ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SILVER BULLET [1]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 56.8k

ความคิดเห็น : 40

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มิ.ย. 2562 18:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SILVER BULLET [1]
แบบอักษร

 

-1- 

 

“เร็วหน่อย จะถึงเวลาแล้ว!” 

“แสงยังไม่พร้อม!” 

“เสื้อผ้าชุดถัดไป ทำไมยังไม่เรียบร้อยอีก!” 

ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูวุ่นวาย ผู้คนในกองถ่ายวิ่งวุ่นไปมาน่าปวดหัว ช่างภาพหนุ่มที่เพิ่งรับงานของบริษัทนี้เป็นครั้งแรกขมวดคิ้วพลางกวาดสายตามองไปมา ทั้งงุนงงที่กองถ่ายนิตยสารชื่อดังแห่งนี้ดูโหวกเหวกยิ่งกว่าตลาดข้างทาง รวมถึงแปลกใจที่ไม่มีใครสนใจรูปลักษณ์และสถานะอัลฟ่าของตนด้วย 

“ขอโทษนะครับ” ชายหนุ่มตัดสินใจคว้าแขนหญิงสาวเบต้าคนหนึ่งที่กำลังทำอะไรไม่ถูกอยู่ด้านข้างเอาไว้ ก่อนจะโปรยยิ้มทรงเสน่ห์ไปให้จนเธอหน้าแดงเถือก 

“มะ...มีอะไรเหรอคะ” 

“คุณพอจะทราบไหมครับว่าทุกคนแตกตื่นอะไรกัน... พอดีผมเพิ่งเคยทำงานกับที่นี่เป็นครั้งแรก นอกจากเรื่องงานกับชื่อนายแบบก็แทบไม่รู้เรื่องอะไรเลย” 

“คุณ...คุณก็ทราบชื่อนายแบบแล้วนี่คะ” หญิงสาวเบิกตากว้าง จ้องมองใบหน้าที่แสดงถึงความไม่เข้าใจของชายหนุ่มอัลฟ่าตรงหน้าด้วยความตกใจ “อย่าบอกนะคะว่าคุณไม่รู้จักคุณมิคาเอล” 

“เคยได้ยินชื่ออยู่เหมือนกันครับ แต่ยังไม่เคยได้ร่วมงานเสียที”  

แดนเริ่มขมวดคิ้วขณะมองใบหน้าซีดเซียวของหญิงสาวข้างกายด้วยความตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย เขามั่นใจว่าอัลฟ่าหนุ่มอัธยาศัยดีเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ถึงสถานะทางสังคมของทุกคนจะเท่าเทียมกันมากขึ้นตามยุคสมัยก็ตาม และแม้ตัวเขาเองจะไม่ใช่อัลฟ่าชั้นสูงอะไร หากด้วยรูปลักษณ์ภายนอกก็ยังดึงดูดสายตาของใครต่อใครได้ไม่ยากอยู่ดี 

แต่นี่แค่พูดถึงคนชื่อมิคาเอลนั่น หญิงสาวคนนี้ถึงกับเปลี่ยนสีหน้า เลิกสนใจเขาไปแทบจะทันที 

ด้วยฝีมือและนิสัยที่ถูกพูดต่อๆ กันว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ทำให้แดนไต่เต้าขึ้นมาในฐานะช่างภาพมืออาชีพได้อย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าเขาย่อมรู้จักนายแบบที่ชื่อมิคาเอลคนนั้น ถึงจะไม่เคยเจอตัวจริงและเห็นรูปเพียงผ่านๆ ก็เถอะ ทว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่น่ามีอิทธิพลต่อคนทั้งกองถ่ายแบบนี้ไม่ใช่หรือ 

ชักอยากรู้แล้วสิว่านายแบบคนนั้นมีดีอะไร 

“คุณจำเอาไว้ให้ดีนะคะ” เสียงพูดแผ่วเบาราวกระซิบของหญิงสาวข้างกายทำให้แดนกลับมาได้สติอีกครั้ง เขารีบหันไปมองเธอแล้วพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงบอกว่ากำลังฟังอยู่ “ห้ามทำอะไรให้คุณมิคาเอลไม่พอใจเด็ดขาด” 

“ว่าไงนะ” 

“แล้วก็ห้ามหลงเสน่ห์เขาจนเสียงานด้วยค่ะ” 

“หา…” บอกอัลฟ่าอย่างเขาว่าห้ามหลงเสน่ห์นายแบบจนเสียงานเนี่ยนะ “คุณมิคาเอลคนนั้น...เขาเป็นอัลฟ่าไม่ใช่หรือครับ” 

“ก็ใช่น่ะสิคะ” หญิงสาวกระซิบ ก่อนใบหน้าซีดเซียวจะแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำยามพูดถึงคนคนเดิมอีกครั้ง “แต่ไม่มีใครต้านทานเสน่ห์ของคนคนนั้นได้หรอกค่ะ ยิ่งเป็นช่างภาพอย่างคุณด้วยแล้ว ระวังอย่าให้เสียงานนะคะ ดิฉันไม่อยากหาช่างภาพใหม่” 

“…” 

“อย่าหาว่าขู่เลยนะคะ แต่ก่อนที่คุณจะเข้ามา ช่างภาพที่ถ่ายแบบให้คุณมิคาเอลน่ะ หลงมองเขาจนเสียงานไปหมด แถมสุดท้ายยังไปเสนอตัวให้เขา บอกว่าอยากโดนย่ำยี ตอนนี้ยังไม่ออกจากห้องไอซียูเลยค่ะ” 

“ช่างภาพคนนั้นเขาเป็น...” 

“เป็นอัลฟ่าเหมือนคุณเลยค่ะ...อ๊ะ ใกล้จะได้เวลาแล้ว ขอตัวก่อนนะคะ” 

แดนรู้สึกเหมือนถูกตีหัวจนมึนงงไปหมด ทว่าสุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงกลับไปนั่งเครียดเช็กกล้องอย่างตั้งใจ มาถึงตอนนี้แม้จะมั่นใจว่ายังไงตัวเองก็ไม่มีทางรู้สึกแบบนั้นกับอัลฟ่าผู้ชายด้วยกันแน่ๆ หากเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงาน ยังไงก็ประมาทไม่ได้เด็ดขาด เขายังไม่อยากเสียแหล่งรายได้ดีๆ ไปในตอนนี้ 

“ทุกคนเตรียมตัว นายแบบพร้อมแล้ว!” 

เสียงตะโกนบอกของหนึ่งในทีมช่างแต่งตัวที่วิ่งมารายงานทำให้ความวุ่นวายที่มีมากอยู่แล้วทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก แต่ละฝ่ายต่างพูดเรื่องพร้อมไม่พร้อมกันมั่วไปหมด จนผู้ที่เพิ่งเคยทำงานกับนายแบบเป็นครั้งแรกต้องมองนาฬิกาซ้ำอีกรอบ แล้วก็พบว่ามันยังไม่ถึงเวลาเริ่มงานเลยด้วยซ้ำ อีกสองนาทีจึงจะถึงกำหนดการณ์ แล้วอีกอย่าง...ตามความเป็นจริงต่อให้เวลาเลยหรือคลาดเคลื่อนไปบ้างก็ไม่น่ามีปัญหา 

ใช่... ปกติก็ไม่มีหรอก  

แต่ไม่ใช่กับมิคาเอล 

“ยังไม่พร้อมเหรอ”  

ท่ามกลางการพูดคุยจอแจของทีมงานมากมาย น้ำเสียงไร้อารมณ์ที่ถามขึ้นเป็นภาษาอังกฤษชัดถ้อยชัดคำของคนผู้หนึ่งดูราวกับดังตัดอากาศ แหวกทางและความสับสนมากมายกลายเป็นแนวยาว ผู้คนที่เมื่อครู่ส่งเสียงแข่งกันเงียบกริบราวถูกสาป ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปยังเจ้าของเสียงที่ยามนี้ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่หน้าปากทางเชื่อมต่อระหว่างห้องแต่งตัวกับสตูดิโอถ่ายแบบ 

เจ้าของเรือนร่างสูงสง่าอยู่ในชุดสูทพอดีตัวสีดำสนิทไม่ติดกระดุมส่วนด้านในเปลือยเปล่า เผยให้เห็นกล้ามอกและกล้ามท้องแบบวับๆ แวมๆ ชวนจับจ้อง ชุดเครื่องเพชรที่สวมอยู่บนคอเข้ากันได้ดีกับเรือนผมสีขาวเงินสว่างซึ่งถูกเซตให้เปิดหน้าผากจนมองเห็นดวงตาคู่คมสีเขียวเย็นชาได้อย่างชัดเจน ใบหน้านั้นดูงดงามราวกับพระเจ้าตั้งใจปั้นแต่งขึ้นมา หากจะกล่าวว่าคล้ายรูปปั้นเทวทูตก็คงไม่เกินจริงแต่อย่างใด 

‘มิคาเอล’ คือชื่อของนายแบบต่างชาติผู้มีชื่อเสียงทางยุโรปมาตั้งแต่เมื่อสองถึงสามปีก่อน ทว่าจู่ๆ เจ้าตัวก็เปลี่ยนมาเข้าสังกัด SMA (Scent Model Agency) หลังย้ายมาอยู่เอเชียถาวรอย่างไร้เหตุผล เพียงหนึ่งปีกับการทำงานในโมเดลลิ่งชื่อดัง ทั้งด้วยชื่อเสียงส่วนตัวและชื่อเสียงของโมเดลลิ่งทำให้ชายหนุ่มก้าวกระโดดไปไกล ไม่อาจจำกัดความได้ด้วยคำว่าแนวหน้าอีกต่อไป 

ลำพังสถานะ ‘อัลฟ่าชั้นสูง’ ที่แค่มองก็รับรู้ได้ในทันทีก็มากพอจะทำให้เขาอยู่เหนือคนทั้งหมดแล้ว นี่ยังไม่นับประวัติส่วนตัวอันเป็นความลับและไม่มีใครเคยสืบจนทราบเรื่องนั่นอีก... 

บุคคลที่มีความลับมากมายและปกปิดได้อย่างแนบเนียนเช่นนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นคนธรรมดาไปได้ รู้แค่นี้คนธรรมดาทั่วไปก็รู้สึกเหมือนมิคาเอลอยู่สูงเสียดฟ้าแล้ว 

“คุณมิคาเอล...”  

หน่วยกล้าตายคนแรกที่เดินเข้าไปหามิคาเอลคือช่างแต่งหน้าซึ่งเคยร่วมงานกันมาแล้วสองครั้งและเอาตัวรอดจาก ‘นิสัย’ ของชายหนุ่มมาได้ด้วยการพยายามไม่พูดหรือทำอะไรเลยนอกจากแต่งหน้าคนที่ดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนไม่ได้แต่ง จากคำเตือนของช่างแต่งหน้าด้วยกันและการสังเกตการณ์อย่างเคร่งเครียดร่วมเดือนทำให้ช่างแต่งหน้าสาวรู้ว่านายแบบคนนี้ชอบการทำงานแบบไหน  

ขอเพียงไม่เอาส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายตัวเองไปแตะโดนใบหน้าสมบูรณ์แบบนั่น ไม่ผลาญเวลาอันแสนมีค่าไปกับการจ้องหน้าอีกฝ่าย และไม่ชักชวนพูดคุยด้วยแม้แต่คำเดียว เพียงแค่นั้นมิคาเอลก็จะนั่งนิ่งเป็นหุ่น ไม่ฆ่ากันด้วยสายตาอย่างแน่นอน 

แต่จากนี้จะรอดเหมือนเดิมหรือเปล่าคงตอบได้ยาก เพราะเธอดันถูกถีบหัวส่งให้มาทำหน้าที่อันแสนอันตรายอย่างการพูดคุยกับคนที่อุตส่าห์ร่วมงานกันได้ด้วยดีมาโดยตลอดแบบไม่เต็มใจ 

“คือว่า...” หญิงสาวพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่ให้เป็นลมตายเพราะได้มองสบกับดวงตาคู่นั้น ในใจนึกแช่งอะไรก็ตามที่ทำให้เธอต้องมายืนอยู่ที่จุดนี้ 

แค่ฉันเอาแป้งแปะหน้าเขาได้ มันไม่ได้หมายความว่าฉันจะสนิทสนมกับเขามากกว่าคนอื่นเสียหน่อย!! 

“หนึ่งนาที” คำพูดสั้นห้วนไร้ที่มาทั้งยังไม่อาจอธิบายความหมายจากการฟังแค่คำเดียวไม่ได้ทำให้ช่างแต่งหน้าสาวมึนงงแต่อย่างใด เพราะทันทีที่ได้ยินเธอก็เบิกตากว้าง ปฏิกิริยาตอบรับโดยอัตโนมัติพลันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว 

“ทุกอย่างจะพร้อมในหนึ่งนาทีค่ะ!” 

คนที่เคยร่วมงานกับมิคาเอลมาแล้วไม่มีใครไม่รู้ว่าชายผู้นี้ตรงเวลายิ่งกว่านาฬิกา หนึ่งในเรื่องที่จะทำให้เขาอารมณ์เสียเอามากๆ จนแผ่บรรยายน่าหวาดกลัวออกมาก็คือเรื่องของเวลา นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ทุกคนในกองถ่ายพากันมาทำงานก่อนเวลาเป็นชั่วโมงในวันนี้ 

มิคาเอลไม่ได้พูดอะไรอีกเมื่อได้ยินเช่นนั้น เพราะลำพังแค่สายตาของเขาซึ่งมองไปยังนาฬิกาบนผนังตลอดเวลาก็บ่งบอกให้รู้ได้แล้วว่าเจ้าตัวกำลังจับเวลาทุกอย่างอยู่ในใจ และนั่นก็ทำให้คนในกองทุกคนได้สติ รีบพากันกระจัดกระจายไปทำหน้าที่ของตัวเองโดยไร้ซึ่งเสียงโหวกเหวกใดๆ  

หนึ่งนาทีหลังจากนั้นไม่ต้องรอให้ใครมาเรียกชายหนุ่มก็เดินตรงไปยังจุดถ่ายภาพซึ่งมีเก้าอี้สูงตัวหนึ่งตั้งอยู่ทันที เขานั่งลงบนเบาะนุ่มที่ถูกปูทับด้วยขนเฟอร์สีขาวสะอาด สายตาเบนไปมองกล้องเพื่อรอสัญญาณจากช่างภาพที่ตอนนี้ยืนตัวแข็งตั้งแต่ได้เห็นฉากการมาถึงของนายแบบคนดัง 

“แดน!!”  

แดนสะดุ้งจนตัวโยนเมื่อถูกใครบางคนกระซิบเรียกด้วยน้ำเสียงดุดัน เขารีบตั้งสติแล้วเข้าประจำที่ เตรียมพร้อมทำงานเมื่อได้รับสัญญาณเตือนทั้งจากคนรอบข้างและจากสัญชาตญาณของตัวเอง 

“พร้อมนะครับ”  

ไม่มีเสียงตอบรับจากนายแบบ ทว่าเมื่อช่างภาพอยู่ในท่าพร้อมถ่าย คนที่นั่งนิ่งจนถึงเมื่อครู่ก็เปลี่ยนท่าแทบจะทันที  

มิคาเอลขยับกายนั่งหันข้าง ตัวเอี้ยวไปหากล้องเล็กน้อยโดยมีมือข้างหนึ่งเท้ารับน้ำหนักอยู่ทางด้านหลัง ส่วนมืออีกข้างยกขึ้นเสยผมพร้อมกันกับที่ดวงตาคู่คมเปล่งประกายวาววับตวัดไปหากล้องคล้ายจะมองให้ทะลุไปยังอีกฝั่ง เพียงเท่านั้นเสียงกลั้นหายใจก็ดังขึ้นจากรอบด้านไม่เว้นแม้แต่จากช่างภาพที่ดูจะได้รับผลกระทบมากที่สุด 

แดนหัวใจเต้นกระหน่ำกับภาพที่เห็นผ่านเลนส์กล้อง จากมืออาชีพดูคล้ายจะกลายเป็นเด็กน้อยแค่ได้เห็นออร่าที่กระจายออกมาจากร่างของนายแบบหนุ่มผู้ปรับเปลี่ยนอารมณ์ได้ในเสี้ยววินาที ทว่านาทีถัดมาก็ต้องกัดริมฝีปากเพื่อเรียกสติ เพราะดูท่านายแบบจะไม่คิดรอให้ใครได้ตั้งตัว โพสต์ท่าแบบที่ไม่มีอะไรให้ตำหนิเสร็จแล้วก็เปลี่ยนท่าไปเองตามความเคยชิน  

ถ้าพลาดไปเพียงนิด กดชัตเตอร์ไม่ทันการเปลี่ยนท่าขึ้นมาเมื่อไหร่ เชื่อว่าเขาต้องถูกตำหนิจนอาจถึงขั้นโดนไล่ออกทีหลังเป็นแน่ โชคดี...โชคดีจริงๆ ที่ตัวเขายังมีความทะเยอทะยานเหลืออยู่ ไม่อย่างนั้นคงถูกเสน่ห์ของอัลฟ่าชั้นสูงคนนี้ดึงดูดไปจนหมดอย่างไม่ต้องสงสัย 

“โอเคแล้วครับ ทีมงานเปลี่ยนฉากหน่อย” ชายหนุ่มผงกหัวขึ้นพูดกับคนรอบด้าน ก่อนจะต้องชะงักไปเมื่อเห็นทุกคนมองนายแบบกันตาค้าง  

เรื่องที่เพิ่งถูกเตือนมานับว่าไม่เกินจริงเลยสักนิด มาเจอคนแบบนี้เข้า ใครจะต้านทานได้ไหว... 

แดนกระแอมเบาๆ เพื่อเรียกสติเพื่อนร่วมงาน พอประกอบกับที่มิคาเอลเริ่มขมวดคิ้วน้อยๆ ทีมงานทุกคนจึงหลุดออกจากภวังค์ รีบเข้าไปจัดการงานตามหน้าที่อย่างรวดเร็ว  

“คุณมิคาเอล เชิญไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทางนี้ค่ะ” 

มิคาเอลไม่ได้ตอบอะไร แค่ลุกขึ้นเดินตามช่างแต่งหน้าสาวคนเดิมไปที่ห้องแต่งตัวเงียบๆ ลับหลังนายแบบหนุ่ม ทีมงานที่กำลังจัดการงานกันวุ่นวายถอนหายใจออกมาอย่างพร้อมเพรียง ทั้งรู้สึกกดดันและหวาดเสียวต่างๆ นานาปะปนกันมั่วไปหมด 

“คิดว่าจะโดนเล่นแล้วไง” 

“ฉันก็คิดว่าจะตายแล้วเหมือนกัน” 

คราวนี้แดนไม่ได้สงสัยต่อคำพูดที่ได้ยินอีก เพราะเขาเริ่มเข้าใจทุกอย่างมากขึ้นแล้ว คนคนนั้นแค่มองก็รับรู้ได้ในทันทีว่าไม่ใช่คนอัธยาศัยดีอะไร ปกติพวกอัลฟ่าส่วนใหญ่ก็คิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่นอยู่แล้ว แต่นี่คือสูงส่งและอยู่เหนือชาวบ้านของจริง ไม่แปลกเลยที่จะกล้าแสดงท่าทีแบบนั้นออกมา 

แต่น่าสงสัยอยู่อย่าง... 

“ถ้าเขา...ทำให้ทุกคนอึดอัดมากถึงขนาดนั้น ทำไมถึงยังได้รับเลือกให้มาทำงานใหญ่แบบนี้อีกล่ะครับ” ช่างภาพหนุ่มอดถามสองสาวที่ยืนอยู่ด้านข้างไม่ได้ พอพวกเธอหันมาเห็นเขาเข้าก็เหมือนกับได้เพื่อนใหม่ รีบก้าวเท้าไวๆ เข้ามากระซิบพูดคุยด้วยแทบจะทันที 

“ใช่ไหมคะ ฉันก็คิดอยู่เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นคุณมิคาเอลด้วย ทั้งที่ถ้าอยากได้นายแบบดังๆ ของโมเดลลิ่งนี้ จะเลือกคุณลี่ชิงมาก็ได้แท้ๆ” 

“ได้ที่ไหนล่ะยะ คอนเซปต์ของงานนี้ต้องเป็นอัลฟ่า แต่คุณลี่ชิงเป็นโอเมก้า” 

“ถ้างั้นเลือกน้องพีทมาก็ได้ไม่ใช่เหรอ” 

“แกจะบ้าหรือไง น้องพีทเพิ่งจะเข้าวงการมาไม่นานเอง ฉันว่าพวกเบื้องบนคงอยากตีตลาดต่างประเทศด้วยถึงเลือกคนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ขนาดโดนปฏิเสธตั้งหลายรอบยังยืนยันนอนยันจะเอาคุณมิคาเอลให้ได้ ไม่รู้งานนี้เสียไปเท่าไหร่” 

“ก็ไม่ปฏิเสธหรอกที่เขามีเสน่ห์ยากจะต้านทาน...” หญิงสาวพูดไปหน้าแดงไป แค่คิดถึงภาพการถ่ายแบบเมื่อครู่ก็เหมือนจะหายใจติดขัดขึ้นมา “แต่ใครๆ ก็รู้ว่าเขาหัวสูงแถมยังนิสัยไม่ค่อยจะดี ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่านิสัยแบบนั้นทำไมยังมีแต่งานดีๆ เข้ามาอีก” 

“เขา...นิสัยไม่ดีขนาดนั้นเลยเหรอครับ” แดนอดแทรกขึ้นไม่ได้ยามได้ยินเสียงกระซิบของคนด้านข้างที่ไม่รู้จะชื่นชมหรือเกลียดชังนายแบบกันแน่ 

“โห...วีรกรรมเยอะยิ่งกว่าเยอะอีกค่ะ” เธอตอบทันควันโดยไม่สนใจคำเตือนของเพื่อนสาวข้างกาย “ได้ยินมาว่าเคยด่าทีมงานที่มาสายห้านาทีจนเขาขอลาออกจากงาน แถมยังด่าเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำด้วยนะคะ ทำเอาทุกคนเอ๋อกันไปหมดที่เห็นเขาพูดภาษาไทยได้แต่กลับไม่ยอมใช้คุยกับคนอื่นที่พูดอังกฤษไม่ได้ แล้วยังมีเรื่องที่พอหมดเวลาที่กำหนดไว้ปุ๊บก็เดินออกไปทันทีโดยไม่สนใจอะไรอีก ปกติงานแบบนี้มันก็ต้องมีเรทกันบ้างใช่ไหมล่ะคะ ไม่รู้ว่าจะรีบอะไรนักหนา” 

“แก หยุดเถอะ เดี๋ยวมีใครมาได้ยินเข้า” 

“ฉันว่าข่าวลือต้องเป็นเรื่องจริงแน่ๆ... ที่บอกกันว่าคุณมิคาเอลเป็นเพื่อนบิ๊กบอสของ SMA เลยไม่มีใครกล้าทำอะไรน่ะ” 

“แก…” 

สองสาวกับอีกหนึ่งหนุ่มที่ยืนอยู่หลังกล้องยังคงพูดคุยกันโดยไม่ได้รับรู้เลยว่าบรรยากาศที่เบื้องหลังในยามนี้เป็นเช่นไร บรรดาทีมงานที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการนินทาชาวบ้านพร้อมใจกันทำหน้าตาคล้ายจะร้องไห้ ใจนึกอยากเดินเข้าไปกระชากตัวเด็กใหม่ทั้งสามมาตบตีให้หายหัวร้อน แต่เพราะผู้ที่อยู่ในบทสนทนายืนพิงเสาขวางทางอยู่ จึงไม่มีใครกล้าขยับตัวไปไหนเลยแม้แต่นิดเดียว 

หลังใช้เวลานานเกือบห้านาที ในที่สุดทั้งสามก็เริ่มรู้สึกตัวว่ามีอะไรผิดแปลกไป ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่กองถ่ายดูเงียบผิดปกติ หญิงสาวที่พูดเยอะที่สุดหุบปากปิดสนิท ก่อนพวกเขาจะค่อยๆ หันกลับมาทางด้านหลังพร้อมกัน  

แล้วก็ได้สบกับดวงตาสีเขียวเย็นชาคู่นั้นเข้าอย่างจัง... 

“จบแล้วเหรอ” 

“คะ...คุณมิคาเอล”  

มิคาเอลไม่สนใจสีหน้าอยากร้องไห้ของหญิงสาวที่พยายามห้ามเพื่อน เขาเพียงดันตัวออกจากเสา ตาจ้องมองนาฬิกาบนผนังอย่างเฉยชา ก่อนจะเดินตัดผ่านคนที่ยืนตัวแข็งเป็นหินไปที่หน้ากล้อง พร้อมพูดถ้อยคำรุนแรงออกมาโดยไม่ได้ชะลอฝีเท้าเลยสักนิด 

“ทีหลังก็พูดให้เบาหน่อย กลัวคนไม่รู้เหรอว่าปากไม่มีหูรูด”  

บรรยากาศในการทำงานหลังจากนั้นเรียกได้ว่ากระอักกระอ่วนจนน่าใจหาย เพราะพอโดนด่าแบบต่อหน้าต่อตา สามคนตัวต้นเหตุก็หุบปากฉับ ตัวสั่นไปหมดทั้งที่คนพูดไม่ได้มีท่าทีผิดแปลกไปจากเดิมเลยด้วยซ้ำ 

วันนี้คุณมิคาเอลอารมณ์ดี... นั่นคือสิ่งที่ทุกคนคิด เพราะสำหรับผู้ที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ระเบิดลงล้วนมั่นใจว่าถ้าคุณเขาอารมณ์เสีย นอกจากจะโดนต่อว่าหน้าแหกกันทั้งกองแล้ว อีกฝ่ายน่าจะเดินจากไปโดยไม่สนใจอะไรด้วย และงานทุกอย่างก็จะพังไม่เป็นท่า นี่ไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด เนื่องจากมันเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต 

“สิบนาที” น้ำเสียงราบเรียบดังออกจากปากของนายแบบชื่อดัง ยามเจ้าตัวพบว่าช่างภาพและทีมงานดูจะไม่มีสมาธิเท่าไหร่นัก 

สิบนาทีคือระยะเวลาที่มิคาเอลจะยอมอยู่ที่นี่ ก่อนจะลุกหนีกลับบ้านโดยไม่สนใจอะไรอีก 

เมื่อถูกว่ามาแล้วครั้งหนึ่งแดนก็ไม่กล้าทำอะไรพลาดอีก ทั้งอับอายและหวาดเสียวว่าจะโดนไล่ออก แม้จะถูกออร่าของมิคาเอลแทงทะลุตาจนใจเต้นแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังต้องกัดฟันอดทน ไม่อาจเผลอจับจ้องจนเสียงานเช่นคนอื่น 

“เรียบร้อยครับ!” 

เสียงประกาศก้องของช่างภาพหนุ่มเปรียบเสมือนสัญญาณช่วยชีวิตของทุกคนในกอง มิคาเอลเลื่อนสายตาไปมองนาฬิกาที่ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งนาที ก่อนร่างสูงสง่าจะลุกขึ้นเงียบๆ แล้วเดินออกจากบริเวณนั้นโดยไม่สนใจใครอีกเลย 

ภาพที่ถ่ายออกมาไม่จำเป็นต้องเช็กความเรียบร้อย รักษาเวลาให้ดีก็พอ... นั่นคือสิ่งที่รุ่นพี่เคยเตือนแดนตอนรู้ว่าเขาจะมาถ่ายภาพให้ใคร ตอนนั้นแดนไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเพราะอะไร คำตอบก็คือต่อให้ช่างภาพมือสมัครเล่นเป็นผู้ถ่าย หากนายแบบคือมิคาเอล ไม่ว่าอย่างไรภาพก็ไม่มีทางออกมาดูแย่โดยเด็ดขาด 

ช่างภาพหนุ่มถอนหายใจ ขณะสายตาเบนมองไปรอบกองถ่ายที่ทีมงานต่างพากันทรุดตัวลงนั่งแบะราวกับเหนื่อยเอามากๆ แล้วหันกลับไปมองทางที่มิคาเอลเพิ่งเดินจากไปอีกครั้ง 

“ท่าทางคงมีธุระต่อ” 

ใช่... มิคาเอลมีธุระต่อ แถมยังเป็นธุระที่สำคัญเอามากๆ เสียด้วย 

สำคัญชนิดที่ทำให้เขาลืมเรื่องที่ถูกนินทาไปได้ และสำคัญชนิดที่ถ้าไปไม่ทัน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้จะต้องชดใช้อย่างสาสมเลยทีเดียว 

 

 

 

 

 

 

 

 

มิคาเอลยังคงดูสง่างามในทุกย่างก้าวไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ขอเพียงแค่มีใครสักคนมองเห็นเขา ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเหลียวหลังมองตาม แต่แล้วเมื่อได้สบเข้ากับดวงตาสีเขียวดูดวิญญาณคู่นั้น หากไม่ใช่เป็นลมสลบเพราะความสมบูรณ์แบบก็คงต้องวิ่งหนีไม่คิดชีวิตเพราะหวาดกลัวแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชายหนุ่่มอารมณ์ไม่ดีจนเผลอแผ่รังสีอึมครึมบางอย่างออกมาจากร่าง 

ซึ่งไม่ใช่วันนี้... 

เจ้าของใบหน้าสมบูรณ์แบบไม่แม้แต่จะหันไปสนใจคนที่แอบเมียงมองมาอย่างชื่นชม พอลงจากรถคันหรูที่ขับมาเองด้วยความเร็วเกินหนึ่งร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงปุ๊บก็รีบเดินไวๆ ไปขึ้นลิฟต์ปั๊บ ลักษณะท่าทางภายนอกดูเย็นชาไร้อารมณ์ไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากเจ้าตัวเองคงไม่มีใครรู้เลยว่าภายในใจของเขายามนี้เป็นเช่นไร 

ถ้าให้เปรียบเทียบ... 

อืม สมมติว่ามิคาเอลเป็นเด็กผู้ตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารัก ตอนนี้เขาคงจะฉีกยิ้มกว้างแล้วกระโดดไปกระโดดมาอย่างอารมณ์ดี แต่เพราะหน้าตาไม่ให้เท่าไหร่ อีกทั้งยังไม่ใช่คนแสดงอารมณ์เก่ง นอกจากดวงตาที่ดูวิบวับผิดปกติแล้ว เขาก็ยังดูเหมือนรูปปั้นเทวทูตไร้อารมณ์เดินได้อยู่ดี 

ดวงตาคู่คมตวัดลงมองถุงกระดาษในมือที่ถือโอกาสแวะซื้อก่อนเข้าทำงานเล็กน้อย รอยยิ้มเล็กๆ พลันบังเกิดขึ้นบนมุมปาก แม้จะดูเหมือนตัวโกงไปนิด น่าสยดสยองไปหน่อย แต่สุดท้ายรอยยิ้มนั้นก็ยังฉีกกว้างขึ้นเรื่อยๆ อยู่ดี 

ชายหนุ่มก้าวเท้าเดินไวๆ ออกจากลิฟต์ ตรงไปยังประตูเพนท์เฮ้าส์บนคอนโดชั้นสูงสุดที่มีเจ้าของเพียงผู้เดียว มือหยิบคีย์การ์ดออกมาปลดล็อกประตูอย่างคล่องแคล่วโดยไม่คิดบอกคนที่อยู่ด้านใน เพราะรู้อยู่แล้วว่ายังไงอีกฝ่ายก็ต้องไม่ได้ยินแน่นอน 

ภายในเพนท์เฮ้าส์สุดหรูที่เดินทั้งวันก็ไม่มีเบื่อ มิคาเอลตรงไปวางข้าวของบนเคาน์เตอร์ครัวและหยิบหนึ่งในของที่เพิ่งซื้อมาใหม่ออกจากถุง สวมมันลงบนร่างโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดใดๆ เพราะตอนไปเลือกก็ใช้เวลาอยู่เกือบสิบห้านาที หลังจากนั้นเขาจึงจัดการหยิบวัตถุดิบในการทำอาหารออกมาอย่างคล่องแคล่ว ใช้เวลาไม่นานนัก ข้าวห่อไข่ที่เห็นใครบางคนจับจ้องอยู่นานบนจอทีวีตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นก็เสร็จเรียบร้อยพร้อมเสิร์ฟ 

มิคาเอลวางจานข้าวจานโตที่เยอะเกินกว่าจะกินคนเดียวได้หมดลงบนโต๊ะอาหาร จากนั้นหันไปจ้องมองนาฬิกาแล้วคิดคำนวณการเดินทางของกลิ่นที่จะล่อลวงให้ใครบางคนที่ติดอยู่ในโลกส่วนตัวหันมาสนใจได้เงียบๆ เมื่อได้ข้อสรุปว่าน่าจะใช้เวลาอีกประมาณสิบห้าวินาที เขาจึงลุกขึ้นเดินไปหน้ากระจก จ้องมองสภาพตัวเองแล้วขมวดคิ้วมุ่น จากนั้นก็จัดการทำในสิ่งที่คิดว่าควรทำเงียบๆ 

และในเวลาสิบห้าวินาทีต่อมา ร่างของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นบริเวณบันไดวนเชื่อมระหว่างชั้นหนึ่งกับชั้นสอง 

“ไค” คุณพ่อครัวจำเป็นฉีกยิ้มหวานหยดย้อยเท่าที่ใบหน้าเย็นชาน่ากลัวของตนจะเอื้ออำนวย เมื่อประกอบเข้ากับผ้ากันเปื้อนสีสดใสบนร่างเปลือยเปล่า เนื่องจากเพิ่งถอดเสื้อกับกางเกงทิ้งไปคล้ายอยากยั่วใครบางคนจนเต็มแก่ เขาจึงดูราวกับ...ราวกับ... 

ราวกับอะไรสักอย่างที่ถ้ามีใครมาเห็นเข้าคงกระอักเลือดตายเพราะรับไม่ได้แน่นอน 

“…หอม” 

ยกเว้นไว้คนเดียว 

“รีบมากินเถอะ ฉันทำข้าวห่อไข่ที่ไคอยากกินไว้ให้” 

เจ้าของร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่บนบันไดไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ เพียงแค่ก้าวลงมาอย่างเชื่องช้า เหมือนที่พาเจ้าตัวเดินมาไม่ใช่ขาแต่เป็นวิญญาณและความหิว หากไม่ใช่เพราะใบหน้าคมคายดูดีจนน่าอิจฉา ดวงตาคู่คมสีเทาว่างเปล่าคู่นั้นคงทำให้ใครต่อใครคิดว่าเขาเป็นผีอย่างไม่ต้องสงสัย 

มิคาเอลยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยขณะก้าวเดินไปหา ‘ไค’ อย่างมั่นใจในทุกย่างก้าว แม้ร่างกายจะเปลือยเปล่ามีเพียงผ้ากันเปื้อนผืนน้อยปกปิดส่วนสงวนเอาไว้แบบวับๆ แวมๆ ก็ตาม  

ชายหนุ่มยกมือขึ้นจัดแต่งทรงผมสีดำยุ่งเหยิงของคนที่สูงกว่าเล็กน้อยให้อย่างตั้งใจ แล้วค่อยคว้าแขนแข็งแรงพาตรงไปนั่งที่โต๊ะอาหาร โดยที่คนโดนลากจนชินก็ไม่ได้ขืนแรงหรือปฏิเสธอะไรเลยแม้แต่น้อย 

“วันนี้ฉันกลับมาทำอาหารได้ทันเวลาด้วย”  

“…” ไคยังคงมีสีหน้าว่างเปล่าเหมือนเคย ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปได้ห้าวินาที เขาก็ค่อยๆ พยักหน้าอย่างเอื่อยเฉื่อย 

“เกือบจะได้เวลานอนของไคแล้ว นี่ถ้าฉันกลับมาไม่ทัน ไคก็จะนอนโดยไม่ยอมกินข้าวเย็นอีกแล้วใช่ไหม”  

“…” ยังคงใช้เวลาห้าวินาทีก่อนคนฟังจะพยักหน้าเช่นเคย 

เพราะแบบนี้ไงเขาถึงต้องรีบกลับมา ปกติเวลาไควาดภาพ หากไม่ไปเรียกหรือพาไปทำนั่นทำนี่ อีกฝ่ายก็แทบไม่ยอมขยับไปไหนเลยจนกว่าจะทำงานเสร็จ ถ้ามิคาเอลไปทำงานจนกลับมาไม่ทันลากเจ้าตัวไปกินข้าว คนเฉื่อยชาก็จะนอนมันทั้งอย่างนั้นโดยไม่สนว่าจะหิวหรือไม่หิว  

มิคาเอลถอนหายใจ ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้นแต่เลือกนั่งลงแทน...  

นั่งลงบนตักของไคนะ 

“กินข้าวเถอะ ฉันก็จะกินด้วยเหมือนกัน” 

ฝ่ามืออุ่นร้อนข้างหนึ่งวางลงบนเอวของคนตัวเปลือยอย่างเป็นธรรมชาติคล้ายเป็นสิ่งที่ทำเป็นประจำจนชินไปแล้ว และแม้มิคาเอลจะไม่ได้ตัวเบาหรือตัวเล็กตัวน้อย เรียกได้ว่าเกือบจะเทียบเท่าไคเลยด้วยซ้ำ ทว่าชายหนุ่มก็ยังไม่พูดอะไรออกมานอกจากนั่งทำตาปรืออยู่ดี 

สำหรับอัลฟ่าอย่างไคที่แม้จะขี้เกียจเพียงใดก็ยังโดนมิคาเอลลากไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรองรับน้ำหนักเพียงแค่นี้ไม่ใช่เรื่องลำบากเลยแม้แต่น้อย  

อา...ยกเว้นตอนที่คนบนร่างขยับขยุกขยิกไปมาอย่างตั้งใจนะ 

“เดี๋ยวฉันป้อน” 

มิคาเอลไม่ได้พูดเปล่า แต่ยังดันหัวคนเฉื่อยชาให้พิงลงบนอกตัวเองอย่างตั้งใจ แม้จะหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะเพิ่งนึกได้ว่าน่าจะถอดผ้ากันเปื้อนทิ้งไปเลย ผิวหนังจะได้สัมผัสกันตรงๆ ไม่มีอะไรมาขวางกั้น แต่เนื่องจากทำไม่ทันแล้วเขาจึงได้แต่ทดไว้ในใจ รีบตักข้าวคำแรกป้อนให้ไคที่อ้าปากรออย่างว่าง่ายก่อนเป็นลำดับแรก 

“อร่อยไหม” 

“…” คนฟังเคี้ยวอาหารอย่างเชื่องช้าเหมือนพร้อมหลับได้ทุกเมื่อ แต่สุดท้ายเมื่อผ่านไปได้ห้าวินาทีก็ยังพยักหน้าตอบคำถามเช่นเคย  

มิคาเอลไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจใดๆ แม้ไคจะไม่พูดอะไรออกมา เพราะสำหรับเขาเพียงแค่อีกฝ่ายยอมพยักหน้าส่ายหน้าตอบรับก็เป็นเรื่องที่ทำให้ดีใจมากพอแล้ว คนที่ปกติไม่สนใจด้วยซ้ำว่าใครจะพูดอะไรกลับยินยอมรับฟังและตอบคำถามของเขาเป็นครั้งคราว ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็พิเศษกว่าคนอื่นอย่างไม่ต้องสงสัย  

คิดแบบนั้นแล้วก็เผลอบดเบียดร่างกายเปลือยเปล่าเข้าหาอัลฟ่าด้วยกันอย่างไร้ซึ่งความอายใดๆ มือที่ผลัดป้อนทั้งตัวเองและไคโดยใช้ช้อนเดียวกันยังคงทำหน้าที่ต่อไปแม้ในหัวจะคิดถึงเรื่องมากมายเป็นร้อยเป็นพัน 

แต่กินจนอาหารหมดจานแล้วคนเฉื่อยชาก็ยังเฉื่อยชาอยู่เหมือนเดิม 

“ไค ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ” มิคาเอลก้มลงมองเรือนร่างสมบูรณ์แบบ...และแข็งแรงสมเป็นอัลฟ่าชั้นสูงที่อยู่เหนือผู้คนมากมายของตัวเองอย่างเป็นกังวล “หรือฉันยังสมบูรณ์แบบไม่พอ” 

“…” 

“อยากให้ฉันลดน้ำหนักลงหน่อยไหม ถ้าทำแบบนั้นไคจะมีอารมณ์มากขึ้นหรือเปล่า” 

“...” ไครับฟังถ้อยคำน่าอายสำหรับคนอื่นที่ไม่ใช่เขากับตัวคนพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ผ่านไปได้ห้าวินาทีเขาจึงส่ายหน้าน้อยๆ จนแทบสังเกตไม่เห็น ทว่าเมื่อผู้ที่จ้องมองอยู่คือมิคาเอล ไม่มีทางเลยที่การแสดงออกใดๆ ก็ตามของเขาจะถูกมองข้าม 

“แสดงว่าแบบนี้ดีแล้วใช่ไหม” สีหน้ามิคาเอลดูดีขึ้นเล็กน้อย ซ้ำคนสมบูรณ์แบบผู้หลงตัวเองไม่แพ้คนนอกหลงยังยกมือขึ้นเสยผมนุ่มสลวยแสนโดดเด่นอย่างเป็นธรรมชาติ ดวงตาสีเขียวสว่างจ้าปรายมองไคอย่าง...ยั่วยวน ชนิดที่ถ้าคนอื่นๆ มาเห็นเข้าคงมีเสียวสันหลังวาบกลัวถูกเชือดทิ้ง  

โชคดีที่เป็นไค... ไคที่แค่พยักหน้าหนึ่งครั้งแล้วทำหน้าตายไม่พูดอะไรอีกเลย 

“อืม...ไคคงเหนื่อยเกินไปสินะ”  

“…” 

“ฉันบอกแล้วว่าไคไม่ต้องวาดรูปขายก็ได้ อยู่เฉยๆ ใช้เงินไปอย่างเดียวก็พอแล้วแท้ๆ ทำแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะมีเวลาตอนกลางคืนมาอยู่ด้วยกันล่ะ ฉันกลับมาไคก็เหนื่อยจนง่วงทุกที” มิคาเอลมองท่าทีของคนข้างกายเพียงแวบเดียวก็พูดตอบอย่างรู้ใจ “ฉันรู้ว่าไคชอบวาดรูป แต่แค่วาดเฉยๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องขายต้องหาเงินอะไรเลย แค่เงินที่ฉันหามาก็ใช้ไม่หมดอยู่แล้ว” 

“…ที่นี่” 

“คอนโดนี่ฉันซื้อก็จริง แต่เป็นชื่อไคแล้ว เพราะงั้นไคย่อมเป็นเจ้าของ ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องนี้อีก เงินทุกบาทของฉันไคใช้ได้ทั้งหมด” 

“…” 

“ฉันไม่ได้ถามความเห็น แค่พูดให้รับรู้เอาไว้” พูดมาถึงประโยคนี้คนที่แปลภาษาและท่าทางของมนุษย์ต่างดาวออกก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่คมมีประกายเย็นวาบวาดผ่านไปชั่วขณะ ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีก็กลับไปเป็นเช่นเดิมอย่างรวดเร็ว “ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจพูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้น” 

ไคกะพริบตาปรือปรอยของตัวเองโดยไม่ได้ตอบรับอะไร ท่าทางยังคงเฉื่อยชาเหมือนไม่ได้ใส่ใจเลยด้วยซ้ำ แต่กลายเป็นมิคาเอลเสียเองที่รู้สึกผิดจนทำอะไรไม่ถูก ทั้งลูบหัวลูบแผ่นหลังกว้างเหมือนจะขอโทษไม่ยอมหยุด สุดท้ายก็ได้แต่หูลู่อย่างหงอยเหงายามพบว่าไคไม่ยอมพูดคุยหรือแสดงความรู้สึกใดๆ อีกเลย 

“ไค…” 

มิคาเอลไม่ใช่คนพูดเก่ง... ไม่ใช่เลยสักนิด 

ทว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คู่สนทนาคนนั้นคือไคที่พูดไม่เก่งยิ่งกว่า เขามักจะกลายเป็นคนพูดมากไปในทันที และครั้งนี้เองก็เช่นกัน... 

กว่าจะรู้ตัวว่าคนที่นั่งทับอยู่หลับสนิทไปเรียบร้อยแล้ว มิคาเอลผู้พูดไม่เก่งก็คอแหบคอแห้งไปหมด แต่แทนที่จะหงุดหงิดเมื่อได้รู้ความจริงว่าไคไม่ได้ฟังเขาพูดเลย ชายหนุ่มกลับยกยิ้มเอ็นดู ค่อยๆ ลุกขึ้นจากตักนุ่มนิ่มของคนตัวโตช้าๆ ไม่ให้เจ้าของร่างรู้สึกตัว และหลังจากนั้น... 

เขาก็ปาผ้ากันเปื้อนบนตัวทิ้ง โน้มตัวลงไปจัดท่า แบกไคที่ตัวใหญ่กว่าขึ้นหลังแล้วพาตรงไปยังห้องนอนด้วยความไวแสง หลังวางตัวอีกคนลงบนเตียงอย่างอ่อนโยนก็รีบทิ้งตัวลงด้านข้าง นอนทับแขนแข็งแรงและซุกอกแกร่งของคนหลับอย่างสบายใจเหมือนเช่นทุกวัน 

ช่วงเวลาที่มีความสุขแบบนี้... ขออย่าให้มีใครมารบกวนเลย 

เสี้ยววินาทีที่คิดเรื่องไม่น่าอภิรมย์ ดวงตาสีเขียวเย็นชาพลันเปล่งประกายแหลมคม ความคิดบางอย่างผุดวาบขึ้นในใจอย่างอดไม่ได้เมื่อนึกถึงเรื่องราวเก่าๆ ในอดีต 

อย่าได้บังอาจเชียว... 

อย่าได้บังอาจมาทำลายความสุขของเขา 

เพราะแม้กาลเวลาจะผ่านมานานเพียงใด ต่อให้เปลี่ยนแปลงไปเพราะคนคนหนึ่งมากมายขนาดไหน แต่หากใครคิดบังอาจมายุ่มย่ามกับไคของเขา 

มิคาเอลคนนี้ก็ยังกลับไปเป็นมิคาเอลคนเดิมได้ทุกเวลา 

...และเชื่อเถอะว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย 

 

 

-------------------- 

 

 

 

คำเตือน : พี่มิอยากเป็นเมีย ห้ามบอกว่าจะให้พี่เป็นผัว พี่ไม่ชอบ

 

ติดแท็ก #เทวดาหลงไค 

 

ช่องทางการติดตาม  

FB : Chesshire.

Twitter: @Chesshire04

ความคิดเห็น