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ

“พี่รักปัถย์กับลูก สัญญาสิว่าจะรักพี่เหมือนกัน” เสียงพร่ำกระซิบบอกรักไม่ห่าง น้ำเสียงของปรานต์แหบพร่าเจือสั่นไหวเล็กน้อย

“ปัถย์รัก รักพี่” ปรานต์ยิ้มบางๆ อย่างอบอุ่น พอได้ยินแบบนั้นเขาก็โล่งใจขึ้นมา

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด เสียงเตือนนาฬิกา ปรานต์หันไปมองนาฬิกาที่ฝาผนังห้องทำคลอดบอกเวลา 23.50 น. มือหนาลูบไปที่ศีรษะของคนบนเตียงทำคลอดอย่างทะนุถนอม พรุ่งนี้หากปัถย์ตื่นขึ้นมาจะเป็นอย่างไร จะจำเรื่องราววันนี้ได้หรือเปล่า หน้าที่ของเขาคือรื้อฟื้นความทรงจำของปัถย์เหมือนที่ทำทุกๆ วัน เขาไม่เคยย่อท้อแม้จะต้องรื้อฟื้นความทรงจำของคนคนนี้สักกี่ร้อยล้านรอบเขาก็ยินดี สัญญาว่าจะดูแลปัถย์และลูกให้ดีที่สุด เขาสัญญา…

 

ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน

 

“ศาสตราจารย์ครับ พวกเราเข้าฟังบรรยายของคุณได้จริงๆ เหรอครับ” เด็กนักศึกษาคนหนึ่งถามขึ้นก่อนจะหมดเวลาในชั่วโมงเรียน

“อืม ได้สิ” เสียงตอบกลับสั้นๆ ของผู้ถูกถามดังขึ้น

“เยส!!! ขอบคุณมากครับ,ขอบคุณมากค่ะ” เสียงดีอกดีใจของกลุ่มนักศึกษาดังขึ้น

“เอาล่ะวันนี้พอแค่นี้ครับ การสอบปลายภาคขอให้พวกคุณโชคดีครับ” คำอวยพรของเขาดังขึ้นก่อนทุกคนจะนั่งเงียบๆ และพร้อมใจกันกล่าวคำขอบคุณอีกครั้ง

“ขอบคุณครับ,ขอบคุณค่ะ”

ศาสตราจารย์ ดร.ปรานต์ วราฤทธิ์ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเรื่องการผสมเทียมโดยสัตว์เพศผู้ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่โด่งดังไปทั่วโลกและงานวิจัยของเขากำลังจะได้รับการพัฒนาให้ใช้งานจริงกับมนุษย์ ซึ่งนักลงทุนทั้งในและต่างชาติสนใจที่จะร่วมลงทุนในงานวิจัยนี้เป็นอย่างมาก เพราะปัจจุบันความต้องการมีบุตรในกลุ่มของชายรักชายนั้น มีจำนวนความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ เมื่อผลวิจัยนี้ถูกประกาศออกมาตามสื่อต่างๆ ทำเอากลุ่มชายรักชายต่างเฮไปตามๆ กัน เข้าไปฝากสเปิร์มของตัวเองกันยกใหญ่แม้ราคานั้นจะสูงลิบลิ่วก็ตาม ซึ่งนักลงทุนเล็งเห็นแล้วว่าหากลงทุนกับศาสตราจารย์ผู้นี้คงมีแต่รวยกับรวย แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะคนอย่าง ดร.ปรานต์ ไม่ใช่เป็นคนเห็นแก่เงิน ที่เขาทำวิจัยชิ้นนี้ขึ้นมาเพราะเขามีเหตุผลบางประการเท่านั้น แต่ผลตอบรับมันกลับส่งผลประโยชน์แก่กลุ่มคนที่มีความต้องการเหมือนกันกับเขา มันยากที่เขาจะทำคนเดียวเพื่อให้มันสำเร็จขึ้นมา เขาต้องมีทีม และทีมของเขาก็ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ ส่วนนายทุนนั้นก็เช่นกัน ในเมื่อเขามีผลประโยชน์เยอะ มันก็มักจะมีกลุ่มคนที่คอยจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากเขาเช่นกัน

ปรานต์ปลดล็อคปอร์เช่คาเยนสีดำสนิท กิจวัตรประจำวันของเขาคือ ตื่นนอน ทำอาหาร รดน้ำต้นไม้ เข้าแลบวิจัยที่สร้างขึ้นบริเวณชั้นใต้ดินภายในบ้านของเขา และออกมาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย บางครั้งก็จัดบรรยายเพื่อให้ความรู้กับผู้คนที่สนใจงานวิจัยของเขา แต่การบรรยายของเขาก็เป็นการบรรยายทั่วไปที่ทำให้ผู้คนได้รู้จักการผสมเทียมมากขึ้นก็เท่านั้น

ระยะทางจากมหาวิทยาลัยมาถึงบ้านแทบชานเมืองของเขาใช้เวลาพอสมควร

ปิ๊นๆ ปรานต์กดแตรรถยนต์ทำให้คนที่กำลังเดินเหม่อผ่านหน้าประตูรั้วบ้านเขา สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ไม่นานเด็กหนุ่มหันมองมาทางเขา ใบหน้าของเด็กนั่นเขาเห็นไม่ชัดเอาซะเลยเพราะผมเผ้ายุ่งเหยิงปกปิดใบหน้าของเขาไปซะหมด เด็กนั่นยังคงจับจ้องเขามาภายในรถ

“…” ปรานต์นั่งนิ่งเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มนอกรถแม้มันอาจจะไม่ได้เป็นการจับจ้องสายตากันตรงๆ ก็เถอะ เขาคิดว่าเด็กนั่นไม่สามารถมองเข้าภายในรถได้แน่นอน ไม่นานเด็กหนุ่มกลับก้มศีรษะงึกๆ เหมือนเป็นการกล่าวขอโทษที่มาเดินขวางหน้ารถเขาแบบนี้ เขาไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรเป็นการตอบกลับ เด็กนั่นเดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับมา ส่วนปรานต์ก็ไม่ได้คิดจะสนใจเด็กข้างถนนนั่นอยู่แล้ว เขากดเปิดประตูรั้วด้วยรีโมทคอนโทรล ประตูขนาดใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนเปิดอย่างช้าๆ

ปรานต์ขับรถเข้ามาภายในบ้านอันแสนเงียบสงบของเขา พื้นที่ส่วนตัวที่น้อยคนจะเข้ามาได้ ปรานต์ลงจากรถและเดินเข้าบ้านอย่างที่เคยทำ เขาอยู่คนเดียวภายในบ้านหลังนี้ คนสวน แม่บ้าน เขาจ้างแบบไปกลับ นานแล้วที่ใช้ชีวิตคนเดียวมาตั้งแต่เขาเสียภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ลูกของเขาเมื่อสามปีก่อนด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ …

“เย้!!! พี่ปัถย์ พี่ปัถย์กลับมาแล้ว” เด็กน้อยรีบวิ่งเข้ามาเกาะขา

“เอ้าๆ ดีๆ เดี๋ยวก็หกล้มเอาหรอก” ปัถย์ก้มตัวยกเด็กน้อยขึ้นอุ้ม

“วันนี้พี่ปัถย์มีขนมมาไหม” เด็กน้อยถามเสียงเจื้อยแจ้ว

“มีสิ” ปัถย์ตอบทันควัน ปัถย์ถอดเป้สะพายหลังและนั่งลง เขาจับน้องเล็กนั่งบนตักเขาและเปิดกระเป๋าเป้ ใช่เขาเข้าไปขโมยของในบ้านหลังใหญ่ แต่ไม่มีอะไรที่เขาสามารถกินได้เลย ในตู้เย็นของบ้านนั้นมีแต่น้ำและเบียร์กระป๋อง ดีที่ยังมีแอปเปิลอยู่หนึ่งผลให้เขาได้หยิบฉวยออกมา สีของมันแดงสดน่ากิน

“นี่ยังไงล่ะ” ปัถย์ควักแอปเปิลลูกสีแดงสดออกมาจากกระเป๋าเขาทำเหมือนกับว่าแอปเปิลลูกนั้นเป็นของมีค่าหายากอย่างงั้นแหละ

“หู่วว์ อะไร อะไรพี่ปัถย์” เด็กน้อยทำตาโตและน้ำเสียงตื่นเต้น

“เขาเรียกว่าแอปเปิล เป็นผลไม้จากเมืองนอกล่ะ” ปัถย์คุยโอ้อวดให้ผู้เป็นน้องชายฟัง

“เมืองนอก ปัณณ์กินได้ไหมฮับ” เด็กน้อยถามทันที ปัถย์รีบเอาผลไม้ที่เขาเรียกว่าแอปเปิลเช็ดกับเสื้อเก่าๆ ที่เขาสวมอยู่ทันที

“ได้สิ พี่ยกให้ปัณณ์” ปัถย์พูดและยื่นแอปเปิลสีแดงสดนั้นให้น้องชาย เมื่อรับไปเด็กน้อยรีบกัดผลไม้นั่นทันที ปัถย์นั่งยิ้มอย่างดีอกดีใจ ปัถย์ เด็กชายหัวขโมย ไร้หัวนอนปลายเท้า เขากำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก มีปู่เป็นที่พึ่งเดียวแต่ไม่นานเขาก็เสียที่พึ่งเดียวนั้นไปอย่างไม่มีวันกลับ บ้านไม้หลังโทรมปลูกอยู่ในพื้นที่ไม่กี่ตารางวา ดีที่ยังมีน้ำมีไฟให้ใช้ ตั้งแต่เสียปู่ไปปัถย์ก็หยุดเรียนเพราะมีน้องอายุห้าขวบที่ต้องคอยดูแล

“พี่ปัถย์กิน” เด็กน้อยยื่นแอปเปิลให้ ปัถย์ส่ายศีรษะและลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“เด็กโง่ กินไปเถอะน่า” เด็กน้อยยิ้มรับและกัดผลไม้ต่อจนหมด ปัถย์ลุกไปที่อ่างล้างหน้าเขาเปิดน้ำใส่แก้วและยกขึ้นดื่มสองแก้วติดกัน

“อย่างน้อยก็มีน้ำให้กินล่ะวะ” ปัถย์พูดพร้อมลูบท้องของตนเองป้อยๆ เขาไม่ได้กินข้าวมาตั้งแต่เมื่อวาน ข้าวสารกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ใกล้จะหมด วันนี้คนบ้านนั้นจะซื้อของกินเข้ามาบ้างรึเปล่านะ คืนนี้เขาคงต้องปีนเข้าไปอีกรอบแล้วล่ะ ปัถย์ได้แต่คิดในใจ…

ตกดึกมีเงาดำตะคุ่มๆ เพิ่งจะปีนข้ามกำแพงสูงเข้ามาภายในบ้านหลังใหญ่ของดร.ปรานต์

“แฮ่กๆ ” เสียงหอบหนักของปัถย์ดังขึ้นในความมืด ไม่มีแสงไฟทำให้ปัถย์พรางตัวเข้ามาภายในบ้านหลังใหญ่นี้อย่างง่ายดาย ปัถย์ยิ้มมุมปากเล็กน้อยกับความสำเร็จของตนเอง ปัถย์เข้าออกทางเดิมทุกๆ วัน โดยไม่ได้สังเกตเลยสักนิดว่าตอนนี้กำลังมีคนกำลังเฝ้ามองการกระทำของเขาอยู่

ปรานต์ยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่ม สายตาจ้องมองจอมอนิเตอร์ ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่ามีคนปีนเข้าบ้าน แต่ช่วงเย็นวันนี้เขาเพิ่งเจอกับหัวขโมยตัวเป็นๆ นะสิ ไม่มีของมีค่าหายหรอกจะมีก็แต่พวกอาหารเท่านั้น และเด็กนี่ก็ไม่เคยออกนอกเส้นทางนอกเหนือจากห้องครัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“วันนี้ฉันไม่มีอะไรให้เธอขโมยหรอก เด็กน้อย” ปรานต์พึมพำเบาๆ เขาแหงนใบหน้าขึ้นมองเพดานเงียบๆ อีกไม่นานเด็กก็คงออกไปเหมือนทุกวัน

“…” ปรานต์จ้องเขม็งไปที่หน้าจอมอนิเตอร์ เด็กนั่นนั่งงอตัวอยู่กับพื้น ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลุกออกจากเก้าอี้เขาเดินออกจากห้องทำงานไปยังห้องครัว ปรานต์จงใจส่งเสียงก่อนถึงห้องครัวเพื่อทำให้หัวขโมยไร้ความสามารถคนนี้รีบๆ ออกไปจากบ้านเขาซะ เสียงนั่นทำให้ปัถย์รู้สึกตัวแต่เขาไม่สามารถขยับตัวได้

“เธอเป็นใคร” ปรานต์เปิดไฟจ้า ปัถย์รีบคว้ามีดจากกระเป๋าเป้ออกมาและยกมันขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง

“…” ปัถย์ไม่ยอมตอบคำถามแต่ทำท่าจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง

“เธอเข้ามาขโมยของ ฉันควรเรียกตำรวจไหม” ปรานต์พูด

“..อึก” ปัถย์ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น

“เฮ้!!!” ปรานต์ทำท่าจะเข้าไปแต่เขาต้องชะงักเมื่อปลายมีดหันมาทางเขาเต็ม

“ถอยออกไป ถ้าเข้ามาใกล้อีกก้าวเดียว กูแทงมึงแน่ไอ้แก่” ปัถย์สบถ

“…” ปรานต์นิ่งเงียบ เขาจ้องมองเด็กหนุ่มเงียบๆ

“เธอต้องการอาหารไม่ใช่หรือไง” ปรานต์เดินไปเปิดตู้และหยิบถุงหนึ่งออกมา ข้างในมีทั้งอาหารแห้งและข้าวสารและยังมีขนมอีกหลายอย่าง

“เอาไปแล้วก็ออกไปซะ อีกอย่างอย่าทำแบบนี้อีก เป็นหัวขโมยน่ะมันดีรึยังไง” ปรานต์ถามกลับ

“ฮะๆ ๆ คนรวยๆ แม่งไม่มีทางรู้หรอกว่าความจนมันทรมานแค่ไหน” ปัถย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงข่มขื่น เด็กหนุ่มวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วเขาไม่ลืมหยิบถุงพลาสติกใบนั้นออกมาด้วย ปัถย์มองของในถุงและยิ้มกว้าง วันนี้เขามีของกินมากมายกลับไปให้น้องชายเขาแล้วล่ะ

“ปัณณ์นายต้องดีใจแน่ๆ ” ปัถย์พึมพำ เขาปีนกำแพงกลับไปทางเดิม…

เปลวเพลิงโหมกระหน่ำ ผู้คนยืนมุงดูอยู่บริเวณทางเข้าบ้านไม้หลังเล็ก เสียงหวีดร้องดังมาจากกองเพลิง

“ปัถย์ พี่ปัถย์!!!” เสียงคุ้นหูหายไปกับกองเพลิง นั่นเสียงของน้องชายเขาไม่ใช่หรือไง

“ปัณณ์ ปัณณ์ พี่อยู่นี่แล้ว” ปัถย์กำลังจะก้าวเท้าวิ่งเข้าไปในกองเพลิงกลับถูกคว้าตัวไว้

“เธอคงไม่บ้าวิ่งเข้าไปฆ่าตัวตายหรอกนะ” เสียงคำรามดังขึ้น

“ปล่อยกู!!! น้องกูอยู่ในนั้น!! ปล่อย!!!”

“มันสายไปแล้วล่ะ” ปรานต์แอบตามเด็กนั่นออกมาจากบ้านเมื่อเดินตามออกมาก็พบเหตุการณ์ไฟไหม้อย่างบ้าคลั่ง แต่ใครจะคิดล่ะว่าบ้านหลังนั้นคือบ้านของเด็กหัวขโมยนั่น และสิ่งที่น่าเจ็บปวดคือในกองเพลิงนั่นมีเด็กติดอยู่ในนั้นด้วย

“ปล่อยกู!!!” ปัถย์ตะโกนโวยวายเหมือนคนเสียสติ

“น้อง น้องกูอยู่ในนั้น ฮึก ฮื้อ ปัณณ์!!” ปัถย์ร้องไห้ฟูมฟาย

“...” ปรานต์นิ่งเงียบเขารู้ว่าเด็กหนุ่มรู้สึกอย่างไร

“ดร.ปรานต์รู้จักสองพี่น้องคู่นี้ด้วยเหรอคะ” เสียงหญิงวัยกลางคนทักทายปรานต์ราวกับว่าคุ้นเคยกับเขาดี

“เปล่าหรอกครับเพิ่งจะเจอกันวันนี้เท่านั้นเอง” ปรานต์ตอบกลับ

“ไม่รู้จักก็ดีแล้วค่ะ อยู่ห่างๆไว้ดีที่สุดค่ะ เจ้าเด็กสองคนนี้มันใช้ชีวิตเป็นหัวขโมยของไปทั่ว ไร้หัวนอนปลายเท้าแบบนี้อย่าเข้าใกล้ดีที่สุดค่ะดร.” หญิงคนเดิมยังคงยุแยงให้ปรานต์อยู่ห่างจากเด็กหนุ่ม

“สงสัยคงไม่อยากแก่ตาย” ปัถย์พูดด้วยเสียงลอดไรฟัน

“ปล่อย!!!” ปัถย์สะบัดตัวออกจากอ้อมกอดของปรานต์อย่างรวดเร็ว

“แล้วจะไปไหน” ปรานต์ถามเขาคว้าข้อมือของปัถย์ไว้แน่น

“อย่าเสือก!!! ปล่อย!!!” เมื่อปรานต์ปล่อยแขนปัถย์วิ่งฝ่าฝูงชนเข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุนานหลายนาทีกว่าจะดับเปลวเพลิงพวกนั้นหมด

ปัถย์นั่งอยู่หน้าบ้านพักที่ตอนนี้เหลือแต่ซากปรักหักพัง ร่างของปัณณ์น้องชายถูกหน่วยกู้ภัยนำร่างออกมา ปัถย์รีบวิ่งเข้าไปกอดร่างที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าขาวตอนนี้น่าจะเหลือแต่กระดูกเพราะถูกเผาจนไหม้เกรียม

“ปัณณ์ พี่อยู่นี่ ปัณณ์!!! ฮึกๆ ฮื้อๆ!!!” เสียงร้องไห้คร่ำครวญของเด็กหนุ่มทำเอาชาวบ้านที่พากันมามุงดูต่างสงสารและเวทนากับภาพตรงหน้า

“กรุณาถอยด้วยครับ” เจ้าหน้าที่พนักงานจับปัถย์ให้ออกห่างจากร่างไร้วิญญาณของน้องชายตนเอง

“ผมอยากอยู่ใกล้น้อง ให้ผมไป” ปัถย์พูดขอร้อง

“แล้วพ่อกับแม่นายไปไหนซะละ” เจ้าหน้าที่ถามกลับ

“บอกเบอร์โทรพ่อกับแม่ของนายมาเราจะช่วยติดต่อให้” เจ้าหน้าที่พูดต่อ

“...” ปัถย์นิ่งเงียบ

“ผมเป็นผู้ปกครองเด็กสองคนนี้ ยังไงคุณรบกวนติดต่อผมที่เบอร์นี้แล้วกัน” ปรานต์ควักกระเป๋าเงินออกจากกระเป๋ากางเกงเขาหยิบนามบัตรให้เจ้าหน้าที่และรั้งปัถย์ให้ลุกขึ้น

“ไปกับฉัน” ปรานต์ออกคำสั่ง

“ไม่ไป!!!”

“แต่เธอต้องไป ทางเลือกของเธอมีไม่มากหรอกนะ” ปรานต์พูดขึ้น และประโยคนั้นมันคือความจริงที่แทงใจดำปัถย์เข้าอย่างจัง เด็กไร้มารยาท พูดจาหยาบคาย เด็กหนุ่มคนนี้ทำตัวไม่ต่างอะไรจากที่หญิงคนนั้นพูดเลยสักนิดเดียว

ปรานต์ลากปัถย์กลับไปยังบ้านของเขา เด็กหนุ่มคงอายุราวสิบแปดสิบเก้าเท่านั้น

“เธออายุเท่าไหร่” ปรานต์ถาม

“...” ปัถย์นิ่งเงียบ ดื้อเอาการปรานต์คิดในใจ เขาไม่ค่อยชอบเด็กดื้อเท่าไหร่ ถึงจะเจอนักศึกษามาหลายรูปแบบก็เถอะ

“ฉันถามเธอก็ควรตอบ หรือว่าคำถามของฉันมันยากเกินไปสำหรับเธอ”

“ไม่อยากตอบ” ปัถย์ตอบเสียงห้วน ปรานต์หยิบกระป๋องน้ำหวานส่งให้เด็กหนุ่ม ปัถย์มองกระป๋องน้ำหวานเงียบๆ

“ดื่มนี่ซะมันจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น” นิ้วยาวของปรานต์เลื่อนดันกระป๋องไปวางตรงหน้าเด็กหนุ่มปากแข็งคนนี้

ในที่สุดเขาอดรนทนไม่ไหว งัดฝากระป๋องและส่งมันให้ปัถย์

“ดื่มซะ” ปรานต์เริ่มชักหงุดหงิด ปัถย์ยกกระป๋องน้ำหวานขึ้นดื่มอย่างรวดเร็ว เขากระแทกกระป๋องน้ำลงบนโต๊ะเสียงดัง ปรานต์จ้องมองเงียบๆ

“ได้เรียนไหม” ปรานต์อยากจะถามเพื่อความมั่นใจ เพราะเขาก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว

“ไม่!!!” ปัถย์กระแทกเสียงตอบ

“แล้วคิดว่าต่อไปจะทำอะไร” ปรานต์ถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“...” ปัถย์เม้มปากแน่น เขาสับสน เขาไม่ได้คิด เพราะชีวิตเอาแต่สนใจว่าตื่นมาตัวเองจะหาอะไรให้น้องชายกินเพื่อที่จะได้มีชีวิตรอดยังไงก็แค่นั้น

“ฉันถามและต้องการคำตอบ”

“อย่าถามมากได้ไหมวะ!!!” ปัถย์ลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวเพื่อจะเดินออกไป แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือเด็กหนุ่มนัยตาพร่ามัว อาการเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น น้ำหวาน!!!

“อึก...”

“โอเคๆ เธอจะไม่เป็นอะไร หลับซะ” ปรานต์เข้าไปพยุงร่างของปัถย์เขาจ้องมองเด็กหนุ่มที่กำลังสลบนิ่งๆ

“มึง..ง” ปัถย์ชี้หน้าเหมือนกำลังจะเอ่ยปากต่อว่าคนตรงหน้าแต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะทุกอย่างกลับดับมืดลงไปอย่างรวดเร็ว

เสียงดังก๊อกแก๊กข้างๆหู ทำเอาคนนอนบนเตียงใต้ผ้าห่มผืนหนาขดตัวค่อยๆมุดหายไปในผ้าห่ม อากาศเย็นจัดของเครื่องปรับอากาศ ทำเอาปัถย์นอนหลับเป็นตาย เครื่องปรับอากาศ!!! ปัถย์ดีดตัวขึ้นนั่งบนเตียง เขาตกใจสุดขีดเมื่อตื่นขึ้นพบว่าห้องนี้ไม่ใช่บ้านของตนเอง

“ปัณณ์..” ปัถย์กำผ้าห่มไว้แน่นความจริงที่เขาต้องเผชิญต่อไปคือความจริงอันแสนเจ็บปวดและทรมานนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป หยาดน้ำตาของเด็กหนุ่มไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

“นี่เธอ..” เสียงแปลกประหลาดดังขึ้น ปัถน์ถอยกรูจนชิดหัวเตียง ปรานต์จ้องนิ่งๆ หน้าตาก็ไม่ได้แย่นี่

“เธอชื่ออะไร” ปรานต์ถามเขานั่งลงที่ขอบเตียง

“...” ปัถย์เงียบไม่ยอมตอบคำถาม

“เธอควรตอบคำถามเมื่อเวลามีคนถาม” ปรานต์พูดขึ้นเสียงเนิบนาบ

“ปัถย์” เด็กหนุ่มตอบเสียงห้วน

“ปัถย์ครับ เธอควรพูดแบบที่คนอื่นเขาพูดกัน” ปรานต์สั่งสอนเล็กน้อย

“ทำไมต้องทำตามคนอื่น” ปัถย์ชักเริ่มไม่พอใจ

“หรือว่าอยากออกไปนอนข้างถนนกันล่ะ” ปรานต์สวนกลับ

“มันก็คงไม่น่าอึดอัดเท่ากับที่นี่” ปัถย์ก็ไม่ยอมลดละเขาสวนกลับทุกประโยคเช่นเดียวกัน

“หิวรึเปล่า” ปรานต์เปลี่ยนคำถามเพราะไม่อยากค่อล้อต่อเถียงกับเด็กไร้มารยาทแบบปัถย์

“ไม่ อยากเจอน้อง” ปรานต์หันกลับมาและถอนหายใจหนักๆ

“น้องชายเธอเขาไม่อยู่แล้ว”

“...” สองมือของปัถย์ยกขึ้นป้องหูทั้งสองข้างของตนเอง

“ไม่จริง ไม่จริง ไม่จริง” เสียงพึมพำของปัถย์พร่ำย้ำแบบนั้นซ้ำๆ น้ำตาไหลอาบแก้มไม่หยุด ปรานต์ขยับตัวและจับไหล่ทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มไว้แน่น

“ตั้งสติ แล้วหยุดร้องไห้ได้แล้ว ฉันรู้ว่าเธอเสียใจแต่จะมัวมานั่งฟูมฟายแบบนี้มันมีประโยชน์อะไร” ปรานต์พูดในแง่ความเป็นจริง แต่ใจจริงเขาไม่ได้อยากพูดจาทำร้ายน้ำใจคนตรงหน้าเลยสักนิด

ปัถย์ลุกออกจากเตียงเขายื้อยุดกับเจ้าของห้องได้สักพักใหญ่

“ปล่อย แฮ่กๆ บอกให้ปล่อยยังไงละวะ!!!” เสียงตะโกนบริภาษใส่ด้วยถ้อยคำหยาบคายออกจากปากของเด็กหนุ่มไร้ซึ่งหัวนอนปลายเท้า

“ถ้าเธอยังดื้อแบบนี้ฉันจะจัดการด้วยวิธีของฉัน” ปรานต์ยืดตัวตรงเท้าสะเอวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

“เหอะ แก่ๆแบบนี้จะทำอะไรได้หะ อย่ามาตลก” ปัถย์ใช้ถ้อยคำดูถูกคนตรงหน้าไม่หยุด

“...” ปรานต์ขยับแว่นสายตาของเขาเล็กน้อย เขาคงต้องดัดนิสัยของเด็กหนุ่มตรงหน้าสักหน่อยแล้วล่ะ

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}