Butterfly 8ffect

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : White Lily :: Ten :: 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 349

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มิ.ย. 2562 14:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
White Lily :: Ten :: 100%
แบบอักษร

 

 

White Lily  

:: Ten :: 

 

  

            คริสใช้ความพยายามอย่างมากในการคุมรถไม่ให้ไถลลงไปข้างทาง แต่ล้อที่ยางถูกยิงจนบิดเบี้ยวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำแบบนั้น สุดท้ายคริสชะลอรถลงให้เกิดแรงปะทะน้อยที่สุด โชคดีที่ไม่ไกลนักเป็นทางริมแม่น้ำที่เนินถุงทรายกองเป็นเนินสูง อย่างน้อยมันก็ดีกว่าหยุดรถด้วยการปะทะกับต้นไม้ 

  

            ปึง! 

  

            รถกระชากตัว แต่ก็ไม่ได้รุนแรงกว่าปกติมากนักเพราะรถที่ชะลอความเร็วมาได้ตลอดทาง ทว่าต่อให้คิดหาเหตุผลสนับสนุนแค่ไหน คริสก็ยังรู้สึกว่าการที่ตนสามารถหยุดรถลงข้างทางได้โดยไม่มีอาการบาดเจ็บหนักหรือเลือดตกยางออกตรงไหนนั้นมันโชคดีราวกับปาฏิหาริย์ 

  

           "รีบออกไปกันเถอะ พวกมันต้องไล่ตามมาแน่ ไหวไหม" คริสช่วยปลดเข็มขัดให้กับร่างน้อย จับแตะตรวจสอบดูร่างกายนุ่มนิ่ม อี้ชิงส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่ต้องกังวล แม้จะยังมึนงงและใจเต้นกับความตระหนกที่เผชิญแต่ก็ไม่ได้แย่มากขนาดนั้น 

  

            อี้ชิงคว้าของจำเป็นยามที่ปีนป่ายออกจากรถมือเป็นระวิง 

  

           "..." เสียงรถดังเข้ามาใกล้ และมีความเป็นไปได้สูงมากที่มันจะเป็นพวกที่ไล่ตามล่ามา อี้ชิงรีบมองหน้าคนตัวโตด้วยความตกใจ คริสกัดฟันตัวเองแน่น ถึงเขามีปืนแต่พวกนั้นคนเยอะกว่า ไม่คริสไม่อยากเสี่ยง 

  

            ไม่อยากให้อี้ชิงเสี่ยง 

  

           "ผมว่าคงมีทางเดียว" ลิลลี่แห่งสกุลหยินร้องบอกและเราคิดตรงกัน ดูเป็นหนทางที่รอดยากพอ ๆ กับทางอื่น ทว่าก็ยังดีกว่าบ้างแม้เล็กน้อยก็ตาม 

  

  

            ตู้ม! 

  

            เสียงน้ำแตกกระเซ็นโครมใหญ่ทำให้ฝีเท้าที่ไร้ทิศทางรีบกรูตามมาดู เสื้อสูทสีเทาที่ลอยขึ้นผิวน้ำบางส่วนเหมือนชี้ฟ้องถึงการดำน้ำได้ยังไม่ลึกพอ ชายฉกรรจ์ทั้งสามคนรัวกระสุนตรงไปที่ตำแหน่งเสื้อซึ่งกำลังลอยตามกระแสน้ำเชี่ยวกราดของแม่น้ำห่างออกไป 

  

            ยิงไปหลายนัดเพื่อจบงาน แต่เมื่อจดจ่อมองตามแล้วไม่เห็นเวิ้งเลือดแดงฉานไหลตามน้ำมาเลยแม้แต่น้อยก็ทำให้ยิ่งเคืองโกรธ 

  

           "เวรเอ๊ย !" ชายที่เป็นหัวหน้าของงานครั้งนี้สบถอย่างหัวเสียเมื่อถูกหลอกให้ยิงเสื้อเปล่าอยู่หลายวินาที รีบพาลูกน้องย้อนกลับมาที่รถราคาแพงของทายาทสกุลอู๋ 

  

            จดจ้องมองพิรุธใหม่ทั้งหมดแล้วก็ยิ่งหงุดหงิดใจ นอกจากถนนกับแม่น้ำรอบด้านนี้เป็นป่าทั้งหมด ไม่ได้ทึบจนเดินเท้าเข้าไปไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้โปร่งจนมองเห็นจากระยะไกลได้ด้วยตาเปล่า 

  

          ปัง ปัง ปัง 

  

            ปืนในมือลั่นใส่ยางรถอีกสามเส้นทันที ทั้งระบายอารมณ์โกรธทั้งตัดกำลังไม่ให้รถนี้ใช้งานได้ต่อไป 

  

           "แยกกันไปคนละทาง กูไม่เชื่อหรอกว่าเราจะวิ่งตามมันไม่ทัน" ชายหนุ่มตัวสูงผิวขาวเหลืองเร่งสั่งลูกน้องเสียงดังก่อนวิ่งไปในป่าด้านซ้าย อีกคนไปป่าด้านขวา ส่วนอีกคนกลับขึ้นไปบนถนนเพื่อวิ่งตามล่า 

  

            ทว่าที่ซ่อนตัวที่ดีที่สุดก็คือที่ที่อันตรายที่สุด 

  

            แม้รอบข้างจะเต็มไปด้วยน้ำแต่มันก็ใสมากพอที่จะทำให้อี้ชิงมองเห็นคนตรงหน้าตัวเอง ท่ามกลางสายน้ำที่จำต้องกดตัวให้อยู่ใต้นี้ได้นานที่สุดจนกว่าคนร้ายพวกนั้นจะหลงอุบายไล่ตามเสื้อสูทไป พอพวกนั้นคิดว่าถูกหลอกให้สนใจในน้ำ เพราะจะหนีไปบนบก ก็จะตามพวกเขาแต่บนผิวดิน เป็นอุบายซ้อนอุบาย 

  

            ทำให้ทั้งคู่ต้องจับมือดึงกันไว้ไม่ให้พ้นน้ำขึ้นไป 

  

            เสียงปืนหลายนัดดังมากพอจะได้ยินแม้อยู่ใต้น้ำ 

  

            หลังเสียงปืนเงียบลงแต่ก็ยังไม่อาจไว้ใจให้ถีบตัวขึ้นสู่ผิวน้ำได้ ทว่าเราทั้งคู่ก็ขาดอากาศมานานพอสมควร 

  

            อี้ชิงรู้สึกว่าตัวเองพอทนไหว เขาฝึกทักษะแปลก ๆ ในช่วงสองปีหลังมาหลายอย่าง มันมีขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเรื่องบนเตียง และหนึ่งในนั้นคือการกลั้นหายใจใต้น้ำที่ตนได้อันดับหนึ่งมาครอบครอง แม้นายแม่กับคุณแม่ไม่บอกแต่อี้ชิงเดากับน้อง ๆ ว่า มันมีเพื่อให้จูบได้ยาวนานในหนึ่งช่วงการกลั้นหายใจ 

  

            แต่ชายตัวสูงตรงหน้าเขาเริ่มจะมีสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก อี้ชิงถีบเท้าเข้าไปหาคริสมากขึ้น ฝ่ายนั้นรีบกระชับแขนยาวกอดร่างน้อยไว้ด้วยความวิตกกังวลว่าจะเป็นอันตรายหรือเปล่า 

  

            ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นเหนือความคาดหมายของคริสมากพอดู 

  

            เมื่อมือขาวดึงจับใบหน้าของคริสไว้ ริมฝีปากเต่งบางของอี้ชิงแตะประกบกับริมฝีปากหยักของชายหนุ่ม  แลกเปลี่ยนอากาศให้กันใต้ผิวน้ำ    

  

เฮือก 

  

            ทั้งสองร่างถีบตัวขึ้นมาสู่ผิวน้ำ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดแทนที่ถูกใช้ไปตอนอยู่ใต้น้ำ คริสกวาดตามองรอบตัว การที่ไม่มีกระสุนสาดใส่ตัวตอนนี้ บอกได้ดีว่าแผนของตนนั้นล่อพวกมันออกไปได้สำเร็จ 

  

           "มาเถอะ ลิลลี่" คริสร้องบอก แขนยาวเกี่ยวดึงร่างน้อยไว้ อาศัยแรงของทิศทางน้ำและแรงว่ายของตัวเอง ดึงตัวข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำที่เต็มไปด้วยไม้ยืนต้นแน่นขนัดไม่แพ้กัน 

  

            สองร่างรีบจ้ำเดินเข้าไปด้านในใช้ต้นไม้อำพรางตัว 

  

  

  

           "มือถือกันน้ำ หึ ดับไปละ" คริสพึมพำเสียงรำคาญใจ 

  

           "แต่ก่อนมันจะดับฉันส่งตำแหน่งของเราให้จงเหรินแล้ว น่าจะส่งไปถึงทันอยู่ แต่ยังไงเราก็คงต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน" พอจ้ำเดินเข้ามาในป่าได้ลึกมากพอคริสก็เริ่มเดินช้าลง และเมื่อเจอจุดร่มเงาดูไม่อันตรายเช่นตรงที่ยืนอยู่ก็หยุดจัดการกับน้ำบนตัว 

  

           "ถ้าฉันจำไม่ผิด และขอให้โชคดีจำไม่ผิดเถอะ ปลายแม่น้ำนี่ตัดผ่านเขตโรงงานที่5 ถ้าเราเดินไปถูกทาง ก็จะไปถึงเขตโรงงานของสกุลอู๋ได้" คริสอธิบายเพิ่มเติมให้อี้ชิงได้เบาใจมากขึ้น ขณะที่มือหนาเทน้ำออกจากรองเท้าหนังของตัวเอง อี้ชิงก็ทำเช่นกันกับรองเท้าผ้าใบของตน 

  

           "ครับ ผมเชื่อคุณคริส" น้ำเสียงนุ่มเอ่ยสนับสนุนให้คริสได้มั่นใจมากขึ้น มือน้อยถอดกระเป๋าเป้ใบโปรดที่เคยมัดยึดไว้กับตัวออกมาสะบัดน้ำ ดูแล้วคงหนักเอาการเมื่อเปียกแบบนั้น 

  

           "ผมสะพายมันได้นะครับ" คนตัวเล็กกว่าร้องบอกเมื่อมือหนาดึงเป้ไปสะพายขึ้นหลังให้ 

  

           "ฉันว่าเป้ใบนี้ต้องเบากว่าลูกเราในท้องนาย" คริสอธิบายเหตุผลที่ข้าง ๆ คู ๆ มีอย่างที่ไหนที่ทารกในครรภ์มารดาอายุราว 16 สัปดาห์จะหนักกว่ากระเป๋าเป้ใบเขื่องได้ 

  

           "ขอบคุณครับ" แต่ถึงแบบนั้นอี้ชิงก็ยอมแพ้ไม่ดื้อเถียงต่อ สิ่งที่หนักกว่าแน่ ๆ ไม่ใช่น้ำหนักกระเป๋า แต่เป็นน้ำหนักในการรับผิดชอบ มือน้อยแตะแนบท้องตัวเอง ช่วงเวลานี้หนักหนาไม่น้อยสำหรับคนท้อง ทว่าอี้ชิงก็เชื่อมั่นในร่างกายของตัวเอง เชื่อมั่นในสายเลือดสกุลหยินที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง 

  

            อี้ชิงเชื่ออย่างที่สุดในโชคดีของทายาทสกุลหยินที่จะช่วยเกื้อกูลสกุลอู๋ ...เพราะฉะนั้นอี้ชิงจะไม่มัวกังวล 

  

            จะไม่ทำอะไรให้พ่อของลูกวิตกยิ่งขึ้นในสถานการณ์นี้ 

  

            "ถ้าเดินไม่ทันรีบบอกฉันนะอี้ชิง" คริสหันมาบอกร่างน้อยข้างตัว ใบหน้าขาวจัดนั้นยังเปียกชื้นไปจนถึงเส้นผมสีดำขลับ ตัดกับริมฝีปากเต่งสวยที่แดงจัดของลิลลี่ 

  

            มันทำให้คริสนึกถึงจูบใต้น้ำเมื่อไม่กี่นาทีก่อน 

  

            แม้จะเป็นวินาทีแห่งความเป็นความตาย และเป็นการกระทำแสนใจดีเพื่อช่วยเหลือประคองชีวิตกันและกันแต่คริสก็ยังรู้สึกถึงความอบอุ่นของหยิน อี้ชิงได้เป็นอย่างดีท่ามกลางสายน้ำ 

  

            ริมฝีปากหวาน ๆ 

  

            จูบแรกหลังจากค่ำคืนเลวร้ายนั้น 

  

            การใกล้ชิดกันมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเรา โดยที่อี้ชิงเป็นผู้เริ่มทำมันก่อน 

  

            อี้ชิงทำไมถึงได้ใจดีขนาดนี้กัน คริสได้แต่นึกถามตัวเอง 

  

           "อ๊ะ" เสียงหวานร้องอุทานเมื่อลื่นยามเหยียบมอสบนรากไม้ แขนยาวรีบเกี่ยวรั้งดึงร่างน้อยเอาไว้ คริสรู้สึกได้ว่าอี้ชิงตัวเกร็งจัด ไม่รู้เช่นกันว่ากลัวล้ม หรือกลัวคริสกันแน่ 

  

           "ขอโทษที่เดินไม่ดีครับ" อี้ชิงบอกเสียงแผ่ว นึกดุตัวเองว่าไหนจะไม่ทำตัวเป็นภาระเดินได้ไม่กี่ก้าวจะมาล้มได้ยังไง แต่คิดต่อว่าตัวเองอยู่ในใจได้ไม่นานสีหน้ากังวลของลิลลี่ก็ฉายแววแปลกใจ เมื่อเห็นมือหนาใหญ่ยื่นมาตรงหน้า 

  

           "ถ้ากลัวล้มอีกก็จับไว้ เพราะฉันจะไม่ยอมให้นายล้มแน่" 

  

            แม้จะตัวเย็น จากความเปียกชื้น แต่ทว่าในใจกลับรู้สึกอุ่นเมื่อสองฝ่ามือจับกระชับกัน 

  

           "ขอบคุณนะครับ" อี้ชิงมอบยิ้มบาง ๆ ให้ ยิ้มที่คริสบอกตัวเองว่าเขาจะละเว้นการลงโทษตัวเองชั่วคราวและดื่มด่ำกับความใจดีของอี้ชิงให้มากที่สุด 

            

  

            การเดินในป่ารอบข้างซึ่งค่อนข้างโปร่งโล่งนั้นไม่ยากเท่ากับที่อี้ชิงคาดคิดไว้ อาจเพราะว่ามีคนที่พอรู้ทางเดินนำและคอยใส่ใจอยู่ตลอดก็เป็นได้ โชคดีที่วันนี้มีแดดมากพอให้ชุดที่ทั้งคู่ใส่แห้งเกือบสนิท แต่ก็ไม่ร้อนจัดจนทำให้เป็นลมสิ้นแรง 

  

            ทว่าแม้จะมั่นใจได้ว่าวางอุบายล่อคนร้ายให้ตามไปผิดทางแล้ว แต่ทั้งคริสและอี้ชิงก็ยังคอยสาดส่องสายตามองรอบตัวด้วยความระวัง 

  

           "คุณคริสดูคุ้นทางนะครับ" ร่างน้อยเอ่ยถามเมื่อถึงทางแยกของเส้นการเดินที่หญ้าหายเป็นช่องคล้ายถนน แล้วคริสก็เลือกเดินไปทางขวาอย่างไม่ลังเล 

  

           "ฉันค่อนข้างแน่ใจว่าข้างหลังนี่เป็นเขตป่าชดเชยที่สกุลอู๋ปลูกไว้ ถ้าเราคอยมองก็จะเห็นยอดสูงของเสาโรงงานเขตที่ห้า เรากำลังตรงไปที่นั่น แต่เขตที่ห้าเป็นโรงงานเขตที่กว้างที่สุด พื้นที่ทั้งหมดปลูกต้นไม้เพื่อรอตัดแถมยังติดกับป่ารอบนอก เราคงจะต้องเดินกันอีกพอสมควรเพื่อข้ามเข้าไปตรงที่มีคนงานพลุกพล่าน" คริสบอกไปก็คอยมองร่างน้อยที่เดินอยู่ข้าง ๆ ตัวเอง ตอนนี้ผิวขาว ๆ ของอี้ชิงเจือเลือดฟาดโดยเฉพาะแก้ม 

  

            แม้ไม่เคยเห็นอี้ชิงออกกำลังกายหนักอะไรนักช่วงที่อยู่ด้วยกัน แต่ดูแล้วสกุลหยินก็คงมีกิจกรรมให้ทำอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ว่าจะดูล้า ดูเหนื่อยแต่ร่างน้อยก็ยังจ้ำเดินได้ไม่บ่น 

  

            หรือไม่ก็แค่อดทนเก่ง ใจเย็น อย่างที่ลิลลี่เป็นมาเสมอ 

  

           "เหนื่อยหรือยัง พักก่อนได้นะ" คริสหยุดเดินตอนที่ถาม แต่อี้ชิงก็แค่ยิ้มแล้วส่ายหน้า 

  

           "ผมยังไหว ในกระเป๋ามีน้ำนะครับ ผมติดตัวไว้เผื่อกินยา คุณคริสเอาออกมาดื่มได้" อี้ชิงชี้ไปที่เป้ใบโตของตัวเองบนหลังทายาทสกุลอู๋ กระเป๋านี้มีน้ำหนักพอสมควรแต่คริสก็ลืมนึกถึงมันไปเลย 

  

            มือหนาเกี่ยวกระเป๋าออกมาเปิด มันเป็นกระเป๋าที่บุกันน้ำแต่ด้านในก็แฉะพอตัว มีของเต็มไปหมดแต่จัดแยกด้วยกระเป๋าพลาสติกใสใบเล็กอย่างมีสัดส่วน มียาสามัญประจำบ้าน มีถุงยาจากโรงพยาบาล มีกระดาษชำระ สมุดโน้ต ชุดเครื่องเขียน กระทั่งชุดตัดเย็บ คริสมองด้วยสายตาทึ่งปนขัน มือหนาหยิบขวดน้ำยื่นให้ร่างน้อย 

  

           "นายกินก่อน" เสียงเข้มสำทับตามเมื่อคนตัวขาวไม่ยอมคว้าขวดในมือตน 

  

           "ดีมาก" คริสลูบผมอี้ชิงอย่างตามใจตัวเองเมื่อเห็นอีกฝ่ายรับขวดน้ำไปดื่ม อี้ชิงดูชะงักไปเล็กน้อยแต่ไม่ได้ว่าอะไร มือใหญ่ก็เลยชะงักไปเหมือนกัน คริสไม่รู้ว่าจะลูบต่อตามใจตัวเอง หรือจะชักคืนมาดี สุดท้ายคริสก็ดึงมือคืนมาปัดผมที่ตกละใบหน้าตัวเองแก้เก้อ 

  

           "แล้วพกของแน่นกระเป๋าแบบนี้ตลอดเลยเหรอ" คริสถามเรื่อยเปื่อย รับน้ำมาจิบนิดหน่อยก่อนจะเก็บใส่กระเป๋าที่เดิมเผื่อฉุกเฉิน 

  

           "ครับ ผมมีน้องตั้งหกคน ลืมคนละอย่างสอง ก็ต้องคอยเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่เด็กแล้วครับ สะพายจนชิน" 

  

           "สะพายกระเป๋าหนักแบบนี้แต่เด็กเลยสินะ ถึงว่าได้ตัวแค่นี้" คริสเปรยกึ่งล้อคล้ายปกติก่อนจะเข้าสู่ช่วงลงโทษตัวเอง อี้ชิงค้อนมองอย่างไม่รู้ตัว 

  

           "ผมกับน้อง ๆ ก็ตัวสูงพอกันหมดนะครับ ไม่เกี่ยวกับกระเป๋าเสียหน่อย" อี้ชิงอธิบายจนปากมุ่ยน้อย ๆ ดูราวกับเป็นเด็กต่างจากปกติที่ได้เห็น เป็นครั้งแรกเลยก็ได้ที่คริสเห็นอี้ชิงดูเหมือนอายุสิบแปดตามอายุจริง ๆ ของเจ้าตัว 

  

            คิดแล้วมันอดจะทำให้คริสยิ้มกว้างออกมาไม่ได้ 

  

           "งั้นต่อไปฉันจะช่วยสะพายกระเป๋าให้แทนแล้วกัน ลิลลี่จะได้โตไว ๆ" คริสเอ่ยปากบอก เป็นคำรับปากถึงวันพรุ่งนี้ อนาคตที่จะมีร่วมกัน 

  

            อี้ชิงไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แต่แค่ยิ้มให้ ทว่าครั้งนี้ยิ้มหวานจนตาหยี ยิ้มที่หวานเสียยิ่งกว่าปกติเพราะรับมุขขบขัน ยิ้มที่อยากจะยิ้ม คนมองเลยรู้สึกชุ่มชื่นใจเป็นพิเศษ 

  

            หากไม่นับว่ามีคนกำลังไล่ตามเราเพราะอยากให้ตาย คริสชอบช่วงเวลานี้มากเหลือเกิน 

  

 

  

 

            หยาดฝนที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าแม้จะมีกิ่งไม้ใบไม้คอยป้องกันให้ ทว่าสำหรับฝนที่ตกหนักจนหนาทึบแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้านั้นร่มจากธรรมชาติไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก 

 

            ทั้งคริสและอี้ชิงต่างเปียกโชกไม่ต่างจากตอนที่จมลึกอยู่ใต้น้ำ ทว่าอาจจะพอมีโชคอยู่บ้าง เมื่อเดินฝ่าฝนมาได้ไม่มากก็เจอกับสิ่งปลูกสร้างขนาดเล็กเป็นบ้านที่มั่นคงพอจะต้านฝนให้หลบพักได้ 

 

           "ดีจังเลยที่เจอที่นี่ แต่ทำไมตรงนี้ถึงมีบ้านพักสร้างอยู่ล่ะครับ" อี้ชิงถามเสียงสั่นเพราะความหนาว สองแขนกอดตัวเอง ดวงตาเรียวกวาดมองไปทั่วชานหน้าบ้านซึ่งมีหลังคายื่นออกคลุม จนตนมายืนหลบฝนอยู่ 

 

            แกรก 

 

            ประตูบ้านเปิดออกจากกุญแจที่คริสหยิบออกมาจากใต้พื้น ในจังหวะเดียวกับที่อี้ชิงมองเห็นสัญลักษณ์ของสกุลอู๋เหนือบานประตู ตราแบบเดียวกับรอยสักบนข้อมือของอู๋ อี้ฟาน 

 

           "บ้านพวกนี้เป็นสถานีป้องกันน้ำป่าของสกุลอู๋น่ะ เพราะเขตโรงงานนี้อยู่ติดกับป่าและภูเขา เลยมีสถานีตั้งอยู่ตรงริมสุดเขตพื้นที่โรงงานห่างกันทุกสองกิโล คอยเฝ้าระวังน้ำป่าหลากตอนหน้าฝนหรือมีพายุเข้า แต่ช่วงนี้ไม่ใช่ก็เลยปิดไว้ไม่มีใครอยู่" คริสอธิบายไปก็เดินสำรวจในบ้านหลังเล็ก ๆ นี้อย่างระแวดระวัง กระชับปืนในมือแน่น เมื่อแน่ใจว่าในบ้านไม่มีใครจริง ๆ ก็ผ่อนคลายมากขึ้น 

 

            อี้ชิงกวาดสายตามองรอบ ๆ บ้านนี้มีแค่ห้องเดียว คือห้องโถงโล่งมีเตียงวางไว้มุมซ้าย มุมขวาตู้โลหะสองใบใหญ่ และโต๊ะอีกตัวที่มีอุปกรณ์แปลกตาวางอยู่หลายชิ้น คงเกี่ยวกับการเฝ้าระวังภัยในป่า ทางด้านหลังมีห้องเล็ก ๆ เป็นห้องน้ำ 

 

            อากาศในห้องอุ่นมากขึ้นเมื่อคริสเปิดเครื่องฮีทเตอร์ 

 

           "ฉันเจอสองชุด กลิ่นเหม็นของเก่าเก็บหน่อยนะ มันตัวใหญ่ไปสำหรับนายแต่คงดีกว่าตัวชื้น" คริสยื่นห่อเสื้อผ้าให้ อี้ชิงเอ่ยขอบคุณรับชุดมาอย่างไม่มีปัญหา 

 

           "แต่เสียดายนะ ถ้าเดินเท้าเข้าไปข้างในอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็คงจะเจอคนของโรงงานสกุลอู๋แล้ว แต่ฝนมาตกก่อน" คริสเปรยขึ้นมา เขาอยากพาอี้ชิงไปโรงพยาบาลจะได้สบายใจมากขึ้น 

 

           "สงสัยจะเป็นฝนหลงฤดูมั้งครับ" อี้ชิงหันไปมองสายฝนที่ยังตกลงมาจนหน้าต่างทึบฝ้า มองฝนที่จู่ ๆ ก็ตกลงมาเช่นนี้ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนชุดของตัวเอง 

 

 

 

           "เวรเอ๊ย!" เสียงสบถดังลั่นแต่ก็เหมือนเสียงกระซิบท่ามกลางสายฝนโหมกระหน่ำมืดฟ้ามัวดินแบบนี้ 

 

            อย่าว่าแต่รอยเท้าบนพื้นเลย ตอนนี้แม้แต่ทางถนนข้างหน้ายังมองไม่เห็นเสียด้วยซ้ำ ชายผิวขาวเหลืองตัวสูงใหญ่บีบปืนในมือของตัวเองด้วยความคับแค้นใจ 

 

            ตนตามหาทายาทสกุลอู๋ไม่เจอจนย้อนกลับไปที่รถมันอีกครั้ง รถคันหรูยังจอดนิ่งที่เดิม แต่ตนเห็นรอยปีนและเหยียบตลิ่งจนผิดรูปของแม่น้ำฝั่งตรงข้าม นึกเจ็บใจที่ถูกมันหลอกซ้ำซากแต่ก็รีบว่ายน้ำข้ามมาแล้วตามต่อ 

 

            อู๋ อี้ฟานมีคนมากับมันด้วย และทั้งคู่เดินนวยนาดกันในป่าฝั่งนี้อย่างไม่คิดจะผิดซ่อนรอยเท้า คงไม่นึกว่าเขากับลูกน้องจะตามมาได้ล่ะสิ เขาเร่งเดินตามรอยเท้ามันไป 

 

            ใช้เวลาพอสมควร แต่ในที่สุดก็ตามทันจนได้ยินเสียงคุยกันอยู่ข้างหน้า อีกแค่ไม่กี่นาทีก็จะเก็บมันได้แล้วแท้ ๆ ฝนห่าเหวนี่ก็ตกลงมาอย่างหนักแค่ไม่กี่วินาทีรอบตัวเขาก็เหมือนถูกจับทุ่มลงแม่น้ำ รอยเท้าที่จะใช้ตามก็โดนน้ำฝนชะล้างไปจนหมด 

            หูไม่ได้ยินอะไร ตาก็มองไม่เห็นรอบข้าง 

 

            ซวยฉิบหาย ห่าเหวอะไรวะเนี่ย 

 

            ทั้งโมโห ทั้งสบถ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่างนอกจากต้องวิ่งหาเพิง หรือช่องตามธรรมชาติที่จะหลบฝนจนกว่าฝนจะหยุดเพื่อสะสางงานของตนต่อ 

 

 

 

           "ขอบคุณครับ" อี้ชิงเอ่ยบอกเมื่อคนตัวสูงยื่นถ้วยกระดาษของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาให้ ที่นี่มีแค่อาหารแห้งที่เหลือจากการใช้งานสถานที่นี้ครั้งล่าสุด และสิ่งที่ดูจะกินได้มากที่สุดก็คงเป็นสิ่งนี้ 

 

            คริสนั่งลงบนพื้นตรงผ้าที่อี้ชิงเอาลงมาปูรองนั่ง เราเลือกนั่งหันหน้าเข้าประตูเผื่อเกิดอะไรไม่ชอบมาพากลจะได้ไหวตัวทัน 

 

            คริสเป่าเส้นบะหมี่รสชาติทั่วไปก่อนเอาเข้าปาก คริสโชคดีที่ชุดเครื่องแบบทั่วไปของสกุลอู๋นั้นตนสามารถใส่ได้พอดี มีแค่ขากางเกงสั้นเต่อไปหน่อยเท่านั้น 

 

            ดวงตาเรียวคมหันไปมองร่างน้อยที่สวมเครื่องแบบสีแดงเข้มแบบเดียวกับบนตัวคริส แต่มันโคร่งจนต้องพับแขนเสื้อหลายชั้นถึงจะเห็นข้อมือขาว กางเกงเองก็เป็นแบบนั้นขาพับขึ้นมาสามทบได้ มันคงหลวมมากอี้ชิงถึงได้เอาเชือกมัดไว้ตรงเอวจนลู่ยับ 

 

            คริสอยากบอกว่าไม่ต้องใส่กางเกงก็ได้ แต่คิดดูแล้วอี้ชิงใส่ไว้แบบนั้นก็ดีแล้ว ดีแล้วล่ะ 

 

           "คุณคริสหยิบกระเป๋าให้หน่อยครับ" คนตัวขาวร้องขอเมื่อกินอาหารเสร็จ มือน้อยเปิดหาของทันทีเมื่อคริสส่งกระเป๋ามาให้ ถุงใสใส่ซองยาถูกดึงออกมา เนื่องจากอยู่ในถุงพลาสติกหลายชั้น ตัวยาจึงยังปลอดภัยดี 

 

           "โชคดีจังเลยที่ยาไม่เปียก" อี้ชิงพึมพำก่อนจะจัดการกับยาบำรุงครรภ์ในมือ ก่อนจะนึกได้ว่าคริสไม่ค่อยชอบและไม่เชื่อเรื่องที่มีคนสกุลหยินแล้วจะโชคดีขึ้นจนเกิดเรื่องไม่ดีในคืนนั้น ตาวาวใสจึงชำเลืองมองอย่างระวังตัว 

 

            คริสเองก็พอจะเห็นสายตาที่แปลกไปของอี้ชิง 

 

           "คิดอะไรอยู่ บอกหน่อย ไม่ต้องรักษาน้ำใจ" คริสถามตามตรง 

 

           "ไม่ดีกว่าครับ" อี้ชิงยิ้มให้เบาใจพลางส่ายหน้าเล็กน้อย คริสยกขวดน้ำขึ้นดื่ม 

 

           "ฉันไม่โกรธหรอก หรือต่อให้โกรธก็ไม่มีแรงทำอะไรแล้ว ตอนนี้เมื่อยไปทั้งตัว หมดแรง" คริสเอ่ยบอก ร่างสูงใหญ่หันมามองหน้าอี้ชิง ทิ้งหลังพิงกำแพงขายาวพาดเก้งก้างอยู่บนพื้น ราวกับจะบอกว่าหมดแรงจริง ๆ 

 

           "คุณคริสแรงเยอะมากเลยนะครับ ว่าหมดแรงก็เถอะดึงผมตัวปลิวไหวแน่ ๆ" อี้ชิงบอกตามความจริง เจือเสียงหัวเราะเล็ก ๆ ให้บรรยากาศผ่อนคลาย คริสพยักหน้ารับ แต่ในใจก็ติดขมอยู่เหมือนกัน 

 

            มือใหญ่ฉวยถ้วยบะหมี่ทั้งสองอันมาถือไว้ เดินตรงไปทิ้งถังขยะใกล้ตู้เก็บอาหาร ก่อนกลับมานั่งก็วางปืนของตัวเองไว้ตรงหน้าอี้ชิงพร้อมของแข็ง ๆ อีกสองสามอย่าง 

 

           "ถ้ากลัวฉันทำอะไรไม่ดีอีกก็ใช้ ถ้าไม่กล้ายิงก็ขว้างเอาเล็งมาที่หัวเลย ฉันรู้ว่านายแม่นพอ" คริสพูดเสียงติดขำ แต่ก็เป็นขำแห้ง ๆ เพราะในใจนั้นรู้สึกห่อเหี่ยวกับตัวเองไม่น้อยเลย 

 

            อี้ชิงมองอาวุธตรงหน้าตัวเองสลับกับคนที่มอบให้ ซึ่งออกไปนั่งชิดผนังอีกฝั่ง ตาคมไม่ได้มองมาที่ตนแล้ว แค่จับจ้องไปทางหน้าต่าง จ้องมองหยาดฝนมากมาย 

 

            แล้วรอบข้างเราก็มีเพียงแค่เสียงฝน 

 

            อี้ชิงรู้สึกไม่ดีนักกับสถานการณ์รอบตัว ไม่อยากให้มันอึดอัดลงเช่นนี้ อี้ชิงหยิบของพวกนั้นไปวางไว้ใกล้คริสมากขึ้น 

 

            แม้จะเปิดฮีทเตอร์แต่พื้นพวกนี้ก็เย็นมาก ชวนไม่สบาย 

 

           "คุณคริสมานั่งบนนี้ก่อน แล้วผมจะเล่าให้ฟังว่าเมื่อกี้คิดอะไร" อี้ชิงเอ่ยบอก เลือกจะใช้การเชื่อใจมอบให้คนตัวโตแทน เป็นคำชวนที่ทำให้คนฟังรู้สึกชื่นใจ 

 

           "บนพื้นมันเย็นมากนะครับ เรื่องวันนี้ก็มีแต่อะไรชวนไม่สบายตัวพออยู่แล้ว" ถึงจะเป็นเพียงความใจดีของหยิน อี้ชิงเหมือนอย่างเคย แต่คริสก็ยังรู้สึกอุ่นใจ 

 

            พอมานั่งบนผ้าพื้นเดียวกัน ไอร้อนจากร่างกายมนุษย์ก็ทำให้อุ่นได้มากขึ้น 

 

           "เมื่อกี้ผมกำลังคิดอยู่ครับว่าไม่ควรจะพูดออกมาว่าโชคดีจัง" 

 

           "ทำไมล่ะ" คริสมองใบหน้าขาวนวลอย่างสงสัย 

 

           "ก็เรื่องนี้คุณคริสไม่ได้เชื่ออย่างที่ผมเชื่อ ผมเลยไม่อยากทะเลาะกับคุณเรื่องนี้" เสียงนุ่มตอบไม่ดังนัก คริสครางรับในลำคอ  

 

           "เรื่องที่ว่าฉันจะโชคดีถ้ามีนาย มีลูกของเราอยู่ด้วยน่ะเหรอ โชคดีเพราะการมีลูกกับบุตรชายสกุลหยินนั่นใช่ไหม" 

 

           "..." อี้ชิงไม่ได้ตอบกลับแค่หลุบตาลง 

 

           "ความจริง ตอนนี้ฉันก็เริ่มเชื่อแล้วนะ" ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองคนตรงหน้าแทบทันที รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ใบหน้าหล่อเหลาเท้าคางจ้องมองมา 

 

           "มันมีหลายเรื่องที่ทำให้ฉันคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ ที่ฉันโชคดีอย่างไม่น่าเชื่อเพราะนาย กับลูก" สิ่งที่สะกิดใจคริสมากที่สุดคงเป็นต้นกล้าที่อี้ชิงดูแลแล้วไม่ตายสักต้นเดียวทั้งที่ปกติต้องคัดทิ้งหลายสิบต้น แล้วก็อีกหลายอย่างที่ชวนให้แปลกใจ อย่างวันนี้ตอนที่จอดรถได้โดยไม่บาดเจ็บอะไรก็ด้วย 

 

           "แต่ฉันก็ยังไม่ได้เชื่อมากขนาดนั้นหรอกนะ บอกตามตรง แค่ไม่ได้เห็นเป็นเรื่องน่าขบขันอย่างเมื่อก่อนอีกแล้ว แต่จะเชื่อจนสนิทใจก็คงต้องเห็น ต้องลองพิสูจน์ไปเองเรื่อย ๆ " คริสบอกตรง ๆ ว่าเขาคิดยังไง ยังไม่ได้ปักใจเชื่อเรื่องนี้เต็มที่ และยอมรับว่าแปลกใจที่ได้รับรอยยิ้มหวานจากอี้ชิงกลับมา   

 

            "แค่นี้ก็ดีมากแล้วครับ แค่คุณไม่ดูถูกครอบครัวผม ผมก็ดีใจแล้ว" อี้ชิงบอกความรู้สึกตัวเองตรง ๆ เช่นกัน และเป็นอีกครั้งที่คริสอกตัวเองว่าอี้ชิงนี่ใจดีนัก แค่นี้ก็ดีใจแล้วหรือ 

 

           "เล่าเรื่องบ้านนายให้ฟังหน่อยได้ไหม คงมีอะไรสนุก ๆ เยอะแยะ อย่างที่นายยิงปืนแม่นขนาดนี้ทำเอาฉันตกใจเลย" คำขอของคริสทำให้อี้ชิงแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ทำตาม 

 

           "ก็อย่างที่บอกครับ พวกเราฝึกอะไรกันมาเยอะแยะเลย ฝึกตั้งแต่ผมจำความได้ หลังกลับจากโรงเรียนก็ต้องฝึก ผมกับน้อง ๆ เรียนโรงเรียนที่จัดวันหยุดเองได้ครับ เราเรียนสี่วัน ฝึกเต็มวันสองวัน วันอาทิตย์ได้หยุดทำธุระส่วนตัว อย่างที่ผมยิงแม่นก็เพราะฝึกยิงธนูมาตลอดครับ นายแม่บอกว่ามันเป็นศิลปะชั้นสูงแต่ก็มีประโยชน์ ซึ่งเพิ่งเห็นกันชัด ๆ ก็วันนี้เอง " อี้ชิงอมยิ้มน้อย ๆ เมื่อคิดถึงเรื่องอดีต 

 

           "ยังมีคนแม่นกว่านายอีกเหรอ นายบอกว่าได้ที่สอง ลิลลี่" 

 

           "ครับ ที่หนึ่งทักษะนี้เป็นฮัคยอน ฮัคยอนบอกว่าเรายิงแม่นเท่ากันแต่เขาชนะตรงคะแนนรวม แต่ผมว่าหลาย ๆ ครั้งน้องก็ยิงแม่นกว่า ส่วนคนที่ได้อันดับเจ็ดเป็นน้องเล็กของพวกเราครับแบมแบม รายนี้เล็งขาโดนหัว เล็งอกโดนเท้าทุกรอบ พวกพี่ ๆ ก็ได้แต่โอ๋กัน" อี้ชิงหัวเราะคิกคักยามเล่า ดูมีความสุขทั้งน้ำเสียงและหน้าตา 

 

           "นายคงคิดถึงบ้านมาก" แค่พูดถึงก็ยิ้มแบบที่เขาไม่มีวันทำให้อี้ชิงเป็นแบบนี้ได้ 

 

           "ครับ คิดถึงมาก แต่มันก็เป็นหน้าที่ของทายาทสกุลหยิน เป็นความรับผิดชอบของพวกเรา" ความสดใสจางลงไม่น้อย 

 

           "พวกผมที่เป็นบุตรชายสกุลหยินต้องฝึกฝนอย่างหนักมาทั้งชีวิตเพื่อถูกส่งออกไปให้เป็นของใครก็ไม่รู้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน เราก็ต้องยอมรับมันและอยู่ให้ได้ ส่วนนายแม่กับคุณแม่ก็ต้องเสียลูก ๆ ของตัวเองไปจากอ้อมอกพร้อมกันทั้งเจ็ดคน ท่านทั้งสองรักพวกเรามาก คงจะเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก" แก้วตาใสของอี้ชิงเจือสีแดงจาง ๆ น้ำตาจาง ๆ เริ่มคลอเคลือบดวงตาสวย 

 

           "แต่พวกนายก็ต้องทำอย่างนั้นเหรอ" พอตระหนักดูในตอนนี้ คริสเริ่มเข้าใจครอบครัวที่เขาเคยตราหน้าว่าขายลูกชายกินราคาแพงขูดเลือดขูดเนื้อขึ้นมาในฐานะมนุษย์บ้างแล้ว 

 

           "ครับ มันเป็นสิ่งที่พวกเราจะทำเพื่อสกุลหยิน อย่างที่คุณคริสเคยพูดก็ไม่ผิดนักหรอกครับ บ้านของคุณคริสทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ขาย สกุลหยินก็ขายดอกไม้ เป็นเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษเป็นสิ่งที่พวกเราเชื่อและต้องทำตาม" 

 

           "นายเคยคิดไหมว่าไม่อยากทำเลย" 

 

           "คิดสิครับ หลายครั้งมากเลย แต่ผมเป็นพี่ใหญ่ต้องเป็นหลักให้น้อง ๆ  ขนาดจินยองกับลู่หานที่หัวแข็งแบบนายแม่ สุดท้ายก็ยังต้องน้อมรับที่จะทำตามเรื่องนี้ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แม้หลายครั้งพวกเราเจ็ดคนจะเคยคุยกันว่า เราจะรักคนที่เจอกันครั้งแรกได้จริง ๆ หรือ แต่เราก็ถูกสอนมาแบบนั้น สอนมาให้เชื่อเช่นนั้น แต่อาจเพราะเป็นพี่ใหญ่ ผมเลยต้องคิดมากกว่าน้องๆ ก็เลยมองว่ามันเป็นหน้าที่สำคัญที่ต้องทำ" 

 

           "...." คริสพยักหน้ารับ เป็นหน้าที่เพราะถูกสอนมาให้รัก 

 

           "ตอนคืนสุดท้ายก่อนเช้าวันที่คุณคริสจะเข้าไปรับผมออกมา พวกเรายังมาจับมืออวยพรให้กันเลยครับ ว่าขอให้พวกเราทั้งเจ็ดคนต่างโชคดี และเจอกับผู้ชายที่ดีที่เราจะรักและอยู่ไปทั้งชีวิตได้อย่างมีความสุข เป็นคืนสุดท้ายที่พวกเราเจ็ดพี่น้องจะได้อยู่ด้วยกันแบบที่เคยอยู่มาตลอดสิบแปดปี" รอยยิ้มของอี้ชิงเศร้านักเมื่อน้ำตาหยดใสไหลผ่านมันไป 

 

            แม้ภาพที่ได้มองลิลลี่ยังคงขาวบริสุทธิ์และสวยงาม แต่คริสก็เห็นควรว่ายามไม่มีน้ำตาเหมาะกับลิลลี่ที่สุด 

 

           "ฉันขอโทษนะที่ไม่เป็นไปตามคำอวยพรของน้อง ๆ นาย" น้ำเสียงทุ้มเอ่ยแผ่ว ยามที่นิ้วยาวต้อนเช็ดน้ำตาออกจากผิวแก้มของอี้ชิงเบายิ่งกว่า 

 

           "แต่ฉันก็อยากให้นายกับลูกมีความสุขนะ" 

 

            อี้ชิงจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาเรียวคมคู่นั้นเต็มไปด้วยความละอาย ประหม่าและขออภัย สะท้อนว่าผู้ชายคนนี้ก็รู้สึกแย่กับเรื่องคืนนั้นไม่ต่างจากอี้ชิงแล้วเช่นกัน 

 

           "คุณคริสก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนี่ครับ" น้ำเสียงนุ่มเอ่ยบอก มือน้อยบีบมือคู่ใหญ่ที่ต้อนเช็ดน้ำตาตัวเองเบา ๆ สำหรับคริสแล้วมันเป็นการปลอบใจที่ทำให้เขารู้สึกทั้งใจเต้นแรงและขอบคุณ 

 

           "คุณคริสเคยบอกว่าผมเป็นคนใจดี ความจริงแล้วคุณคริสก็เป็นคนใจดีเหมือนกันนะครับ" ลิลลี่มอบยิ้มให้อย่างจริงใจ 

 

            เขาที่ทำเรื่องแย่ ๆ แบบนั้น นิสัยก็พาลเป็นที่หนึ่ง พูดทีก็มีแต่คำถากถางทำร้ายใจ 

 

            เขาที่เป็นเขา เป็นอู๋ อี้ฟานคนเกเร เอาแต่ใจคนนั้นน่ะหรือ เป็นคนใจดีสำหรับอี้ชิง เขานี่น่ะหรือ 

 

           "...." คริสไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำตาไหลออกมาตอนไหน หากไม่ใช่มือนิ่มขาวจัดที่เอื้อมมาเช็ดน้ำตาให้ 

 

           "โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะครับ" อี้ชิงปลอบเหมือนตอนที่ปลอบน้อง ๆ คริสได้แต่มองรอยยิ้มใจดี มองดวงตาที่อ่อนโยน รู้สึกถึงมือน้อย ๆ ที่เช็ดน้ำตาที่ลูบปลอบ 

 

            อี้ชิงจับ อี้ชิงกอดปลอบโยนเขาโดยไม่ได้เกร็ง หรือชะงักกลัวอย่างที่ผ่านมาเพราะนึกสงสารกัน 

 

            ทำไมอี้ชิงถึงใจดีได้ถึงขนาดนี้กัน ทำไมใจดีกับเขาขนาดนี้ 

 

            คราแรกคริสเคยบอกกับตัวเองไว้ว่า แม้เขาจะอยากให้อี้ชิงรัก เขาก็จะรอให้อี้ชิงรู้สึกแบบนั้นในสักวัน แต่จะไม่ยอมจนหนทางถึงขั้นคิดว่าขอให้รักเขาสักหน่อยเพราะสงสารก็ยังดี 

 

            เขาอยากได้ความรัก ไม่ใช่ความสงสาร 

 

            ทว่าในยามนี้ คริสกลับรู้สึกว่า เพราะสงสารก็ได้ 

 

            รักเพราะสงสารกันอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ได้ 

 

            แค่นี้ก็ได้ 

  

 

 

 

 

 

 

เห็นแบบนี้แต่ตอนเขียนก็เขียนไปน้ำตาซึมไปนะคะ แงง ก็สงสารคุณชายคริสเขาอยู่เหมือนกันนะคะ ถถถถถถถ แต่นั่นแหละนะพี่นะ กรรมใดใครก่อ 

ฝากรดน้ำใส่ปุ๋ยให้ลิลลี่กับคุณเจ้าของกันเยอะๆ เลยน้า ^^

 

พูดถึงเรื่องนี้อย่าลืมติดแท็ก #ลิลลี่ชิงชิง นะคะ

 

 

#ลิลลี่ชิงชิง 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}