Butterfly 8ffect

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : White Lily :: Nine :: 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 425

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มิ.ย. 2562 14:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
White Lily :: Nine :: 100%
แบบอักษร

 

 

 

White Lily  

:: Nine :: 

 

          โดนโกรธแล้วล่ะ 

 

            อี้ชิงรู้สึกได้ว่าตัวเองโดนโกรธเข้าเสียแล้ว 

 

            "ออกไปแล้วหรือครับ" 

 

            "จ้ะ เด็กบอกว่านู่น ออกไปตั้งแต่หกโมงเช้า วันนี้จะชงกาแฟให้ก็ยังไม่ทันเลย ขาก็ยาวเดินลิ่ว ๆ แปปเดียวก็พ้นบ้านแล้ว" พี่อี้เฟยเอ่ยถึงน้องชายสลับกับการเป่าแก้วกาแฟร้อนในมือตัวเอง 

 

            อี้ชิงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ เหมือนเคย แม้ในใจจะรู้สึกกังวล 

 

            เพราะไม่ใช่เพิ่งรู้สึก อี้ชิงรู้สึกมาตลอดสองสัปดาห์ตั้งแต่เช้าหลังคืนนั้นแล้ว คืนที่คุณคริสถามถึงกำแพงหัวใจของเขา ตั้งแต่วันนั้นมายังไม่มีโอกาสจะได้เอ่ยปากคุยกันเลย 

 

            ทายาทสกุลอู๋ออกไปทำงานแต่เช้า กลับค่ำดึกดื่นจนไม่ได้ร่วมมื้ออาหารกัน ที่เคยบอกว่าจะต้องพาเขาไปทำงานด้วยก็เหมือนโมฆะกันไปเสียเฉย ๆ 

 

            การอยู่ในบ้านสกุลอู๋ ท่ามกลางพืชพรรณมากมายอี้ชิงสบายกายดี แต่ไม่สบายใจเท่าที่ควรเป็น มันติดขัดอยู่หน่อย ๆ ไม่อยากจะทะเลาะกับคนที่ต้องอยู่ร่วมกันไปทั้งชีวิตของอี้ชิง 

 

            "แล้วคุณคริสหายไม่สบายหรือยังครับ" ร่างน้อยรินชาดอกไม้ใส่แก้วตัวเองยามที่ถาม กลิ่นมะลิหอมหวานช่วยให้สบายใจยิ่งขึ้น 

 

            "ที่ตาแดงหน้าซีดเมื่อตอนนั้นเหรอ เท่าที่เห็นเมื่อวานก่อนก็ดูปกติดีนะ" พี่อี้เฟยเปรยถึงเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ก็เช้าวันแรกที่น้องชายตัวดีของเธอออกไปทำงานเช้าจัดนั่นแหละ สาวใช้มาฟ้องเธอกันขรมว่าสองตาคุณชายของบ้านแดงช้ำราวกับกำลังป่วยหนัก 

 

จนเธอต้องรีบแวะไปดูน้องชายถึงห้อง ซึ่งอีกฝ่ายใส่แว่นตาสีชาดักทางไว้แล้ว แถมยังไม่ยอมถอดออกให้ดูด้วย 

 

            "แต่พี่ว่านะ ไม่ได้ป่วยอะไรหรอก คงจะแพ้ท้องแทนเมียหนักข้อขึ้นเท่านั้นเอง แต่ก็สงสารอี้ฟานอยู่เหมือนกันนะ ตอนตัวเองป่วยยังไม่เคยจะอ้วกสักครั้ง แต่รักลูกรักเมียมาก อ้วกเอาอ้วกเอาจนน้ำหูน้ำตาร่วง" อี้เฟยเอ่ยไปก็มองหน้าร่างน้อยไปด้วย ถึงเธอจะหมันไส้น้องชายอยู่บ้าง แต่ก็ต้องทำคะแนนช่วยน้องอยู่เช่นกัน 

 

            เท่าที่เธอได้รู้จักกับอี้ชิงนั้น เด็กหนุ่มตัวขาวจากสกุลหยินผู้นี้จิตใจดี อ่อนโยน แต่ก็มีความเด็ดขาดจริงจังในตัวเอง ใครจะเหมาะเป็นคู่กับน้องชายจอมเกเรของเธอเท่านี้อีก 

 

            "นี่ก็เอาแต่ทำงานหนัก ข้าวปลาไม่ค่อยได้กิน คงจะเหนื่อยน่าดู ที่ไม่กลับบ้านกลับช่องให้ตรงเวลา เอาแต่ทำงานจริง ๆ นะ อี้ชิง ประชุม ดูโรงงานเขตต่าง ๆ เช้ายันค่ำจริง ๆ พี่ให้จงเหรินคอยดูมาให้" อี้เฟยซ่อนรอยยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าเจือรอยยิ้มเสมอของอี้ชิงเริ่มฉายแววกังวล 

 

            เธอพูดจริงทุกเรื่องเถอะ ไม่ได้หลอกลวง แค่เพิ่มน้ำหนักให้มันมากอีกขึ้นนิดหน่อย 

 

            "จะเป็นอะไรไหมครับ ถ้าผมจะไปหาคุณคริส พี่อี้เฟยจะได้สบายใจมากขึ้น" ลิลลี่แห่งสกุลหยินเหลือบแก้วตาใสมองหญิงสาวตรงหน้า อี้เฟยหุบยิ้มไม่อยู่เข็นรถเข็นตัวเองมาเคียงใกล้น้องสะใภ้ 

 

            "ใจตรงกับพี่เลยนะอี้ชิง หลังมื้อเช้าพี่ก็เลยโทรไปบอกว่าจะให้คนขับรถชายสักคนไปส่งอี้ชิงที่บริษัท" 

 

            "บอก ...บอกใครครับ" 

 

            "มาแล้วค่ะ คุณอี้เฟย รถแล่นแวบมาจอดเทียบบันไดบ้านเลยค่ะ ไวจนหนูนึกว่ารถแข่งนอกสนาม" เสียงสาวใช้บอกข่าวนำตัวมาแต่ไกล อี้เฟยหัวเราะคิก บุ้ยใบ้ไปทางประตูบ้านที่มีเสียงเดินหนัก ๆ รองเท้ากระทบพื้นตึงตังดังนำมาแต่ไกล เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็นใครในสกุลอู๋ 

 

ครู่เดียวหน้าตาหล่อเหลาแต่นิ่งดุของอู๋ อี้ฟานก็เข้ามาในกรอบสายตาของอี้ชิง 

 

            "ก็บอกคนนี้ไง จงเหรินบอกพี่ว่าเร่งปิดประชุมรอบเช้าเหยง ๆ แล้วก็รีบกลับมาที่นี่เลยนะ" อี้เฟยรีบบอกทำคะแนนให้น้องชาย แถมยังชวนสาวใช้เข็นรถเข็นออกไปปล่อยให้อยู่กันสองคนอย่างรู้งาน 

 

            "...." ต่างฝ่ายต่างมองกันอยู่ครู่หนึ่ง พอไม่ได้คุยกันมาร่วมสองสัปดาห์ อี้ชิงยอมรับว่ารู้สึกประหม่าเช่นกันที่จะทักอีกฝ่าย 

 

            "คุณคริสครับ..." 

 

            "พี่เฟยให้มารับไปทำงานด้วย" ฝ่ายนั้นรีบบอกตัดขึ้นมาก่อน โดยไม่รู้ว่าโดนพี่สาวขายให้อี้ชิงฟังแล้วว่ารีบกลับมาเอง แต่ยังไม่ทันจะคุยอะไรต่อ ร่างสูงใหญ่เดินออกประตูฝั่งเข้าหาตัวบ้าน ร่างน้อยรีบผุดลุกเก็บเก้าอี้เข้าโต๊ะแล้วเดินตาม 

 

            ไม่ได้รีบมากเพราะถึงจะมั่นใจในความแข็งแรงของตัวเอง แต่ก็ตั้งท้องอยู่ แบบนั้นอี้ชิงจึงได้รู้ว่าคนขายาวที่ปกติก้าวไม่กี่ฉับก็แซงไปไกล เดินช้าแค่ไหนจนตัวเขาตามทัน 

 

            "กระเป๋าใบโปรดจะไปเอาเองใช่ไหม หรือจะรอ" เสียงแหบห้าวถาม 

 

            "เอาเองก็ได้ครับ ไม่เป็นไร" 

 

            "ตามใจ"  รับคำแค่นั้นโดยไม่แม้แต่หันมาทว่าเดินตามหลังอี้ชิงอยู่หนึ่งก้าวตลอด 

 

            ทำไมไม่รู้ แต่อี้ชิงรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้กำลังไล่ต้อนเร่งให้เขารีบเดิน แต่เหมือนกำลังรอแล้วก็คอยมองมากกว่า อาจเพราะขายาว ๆ คู่นั้นหยุดรอมากกว่าก้าวเดินเสียอีก 

 

            "รอแปปนึงนะครับ" ลิลลี่บอกด้วยรอยยิ้มก่อนจะเข้าห้องไป หยิบกระเป๋าเป้ใบที่ติดตัวเสมอเวลาออกไปข้างนอก ในนี้มียาสำหรับการตั้งครรภ์ มียาสามัญประจำบ้านและของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พกไว้เผื่อน้องอีกหกคนจะยืมจนชิน 

 

            รอยยิ้มที่ไม่ได้มีเพื่อปลอบประโลมคนมองแต่ออกมาจากใจจริง ๆ ฉายขึ้นบนใบหน้าขาวนวลของลิลลี่ เมื่อคิดว่า อีกฝ่ายจำได้เสียด้วยว่าเขาจะออกไปไหนต้องมีกระเป๋าใบนี้ 

 

            "ไปกันเถอะครับ" 

 

            "กินข้าวเช้าหรือยัง" คนตัวโตถามทั้งที่ไม่มองหน้าเหมือนเดิม 

 

            "เรียบร้อยแล้วครับ คุณคริสล่ะครับ" 

 

            "อื้ม กินแล้ว" 

 

            "ดีแล้วครับคุณคริส" อี้ชิงขยับไปยืนอยู่ตรงหน้าคนที่ตนคิดว่าโกรธจนไม่อยากมองหน้ากัน 

 

            และเพราะรอยยิ้มหวานจนตาหยีของอี้ชิงนั่นแหละ คริสเลยสั่งให้ตัวเองหันหน้าหนีไปอีกทางไม่ทัน ใช้เวลาตั้งสติอยู่ไม่น้อยก่อนที่ขายาวจะรีบก้าวฉับเดินหนีไป 

 

            คงจะโกรธกันมากพอดู 

 

            ลิลลี่แสนสวยเฉาลงเล็กน้อยยามทอดถอนลมหายใจ เดินตามแผ่นหลังกว้างไปเช่นเดียวกับดวงตาที่จับจ้องมองไม่ละห่าง 

 

 

 

 

         พออยู่ด้วยกันในรถสองคนก็อดไม่ได้จะมีบรรยากาศอึดอัดแผ่ออกมา 

 

            อี้ชิงพยายามชวนคุยนู่น ชวนมองนี่ระหว่างทาง แต่คนตัวสูงที่ปกติช่างเจรจา อย่างน้อยก็ไม่ได้ถนอมเสียงถนอมคำแบบนี้กลับนิ่งเฉย 

 

            แล้ววันนี้จุดหมายปลายทางไม่ใช่บริษัทที่อยู่ไม่ไกลนัก แต่เป็นโรงงานเขตที่ห้าซึ่งอยู่ต่างเมือง ก็ยิ่งทำให้ต้องอยู่ในรถกันสองคนนานขึ้น 

 

            ในที่สุดอี้ชิงก็เลือกจะกดเปิดวิทยุ กดเลือกจนได้แนวเพลงจีนสากลเสียงฟังสบายแบบที่ครั้งก่อนเจ้าของรถเคยเปิด 

 

            มันเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมาพักใหญ่ จนอี้ชิงเองใช้เสียงนุ่ม ๆ ของตัวเองร้องตามได้ 

 

            เนื้อหาในเพลงเกี่ยวกับ การสารภาพรักไป ทว่าไม่ได้รับความรักกลับคืนมา 

 

            กึก 

 

            เสียงเพลงที่ถูกกดเปลี่ยนทำให้อี้ชิงซึ่งกำลังร้องคลอตามหันไปมองนิ้วยาวที่จิ้มเปลี่ยนอีกหลายที จนมาหยุดตรงช่องเพลงคลาสสิกบรรเลง 

 

           "เพลงแบบนี้เขาว่าดีต่อลูก" คริสให้เหตุผลแล้วก็เงียบไป แม้คนพูดเองรู้ดีว่าเหตุผลใหญ่ที่เปลี่ยนก็เพราะเพลงที่อี้ชิงเปิดมันจี้ใจดำคริสเกินจะทน 

 

            แก้วตาใสเหลือบมองคนข้างตัว ใบหน้าหล่อเหลายามนี้ก็ยังเรียบนิ่ง คุณคริสที่อ้าปากพูดทีก็มีแต่คำเหน็บแหนมยังดีกว่าเงียบกริบแบบนี้เสียอีก 

 

           "ที่คุณคริสเงียบ ที่หลบหน้ากันมาตลอดหลายวันกำลังทำเพื่อลงโทษผมอยู่เหรอครับ" อี้ชิงถามอย่างตรงไปตรงมา ทำเอาดวงตาคมละจากถนนมามองร่างน้อยในทันที ก่อนจะกลับไปตั้งสมาธิบนท้องถนนที่ไร้เพื่อนร่วมทางแต่ทอดยาวตรงหน้าต่อ 

 

            คริสได้แต่นึกว่าอี้ชิงอยู่ในใจเขาแท้ ๆ แต่เดาใจเขาไม่ถูกเลย 

 

            ในเมื่อคริสทั้งอยากกอดอี้ชิง อยากคุย อยากหอมแก้ม อยากซบหน้าลงกับผิวนุ่มลื่นสูดกลิ่นหอม ๆ ทั้งอยากจะนอนหนุนตักคุยเล่นกับลูกในท้อง ทั้งอยากสบตา ทั้งอยากใช้เวลาแทบทั้งหมดที่มีของตัวเองกับอี้ชิง 

 

            การที่ไม่ได้ทำอย่างใจต้องการ แม้แต่หน้าก็ไม่ได้มองให้ชื่นใจ 

 

            มันลงโทษใครกันแน่ล่ะ อี้ชิงไม่ได้อยากเจอคริสทุกลมหายใจเสียหน่อย เพราะแบบนั้นสิ่งที่คริสทำก็เพื่อลงโทษตัวเองทั้งนั้นแหละ 

 

            ชดใช้กับความผิดที่เขาเคยทำร้ายคนตัวเล็ก และให้เวลากับอี้ชิงด้วยเพื่อที่จะทำใจให้สบายมากขึ้น 

 

            เขาได้รับคำแนะนำมาจากเฉิน ที่เป็นทั้งเพื่อนและจิตแพทย์ซึ่งเขาเริ่มกลับไปหาอีกครั้งโดยไม่ได้บอกใครให้เป็นเรื่องใหญ่ เฉินบอกว่าคริสควรให้เวลาอี้ชิงในการไตร่ตรองเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเขาไม่ไปเร่งเร้า 

 

            เขาก็เลยให้เวลาอี้ชิง ถอยออกห่างไม่ไปวุ่นวาย ในขณะเดียวกันคริสก็ลงโทษตัวเองไปด้วย 

 

            และมันโคตรทรมาน ตอนที่ขับรถชนแล้วเอาอกกระแทกพวงมาลัยยังไม่รู้สึกจะเป็นจะตายขนาดนี้ 

 

           "ผมขอโทษนะครับ" คำขออภัยที่ได้ฟังในครั้งนี้เจือความรู้สึกผิดไว้มากล้น คริสหันไปมองคนข้างตัว อย่าทำหน้าเศร้าแบบนั้นสิ มันห้ามใจไม่ให้ดึงเข้ามาจูบปลอบยากแค่ไหนไม่รู้หรือ 

 

            แต่ทำแบบนั้นไม่ได้ คริสทำความผิดไว้มาก ต้องลงโทษตัวเองต่อไป 

 

            หยุดความคิดชั่ว ๆ ของแกซะ อู๋ อี้ฟาน จะทำให้อี้ชิงต้องรู้สึกกลัวอีกหรือไง ...คริสพึมพำตบตีกันในหัวจนคิ้วขมวด 

 

           "ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณเสียความมั่นใจ" อี้ชิงพูดด้วยเสียงไม่ดังนักแต่รู้สึกผิดอย่างมาก คริสรู้สึกขื่นในอก สำหรับอี้ชิงแล้ว นอกจากเขาจะเป็นคนขี้โมโห ปีศาจจอมทำลาย แล้วยังเป็นผู้ชายที่รู้สึกเสียหน้าจนต้องหมางเมินแม่ของลูกเพราะไม่ถูกรับรักอย่างนั้นหรือ 

 

            แต่ก็นึกโทษอีกฝ่ายไม่ลง พฤติกรรมที่คริสเคยทำกับอี้ชิงก็จะนับความดีเอาจากตรงไหนล่ะ 

 

           "ฉันไม่ได้โกรธนายอี้ชิง ฉันไม่ได้รู้สึกเสียหน้าด้วย" 

 

            แต่เสียใจ รักแล้วเขาก็ไม่รัก 

 

            ตอนนี้หากคุกเข่าลงขอความรักจากลิลลี่ ก็ไม่มีแววจะได้คืนกลับมา 

 

           "ที่ฉันบอกว่าไม่ต้องรักษาน้ำใจนายก็ทำต่อไปได้เรื่อย ๆ ไม่ต้องฝืน ตอนนี้ไม่รักก็บอกไม่รัก ไม่ต้องประดิษฐ์คำเพื่อเอาใจฉันหรอก ฉันไม่ได้ใจร้ายใจดำจะบังคับจิตใจใครขนาดนั้น ไม่ต้องแกล้งทำเป็นรักฉันหรอก" คริสเอ่ยออกมา แล้วพอเห็นใบหน้าขาวหมองลง สมองทวนคำพูดตัวเองอีกรอบแล้วก็นึกอยากจะต่อยตัวเองให้แก้มโย้ 

 

            นี่ไงเล่า สมองเขามันทำจากอะไร พูดอะไรออกมาทีราวกับมีดโกน บาดจิตบาดใจคนฟังเนี่ยเก่งเหลือเกิน 

 

           "หน้าที่ของผมคือถูกสอนมาให้รัก แต่ผมไม่ได้แกล้งหรอกนะครับ" อี้ชิงชี้แจงกลับมาเสียงนิ่ม คริสครางแผ่วในลำคอรับ ก็ถือว่าลิลลี่ของเขามีพัฒนาการ พอให้ย้อน ก็เริ่มย้อนเก่ง 

 

           "ฉันรู้" คริสพูดได้แค่นี้ จะไปทวนซ้ำว่าไม่ได้แกล้ง แต่อี้ชิงก็ไม่รัก ให้เจ็บในอกตัวเองเปล่า ๆ ก็ใช่ที แค่วันนั้นร้องไห้หนักจนตาเจ็บตาช้ำต้องใส่แว่นตาดำไปเกือบสามวัน เขาว่าตัวเองร้องไห้พอแล้ว 

 

            แค่คิดถึงก็เจ็บเสียด ๆ ในอก รู้สึกกระบอกตาร้อนจนต้องเพ่งสายตาไปกับถนนข้างหน้าเขม็ง 

 

            เคยอกหักมาสามครั้งในชีวิต ครั้งที่สามจากแม่ของลูกเล่นงานคริสหนักเหลือเกิน น้ำตาไหลยิ่งกว่าน้ำตอนเปิดฝักบัวจะอาบน้ำ 

 

           "ที่คุณคริสโกรธผมเพราะเรื่องนี้เหรอครับ" 

 

           "ฉันบอกแล้วว่าไม่ได้โกรธ" คริสให้รางวัลอี้ชิงด้วยซ้ำ ชีวิตที่ไม่ต้องทนอยู่กับคนเจ้าอารมณ์ 

 

           "แต่คุณคริสหลบหน้าผม คุณคริสจงใจทำแบบนั้น" เสียงนุ่มเอ่ยบอก คนพูดไม่รู้ตัวว่าใบหน้าที่มีรอยยิ้มเสมอของตัวเองแอบมุ่ยไปตอนไหน ส่วนคนตัวโตที่มัวตั้งใจขับรถก็อดเห็น 

 

           "ฉันก็แค่ ...ช่างเถอะ" คริสไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ให้ตัวเองสงวนถ้อยคำไม่ฟังดูประชัดประชัน แต่เขาไม่ได้ทำเพราะอยากให้อี้ชิงรู้สึกแย่เลย 

 

           "แล้วเรื่องที่ฉันอยู่นอกกำแพงชั้นที่หนึ่ง ไกลลิบจากหัวใจของนายก็ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ให้ฉันอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องกลัวว่าจะทำฉันรู้สึกแย่ เห็นอย่างนี้ฉันตอนเด็กเป็นเซียนตั้งแคมป์นะ เก็บป้ายลูกเสือมาได้ครบเลยล่ะ ตั้งเตนท์ค้างนอกบ้านของจริงฉันยังทำมาได้ กับแค่นั่ง ๆ นอน ๆ รออยู่นอกกำแพงหัวใจน่ะ สบายจะตายไปลิลลี่" คริสพูดทีเล่นทีจริง แต่ก็อยากให้อีกฝ่ายไม่ต้องรู้สึกผิดจริง ๆ 

 

            คนที่ควรรู้สึกผิดน่ะ มีแค่เขาเองก็พอแล้ว 

 

           "แล้วก็ขอบคุณมากสำหรับความใจดี ที่เอายามาให้" คริสเอ่ยถึงยาจีนที่เอามาวางไว้ให้หน้าประตู ในช่วงสองสัปดาห์ก่อนที่ลิลลี่คงเข้าใจผิดว่าเขาไม่สบาย ทั้งที่ความจริงแล้วร้องไห้กับแพ้ท้องแทน รวมกันจนหมดสภาพต่างหาก 

 

            แต่ถึงไม่ได้ป่วยเขาก็ดื่มยาจีนทีอี้ชิงชงมาจนหมด 

 

           "คุณคริสได้ดื่มมันใช่ไหมครับ" 

 

           "อื้ม ขมดี" คริสตอบรับให้อี้ชิงสบายใจ ว่าที่เขาไม่ได้เปิดประตูออกไปเอายาตอนที่ร่างน้อยเคาะเรียก เขาไม่ได้ตั้งใจหมางเมินใส่เพราะโกรธ เกลียด แต่ตอนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่มากมาย ซึ่งตามมาด้วยการลงโทษตัวเองโดยไม่ข้องแวะกับลิลลี่ 

 

           "แล้วหลังจากวันนี้ นายไม่ต้องมาทำงานกับฉันอีกนะ อยู่ที่บ้านพาลูกเดินเล่นในสวนเถอะ" คริสแจงอีกเรื่องสำคัญที่ตนก็เผลอลืมมันไปสนิท 

 

           "ไหนคุณคริสบอกว่าไม่ได้โกรธ" 

 

           "ฉันไม่ได้ทำแบบนี้เพราะฉันโกรธ แต่มีเหตุผล" พูดเรื่องนี้แล้วคริสก็หนักใจขึ้นอีกมาก เขาปิดเรื่องนี้กับทุกคนแม้แต่กับพี่อี้เฟย ขนาดจงเหรินที่เป็นสายให้พี่สาวเขา เขายังย้ำมันว่าห้ามบอก แต่ถ้าบอกอี้ชิง อี้ชิงจะไปโกหกได้ยังไง 

 

           "ผมอยากรู้เหตุผลนั้นนะครับ คุณคริสก็รู้ว่าพี่อี้เฟยสบายใจกว่าถ้าผมจะอยู่กับคุณ" อี้ชิงเลี่ยงคำว่าโชคดี เพราะเรียนรู้มาแล้วว่ามันจะทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิด แต่อี้ชิงไม่อยากละเลยหน้าที่ตัวเอง รวมทั้งจิตใจเป็นกังวลของพี่อี้เฟยด้วย 

 

           "ถ้าฉันบอก นาย..." 

 

            ปึง! 

 

           เสียงดังสนั่นบอกเหตุได้ดีไม่สู้แรงสั่นกระตุกของรถทั้งคัน นอกจากสายเข็มขัดนิรภัยที่กระชากตัวป้องกันการกระแทกคริสยื่นแขนยาวของตัวเองไปกันร่างน้อยของอี้ชิงทันทีด้วยสัญชาติญาณ 

 

           ปากหยักสบถคำหยาบ เมื่อเหตุผลเวรตะไลปรากฏตัวออกมาไม่บอกล่าว ยามที่เร่งรถหนีห่างด้วยความเร็ว โชคดีที่เมื่อครู่มันชนมาไม่แรง เพราะคริสไม่ได้มีสมาธิในการคุมรถมากนัก หากไอ้รถสีดำไม่มีป้ายทะเบียนนั่นตั้งใจชนแรง ๆ รถคงไม่พ้นตกไหล่ทาง 

 

           และถ้าเป็นแบบนั้น อี้ชิงต้องเจ็บหนักแน่ 

 

           ซึ่งคริสไม่ยอม ไม่ยอมเด็ดขาด 

 

           "เรากำลังถูกตามนี่ครับ!" อี้ชิงมองกระจกหลังอย่างเป็นกังวล มือน้อยโอบกอดหน้าท้องของตัวเอง ส่วนคริสก็เร่งรถให้เร็วขึ้นเพื่อหนีออกห่างการโดนไล่จี้ 

 

           นี่แหละเหตุผลสำคัญอีกข้อที่เขาไม่ยอมให้อี้ชิงมาทำงานด้วย วันนี้ไม่ได้ใช้เส้นทางปกติ ออกมานอกเมืองขนาดนี้ นึกว่าพวกมันจะไปดักที่ทางปกติ แต่ไม่ใช่ แสดงว่าถ้ามันไม่รู้กำหนดการของเขาล่วงหน้าก็คงดักรอกันตั้งแต่หน้าบ้าน 

 

           "ไอ้เวรพวกนี้นี่" คริสสบถออกมาอีกรอบ คราวนี้เพราะเป็นทางหลวงชนบทที่ไม่มีผู้คนด้วยมันยิ่งจี้เอาใหญ่ พักหลังมันกำเริบหนักไล่ตามเขาอย่างเปิดเผย การถูกตามล่าเอาชีวิตพวกนี้เกิดบ่อยขึ้นในช่วงสองสัปดาห์ แต่เขาก็ไม่ได้บอกใคร 

 

           "คุณคริสระวังครับ" อี้ชิงบอกเสียงหลงเมื่อคนร้ายจี้มาใกล้มากขึ้น 

 

           เพราะกลัวว่าจะบังคับให้อี้ชิงมานั่งข้างเขา มาอยู่ด้วยตลอดเวลาเป็นยันต์กันกระสุน มันใช่เรื่องหรือไง ให้คนท้องต้องมาเสี่ยงโดนทำร้ายไปด้วย 

 

           "อี้ชิงนายหยิบกล่องสีดำใต้ที่นั่งนายให้หน่อย" คริสเร่งบอกขณะใช้สมาธิขับหนีการไล่ล่า อี้ชิงรีบทำตามอย่างว่องไว ดึงกล่องสีดำขนาดกลางออกมาได้ มือน้อยกดรหัสเปิดตามที่เจ้าของรถบอกอย่างรวดเร็ว 

 

           ปืนสีดำแบบบรรจุแม็กกาซีนอวดสายตาทันทีที่มือขาวเปิดกล่องออก ดูจากการเก็บรักษาแล้วเจ้าของมันคงไม่ได้เอามันออกมาใช้บ่อยนักนอกจากยามจำเป็น และตอนนี้อี้ชิงเห็นด้วยว่าค่อนข้างจำเป็นมาก 

 

           "แม่งเอ๊ย!" คริสขบฟันจนกรามเป็นสันด้วยความเครียด รถคันนั้นยังจี้ตามมาไม่หยุด แต่ข้างหน้าเป็นทางตรงมันทำให้คริสมีเวลามากพอคว้าปืนมาขึ้นไก แต่จะมากจนถึงขั้นยิงปืนไปด้วยขับรถไปด้วยอย่างในหนัง รองประธานบริษัทเฟอร์นิเจอร์อย่างเขาก็คงไม่สามารถ 

 

            อี้ชิงมองกระจกหลัง รถคันนั้นจี้ไล่มาอย่างเปิดเผย ตรงดิ่งเป็นเป้าขนาดใหญ่ 

 

           "ปืนนี้พร้อมยิงแล้วใช่ไหมครับ" อี้ชิงเอ่ยถามเพราะเคยเห็นในหนังว่าถ้าดึงแบบนั้นแล้วปืนจะพร้อมใช้งาน 

 

           สกุลหยินไม่ได้คลุกคลีกับเรื่องพวกนี้อี้ชิงห่างเหินนัก ทว่าหากเป็นทักษะที่เคี่ยวกรำฝึกฝนนั้น ตนมั่นใจ 

 

           "อี้ชิง!" คริสร้องเสียงลั่นเมื่อมือน้อยปลดปืนในมือเขาไปถือไว้ 

 

           "เชื่อใจผมนะครับ" ลิลลี่แห่งสกุลหยินร้องบอก ก่อนจะยันตัวไปหาหน้าต่างที่เปิดออก ใช้เวลาในการเล็งเป้าไม่นาน 

 

            ปัง! 

 

           คนตัวขาวกระตุกเล็กน้อยจากแรงถีบของปืน แต่กระสุนที่ฝังเข้าล้อของรถยนต์คันโตจนมันปัดเป๋ไปอีกทางนั้นได้ผลอย่างน่าพอใจ คริสเบิกตาตื่นตะลึงหันไปมองร่างน้อยที่นั่งหอบหายใจอย่างตื่นเต้นอยู่ไม่ต่างกัน 

 

           มือน้อยปล่อยปืนวางลงที่เดิมในกล่องบนตัก ก่อนจะลูบหน้าท้องตัวเองเพื่อลดอาการตื่นเต้น 

 

           "เมื่อกี้ตั้งใจเล็งล้อใช่ไหม" คริสถามขึ้นมา อยากแน่ใจว่าอี้ชิงเล็งแม่นหรือพลาดแล้วบังเอิญได้ผลดี 

 

           "ครับ พวกผมฝึกศิลปะหลายแขนง หนึ่งในนั้นคือยิงธนู ผมได้อันดับสองทักษะนี้ค่อนข้างมั่นใจ ดีหน่อยที่ถึงเป็นปืนไม่คุ้นมือก็ยังเล็งได้ไม่ยากนัก" อี้ชิงเล่าน้ำเสียงติดสั่น คริสทั้งโล่งอกที่เอารถหนีการไล่ตามมาได้ทั้งตกในความตะลึง 

 

           คริสควรจะตกใจเรื่องไหนก่อนดี ระหว่างลิลลี่ของเขายิงเข้าเป้าแม่นเหมือนจับวาง เพราะฝึกยิงธนูมาได้อันดับสอง 

 

           กับการที่ลิลลี่บอกว่า การยิงปืนไม่ได้ยากอย่างที่คิด 

 

           วินาทีนี้คริสรู้สึกได้ว่า สกุลหยินจะมีเรื่องให้ประหลาดใจมากเกินไปแล้ว จะทำให้ตกใจไปถึงไหน 

 

           "ฉันคงต้องระวังไม่ทำอะไรให้ลิลลี่โกรธแล้วสินะ" ตอนนี้อะดีนนาลีนยังหลั่งไม่หยุด คริสเอ่ยแซวคนข้างกายด้วยรอยยิ้ม ดวงตาเป็นประกาย 

 

           "ตอนที่ผมโกรธ คุณคริสก็เคยเจอมาแล้ว ยังไม่เป็นอะไรเลย" พออี้ชิงพูดขึ้นมา คริสก็ยิ้มแหยคิดถึงเช้าที่โรงพยาบาลวันนั้น 

 

           ขนาดอะดีนาลีนแทบทะลักจากเรื่องตื่นเต้นแบบนี้ คริสยังรู้สึกเหมือนตัวเองกลืนยาขมขึ้นมาได้ ดวงตาเรียวคมจ้องมองร่างน้อยข้างกาย รอยยิ้มใจดีจากอีกฝ่ายก็ยังเผื่อแผ่มาให้ 

 

           "ไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหม" 

 

           "ไม่ครับ เจ้าตัวเล็กก็ด้วย" อี้ชิงตอบกลับมาให้คนฟังสบายใจ คริสเองก็เบาใจได้ขึ้นมาหน่อย 

 

           "เดี๋ยวเราไปโรงพยาบาลกันก่อน" แต่จะให้สบายใจกว่านี้ก็ต้องให้หมอมาตรวจดูอี้ชิงหน่อย ร่างน้อยทำหน้าเหมือนจนใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยค้าน 

 

           "อีกไกลไหมครับ โรงงานเขตที่5" 

 

           "ไม่ไกลแล้วล่ะ เลยป่าข้าง..." 

 

            ปัง! 

 

           เสียงดังลั่นดังขึ้นพร้อมการควบคุมรถที่เสียไป คริสรู้ได้ทันทีว่าคราวนี้เป็นล้อรถของตัวเองแล้วที่ถูกยิงจนรถเสียการควบคุม! 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เราเชื่อใจชาวสวนลิลลี่นะคะ ว่าจะช่วยกันรดน้ำใส่ปุ๋ยน้องกันอย่างดี ฮึบๆ  

ถ้าพูดถึงลิลลี่ อย่าลืมติดแท็ก #ลิลลี่ชิงชิง กันนะคะ 

โชคดีมีชัยค่ะทุกคน 

 

 

#ลิลลี่ชิงชิง 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}