สุนิฎา
email-icon

คอมพังนะจ๊ะ ช่วงนี้ลงช้าหน่อยเปลี่ยนไปอัพในมือถือตอนเลยจะดูสั้นๆหน่อยน๊า

บทที่ 5 : ภัยที่เผชิญ

ชื่อตอน : บทที่ 5 : ภัยที่เผชิญ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 18

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มิ.ย. 2562 18:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 : ภัยที่เผชิญ
แบบอักษร

ผู้เป็นพ่ออุ้มลูกสาวตัวน้อยพร้อมกับภรรยาสาววิ่งไปยังต้นตอของเสียงกรีดร้องอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงแห่งความโหยหวนนั้นยังคงดังต่อเนื่องและค่อยๆแผ่วเบาลงเมื่อพวกเขาทั้งสามเริ่มเข้าใกล้กับต้นตอของเสียงที่ดังมาจากทางห้องโถงทางเดินหลักของตัวบ้าน กลิ่นเลือดคาวคละคลุ้งเตะจมูกชวนอ้วกยังไงยังงั้น 

"สเฟียร์ เกิดอะไรขึ้น" ผู้เป็นภรรยาเอ่ยถามคนรับใช้คนสนิทที่ตอนนี้แต่ละคนเหมือนกำลังมุงดูอะไรบางอย่างกันอยู่ 

"คุณนายและคุณผู้ชายมาดูเองดีกว่าครับ" สเฟียร์แหวกทางให้เจ้าของบ้านเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น และมันก็เป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นเหมือนกัน ศพของคนใช้สาวคนหนึ่งที่ดูเหมือนถูกอะไรบางอย่างกัดเข้าที่ลำคอของเธอจนเป็นแผลเหวอะหวะ ผิวขาวซีดอย่างเห็นได้ชัดทำเอาคนเป็นพ่อนั้นเกือบลืมเอามือไปปิดตาของลูกสาวตัวน้อยแทบไม่ทัน 

"ฟังพ่อนะ หลับตาเข้าไว้ลูก อย่าไปมองมัน" อลิซก็ทำตามแต่โดยดี เธอหันหน้าเข้าหาพ่อของเธอและสวมกอดเขาไว้ 

"ไหนลองเล่าเหตุการณ์มาซิ สเฟียร์" 

"ครับนายท่าน คือว่าช่วงที่นายท่านกำลังพาลูกสาวไปซ้อมนั้นก็ได้มีคนเร่ร่อนคนหนึ่งบุกเข้ามาครับท่าน ซึ่งกระผมก็ไม่อาจทราบได้ว่าเขาเข้ามาได้ยังไง และเขาก็พุ่งเข้าไปกัดคอเด็กใหม่จนเสียเลือดหมดตัวอย่างที่เห็นแหละครับ ตอนนี้คนเร่ร่อนคนนั้นถูกล่ามโซ่ไว้ข้างนอกครับ" เมื่อสิ้นสุดประโยคที่สฟียร์กล่าวอธิบายนั้น สาวใช้ผู้เคราะห์ร้ายที่ควรจะตายไปแล้ว อยู่ๆกลับลุกขึ้นมายืนยิ่งอย่างหน้าตาเฉย สภาพของเธอนั้นไม่ได้ต่างจากที่เห็นมากเท่าไหร่แต่ที่แปลกไปคือเธอสามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ยังไง 

"แม็กกี้ เธอเป็นอะไรหรือเปล่า" คนใช้นายหนึ่งเอ่ยขึ้นและเดินตรงเข้าไปหาเธอช้าๆ ซึ่งก็ไม่มีการตอบรับใดๆตอบกลับมา คนใช้นายนั้นก็ใช้มือเอื้อมไปแตะบ่าของแม็กกี้เบาๆ ทันใดนั้นที่มือของเขาแตะถึงตัวของเธอ ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดขึ้นอีกเช่นกัน เมื่อแม็กกี้กระโดดคว้าตัวคนใช้คนนั้นและกัดเข้าที่คออย่างจัง และฉีกเนื้อตรงคอนั้นมันกินอย่างเอร็ดอร่อย 

"ทุกคนไปเตรียมอาวุธเดี๋ยวนี้" นายใหญ่ตะโกนสั่งทุกคนภายในบ้าน เมื่อได้ยินคำสั่งเช่นนั้นเหล่าคนใช้ก็รีบสลายกลุ่มหายไปในทันที 

"อโหสิกรรมให้ฉันด้วยนะ" พ่อของอลิซได้หยิบปืนลูกโม่ขึ้นมาแล้วยิงเข้าเข้าไปทีากลางหน้าผากของสาวใช้และหัวของเธอก็นั้นก็กระจุยอย่างไม่มีชิ้นดี ร่างของเธอล้มลงเลือดและเศษชิ้นส่วนสมองกระจัดกระจายไปทั่วพร้อมกับกลิ่นที่ไม่ค่อยจะพึงประสงคเท่าไหร่นัก 

"มาเรีย พาลูกไปล้างเนื้อล้างตัวซะ แล้วก็เก็บตัวไว้ในห้องให้ดีทางนี้ผมจัดการเอง" 

"คุณเองก็ระวังตัวด้วยนะคะ" 

"อืม" มาเรียพาอลิซขึ้ยไปยังชั้นที่สองของตัวบ้านและก็หายเข้าไปลับสายตาที่ผู้เป็นพ่อไม่อาจสามารถมองเห็นต่อได้ 

"เอาล่ะทีนี้ก็ตานายแล้วนะ" กระสุนยิงเข้าไปยังกลางหลังหัวของพ่อบ้านรับใช้ที่พึ่งโดนกัดมาเข้าที่คอหมาดๆ ถึงจะเป็นเรื่องที่ไม่อยากจะเชื่อก็ตามว่าทั้งสองคนนี้ตายแล้วจะกลายเป็นศพเดินได้เหมือนกับพวกหนังหรือซีรีย์อะไรทำนองนี้ 

"นายท่านครับ พวกเราพร้อมแล้วขอรับ" กลุ่มพ่อบ้านแม่บ้านรับใช้มาพร้อมกับอาวุธยุทโธปกรณ์มากมายราวกับอยู่ในกรมทหารไม่มีผิด 

"เอาล่ะสเฟียร์อยู่แนวหน้ากับฉัน คนอื่นๆแยกย้ายกันไปล็อคบ้านให้ดี ฉันกับสเฟียร์จะไปฆ่าไอ้คนเร่ร่อนเวรนั่นและจะไปเช็คที่สวนหน้าบ้านกับประตูทางเข้า เปิดระบบป้องกันตัวเองทันทีที่ฉันสั่ง" 

"รับทราบครับ/ค่ะ" พ่อบ้านแม่บ้านต่างกระจัดกระจายไปทำหน้าที่ของตนเองตามที่ได้รับมอบหมายเหลือเพียงแค่สเฟียร์กับนายใหญ่ของเขาสองคนเท่านั้นที่อยู่ในโถงทางเดินของบ้านอยู่ตอนนี้ 

"ไปจัดการไอ้เวรนั่นกัน นำไปเลยสเฟียร์" 

"ครับนายท่าน" ทั้งสองเปิดประตูบ้านออกไปท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำอย่างหนักจนแทบมองอะไรไม่ค่อยเห็น สเฟียร์พาไปยังจุดที่เขาล็อคตัวคนเร่ร่อนไว้แล้วปล่อยให้นายของเขาจัดการ เสียงปืนดังลั่นสนั่นแต่ก็ถูกกลบด้วยเสียงฝนจนแทบไม่ได้ยินด้วยซ้ำว่าเป็นเสียงยิงปืนถ้าไม่ได้อยู่ตรงนั้น 

"เหลือประตูหน้าบ้าน ไปเช็คกัน" ทั้งคู่ค่อยๆเดินไปอย่างระมัดระวังเมื่อถึงยังประตูหน้าบ้านขนาดยักษ์ก็ไม่พบกับความผิดปกติอะไร รอบๆกำแพงของตัวบ้านก็ไม่พบอะไรผิดปกติอีกเช่นกัน 

"เจ้านั่นมันเข้ามาได้ยังไงกัน" 

"เป็นไปไม่ได้อีกด้วยครับที่เขาจะปีนกำแพงสูงขนาดนี้เข้ามา" 

"เร็จจี้ เปิดระบบคุ้มกันตัวเองเลย" นายใหญ่เปิดวอคุยกับทางคนที่คุมระบบอยู่ในบ้าน และคำตอบที่ตอบมานั้นทำเอาสเฟียร์และนายใหญ่นั้นอึ้งกันไปตามกัน 

"ท่านครับ ข้างนอกนั่นมีคนกำลังต่อตัวพยายามปีนเข้ามาในนี้อยู่ครับ" ตามมาด้วยเสียงกลืนน้ำลายเบาๆ 

"รออะไรอยู่เร็จจี้เปิดระบบป้องกันตัวเองเดี๋ยวนี้!!!" 

ครืด... เหล็กหนามโผล่ออกมาบนขอบกำแพงรอบๆตัวบ้าน และประตูหน้าบ้านก็ถูกเสริมด้วยกลไกเหล็กเข้าอีกขั้นหนึ่ง กำแพงรอบนอกได้ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาและมีกลิ่นเนื้อไหม้คละคลุ้งลอยเข้ามาเตะจมูก ทำให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่เร็จจี้พูดออกมานั้นเป็นความจริง 

"ไม่ดีแน่พวกเราต้องเก็บกวาด" 

"ท่านจะทำยังไงครับ" 

"รอดูสถานการณ์ไปก่อน เราเข้าบ้านกันเถอะ" 

นายใหญ่และสเฟียร์เข้าไปรวมตัวกับคนอื่นๆภายในบ้านแล้วนายใหญ่ก็สั่งให้พ่อบ้านแม่บ้านทุกคนจัดเวรยามกันไว้ให้ดีจัดเป็นกะคนกะละสี่ชั่วโมง เรื่องแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องเล่นๆกันแล้ว 

"ตอนนี้เราปลอดภัยกันแล้ว ใครจะไปข้างนอกหรืออะไรต้องผ่านฉันก่อนโอเคมั้ย มาเรียคุณแล้วก็ลูกด้วย" 

"ทราบแล้วค่ะคุณ" 

"สเฟียร์ไปดูข่าวมาแล้วใช่มั้ยรายงานมาซิ" 

"ครับท่าน ตอนนี้เมืองเฮเฟ่นได้เกิดเหตุประหลาดขึ้นคือคนตายแล้วฟื้น ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากอะไรแต่คนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่นั้นจะมีอาการคลุ้มคลั่งและมีเรี่ยวแรงมหาศาล แต่เชื่องช้าดูเหมือนว่าจะมีการเพิ่มประชากรโดยการกัด แล้วในขณะนี้ทางรัฐบาลกำลังคุมสถานการณ์นี้อยู่ และแนะนำทุกคนให้อยู่แต่ในบ้านล็อคประตูหน้าต่างให้ดี ส่วนทางด้านรัฐอื่นๆได้ประกาศปิดการนำคนจากเฮเฟ่นเข้าเป็นที่เรียบร้อยเว้นแต่แคลิฟอร์เนียที่ยังสามารถอพยพไปได้อยู่ มีทหารของทางนั้นคอยให้การช่วยเหลือและมีการตรวจเข้มอย่างเคร่งครัด" เสียงฮือฮาได้ดังขึ้นทุกคนต่างพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องที่สเฟียร์เอ่ยออกมา 

"ทุกคนฟังนะเราจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ที่นี่คือป้อมปราการที่ดีที่สุดของเรา เร็จจี้เราเหลือเสบียงเท่าไหร่" 

"ครับนายท่าน มากพอกับจำนวนคนในตอนนี้ที่จะอยู่ได้เป็นปีเลยครับ ยาก็เหลือเฟือ ส่วนระบบไฟฟ้ากับน้ำเราก็มีระบบสำรองส่วนตัวไม่ต้องกังกลเรื่องโดนตัดน้ำตัดไฟครับ" 

"ได้ยินกันหมดแล้วใช่มั้ย งั้นแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองได้เร็จจี้ สเฟียร์ไปห้องปฏิบัติการสืบเรื่องทั้งหมดนี้ให้ที" 

"ครับนายท่าน" 

"ฉันจะไปพักผ่อนสักหน่อย มีอะไรที่ฉันควรรู้ก็ส่งรายงานมา" นายใหญ่เจ้าของบ้านสั่งเสร็จก็เดินขึ้นไปยังชั้นสองของตัวบ้านหรือเรียกว่าคฤหาสน์จะดีกว่าล่ะ ทั้งขนาดที่กว้างใหญ่และระบบความปลอดภัยที่เพรียบพร้อมคงไม่มีที่แห่งไหนปลอดภัยไปกว่านี้อีกแล้ว นายใหญ่เดินเข้าไปยังห้องริมทางเดินห้องแรกที่ภรรยาและลูกสาวของเขานั้นอยู่ 

"เป็นไงบ้างคะ นีล" มาเรียถามไถ่พลางลูบหัวลูกสาวของเธอที่ตอนนี้หลับไปเสียสนิทแล้ว 

"เรายังไม่รู้อะไรแน่ชัดนัก ว่าแต่เจ้าตัวเล็กนี่หมดฤทธิ์แล้วหรือไง" 

"แกเหนื่อยและก็กลัวจนหลับไปเลย" 

"ผมเองก็กลัวเหมือนกัน เกรงว่าเรื่องพวกนี้มันแค่พึ่งจะเริ่มต้นและรัฐบาลเองก็จัดการไม่ได้ รวมถึงพวกตำรวจ ทหารด้วยก็ตามเถอะ" 

"ปล่อยวางหน่อยสิคะคุณ เราเองก็มีคนใช้ที่มีฝีมือและบ้านของเราก็มีระบบป้องกันที่ยอดเยี่ยม ถ้ามันเป็นอย่างงั้นเราก็จัดการกันเองก็ได้นี่คะ" 

"ไม่รู้สิถ้าเกิดเรื่องมันใหญ่มากๆผมเองก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเอาเรื่องนี้อยู่ไหม" 

"นอนพักผ่อนเถอะค่ะ เอาไว้ค่อยคิดกันก็ได้ รอให้สมองโล่งกว่านี้ก่อน" 

"เห็นเจ้าตัวเล็กหลับลึกขนาดนี้ก็ชวนง่วงดีแหะ" นายใหญ่และภรรยาของเขาลุกไปยังเตียงข้างๆอลิซลูกสาวของทั้งสอง และค่อยๆนอนลงและหลับลงไปกันทั้งคู่เหลือเพียงแค่พ่อบ้านแม่บ้านคนใช้เท่านั้นที่ยังตื่นกันอยู่และคอยเฝ้าระวังภัยต่างๆ หน้าที่แต่ละคนนั้นก็ยังเหมือนเดิมปกติ เก็บกวาด ทำความสะอาด เพิ่มเติมมาเพียงแค่มีอาวุธไว้ป้องกันตัว เรียกได้ว่าที่แห่งนี้เปรียบดั่งค่ายทหารเล็กๆแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ 

------------------------------------------------------------------------------------ 

"เกิดจราจลขึ้นอีกแล้วรึ!!!" 

"ไม่ดีแน่ครับผู้กองตอนนี้พวกเราต้องทำอะไรสักอย่าง" 

"ประสานงานไปสถานีตำรวจเขตอื่นให้ปิดกั้นเขตตัวเองเอาไว้ ที่เหลือรับผิดชอบแค่เขตพวกเราพอ" 

สถานการณ์ภายในสถานีตำรวจในขณะนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทั้งรายงานการก่อเหตุต่างๆ และที่ขาดไม่ได้คือการระบาดของโรคชนิดหนึ่งโดยใช้ชื่อคร่าวๆว่าโรคฆาตกร ยังไม่มีข้อมูลอะไรแน่ชัดไปมากกว่านี้ เท่าที่รู้คือโรคนี้สามารถติดต่อได้โดยการถูกผู้ที่เป็นโรคกัด 

"ผู้กองวอร์คเกอร์ครับ ตอนนี้สถานีตำรวจหลายเขตถูกยึดแล้วครับ" 

"ว่าไงนะ" 

"ครับบางเขตก็ถูกยึดโดยกลุ่มชาวบ้านในเขตนั้นๆ บางเขตก็ถูกพวกโรคฆาตกรถล่มสถานีเข้าให้แล้วครับ" 

"เวรเอ้ย เอาล่ะฉันจะออกคำสั่งต่อไปแล้วกัน ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนอพยพออกจากสถานีตอนนี้เลยแล้วไปรวมตัวกันที่ลานจอดรถใต้ดิน หยิบอาวุธเท่าที่จำเป็น" 

"ขอโทษค่ะผู้กอง ทำไมพวกเราต้องอพยพกันด้วยแล้วพวกเราจะไปไหนกันหรอคะ" 

"สถานีตอนนี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว ส่วนเรื่องที่จะไปผมจะบอกอีกทีเมื่อพวกเรารวมตัวกันครบที่ลานจอดรถใต้ดินแล้ว" ผู้กองวอร์คเกอร์พูดจบประโยคสนทนาก็ได้บอกให้เจ้าหน้าที่ทุกคนมองออกไปยังรอบนอกสถานีก็พบว่ามีกลุ่มพวกติดเชื้อจำนวนมากกำลังรวมตัวเดินปิดถนนมุ่งตรงมายังสถานีตำรวจนี้ แม้ว่าฝนจะตกหนักแต่ดูเหมือนว่านั่นจะไม่สามารถหยุดกลุ่มจราจลนี้ได้เลย 

"นี่มันอะไรกันครับ/คะ" เจ้าหน้าที่หลายนายตกตะลึงกันไปชั่วครู่กับภาพที่พวกเขาได้เห็น 

"พวกเราไม่รีบไปตอนนี้ได้แย่แน่ๆ ถึงเราจะมีอาวุธก็ตามแต่ ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อมหาศาลขนาดนั้นโอกาสรอดไปได้คงยาก มัวรออะไรกันอยู่รีบเก็บของแล้วไปรวมตัวกันที่ลานจอดรถใต้ดิน ผมให้เวลายี่สิบนาที" 

"รับทราบครับ/ค่ะ ผู้กอง" 

"ส่งประกาศว่าให้พลเรือนอยู่แต่ในบ้านล็อคบ้านไว้ให้ดี อย่าออกไปไหนจนกว่าเหตุการณ์จะสงบ แชร์เข้าวิทยุและรายการโทรทัศน์ทุกช่องเลย เสริมด้วยว่าตอนนี้สถานีตำรวจเขตเราแตกแล้ว" 

"รับทราบครับ" วอร์คเกอร์หยิบอุปกรณ์สัมภาระเท่าที่จำเป็นและล่วงหน้าไปยังลานจอดรถใต้ดินก่อนใคร โทรศัพท์มือถือถูกหยิบขึ้นมาพร้อมกับกดโทรเข้าเบอร์ๆหนึ่ง ก่อนที่ภาพวีดีโอจะโผล่ขึ้นมาปรากฏเป็นชายวัยกลางคนรูปงาม ผมสีบลอนด์ทองอ่อนๆถูกเซ็ตปาดไปทางด้านหลัง สวมใส่สูทหรูหราบ่งบอกฐานะทันทีเมื่อแรกเห็น 

"สวัสดีครับผู้กองสโนว์ วอร์คเกอร์" 

"ว่าไงนีล ซิลเวอร์เบิร์ก" 

"ให้ฉันเดาสถานีนายตอนนี้แตกแล้วใช่ไหม" 

"ใช่ ฉันว่าจะพาคนของฉันไปอาศัยคฤหาสน์แกสองสามวัน ทางแกเป็นไงบ้าง" 

"เสียคนรับใช้ไปสอง ถ้าจะมาเตรียมเสบียงมาเผื่อคนของแกด้วยสโนว์ และก็หน้าบ้านฉันมีอีกเป็นฝูงใหญ่เลยเคลียร์ให้ด้วยละกัน" 

"โอเคอีกครึ่งชั่วโมงเตรียมตัวเปิดบ้านรับแขกได้เลย" 

"คนของแกมีเท่าไหร่" 

"สามสิบ" 

"โอเค ระวังตัวด้วย" และสายก็ถูกตัดไปจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าจำนวนมากมาจากทางด้านหลังของเขา 

"เอ้าพร้อมแล้วก็รีบไปกัน..." วอร์คเกอร์หันกลับมามองยังด้านหลังของเขาถึงกับผงะ สิ่งที่เขาเห็นอยู่เบื้องหน้าคือลูกน้องของเขานับสิบที่วิ่งกรูลงบันไดกันมาอย่างบ้าคลั่ง คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าลูกน้องของเขานั้นยังเป็นมนุษย์อยู่ 

"อะไรกันวะเนี่ย!!!" 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}