Sakuya Aika

พี่ไนท์จะไม่อ่อนโยนแล้ว~ ขอบคุณที่ยังไม่ลืมคู่นี้นะคะ เมนต์ติชมได้คร่า

ชื่อตอน : บทที่ 4 (3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มิ.ย. 2562 23:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 (3)
แบบอักษร

 

Night Mode

เสียงเกรี้ยวกราดของตะวันก้องอยู่ในหัว ลมเย็นระลอกหนึ่งวูบผ่านด้านข้างตอนมันเดินสวนออกไปพร้อมความรู้สึกโกรธแค้นที่มีต่อผมเต็มๆ

ผมได้แต่ยืนเงียบ ปล่อยตะวันไปโดยไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง

...ผมทำไม่ได้มากกว่า

ผมรู้ว่าต่อให้ตามไปอธิบาย หรือพูดจนน้ำลายแห้งยังไง มันก็ไม่มีทางเปิดใจรับฟังผม มีแต่จะเหม็นขี้หน้าผมเพิ่มก็เท่านั้น

ผมถอนหายใจ กวาดตามองข้าวของระเกะระกะบนโต๊ะ ไอ้เด็กนั่นท่าทางจะโกรธมากจริงๆ แต่ยังดีที่มันไม่รุนแรงถึงขั้นจับขวดเบียร์มาฟาดหน้าผม

“ไม่ตามไปเหรอ” ดอมถาม

เจ้าของบาร์ในคราบบาร์เทนเดอร์ที่เคยวางยาในเหล้าผมคราวนั้นชื่อ ‘ดอม’ แล้วตอนนี้มันก็กลายเป็นคนรู้จักที่อยู่ในวงโคจรของผมอีกคน ใครจะไปคิดว่าแค่ติดต่อไปครั้งเดียวเพราะเหงา มันจะฮึดใส่แบบนี้ ผมกับมันยังไม่ได้มีอะไรกันหรอกครับ แค่คุยกันครั้งสองครั้งก็ออกไปดื่มด้วยกันแล้ว เมื่อคืนผมกับมันก็กำลังจะจัดชุดใหญ่ไฟกะพริบ แต่ตะวันดันโผล่มาได้จังหวะพอดี ทำให้เรื่องระหว่างผมกับดอมเป็นอันต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว ตอนแรกผมก็ตั้งใจจะตามดอมไปนั่นล่ะ แต่พอรู้ว่าตะวันมันเป็นฝ่ายตามผมมาเอง ทำให้ผมรู้สึกสนใจในตัวมันมากขึ้น...

ต้องขอบคุณที่ไอ้ไลท์โผล่มาได้จังหวะอีกคน ทำให้ผมเล่นบทโศก สามารถเรียกคะแนนเห็นใจจากตะวันได้

โทรศัพท์นั่นผมก็แกล้งลืมไว้ในรถ แค่เดิมพันเล่นๆ แต่คิดไม่ถึงว่ามันจะเอามาคืนถึงหน้าห้อง เชื่อไหมว่าตอนนั้นผมอึ้งจริงๆ เล่นเอาใจสั่นวูบไปหลายที ผมคิดถึงขนาดว่ามันอาจจะมีใจให้ผม ไม่งั้นคงไม่เอามาคืนถึงห้องทั้งๆ ที่รู้ว่าผมชอบผู้ชาย และก็เคยหลอกกินมันไปครั้งหนึ่งด้วย

การที่มันโผล่มาถึงห้องย่อมต้องทำใจเอาไว้ส่วนหนึ่งว่าอาจจะถูกผมล่อลวงอีก แต่ก็ยังมา... จะไม่ให้ผมตื่นเต้นได้ยังไง เลยเอ็นดูมันไปชุดใหญ่ ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะนอนกกมันทั้งวันแต่ก็มีเรื่องแม่มันเข้ามาแทรก ทำให้สถานการณ์ต่างออกไปเล็กน้อย แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ที่ทำผมเกมจริงๆ คือการปรากฎตัวของดอมกับกุญแจรถดอกนี้ต่างหาก

สึด!

เสือกมีน้ำใจเอารถมาคืน ทำเอากูซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล ผมมองใบหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อนของดอมนิ่ง ก่อนระบายลมหายใจชุดใหญ่

“ถ้ากูไม่อ่านไลน์ มึงก็น่าจะรอก่อน”

“หืม กูนึกว่ามึงยุ่ง เลยกะจะมาเซอร์ไพรส์ แล้วก็เซอร์ไพรส์จริงๆ” ดอมมองของบนโต๊ะที่เด็กเสิร์ฟกำลังเร่งมือเก็บกวาด

“พี่จะเอาเครื่องดื่มเพิ่มไหมครับ เดี๋ยวผมเอามาให้” เด็กเสิร์ฟถือโอกาสเงยหน้าขึ้นถามหลังเก็บแก้วใบสุดท้ายใส่ถัง

“เบียร์มาสองขวด”

“ครับพี่” มันรีบเช็ดโต๊ะแล้วก็ยกถังใส่ถ้วยชามออกไป

ผมดึงสายตากลับมามองดอม ซึ่งมันก็กำลังมองผมอยู่พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ไม่เคยเลือนหายไปจากใบหน้า

“ตามสบาย ไหนๆ ก็มาแล้ว”

“เฮ้ย... พูดให้มันจริงใจกว่านี้หน่อยสิวะ”

ผมยิ้มหยันน้ำเสียงขบขันของมันอย่างไม่ใส่ใจ ตอนนี้คนเริ่มทยอยเข้าร้านมาพอสมควรแต่นักดนตรีฝั่งนั่งชิลล์กลับยังไม่เห็นแม้แต่เงาของพวกมันสักคน

“เฮ้ยทำไมนักดนตรียังไม่ขึ้นเวที” ผมตะโกนถามเด็กเสิร์ฟคนหนึ่งที่เดินผ่านมา

“ยังไม่เห็นเลยครับ”

เด็กเสิร์ฟตอบซื่อๆ ผมหน้าตึงขึ้นมาทันที ถามย้ำอีกรอบเพื่อความแน่ใจ แต่คำตอบก็ยังเหมือนเดิม

“อืม มึงไปได้แล้ว”

“ครับ”

“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ดอมที่สังเกตเห็นท่าทางผิดปกติของผมเอ่ยถามอย่างสงสัย

ผมส่ายหน้า พูดแค่ว่า “มึงนั่งตรงนี้ไปก่อน เดี๋ยวกูมา”

แล้วผมก็ลุกออกจากโต๊ะทันที เดินมาหาผู้จัดการที่กำลังง่วนอยู่หลังร้าน

“ปิ่น!”

“พี่ไนท์”

ปิ่นหันมามองและกำลังจะส่งยิ้มให้ผม แต่เหลือบเห็นสีหน้าจริงจังของผมเข้าซะก่อนเลยเปลี่ยนจากยิ้มมาเป็นหน้าขึงขังแทน

“มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“พวกนักดนตรีไปไหน ป่านนี้ยังไม่โผล่หัวมาอีก”

“เอ๊ะ แต่ปิ่นโทรไปตามน้องแล้วนะคะ น้องบอกว่าลางานกับพี่ไนท์แล้ว ก็เลยนึกว่าพี่รู้...”

“ลางานกับพี่ได้ไง พี่ยังไม่ได้คุยกับใครเลย”

“น้องบอกปิ่นว่าไลน์บอกพี่แล้ว”

คำตอบของปิ่นทำผมชะงัก เอาโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดไล่ดูก่อนจะเห็นข้อความลางานของพวกนักดนตรีตามที่ปิ่นบอก รวมถึงข้อความของคนอื่นที่ค้างอยู่ในแชท ผมยังไม่ได้อ่าน เพราะอยู่กับตะวันทั้งวัน ไม่คิดว่าเพียงแวบเดียวที่ผมละสายตาจากหน้าจอจะมีเรื่องหลายอย่างเกิดขึ้นแบบนี้

ผมเลื่อนมองข้อความหนึ่งที่ส่งมาจากไอ้กันต์ ซึ่งยาวเป็นพรืด เนื้อหาเต็มไปด้วยคำคร่ำครวญถึงคนที่มันรัก ซึ่งก็คือน้องชายของมันนั่นแหละ มีลงท้ายข้อความด้วยว่าให้ผมไปหามันที่ห้อง ไปปลอบใจมันหน่อย ไอ้เวรนี่ตัวใหญ่เสียเปล่าแต่ขี้ฟูมฟายเหมือนเด็ก นี่ถ้าไม่เห็นว่ามันเป็นเพื่อนสนิทผมคงไล่ให้มันไปตายตั้งแต่วันที่มันอกหักจากผู้หญิงจนเสียผู้เสียคนไปแล้ว

ผมเป็นห่วงไอ้กันต์นะ แต่ว่าเรื่องงานที่ร้านก็ต้องดู ถ้าวันนี้นักดนตรีไม่เกเรผมก็คงทิ้งร้านไว้ให้คนอื่นดูแทนได้นั่นล่ะ

จะเรียกมันมาที่ร้านก็ไม่มีเวลามาฟังมันปรับทุกข์อีก เลยส่งข้อความบอกมันสั้นๆ ว่า

ไนท์ : กูยังไม่ว่าง เดี๋ยวติดต่อกลับ

แต่ก็ไม่เห็นว่ามันจะอ่านนะครับ สงสัยแม่งนอนกอดขวดเหล้าอยู่แหงๆ

ผมขอโทษผู้จัดการเบาๆ เรื่องนักดนตรี ผมผิดเองที่ไม่อ่านไลน์ ไม่เช็กข้อมูลให้ดีก่อน ทำให้คนอื่นพลอยเครียดไปด้วย หลังคุยกับปิ่นเรียบร้อยผมเดินตรวจตาร้านรอบหนึ่งก่อนย้อนกลับมาหาดอมที่โต๊ะ ซึ่งกว่าจะถึงตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยไปแล้วเกือบสี่สิบนาที

“มาแล้วเหรอ”

“อืม”

“ร้านมึงนี่แหล่มดีว่ะ มีแต่เด็กๆ นักศึกษา ไปไงมาไงถึงมาเปิดร้านที่นี่ได้วะ”

“กูจบมหาลัยใกล้ๆ เนี่ย”

“อ่อรักสถาบันว่างั้น”

“อืม” ผมหยิบถั่วลันเตาใส่ปากไปพลาง หยิบแก้วเบียร์ที่ดอมเพิ่งรินให้ขึ้นมา

“มอมยากูป่ะเนี่ย”

“สัสเบียร์ร้านมึง”

“ฮ่าๆ จะไปรู้เหรอ แค่หย่อนแคปซูลเม็ดเดียวก็ดูไม่ออกแล้ว”

“มึงทำบ่อยอ่ะดิ” มันแซะกลับ

ผมยักไหล่ ไม่ได้พูดอะไรตอบ ดื่มเบียร์เย็นๆ ไปอึกหนึ่ง โทรศัพท์ที่วางบนโต๊ะก็สว่างวาบพร้อมเสียงเตือนข้อความไลน์เด้งขึ้นมา

ปาย : พี่อยู่ร้านหรือเปล่า

กันต์ : กูคิดถึงเอิร์ธ

สองคนนี้ทักมาแทบพร้อมกัน เหลื่อมกันอยู่ไม่กี่วินาที ผมเปิดอ่านอย่างไม่รีบร้อน ไอ้กันต์ไว้ค่อยตอบ เพราะท่าทางมันน่าจะไม่มีสติ คุยไปก็ปวดหัวเปล่าๆ

ไนท์ : อยู่ จะมาเที่ยวเหรอ

ปาย : ผมอยู่หน้าร้านพี่แล้วครับ

               “....” ผมอึ้งไปแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ตกใจมาก วางโทรศัพท์ลงหันไปมองหน้าร้าน แต่เพราะโต๊ะที่นั่งอยู่ห่างจากทางเข้าพอสมควรทำให้มองไม่เห็นคนที่ท่าทางเหมือนปาย

               “มีอะไร”

               “น้องกูมา”

               “น้อง? แบบไอ้คนเมื่อกี้อ่ะนะ”

               “มึงนี่พูดมากจริง”

               “ถามจริง มึงคั่วอยู่กี่คน”

               “กูโสด ไม่ได้คบใครวงเล็บแบบจริงจังน่ะนะ”

               “หึ มึงแม่งได้ใจกูจริงๆ ว่ะ แล้วกับกูเรียกว่าคบได้ยัง” ดอมทำหน้าเรียกคะแนนใส่ผม

               “คบเหี้ยอะไร ยังไม่รู้จักกันดีด้วยซ้ำ”

               “ก็มึงไม่ยอมทำความรู้จักกับกูสักทีนี่หว่า...” มันทำเสียงออเซาะ มองมาด้วยแววตาที่เหมือนจะชวนขึ้นเตียงตอนนี้เลย

               “เออ คราวหน้าค่อยว่ากัน”

               “อ้าวแล้วคืนนี้...”

               “พี่ไนท์”

               คำพูดคาดหวังในอะไรบางอย่างของดอมถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกชื่อผมที่โพล่งขึ้นจากด้านหลัง

               “ปาย”

               พอหันมามองก็เห็นเด็กนั่นยืนยิ้มซื่อๆ มาให้ มันเหลือบมองผู้ชายรูปร่างสูงโปร่ง หุ่นแน่น หน้าหล่อเข้ม ที่นั่งอยู่บนโต๊ะเดียวกับผมด้วยสายตาสงสัย สีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย

               “นี่ผมมาขัดจังหวะหรือเปล่า”

               “อ้อ ไม่มีอะไรหรอก นั่งสิ” ผมลากเก้าอี้ตัวข้างๆ ออกมาอย่างไม่ถือสา ปายพยักหน้า เดินมานั่งอย่างว่าง่าย ก่อนส่งสายตาไปมองดอมอย่างเกรงๆ ส่วนดอมก็กำลังจ้องไอ้ปายอยู่ด้วยสายตาพินิจพิจารณา แล้วแม่งก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีหัวคิด หรือเพราะคิดได้ก็เลยพูดไม่รู้

               “ต่างจากคนก่อนลิบลับเลยนี่หว่า”

               “หมายถึงใครครับ” ปายเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ผมรีบโบกมือปฏิเสธทันควัน

“ไม่มีอะไร อย่าไปสนใจ ว่าแต่มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”

“ผมแค่อยากออกมาดื่มเฉยๆ” ปายส่ายหน้า แต่แววตากลับกักเก็บความเศร้าเอาไว้ไม่มิด ผมไม่ค่อยชอบแบบนี้เท่าไหร่ เกลียดที่ตัวเองมักจะเดาอารมณ์มันออกเสมอ แล้วแม่งก็ไม่รู้เป็นอะไร ชอบแส่มือเข้าไปยุ่งแล้วสุดท้ายก็เจ็บเอง

“แค่ก...”

เสียงกระแอมดังมาจากดอม มันมองผมกับปายด้วยสายตาประท้วงที่ทำเหมือนมันเป็นส่วนเกินทั้งๆ ที่มันอยู่ที่นี่กับผมก่อน

“มึงจะไม่แนะนำให้กูรู้จักกับน้องหน่อยเหรอ”

ผมมองสายตากวนๆ ของดอม ก่อนหันมาถามปาย “อยากรู้จักมันไหม?”

“อ้าวไนท์ มึงพูดงี้หมายความว่าไง” ดอมโวยวายขึ้นมาทันที

“ฮ่าๆ ผมชื่อปาย แล้วพี่ล่ะ” ปายหัวเราะขำกับท่าทางจิกกัดกันเบาๆ ระหว่างผมกับดอม ไอ้ดอมรีบยืดอกแล้วยื่นมือออกไปพลางเอ่ยชื่อตัวเองอย่างภาคภูมิ

“ดอม”

“ยินดีที่ได้รู้จักครับพี่ดอม”

ปายมองมือที่ยื่นมาอย่างลังเล ก่อนเอื้อมไปจับอย่างเลี่ยงไม่ได้

               

 

               

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น