Bizxual

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 16 มี.ค. 2563 13:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่1
แบบอักษร

“อุแว๊ อุแว๊ อุแว๊” เสียงร้องไห้จ้าของเด็กแรกเกิดดังลั่นห้องทำคลอด

“คุณหมอยินดีด้วยค่ะคุณหมอได้ลูกผู้ชายค่ะ” เสียงของผู้ช่วยทำคลอดประกาศดังลั่นเสียงปรบมือของผู้ช่วยทำคลอดดังลั่น ดั่งเป็นการต้อนรับเด็กน้อยแรกเกิดผู้นี้

“ละ ลูก ลูก คุณ อัยย์..” เสียงแหบแห้งของเด็กหนุ่มค่อยๆ เลือนหาย

“เขาปลอดภัย พักเถอะนะ” หมออัยย์กระซิบ เขาก้มลงจุมพิตไปที่หน้าผากขาวซีดชื้นเหงื่อของคนบนเตียง เปลือกตาของเด็กหนุ่มค่อยๆ ปิดลงช้าๆ

“ฉันรักนายกับลูก” เสียงพร่ำกระซิบบอกรักไม่ห่าง น้ำเสียงของหมออัยย์แหบพร่าเจือสั่นไหวเล็กน้อย

“หนาวก็รัก" หมออัยย์ยิ้มบางๆ อย่างอบอุ่น พอได้ยินแบบนั้นเขาก็โล่งใจขึ้นมา

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด เสียงเตือนนาฬิกา หมออัยย์หันไปมองนาฬิกาที่ฝาผนังห้องทำคลอดบอกเวลา 23.50 น. มือหนาลูบไปที่ศีรษะของคนบนเตียงทำคลอดอย่างทะนุถนอม พรุ่งนี้หากหนาวตื่นขึ้นมาจะเป็นอย่างไร จะจำเรื่องราววันนี้ได้หรือเปล่า หน้าที่ของเขาคือรื้อฟื้นความทรงจำของเด็กหนุ่มตรงหน้าเหมือนที่ทำทุกๆ วัน เขาไม่เคยย่อท้อแม้จะต้องรื้อฟื้นความทรงจำของคนคนนี้สักกี่ร้อยล้านรอบเขาก็ยินดี สัญญาว่าจะดูแลหนาวและลูกให้ดีที่สุด เขาสัญญา…

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน

“ศาสตราจารย์ครับ พวกเราเข้าฟังบรรยายของคุณได้จริงๆ เหรอครับ” เด็กนักศึกษาคนหนึ่งถามขึ้นก่อนจะหมดเวลาในชั่วโมงเรียน

“อืม ได้สิ” เสียงตอบกลับสั้นๆ ของผู้ถูกถามดังขึ้น

“เยส!!! ขอบคุณมากครับ,ขอบคุณมากค่ะ” เสียงดีอกดีใจของกลุ่มนักศึกษาดังขึ้น

“เอาล่ะวันนี้พอแค่นี้ครับ การสอบปลายภาคขอให้พวกคุณโชคดีครับ” คำอวยพรของเขาดังขึ้นก่อนทุกคนจะนั่งเงียบๆ และพร้อมใจกันกล่าวคำขอบคุณอีกครั้ง

“ขอบคุณครับ,ขอบคุณค่ะ”

ศาสตราจารย์ นายแพทย์อัยยนนท์ วราฤทธิ์ เขาเป็นหมอผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของการผสมเทียม และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเรื่องการผสมเทียมโดยสัตว์เพศผู้ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่โด่งดังไปทั่วโลกและงานวิจัยของเขากำลังจะได้รับการพัฒนาให้ใช้งานจริงกับมนุษย์

นักลงทุนทั้งในและต่างชาติสนใจที่จะร่วมลงทุนในงานวิจัยนี้เป็นอย่างมาก เพราะปัจจุบันความต้องการมีบุตรในกลุ่มของชายรักชายนั้น มีจำนวนความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ

เมื่อผลวิจัยนี้ถูกประกาศออกมาตามสื่อต่างๆ ทำเอากลุ่มชายรักชายต่างเฮไปตามๆ กัน เข้าไปฝากสเปิร์มของตัวเองกันยกใหญ่แม้ราคานั้นจะสูงลิบลิ่วก็ตาม ซึ่งนักลงทุนเล็งเห็นแล้วว่าหากลงทุนกับศาสตราจารย์ผู้นี้คงมีแต่รวยกับรวย แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะคนอย่าง หมออัยย์ ไม่ใช่เป็นคนเห็นแก่เงิน

เขาทำวิจัยชิ้นนี้ขึ้นมาเพราะเขามีเหตุผลบางประการเท่านั้น แต่ผลตอบรับมันกลับส่งผลประโยชน์แก่กลุ่มคนที่มีความต้องการเหมือนกันกับเขา มันยากที่เขาจะทำคนเดียวเพื่อให้มันสำเร็จขึ้นมา เขาต้องมีทีม และทีมของเขาก็ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ ส่วนนายทุนนั้นก็เช่นกัน ในเมื่อเขามีผลประโยชน์เยอะ มันก็มักจะมีกลุ่มคนที่คอยจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากเขาเช่นกัน

หมออัยย์ปลดล็อคปอร์เช่คาเยนสีดำสนิท กิจวัตรประจำวันของเขาคือ ตื่นนอน ทำอาหาร รดน้ำต้นไม้ เข้าเวรที่โรงพยาบาลของตนเองที่สร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของคนเอง และออกมาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย บางครั้งก็จัดบรรยายเพื่อให้ความรู้กับผู้คนที่สนใจงานวิจัยของเขา แต่การบรรยายของเขาก็เป็นการบรรยายทั่วไปที่ทำให้ผู้คนได้รู้จักการผสมเทียมมากขึ้นก็เท่านั้น

วันนี้เข้าใช้เวลาเดินทางนานพอสมควรเพราะระยะทางจากมหาวิทยาลัยมาถึงบ้านแทบชานเมืองของเขาค่อนข้างไกล

ปิ๊นๆ หมออัยย์กดแตรรถยนต์ทำให้คนที่กำลังเดินเหม่อผ่านหน้าประตูรั้วบ้านเขา สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ไม่นานเด็กหนุ่มหันมองมาทางเขา ใบหน้าของเด็กนั่นเขาเห็นไม่ชัดเอาซะเลยเพราะผมเผ้ายุ่งเหยิงปกปิดใบหน้าของเขาไปซะหมด เด็กนั่นยังคงจับจ้องเขามาภายในรถ

“…” หมออัยย์นั่งนิ่งเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มนอกรถแม้มันอาจจะไม่ได้เป็นการจับจ้องสายตากันตรงๆ ก็เถอะ เขาคิดว่าเด็กนั่นไม่สามารถมองเข้าภายในรถได้แน่นอน ไม่นานเด็กหนุ่มกลับก้มศีรษะงึกๆ เหมือนเป็นการกล่าวขอโทษที่มาเดินขวางหน้ารถเขาแบบนี้

เขาไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรเป็นการตอบกลับ เด็กนั่นเดินจากไปโดยไม่ได้หันกลับมา ส่วนหมอก็ไม่ได้คิดจะสนใจเด็กข้างถนนนั่นอยู่แล้ว เขากดเปิดประตูรั้วด้วยรีโมทคอนโทรล ประตูขนาดใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนเปิดอย่างช้าๆ

เขาขับรถเข้ามาภายในบ้านอันแสนเงียบสงบของตนเอง พื้นที่ส่วนตัวที่น้อยคนจะเข้ามาได้ หมออัยย์ลงจากรถและเดินเข้าบ้านอย่างที่เคยทำ เขาอยู่คนเดียวภายในบ้านหลังนี้ คนสวน แม่บ้าน เขาจ้างแบบไปกลับ นานแล้วที่ใช้ชีวิตคนเดียวมาตั้งแต่เขาเสียภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ลูกของเขาเมื่อสามปีก่อนด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ …

“เย้!!! พี่หนาว พี่หนาวกลับมาแล้ว” เด็กน้อยรีบวิ่งเข้ามาเกาะขา

“เอ้าๆ ดีๆ เดี๋ยวก็หกล้มเอาหรอก” หนาวก้มตัวยกเด็กน้อยขึ้นอุ้ม

“วันนี้พี่หนาวมีขนมมาไหม” เด็กน้อยถามเสียงเจื้อยแจ้ว มือทั้งสองข้างจับไหล่ของพี่ชายไว้แน่น

“มีสิ” หนาวตอบทันควัน เขาวางน้องชายและถอดเป้สะพายหลังลงบนโต๊ะ จับน้องเล็กนั่งบนตักของตัวเองและเปิดกระเป๋าเป้ ใช่เขาเข้าไปขโมยของในบ้านหลังใหญ่ แต่ไม่มีอะไรที่เขาสามารถกินได้เลย ในตู้เย็นของบ้านนั้นมีแต่น้ำและเบียร์กระป๋อง ดีที่ยังมีแอปเปิลอยู่หนึ่งผลให้เขาได้หยิบฉวยออกมา สีของมันแดงสดน่ากิน

“นี่ยังไงล่ะ” หนาวควักแอปเปิ้ลลูกสีแดงสดออกมาจากกระเป๋าเขาทำเหมือนกับว่าแอปเปิ้ลลูกนั้นเป็นของมีค่าหายากอย่างงั้นแหละ

“หู่วว์ อะไร อะไรพี่หนาว” เด็กน้อยทำตาโตและน้ำเสียงตื่นเต้น

“เขาเรียกว่าแอปเปิล เป็นผลไม้จากเมืองนอกล่ะ” หนาวคุยโอ้อวดให้ผู้เป็นน้องชายฟัง

“เมืองนอก เหนือกินได้ไหมฮับ” เด็กน้อยถามทันที หนาวรีบเอาผลไม้ที่เขาเรียกว่าแอปเปิ้ลเช็ดกับเสื้อเก่าๆ ที่เขาสวมอยู่ทันที

“ได้สิ พี่ยกให้” หนาวพูดและยื่นแอปเปิ้ลสีแดงสดนั้นให้น้องชาย เมื่อรับไปเด็กน้อยรีบกัดผลไม้นั่นทันที หนาวนั่งยิ้มอย่างดีอกดีใจ หนาว เด็กชายหัวขโมย ไร้หัวนอนปลายเท้า พวกเขากำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก มีปู่เป็นที่พึ่งเดียวแต่ไม่นานเขาก็เสียที่พึ่งเดียวนั้นไปอย่างไม่มีวันกลับ บ้านไม้หลังโทรมปลูกอยู่ในพื้นที่ไม่กี่ตารางวา ดีที่ยังมีน้ำมีไฟให้ใช้ ตั้งแต่เสียปู่ไปหนาวก็หยุดเรียนเพราะมีน้องอายุห้าขวบที่ต้องคอยดูแล

“พี่หนาวกิน” เด็กน้อยยื่นแอปเปิ้ลให้ หนาวส่ายศีรษะและลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“เด็กโง่ กินไปเถอะน่า” เด็กน้อยยิ้มรับและกัดผลไม้ต่อจนหมด หนาวลุกไปที่อ่างล้างหน้าเขาเปิดน้ำใส่แก้วและยกขึ้นดื่มสองแก้วติดกัน

“อย่างน้อยก็มีน้ำให้กินล่ะวะ” หนาวพูดพร้อมลูบท้องของตนเองป้อยๆ เขาไม่ได้กินข้าวมาตั้งแต่เมื่อวาน ข้าวสารกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ใกล้จะหมด วันนี้คนบ้านนั้นจะซื้อของกินเข้ามาบ้างรึเปล่านะ คืนนี้เขาคงต้องปีนเข้าไปอีกรอบแล้วล่ะ หนาวได้แต่คิดในใจ…

ตกดึกมีเงาดำตะคุ่มๆ เพิ่งจะปีนข้ามกำแพงสูงเข้ามาภายในบ้านหลังใหญ่ของนายแพทย์ชื่อดัง

“แฮ่กๆ” เสียงหอบหนักของเด็กหนุ่มดังขึ้นในความมืด ไม่มีแสงไฟทำให้หนาวพรางตัวเข้ามาภายในบ้านหลังใหญ่นี้อย่างง่ายดาย เด็กหนุ่มยิ้มมุมปากเล็กน้อยกับความสำเร็จของตนเอง เขาเข้าออกทางเดิมทุกๆ วัน โดยไม่ได้สังเกตเลยสักนิดว่าตอนนี้กำลังมีคนกำลังเฝ้ามองการกระทำของเขาอยู่

หมออัยย์ยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่ม สายตาจ้องมองจอมอนิเตอร์ ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่ามีคนปีนเข้าบ้าน แต่ช่วงเย็นวันนี้เขาเพิ่งเจอกับหัวขโมยตัวเป็นๆ นะสิ ไม่มีของมีค่าหายหรอกจะมีก็แต่พวกอาหารเท่านั้น และเด็กนี่ก็ไม่เคยออกนอกเส้นทางนอกเหนือจากห้องครัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“วันนี้ฉันไม่มีอะไรให้เธอขโมยหรอก เด็กน้อย” หมออัยย์พึมพำเบาๆ เขาแหงนใบหน้าขึ้นมองเพดานเงียบๆ อีกไม่นานเด็กก็คงออกไปเหมือนทุกวัน

“…” สายตาดุๆของหมออัยย์จ้องเขม็งไปที่หน้าจอมอนิเตอร์อีกครั้ง เด็กนั่นนั่งงอตัวอยู่กับพื้น ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจลุกออกจากเก้าอี้เขาเดินออกจากห้องทำงานไปยังห้องครัว เขาจงใจส่งเสียงก่อนถึงห้องครัวเพื่อทำให้หัวขโมยไร้ความสามารถคนนี้รีบๆ ออกไปจากบ้านเขาซะ เสียงนั่นทำให้เด็กหัวขโมยรู้สึกตัวแต่เขาไม่สามารถขยับตัวได้

“เธอเป็นใคร” หมอเปิดไฟจนสว่างจ้าไปทั่วทั้งห้องครัว เด็กหนุ่มรีบคว้ามีดจากกระเป๋าเป้ออกมาและยกมันขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง

“…” หนาวไม่ยอมตอบคำถามแต่ทำท่าจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง

“เธอเข้ามาขโมยของ ฉันควรเรียกตำรวจไหม” หมออัยย์พูดขู่แกมขอความเห็นจากหัวขโมย

“..อึก” หนาวทรุดตัวนั่งลงกับพื้น

“เฮ้!!!” หมอทำท่าจะเข้าไปแต่เขาต้องชะงักเมื่อปลายมีดหันมาทางเขาเต็มๆ

“ถอยออกไป ถ้าเข้ามาใกล้อีกก้าวเดียว กูแทงมึงแน่ไอ้แก่” หนาวสบถ

“…” หมออัยย์เลิกคิ้วเล็กน้อย เขาเลือกที่จะสงบปากสงบคำไม่ตอบโต้ สายตาจ้องมองเด็กหนุ่มเงียบๆ

“เธอต้องการอาหารไม่ใช่หรือไง” หมอเดินไปเปิดตู้และหยิบถุงหนึ่งออกมา ข้างในมีทั้งอาหารแห้งและข้าวสารและยังมีขนมอีกหลายอย่าง

“เอาไปแล้วก็ออกไปซะ อีกอย่างอย่าทำแบบนี้อีก เป็นหัวขโมยน่ะมันดีรึยังไง” หมอถามกลับ

"แล้วคนรวยอย่างคุณ มันจะรู้ไปห่าอะไร" หนาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงข่มขื่น เด็กหนุ่มวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วเขาไม่ลืมหยิบถุงพลาสติกใบนั้นออกมาด้วย หนาวมองของในถุงและยิ้มกว้าง วันนี้เขามีของกินมากมายกลับไปให้น้องชายเขาแล้วล่ะ

“เหนือนายต้องดีใจแน่ๆ ” หนาวพึมพำ เขาปีนกำแพงกลับไปทางเดิม…

เปลวเพลิงโหมกระหน่ำ ผู้คนยืนมุงดูอยู่บริเวณทางเข้าบ้านไม้หลังเล็ก เสียงหวีดร้องดังมาจากกองเพลิง

“พี่หนาว พี่หนาว ร้อน!!!” เสียงคุ้นหูหายไปกับกองเพลิง นั่นเสียงของน้องชายเขาไม่ใช่หรือไง

“เหนือ เหนือ!!! พี่อยู่นี่แล้ว” หนาวกำลังจะก้าวเท้าวิ่งเข้าไปในกองเพลิงกลับถูกคว้าตัวไว้

“เธอคงไม่บ้าวิ่งเข้าไปฆ่าตัวตายหรอกนะ” เสียงคำรามดังขึ้น

“ปล่อยกู!!! น้องกูอยู่ในนั้น!! ปล่อย!!!”

“มันสายไปแล้วล่ะ” หมออัยย์แอบตามเด็กนั่นออกมาจากบ้านเมื่อเดินตามออกมาก็พบเหตุการณ์ไฟไหม้อย่างบ้าคลั่ง แต่ใครจะคิดล่ะว่าบ้านหลังนั้นคือบ้านของเด็กหัวขโมยนั่น และสิ่งที่น่าเจ็บปวดคือในกองเพลิงนั่นมีเด็กติดอยู่ในนั้นด้วย

“ปล่อยกู!!!” หนาวตะโกนโวยวายเหมือนคนเสียสติ

“น้อง น้องกูอยู่ในนั้น เหนือ!!” หนาวตะโกนเหมือนคนบ้าขาดสติ

“...” หมออัยย์นิ่งเงียบเขารู้ว่าเด็กหนุ่มรู้สึกอย่างไร

“สวัสดีค่ะ คุณหมอรู้จักสองพี่น้องคู่นี้ด้วยเหรอคะ” เสียงหญิงวัยกลางคนทักทายหมออัยย์ราวกับว่าคุ้นเคยกับเขาดี

“เปล่าหรอกครับเพิ่งจะเจอกันวันนี้เท่านั้นเอง” หมอตอบกลับ

“ไม่รู้จักก็ดีแล้วค่ะอยู่ห่างๆ ไว้ดีที่สุดค่ะเจ้าเด็กสองคนนี้มันใช้ชีวิตเป็นหัวขโมยของไปทั่ว ไร้หัวนอนปลายเท้าแบบนี้อย่าเข้าใกล้ดีที่สุดค่ะ” หญิงคนเดิมยังคงยุแยงให้หมออยู่ห่างจากเด็กหนุ่ม

“...” หนาวได้ยินเสียงถากถางดูถูกพวกนั้นจนชินหู เขาไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป ตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาอยากทำคืออยากเดินเข้าไปในกองเพลิงนั่นให้รู้แล้วรู้รอด

“ปล่อย!!!” หนาวสะบัดตัวออกจากอ้อมกอดของหมออย่างรวดเร็ว

“แล้วจะไปไหน” หมอถามขึ้นเขาคว้าข้อมือของเด็กหนุ่มไว้แน่น

“อย่ามายุ่ง!!! ปล่อย!!!” เมื่อหมอปล่อยแขน หนาววิ่งฝ่าฝูงชนเข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุนานหลายนาทีกว่าจะดับเปลวเพลิงพวกนั้นหมด

หนาวนั่งอยู่หน้าบ้านพักที่ตอนนี้เหลือแต่ซากปรักหักพัง ร่างของน้ำเหนือน้องชายถูกหน่วยกู้ภัยนำร่างออกมาหนาวรีบวิ่งเข้าไปกอดร่างที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าขาวตอนนี้น่าจะเหลือแต่กระดูกเพราะถูกเผาจนไหม้เกรียม

“พี่อยู่นี่ เหนือ!!! ฮึกๆ ฮื้อๆ!!!” เสียงร้องไห้คร่ำครวญของเด็กหนุ่มทำเอาชาวบ้านที่พากันมามุงดูต่างสงสารและเวทนากับภาพตรงหน้า

“กรุณาถอยด้วยครับ” เจ้าหน้าที่พนักงานจับเด็กหนุ่มให้ออกห่างจากร่างไร้วิญญาณของน้องชายตนเอง

“ผมอยากอยู่ใกล้น้องให้ผมไป” หนาวพูดขอร้อง

“แล้วพ่อกับแม่นายไปไหนซะละ” เจ้าหน้าที่ถามกลับ

“บอกเบอร์โทรพ่อกับแม่ของนายมาเราจะช่วยติดต่อให้” เจ้าหน้าที่พูดต่อ

“...” หนาวนิ่งเงียบ

“ผมเป็นผู้ปกครองเด็กสองคนนี้ยังไงคุณรบกวนติดต่อผมที่เบอร์นี้แล้วกัน” หมออัยย์ควักกระเป๋าเงินออกจากกระเป๋ากางเกงเขาหยิบนามบัตรให้เจ้าหน้าที่และรั้งเด็กหนุ่มให้ลุกขึ้น

“ไปกับฉัน” หมอออกคำสั่ง

“ไม่ไป!!!”

“แต่เธอต้องไป ทางเลือกของเธอมีไม่มากหรอกนะ” หมอพูดขึ้นและประโยคนั้นมันคือความจริงที่แทงใจดำหนาวเข้าอย่างจังเด็กไร้มารยาทพูดจาหยาบคายเด็กหนุ่มคนนี้ทำตัวไม่ต่างอะไรจากที่หญิงคนนั้นพูดเลยสักนิดเดียว

หมออัยย์ลากหนาวกลับไปยังบ้านของเขาเด็กหนุ่มคงอายุราวสิบแปดสิบเก้าเท่านั้น

“เธออายุเท่าไหร่” หมอถาม

“...” หนาวนิ่งเงียบ หึ..ดื้อเอาการหมอคิดในใจเขาไม่ค่อยชอบเด็กดื้อเท่าไหร่ถึงจะเจอนักศึกษามาหลายรูปแบบก็เถอะ

“ฉันถามเธอก็ควรตอบ หรือว่าคำถามของฉันมันยากเกินไปสำหรับเธอ”

“ไม่อยากตอบ” หนาวตอบเสียงห้วนปรานต์หยิบกระป๋องน้ำหวานส่งให้เด็กหนุ่ม หนาวมองกระป๋องน้ำหวานเงียบๆ

“ดื่มนี่ซะมันจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น” นิ้วยาวของหมอเลื่อนดันกระป๋องไปวางตรงหน้าเด็กหนุ่มปากแข็งคนนี้

ในที่สุดเขาอดรนทนไม่ไหวงัดฝากระป๋องและส่งมันให้เด็กหนุ่ม

“ดื่มซะ” หมอเริ่มชักหงุดหงิด หนาวยกกระป๋องน้ำหวานขึ้นดื่มอย่างรวดเร็วเขากระแทกกระป๋องน้ำลงบนโต๊ะเสียงดัง 

“เธอได้เรียนไหม” หมออยากจะถามเพื่อความมั่นใจเพราะเขาก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว

“ไม่!!!” หนาวกระแทกเสียงตอบ

“แล้วคิดว่าต่อไปจะทำอะไร” เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“...” เด็กหนุ่มเม้มปากแน่นเขาสับสนเขาไม่ได้คิดเพราะชีวิตเอาแต่สนใจว่าตื่นมาตัวเองจะหาอะไรให้น้องชายกินเพื่อที่จะได้มีชีวิตรอดยังไงก็แค่นั้น

“ฉันถามและต้องการคำตอบ”

“อย่าถามมากได้ไหมวะ!!!” หนาวหงุดหงิดเขาไม่ชอบให้ใครมาเจ้ากี้เจ้าการถามซักไซร้ เหมือนว่ากำลังจับผิดเขาอย่างไงอย่างงั้น เด็กหนุ่มลุกจากเก้าอี้เพื่อจะเดินออกไปแต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือเด็กหนุ่มนัยตาพร่ามัวอาการเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น น้ำหวาน!!!

“อึก...”

“โอเคๆ เธอจะไม่เป็นอะไรหลับซะ” หมอรีบเข้าไปพยุงร่างของหนาวเอาไว้ สายตาจ้องมองเด็กหนุ่มที่กำลังสลบนิ่งๆ

“มึง..ง” หนาวชี้หน้าเหมือนกำลังจะเอ่ยปากต่อว่าคนตรงหน้าแต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะทุกอย่างกลับดับมืดลงไปอย่างรวดเร็ว

เสียงดังก๊อกแก๊กข้างๆ หูทำเอาคนนอนบนเตียงใต้ผ้าห่มผืนหนาขดตัวค่อยๆ มุดหายไปในผ้าห่มอากาศเย็นจัดของเครื่องปรับอากาศทำเอาหนาวนอนหลับเป็นตายเครื่องปรับอากาศ!!! เด็กหนุ่มดีดตัวขึ้นนั่งบนเตียงเขาตกใจสุดขีดเมื่อตื่นขึ้นพบว่าห้องนี้ไม่ใช่บ้านของตนเอง

“เหนือ!!!” หนาวกำผ้าห่มไว้แน่นความจริงที่เขาต้องเผชิญต่อไปคือความจริงอันแสนเจ็บปวดและทรมานนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไปหยาดน้ำตาของเด็กหนุ่มไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

“นี่เธอ..” เสียงแปลกประหลาดดังขึ้นเด็กหนุ่มถอยกรูจนชิดหัวเตียงหมอจ้องนิ่งๆ หน้าตาก็ไม่ได้แย่นี่

“เธอชื่ออะไร” หมอถามและนั่งลงที่ขอบเตียง

“...” ไม่มีคำตอบเพราะตอนนี้เด็กหนุ่มเอาแต่นั่งเงียบไม่ยอมตอบคำถาม

“เธอควรตอบคำถามเมื่อเวลามีคนถาม” หมอพูดขึ้นเสียงเนิบนาบ

“ทำไมต้องตอบ” เด็กหนุ่มตอบเสียงห้วน

"เพราะมันเป็นมารยาท" หมออัยย์ตอบกลับเสียงดุๆเพื่อเป็นการสั่งสอนไปในตัว

"หนาว พอใจรึยัง" หนาวตอบกลับเสียงขุ่น

“หนาวครับ ผมชื่อ หนาวครับ เธอควรพูดแบบที่คนอื่นเขาพูดกัน” หมอยังคงสั่งสอนต่ออีกนิดหน่อย

“ทำไมต้องทำตามคนอื่น” หนาวถามกลับอย่างไม่สบอารมณ์

“หรือว่าอยากออกไปนอนข้างถนนกันล่ะ” หมอสวนกลับ ทำเอาเด็กหนุ่มหน้าซีดทันตา ได้ผลใช้ได้แหะ ทำไมต้องให้ขู่นะ 

“มันก็คงไม่น่าอึดอัดเท่ากับที่นี่” เด็กหนุ่มเชิดหน้าน้อยๆ ตอบโต้อย่างไม่ลดละ สวนกลับทุกประโยคของหมอเช่นเดียวกัน

“หิวรึเปล่า” หมอเปลี่ยนคำถามเพราะไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเด็กไร้มารยาท

“ไม่!!! อยากเจอน้อง” หมอหันกลับมาและถอนหายใจหนักๆ

“น้องชายเธอเขาไม่อยู่แล้ว”

“...” สองมือของเด็กหนุ่มยกขึ้นป้องหูทั้งสองข้างของตนเอง

“ไม่จริง ไม่จริง ไม่จริง” เสียงพึมพำย้ำแบบนั้นซ้ำๆ น้ำตาไหลอาบแก้มไม่หยุด หมอขยับตัวและจับไหล่ทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มไว้แน่น

“ตั้งสติแล้วหยุดร้องไห้ได้แล้วฉันรู้ว่าเธอเสียใจแต่จะมัวมานั่งฟูมฟายแบบนี้มันมีประโยชน์อะไร” หมอพูดในแง่ความเป็นจริงแต่ใจจริงเขาไม่ได้อยากพูดจาทำร้ายน้ำใจคนตรงหน้าเลยสักนิด

หนาวลุกออกจากเตียงเขายื้อยุดกับเจ้าของห้องได้สักพักใหญ่

“ปล่อยแฮ่กๆ บอกให้ปล่อยยังไงละวะ!!!” เสียงตะโกนบริภาษใส่ด้วยถ้อยคำหยาบคายออกจากปากของเด็กหนุ่มไร้ซึ่งหัวนอนปลายเท้า

“ถ้าเธอยังดื้อแบบนี้ฉันจะจัดการด้วยวิธีของฉัน” หมอยืดตัวตรงเท้าสะเอวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

“เหอะแก่ๆ แบบนี้จะทำอะไรได้หะอย่ามาตลก” หนาวใช้ถ้อยคำดูถูกคนตรงหน้าไม่หยุด

“...” หมอขยับแว่นสายตาของเขาเล็กน้อยเขาคงต้องดัดนิสัยของเด็กหนุ่มตรงหน้าสักหน่อยแล้วล่ะ

 

 

 

ความคิดเห็น