empty love
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#ไอ้อิ้งเด็กเฮียสอง : ภาค8 100%

ชื่อตอน : #ไอ้อิ้งเด็กเฮียสอง : ภาค8 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 63

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มิ.ย. 2562 11:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#ไอ้อิ้งเด็กเฮียสอง : ภาค8 100%
แบบอักษร

 

 

 

 

 

 

 

 

8

 

 

 

 

 

 

KALOS UNIVERSITY

 

คณะแพทยศาสตร์

แง้น แง้นนน!!!!

เสียงท่อรถกระป๋องเศษเหล็กเก่าๆของไอ้เปาที่เจ้าตัวตั้งหน้าตั้งตาบิดหน้าตั้ง พาฉันมาส่งในมหาวิทยาลัยคาลอสอันทรงเกียรติแห่งนี้ มหาวิทยาลัยเริ่ดหรู ติดโผลอันดับต้นๆของโลก นักเรียนที่นี่ก็ลูกคุณหนูดีกรีไม่ธรรมดาทั้งนั้น รถแต่ละคันที่แล่นเข้ามหาลัยก็หรูซะจนคิดว่านี่เป็นสถานที่จัดเทศกาลเดินพรมแดง-_-

นี่ถ้าไม่แต่งชุดนักศึกษาเดินตัวปลิวกันว่อนมหาลัยคงคิดเป็นงั้นจริงๆ

ส่วนนักศึกษาที่นี่ ก็ตามนั้น ด้วยความที่ดูๆแล้วเป็นลูกคุณหนูซะส่วนใหญ่ ผู้หญิงก็สวยอย่างกับดาราเห็นไอ้เปาดี๊ด๊าตั้งแต่หน้าม.จนถึงตอนนี้มันก็ยิ้มหน้าบานเท่าจานด้ง-_-

เป็นเหี้ยไรนักหนาก็ไม่รู้=_=^

ส่วนผู้ชายก็หล่ออย่างกับนายแบบ

คนพวกนี้สวยหล่อไร้ที่ติ แต่นิสัยจะไร้ที่ติหรือเหี้ยไม่มีที่ติคงต้องดูอีกทีล่ะนะ-_-^

แง้น แง้นน~!!

เอี๊ยด! แซ่!!

ปึก!

ทันทีที่รถจอดฉันจึงรีบกระโดดลงจากรถทันที เนื่องจากตอนนี้ก็เลยเวลารับน้องมาได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว....ไม่ได้ตั้งใจจะช้านะเว้ย แต่รอรถไอ้เปาซ่อมอยู่ที่อู่ตั้งแต่เจ็ดโมงแล้ว จริงๆไอ้เปาไม่ได้จะเอาคันนี้มาหรอก มันเป็นดจ้าพ่อบิ๊กไปท์นะเผื่อใครไม่รู้ แต่เมื่อวานเอาไปแข่งไงเลยโดนสีมา เครื่องรวนนิดหน่อยไปจนถึงมากที่สุด

คุยกันเพลินไง จึงลืมดูเวลาว่าแปดโมงครึ่งและพี่นัดรับร้องในไลน์กลุ่ม พอดูเวลาเท่านั้นแหละ ไอ้เปาก็คว้ารถรุ่นทวดสมัยพระเจ้าเหาที่เสียบกุญแจโชว์หน้าร้านมาแว้นทันที. มันขี่หวาดเสียวมาก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันกลัวการขี่รถของไอ้เปาที่สุด

เพราะอะไรน่ะเหรอ-_-^ ก็มันทั้งไล่บี้เฟอร์รารี่ ตัดหน้าเบนซ์ แซงบีเอ็มในที่แคบไง เนี่ย!เมื่อกี้ก็เล่นขับเทียบมินิคูเปอร์มาอีก

ฉันล่ะกลัวจริงๆให้ตาย....ขืนเศษเหล็กปลิวใส่รถเขาเป็นรอยก็ไม่มีปัญญาจ่ายน่ะเส่! ถึงขั้นขายไตเลยนะนั่นน่ะTOT

ฟุบ

และทันทีที่ถอดหมวกกันน็อกออกจึงรู้ว่าฉันกับไอ้เปาและรถเศษเหล็กของมันถูกสายตาทั่วบริเวณจับจ้องคล้ายเป็นจุดสนใจ สายตาที่แปลกใจมันก็ดีไม่คิดอะไรมาก แต่ไม่ใช่

สายตาของคนพวกนั้นมองพวกเราเหยียดๆ ดูถูกยังไงไม่รู้ ซึ่งฉันไม่ชอบมันเลยสายตาแบบนี้...และนี่ทำให้ฉันรู้เลยว่า...

คนพวกนี้หน้าตาสะสวยหล่อเหลาก็จริง แต่แค่สายตาหยามเหยียดที่มองกันมันทำให้คิดว่าพวกเขาคงไม่น่าคงเท่าไหร่

“โห....อะไรจะใหญ่โตปานนี้ เปาอยากถ่ายรูปจัง สาวๆก็สวย แถมมองมาที่ผมอย่างมีนัยะอีกต่างหาก>.< เจ๊ๆ เปาหล่อยังวะ”

และอะไรก็ไม่น่าโมโหที่ไอ้เปามาดี๊ด๊ามองโลกใสๆต่อหน้าตอนนี้

ป๊าบ!!!

“โอ๊ยเจ๊TOT”

“...นี่แหน่ะนัยะพ่องมึงสิ มึงไม่สังเกตว่าพวกแม่งมองเรายิ่งกว่าขี้ควายซะอีก-_-....หลงในความสวยอย่าหลงกับยัยพวกนี้เลย ก็แค่สวย”

“ฮอลล”

มันคางงึมงำทำตาปริบๆมองฉันที่กำลังยกมือเท้าสะเอว

“กูไม่พกลูกอม-_-”

ทันทีที่ฉันพูดหน้านิ่ง ไอ้เปาก็ทำหน้าแทบจะร้องไห้ส่งมาให้ฉัน

....อะไรมันวะ....

“โห่เจ๊! เชยอ่ะภาษาวัยรุ่นนะ ฮอลคือการครางแบบน่ารักไง แบบเกาหลีคิ้วท์ๆ-3-”

มันพยายามทำหน้าทำตาน่ารักน่าชัก แต่สำหรับฉันมันน่าถีบเป็นยิ่งนัก จึงได้แต่เกาพุงมองมันไป

“คิ้วท์เหี้ยไรเนี่ยวู้ว ไร้สาระ-_-^เกิดมาไม่เคยได้ยินแม่สอน-_- กูขนลุก! ไปล่ะไอ้สัส มึงก็เข้าเรียนด้วย อย่ารู้ว่าโดด”

“ครับเจ๊U_U”

“ที่เสียงอ่อยนี่คือ?”

“ขี้เกียจเรียนอ่าTOT”

มันพูดพร้อมทำหน้าจะร้องไห้

“ไอ้นี่ เดี๋ยวแม่ปั๊ด!!”

“โอ้ยโอ่ยโอ่ย”

ทันทีที่ฉันยกมือขึ้นสูงไอ้เปาก็หัวหดครางรับอย่างเจ็บปวดอย่างนั้น ซึ่งใบหน้าของมันทำเอาฉันหลุดอมยิ้ม จากนั้นจึงปั้นหน้านิ่งต่อ

“ยังไม่ได้ทำไอ้สัส! ไปละกูสายแล้ว”

“ครับเจ๊หวัดดี-/\-”

“เออๆ ใจมาก เดี๋ยวเย็นขึ้นรถเมล์กลับอาจมีกิจกรรม”

“เดี๋ยวมารับเจ๊ วิ่งวินแถวนี้พอดี”

“ตามใจมึงเถอะ! ไปล่ะ”

ไม่รอให้ไอ้เปาพูดต่อฉันจึงหมุนตัววิ่งเข้าตึกไป วันนี้เปิดเทอมวันแรก และฉันก็สาย แถมพี่นัดว่ามีนับน้องตอนเช้าในไลน์อีกต่างหาก จริงๆไม่เข้าก็ได้ค่อนข้างไร้สาระพอสมควร แต่ทุกคนเข้าไง ฉันจะเป็นแกะดำได้ไงล่ะ ไม่อยากถูกเพ่งเล็งหรอกนะพูดเลย-_-^

คงงงกันล่ะสิ ว่าฉันมาเหยียบถิ่นคาลอส แต่งชุดนักศึกษาของที่นี่ได้ยังไง

ก็เป็นเพราะเงินแสนนั่นของเฮียสองนั่นแหละ ที่ทำให้ฉันมีวันนี้ จ่ายค่าอุปโภคให้มหาลัย มามอบตัวพร้อมเพื่อนๆ มีเงินซื้อชุดนักศึกษา รองเท้า กระเป๋าก็ยังเหลืออยู่ แน่นอนฉันเก็บเอาไว้เป็นทุนศึกษาต่อ หรือถ้าเจอเฮียคงจะรีบคืนให้

ตั้งแต่วันนั้น ฉันก็ไม่เจอเฮียอีกเลย...เดินไปที่ที่คิดว่าจะเจอ ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา...เหมือนเขาเป็นเทวดาที่มาช่วยฉันและเดินจากไปมั้ง...ถึงแม้ไม่ชอบขี้หน้าแต่ก็ยอมรับว่าเขามีบุญคุณจริงๆ และถ้าฉันเจอ....

ก็ไม่รู้สิ ยกมือไหว้มั้ง หรือควรทดแทนบุญคุณ

แต่ช่างเหอะ โลกนี้มันกว้างอาจจะไม่เจอแล้วมั้ง...หรืออาจจะเจอเดินสวนกันใน ม. แต่เป็นไปได้ยาก เฮียสองเรียนวิศวะอยู่ฝั่งในม. ส่วนคณะฉันน่ะ อยู่ติดโรงพยาบาลไง คนละโยชน์เลยเถอะ คนก็ไม่ใช่น้อยๆ มหาลัยก็กว้างซะยิ่งกว่าเมืองหนึ่งเมือง

แต่ช่างเถอะ...พล่ามอะไรนักหนาวะ-_-^

สนใจเหตุการณ์ปัจจุบันดีกว่ามั้ยไอ้อิ้ง-_-

กึก!

เมื่อเดินเข้ามาภายในอาคารโถง ก็พบว่ารุ่นพี่กำลังทำกิจกรรมกันอยู่กับเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน...ด้วยความที่มวลชนกองตรงนั้นเยอะ ทำให้ฉันไม่กล้าที่จะเดินต่อ...ไม่ใช่ว่ากลัวนะ...แต่ฉันไม่อยากเป็นแกะดำถูกจดจ้องต่างหาก

เพราะฉันเกลียดที่คนมอง...แบบตำหนิ และเกลียดตัวเองที่พอโดนมองแบบนั้นแล้วล่ะก็ สันรองเท้าอาจจะประทับหน้าโดยง่าย

ฟุบ

และสิ่งที่ทำหลังจากยืนคิดหนักสามสิบวินาที ก็หมุนตัวกลับเดินกลับไปอย่างเอื่อยๆ

....แค่ไม่เข้าร่วมกิจกรรมเอง...คนอื่นคงมีชื่อโดดเหมือนกันแหละ...ไม่ใช่มั้งที่ขาดฉันคนเดียว

แต่ทว่า....

“น้องคนนั้นจะไปไหนครับ...อิ้ง อรอิน ใช่ป่ะ...เพื่อนรอน้องคนเดียวนะ จะโดดรึไงครับ”

แม้จะแอบอยากใช้ฟรีคลิกเตะแสกหน้าเจ้าของเสียงกวนประสาทนิดๆ แต่สิ่งที่ทำเหงื่อตกตอนนี้น่ะ...

คือหลังจากที่หันไปมองอีกครั้งต่างหาก

จริงๆแล้วมีแค่ฉันคนเดียวที่ขาดเหรอวะเนี่ยTOT เหรอวะ?....ใช่เหรอวะ...จริงๆเหรอวะTOT

 

 

 

 

35%

 

 

 

ฟุบ

เห้อ

ฉันฟุบหน้าลงกับโต๊ะเรียนทันทีหลังจากอาจารย์หมอเดินจากห้องเรียนไป และนักศึกษาชั้นปีหนึ่งต่างทะยอยกันไปทานข้าว เพราะคาบนี้เป็นคาบสุดท้ายในช่วงเช้า...

วันนี้รู้สึกเรียนหนักมากขนาดเปิดเทอมวันแรกTOT เนื้อหาอาจารย์สอนก็อัดเน้นๆ บรรยายรัวยิ่งกว่าร้องเพลงแร็ป ดีที่มีโทรศัพท์ไว้อัดเสียงอาจารย์ได้ ไม่อย่างนั้นฉันได้ร้องไห้แน่ๆ

เนื้อหาแม้ไปไว แต่ก็เข้าใจอยู่ เพราะปีหนึ่งส่วนใหญ่ก็เจอวิชาคล้ายๆกับมัธยมแต่มันขั้นสูงเนื้อหาลึกกว่า ด้วยความที่ฉันอ่านหนังสือสอบอย่างหนัก หรือเรียกว่าโล๊ะหนังสือมาอ่าน จึงเข้าใจเนื้อหาที่ค่อนข้างอิงแนวมัธยม แต่แค่อาศัยความว่องไวในการจูนสติ แต่ก็สนุกดี

แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่เข้าใจเหมือนกัน ซึ่งฉันก็เลกเชอร์ไว้ในสมุดหนังหมาเยินๆของตัวเองเพื่อนำไปศึกษาต่อไป

จริงๆฉันเป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาว เรียนไม่เก่งด้วยซ้ำ แต่ข้อดีคือฉันมีแรงผลักดันในการเรียน...คนดูถูกเยอะไง แถมโม้ไว้เยอะจึงต้องแอคทีฟตัวเองอยู่เสมอ

รู้สึกจะพูดออกทะเลไปไกลแล้วแห๊ะ...งั้นเรามาปัจจุบันกันดีกว่าเนาะ^^

เริ่มจากความเดิมตอนที่แล้ว...

กิจกรรมช่วงเช้าผ่านไปอย่างเรียบๆ เรื่อยๆ ออกแนวน่าเบื่อนิดๆด้วยซ้ำไปสำหรับฉัน...รุ่นพี่ปีสองเทคแคร์ดีมาก เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็เริ่มสนิทกันหาดูได้เยอะแยะหลังจากการพบปะครั้งแรกจบลง ซึ่งแน่นอน จนตอนนี้ฉันก็ยังไม่มีเพื่อนเช่นเคยเพราะฉันไม่เก่งเรื่องปฏิสัมพันธ์กับคนเท่าไหร่

ไม่ใช่ว่าไม่อยากมีนะ...แต่ฉันแค่ยังไม่เจอเพื่อนที่สปาร์คกันแล้วกล้าเข้าไปทักได้เลยนี่นา แต่ละคนก็ดูลูกคุณหนู ไฮโซ เงียบๆกันทั้งนั้น ช่างเหอะ อยู่คนเดียวได้ไม่ถึงตายหรอก-..-^

ฟุบ

“ไง^^”

แต่แล้วความคิดก็ชะงักงันเมื่อครั้นเงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะ สายตาก็สบประสานเข้ากับสายตาคมกริบของผู้ชายคนหนึ่งอย่างจัง

ผู้ชายหน้าหวานที่นั่งเท้าคางตรงเก้าอี้ที่อยู่ด้านหน้าถัดจากฉันไปหนึ่งช่อง ด้วยความที่เก้าอี้ของเขาตรงกับเก้าอี้ของฉัน แถมตานั่นยังนั่งหันมาพร้อมกับเอาคางเกยบนโต๊ะฉัน ทำเอาเผลอใจเต้นไปชั่วขณะ แต่ก็แค่นิดหน่อย เพราะเกิดมาไม่เคยอยู่ใกล้ผู้ชายจนหน้าจะชนกันขนาดนี้มาก่อนนี่หว่า

ว่าแต่ไอ้หน้าเกาหลีนี่มานั่งมองอะไรฉันกันล่ะ

“มีไรไม่ทราบ”

ฉันถามออกไปก่อนจะเอนตัวมานั่งพิงเก้าอี้นวม ส่วนไอ้หน้าเกาหลีนั่นก็เอนตัวออกไปพร้อมกับฉีกยิ้มให้

“เอ้า! คนเขาคุยด้วยดีๆ^^”

“ได้ข่าวว่าไม่รู้จักกัน-_-?”

ฉันกอดอกปรือตามองด้วยใบหน้านิ่งๆ อีตาบ้านั่นก็ฉีกยิ้มก่อนจะเริ่มพูดต่อ

“ฉันชื่อเพทายนะเรียกทายเฉยๆก็ได้^^”

“บอกทำไมไม่ได้ถาม-_-”

“อยากบอกเพราะจะได้รู้จักกัน ชื่ออิ้งใช่มั้ย^^”

ฉันนิ่งไปก่อนจะขมวดคิ้ว

“นายรู้ชื่อฉันได้ไง”

“เอ้า ใครมันจะไม่รู้ชื่อเธอกัน ไอ้คนที่มาสายแถมยังจะโดดท้าทายรุ่นพี่อีกน่ะ....เธอไม่ใช่เหรอเมื่อเช้า?”

“ฉันไม่ได้จะโดดซะหน่อยนะ!-^- ฉันก็เข้าแถวหรอกแค่...เอ่อแค่ปวดฉี่นิดหน่อยเลยกะจะเดินมาก่อน”

ฉันแถ ส่วนไอ้บ้านั่นได้แต่เท้าคางมองฉัน

“ไร-_-”

พอมองเข้าๆฉันก็พูดออกมาอย่างสงสัย

ไอ้บ้านี่จะมองอะไรนักหนา

“เปล่า...เธอแปลกดีแล้วมานั่งทำไรคนเดียว แล้วเพื่อนฝูงล่ะ”

“ฉันไม่มีเพื่อน-_-”

ทันทีที่ถาม ฉันก็ตอบทันทีด้วยใบหน้าเบื่อหน่ายก่อนที่เสียงหัวเราเบาๆจากคนตรงหน้าจะดังขึ้น

“อะไรของนาย”

“ตลกดีว่ะ มีแค่ฉันกับเธอเนี่ยนะที่ไม่มีคนคบ^^”

ฉันเหลือบตามองไอ้บ้านี่ก่อนจะเป่าปากถอนหายใจออกมา

ก็ไม่อยากยอมรับหรอกนะ-_-

“งั้น...เรามาเป็นเพื่อนกันมั้ย”

เงียบไปซักพัก ฉันก็เจอคำพูดที่ตลกร้ายออกจากปากนายนี่

‘เป็นเพื่อนกันมั้ย?’

เดี๋ยวนะ

“ตลกละ...เพื่อนนายผู้ชงผู้ชายไม่มีรึไง ถึงมาคบชะนีอย่างฉันเป็นเพื่อน คนเขาไม่หาว่าตุ๊ดเหรอวะ?”

พูดจบนายนั่นก็หัวเราะเบาๆส่งมาให้

“ตระกะไหนที่เธอเข้าใจว่าผู้ชายกับผู้หญิงเป็นเพื่อนกันไม่ได้อ่ะ?”

ไม่ใช่ตรรกะฉันก็ตามเถอะ พูดไปงั้นแหละ

“-______-”

“แล้วก็นะ ฉันไม่ได้มองเธอเป็นผู้หญิงซะหน่อยวางใจเถอะ^^”

แปะ แปะ

ว่าแล้วก็ตบบ่าฉันสองที

ขวับ

และจบคำพูดไอ้บ้านี่ฉันก็หันขวับมองด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวทันที

ไม่ได้มองแบบผู้หญิง!?

ไอ้บ้านี่มองแบบไหนกัน เอเลี่ยนจากต่างดาวรึไงกัน-___-^

“หมายความว่าไง”

จุดนี้ชักหน้าแบบหาเรื่องเต็มที

“เธอแมนๆเหมือนทอมดี คิดว่าน่าจะเข้ากับเธอได้เห็นว่าไม่มีเพื่อนเหมือนกันด้วย ^^”

“ฉันไม่ใช่ทอมนะเว้ย!!!”

ก้นไม่ติดเก้าอี้ทันทีที่ไอ้บ้านี่พูดจบ

กร๊าซ!

ช่างกล้าดี!!

กล้าดีอย่างไรมาว่าฉันเป็นทอมน่ะห๊ะ!!!

“ฮ่าๆๆ นั่นไงไม่ปฏิเสธด้วย”

บอกทีว่าฉันต้องอยู่ร่วมกับไอ้บ้านี่ใช่มั้ย

“เหอะ! ฉันจะฆ่านาย-_-+”

.

.

.

“...ฉันจนนะ...บ้านอยู่สลัมด้วย”

ฉันวางช้อนที่กินอยู่บนจาน ปากก็พร่ำบอกข้อเสียของตัวเอง พร้อมกับเหลือบมองคนตรงหน้าที่ก้มหน้าก้มตาโซ้ยก๋วยเตี๋ยวอยู่ฝั่งที่นั่งตรงข้ามอย่างไม่สนใจอะไรเลย

เมื่อฉันจบประโยค ทายก็เงยหน้ามองฉันก่อนจะวางตะเกียบพร้อมกับเท้าคาง ยักไหล่ มองฉันตาปริบๆ

“...จนแล้ว?...ฉันก็รวยไง...บ้านมีคฤหาสน์หนึ่งหลังด้วย”

ไอ้บ้าทายพูดพร้อมยักคิ้วจึ๋งหนึ่งมาให้

“ใช่เรื่องที่ไหนเล่า!!-_- ฉันหมายถึง ฉันจนอ่ะจนมากๆ”

“จนแล้วไง ฉันไม่ได้คบกับเธอเพื่อหวังหน้าตา...เพื่อนกันจริงไม่ได้ดูที่เงินทองเว้ย”

แหมะ ใจนี่หล่อจริงๆ-_-^

“จ้า...ถามจริงเหอะอย่าอ้อม นายมาตีสนิทฉันเพื่ออะไร?...”

ฉันถามเสียงจริงจัง ก่อนจะจ้องไปยังเพทายเขม็ง ส่วนไอ้บ้านั่นนอกจากจะไม่สะท้านอะไรแล้วก็ยังหยิบตะเกียบคีบเส้นหมี่เหลืองกินอย่างสบายอารมณ์

“....หน้าเธอเหมือนแฟนเก่าฉันมั้ง”

สุดท้ายนายนี่ก็แถอยู่ดี-_-

นี่พยายามโน้มน้าวมาได้จะครึ่งชั่วโมงแล้วนะเว้ย

แต่เอาเถอะ...

“พึ่งรู้ว่ารสนิยมนายต่ำมาก มีแฟนตัวคล้ำๆ หน้าบ้านๆหาตามหน้าเซเว่น แถมดั้งไม่มี ตาตี่ ตัวก็ผอมเป็นกุ้งเสียบแบบนั้น-_-”

พูดจบไอ้บ้าทายก็วางตะเกียบหัวเราะเสียงดังอย่างไม่อายคนเดินผ่านไปผ่านมา

“ฮ่ะๆๆ!! เข้าใจมองตัวเองเนอะฮ่าๆๆ”

ไอ้!!

เหอะ! หมดคำพูดแล้วเถอะ!!-_-^

ฟุบ

ฉันกัดฟันกรอดก่อนจะก้มหน้าก้มตาทานข้าวในจานให้หมดโดยไม่แคร์ ไม่สนไอ้บ้านั่น จนได้ยินประโยคหนึ่ง เป็นประโยคเดียวที่ทำให้ฉันเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง

“ก็ได้...อยากรู้ก็จะบอก”

“...ความจริง”

“Sure”

เพทายเลิกคิ้วทำตาใสพร้อมกับยักไหล่ส่งให้ฉันเบาๆ

ฟุบ

“เธอเป็นหัวหน้าแก๊งค์ไร้ชื่อที่เปลี่ยนชื่อเป็นแก๊งค์โพธิ์ดำใช่มั้ย?”

ฉันนิ่งค้างไปเมื่อทายชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ๆ พูดให้พอได้ยินเพียงแค่สองคน สายตาคมกริบฉายแววจริงจังมองฉันอย่างนั้นด้วยใบหน้าปราศจากรอยยิ้มล้อเล่นใดๆ

ดะเดี๋ยวนะ...

“นะนาย...”

ฉันกวาดสายตามองเพทายอย่างนิ่งค้าง ก่อนที่เขาจะเอนกายยืดตัวนั่งดังเดิม ก่อนจะฉีกยิ้มหวานให้แก่ฉันแบบเดิมในเวลาต่อมา

“ประมาณนี้”

“นายรู้”

“ให้บรรยายแก๊งค์เธอด้วยมั้ย?”

เพทายเอียงคอมองฉันจนฉันสะอึกในทันที

“มะไม่ต้อง...นายมีอะไร”

“ไม่มีอะไร...แค่คิดว่าถ้าเราเป็นพันธมิตรกันคงจะดีไม่น้อย”

เพทายแสยะยิ้มพร้อมกับยกน้ำอัญชัญขึ้นมาดื่มอย่างใจเย็น

“หมายความว่าไง?”

“ไปคุยกันที่อื่น”

เขาพูดพร้อมกับเลียริมฝีปากเบาๆ สายตาก็เหลือบมองผู้คนรอบกายแว๊บหนึ่ง ด้วยบุคลิกจริงจังจนน่ากลัว แต่แค่แว๊บเดียวเท่านั้น เขาก็กลับมายิ้มหวานให้ฉันดังเดิม

คนนอกอาจจะมองถึงขั้นว่าเราเป็นคู่รักกันไปแล้วมั้ง ดูจากสายตาอาฆาตจากเก้ง ก้าง บ่าง ชะนีที่มองตรงมายังฉันจนต่อมความรู้สึกสะกิดเตือนยิกๆ มีบางคนเหงี่ยหูฟังด้วยว่าเราพูดอะไรกันที่ทำให้เพทายยิ้มละมุมมองฉันแบบนี้

แต่มันช่างน่าอ้วกยิ่งนัก=_=

เพราะแท้ที่จริงแล้ว พวกเรากัดกัน กวนประสาทกันจะเป็นจะตายอยู่เนี่ย

.

.

หลังตึกอาคารพยาบาล1

ตึกนี้เป็นตึกพยาบาลของโรงพยาบาลคาลอส พอดีคณะฉันอยู่ใกล้โรงพยาบาล บวกกับตึกนี้เป็นตึกที่ค่อนข้างห่างไกลจากตึกอื่น จึงดูเงียบสงบ เป็นที่ส่วนใหญ่ของพวกพี่หมอทั้งหลายใช้ในการสูบบุหรี่เวลาเครียด หรือนัดเจอนัดคุยกันของเหล่าหมอ เหล่าพยาบาลทั่วไปในเวลาว่าง แม้กระทั่งเด็กวัยกำลังเรียนอย่างฉันและเพทายในตอนนี้

“...ไอ้โอมเด็กบ้านั่นเริ่มกำเริบเสิบสานหนัก...เมื่ออาทิตย์ก่อนมันซ้อมลูกน้องฉันจนอาการปางตายด้วยเรื่องปัญญาอ่อนที่ลูกน้องฉันไปมองหน้ามันที่ตู้เกม-_-;”

“นายไม่มีปัญญาสู้รึไง-_-^”

“มีแน่ กับไอ้เด็กเมื่อวานซืนนั่นน่ะ แต่ครั้งนี้ มันคุมพวกระดับฝีมือปรมาจารย์ รู้จักแม้กระทั่งมาเฟียคุมเขตทุกเขตที่เป็นพันธมิตรพี่มันอีกต่างหาก”

“...”

“...เธอคิดว่าฉันจะเสี่ยงให้ลูกน้องฉันไปตายรึไงล่ะ ถึงมาขอความร่วมมือจากเธอและแก๊งค์ปลาทู”

“เกี่ยวอะไรกับแก๊งปลากระป๋องนั่น-_-”

“อ้าว ก็เธอพันธมิตรแก๊งนั้นไม่ใช่เหรอวะ?”

“เปล่า...”

“เหรอวะ?”

เพทายเกาหัวแกร่กๆ ทำหน้าประมาณว่า ฟิตมาดีนะ แต่พอถูกปฏิเสธก็เริ่มแสดงสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย

“ช่างเหอะ...แต่เห็นว่าเธอเคยมีเรื่องกับไอ้โอมนี่เป็นไงล่ะ?...มันขู่อะไรเธอไว้”

เพทายกอดอกมองฉันพร้อมกับใช้แผ่นหลังตัวเองพิงผนังตึกเอาไว้

“เออ ก็งั้นๆมันขู่ว่าจะมาถล่มครั้งหนึ่ง...แต่ก็ไม่”

ฉันพูดพร้อมกับยักไหล่ เชิดหน้าอย่างเฉิดฉาย

“...หึ...อย่าประมาทมันเชียวล่ะ ตราบใดที่เฮียสองยังไม่กลับมา”

“นายว่าไงนะ...”

เอ เหมือนประโยคนี้คุ้นๆนะ...

“...จำไว้ว่ามีคนเดียวที่หยุดกองทัพเด็กอย่างไอ้โอมได้...คือเฮียสอง หัวหน้าแก๊งวิศวะม.คาลมาเฟียใหญ่คุมย่านที่หายตัวไปเมื่อปีก่อนอย่างเงียบเชียบและไร้วี่แวว จนอีกทั้ง เขายังทิ้งให้แก๊งค์ทุกแก๊งค์ให้ไอ้โอมดูแล ซึ่งคิดไม่ตกเลยว่าทำไมถึงเป็นมัน...เธอเคยได้ยินมาบ้างแล้วม้างง”

ก็ใช่ แต่แค่ผ่านๆเหมือนกัน

“...ข้อเสนอนายล่ะ”

แน่นอนเหนือสิ่งอื่นใดที่มายืนตรงนี้เพียงเพราะผู้ชายคนนี้สะกิดต่อมความอยากรู้และข้อเสนอดีๆแต่เพียงเท่านั้น ...

“...ก็ไม่มีอะไรมาก...แค่รวมตัวกันเพื่อไปตามเฮียสองกลับมาเอาพันธมิตรทั้งหมดกลับไป ให้เหลือแต่แก๊งค์เด็กเวรนั่นเพียวๆก็แค่นั้น:)”

พูดเหมือนง่ายเนอะ

แต่เฮียสองอะไรนั่นน่ะ...บ้านอยู่ไหน หน้าตายังไงยังไม่รู้เลย

ได้ยินแต่ชื่อเนี่ย ดังจังเลย

ถ้าเป็นดาราคงค่าตัวแพงมากเลยคนชื่อเฮียสองเนี่ย-_-

ไปไหนก็มีแต่คนอยากได้ไปเข้าฉาก=*=

 

 

 

 

 

 

75%

 

 

 

 

KALOS UNIVERSITY

คณะวิศวกรรมศาสตร์

 

บรืน!!

Harley Davidson Roadster สีดำด้านแล่นเข้ามาจอดภายในคณะวิทยาศาสตร์อย่างรวดเร็วด้วยร่างสูงเจ้าของใบหน้าหวานราวกับผู้หญิงอย่างไอ้ทาย และสก๊อยซ้อนท้ายหน้าเด๋อสวมหมวกกันน็อคยิ่งกว่ามนุษย์อวกาศอย่างฉัน ท่ามกลางสายตาบรรดาชายหญิงที่มองตั้งแต่หน้ามหาวิทยาลัยจนถึงตอนนี้ก็ยังมอง

ซึ่งฉันคิดว่าบางทีก็ดูน่าเบื่อไปมากจริงๆ-_-

ถ้าเป็นสายตาน่ายินดีก็ดีใจอย่างเปี่ยมล้นเลยล่ะ แต่ไม่เข้าใจไงสายตาที่มองไอ้ทายแม่งโคตรเต็มไปด้วยรัก ตัดภาพมาที่ฉัน ทำหน้าอย่างกับฉันไปพรากลูกพรากผัวพวกเธอมาจั้งแต่ชาติปางก่อนงั้นแหละ-_- โคตรไม่เข้ากันเป็นที่สุด-*-

ปึก!

พอรถจอดฉันก็กระโดดลงทันทีก่อนจะถอดหมวกคืนให้ไอ้ทาย พร้อมกับกวาดสายตามองไปบังบรรยากาศโดยรอบ

นี่มันคณะวิศวะม.คาลนี่นา-_-

“พูดอีกทีว่านี่คือป้ายรถเมล์?”

ฉันละสายตามองเขม็งพลางเท้าสะเอวไปยังไอ้ทายที่หัวเราะแหะๆส่งมาให้

“พ่องมึงดิ...มึงพากูมาทำเหี้ยไรที่นี่?”

ฉันโวยวายอย่างหัวเสีย ส่วนมันก็ได้แต่มองนั่นนี่เลิกลั่ก ก่อนจะเกาคางตัวเองอย่างไม่รู้จะทำยังไงต่อ

“ก็กูแค่ มาเอาแผ่นเกมที่เพื่อนขอแป๊บนึงดิ”

“แล้วแต่มึงดิกูจะกลับ!”

ฉันพูดพร้อมกับหันหลังเดินหนีมันอย่างหัวเสียพอสมควร แต่ก้าวได้ไม่ถึงสองก้าวมันก็มาดักไว้

จะไม่อะไรเลยถ้าก่อนหน้านี้ไม่โทรบอกไอ้เปามันว่าจะรอที่ป้ายรถเมล์น่ะ ฉันไม่เคยให้ใครรอนะเว้ยเพราะเข้าใจเวลาทำมาหากินทุกคนดี แต่วันนี้ไอ้เปาได้พ่นไฟเผาแน่ให้ตาย-_-^

“เดี๋ยวดิวะไอ้อิ้ง กูไปส่งมึงบ้านก็ได้อ่ะ แต่มากับกูก่อน”

“ทำไมต้องไปกับมึง-_-+...นี่จะเอากูไปข่มขืนใช่ป่ะทาย เหี้ยเอ้ย!”

ฉันยกมือขึ้นกอดตัวเอง พร้อมกระโดดก้าวถอยหลังอย่างมีจริตผู้หญิง ส่วนมันก็ได้แต่ยกนิ้วชี้ขึ้นเกาขมับตัวเองมองฉันอย่างเหนื่อยๆ ประมาณว่าเดาอารมณ์ฉันไม่ถูก

เออ แล้วไงวะ ก็นี่ล่ะฉันน่ะ!

เหวี่ยงเหี้ยไรไม่ได้นานหรอก ชอบทำชีวิตบันเทิง เห็นว่ามันดีต่อจิตใจมากกว่าก็ทำ

“นี่คือมหาลัยดูด้วย-_-+และทอมแบบมึงกูสะพรึงมากกว่าข่มขืนลงเถอะ-_-ตกลงไปกับกูได้ยัง?”

แม้จะโกรธว่าทอมหน่อยๆ แต่ขอสะสมเป็นหนี่งแต้มไว้ก่อนจะระเบิดตูมเป็นโกโกครั้นซ์ทีเดียว-.,-

....

เล่นเหี้ยไรเนี่ยอิ้ง วู้ว!!

“ไปเหี้ยที่ไหน กูนัดเด็กๆกูไว้ มันจะมารับกลับ เสียเวลาการงานมันหมด”

ฉันบ่นพร้อมกอดอกมองมันที่มองซ้ายมองขวาก่อนจะลากฉันไปหลบมุมต้นไม้ค่อนข้างลับตา

“เอ้า ก็เรื่องเฮียสองไง ลืม?”

และเรื่องนี้ทำเอาฉันชะงักอีกครั้งก่อนจะปั้นหน้าส่งให้มันไป

“เปล๊า! เมื่อกลางวันเรียกว่าโฆษณา ข้อเสนอจริงๆของกูน่ะ....เท่าไหร่”

ฉันมองมันนิ่งก่อนจะไล่สายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นดังนั้นมันจึงกระโดดเด้งออกไปแทบไม่ทัน

“เหี้ยไรกูไม่ขาย”

ไอ้ทายกอดเนื้อกอดตัว ตัวเองอย่างเหนียมอาย แถมมองหน้าฉันแบบสะพรึงด้วย

จะบ้า-_-

“นี่ทาย กูไม่นิยมผู้ชายหน้าตุ๊ดรูปร่างเกย์ถนัดโปรยเสน่ห์ใส่ผู้หญิงแต่ที่จริงๆมึงเหี้ยมากเป็นผัวกูหรอกนะ-_-”

“เอ้า เหรอ”

“ เออดิ!-_- กูหมายถึงส่วนแบ่งต่างหาก มึงจะให้กูร่วมอุดมการณ์กับมึงก็ต้องมีแรงดึงดูดบ้างนิดหน่อยดิวะ ผลประโยชน์อ่ะรู้จักป่ะ”

“...แสนหนึ่ง”

“แสนจะไปพออะไรวะทาย กูต้องกินต้องใช้ลูกน้องกูก็ต้องร่ำต้องระ”

“ล้าน”

O_O

พรึบ

“มึงว่าไงนะ”

หันหน้าคิแทบหักทันที ก่อนจะมองไปที่ไอ้ทายด้วยสายตาวิบวับ

“กูให้ล้านหนึ่ง”

“เพื่อให้กูร่วมอุดมการณ์กับมึง”

“ไม่ถ้ามึงร่วมอุดมการณ์กับกู กูให้แสน แต่ถ้ามึงหาตัวคนชื่อเฮียสองและทำให้แม่งรับตำแหน่งแบบเดิมได้ เอาไปล้านหนึ่งเลย”

มันพูดก่อนจะมองหน้าฉันด้วยใบหน้าจริงจัง

รู้นะว่าแม่งแค้นไอ้ห่าโอมมากที่ทำลูกน้องมันอาการสาหัสเป็นเจ้าชายนิทราอยู่หลายคน

แต่บางทีก็คิดว่าคงไม่ใช่แค่นั้นมั้ง ที่ทำให้ไอ้ทายยอมเสียเงินมากขนาดนี้

“งั้นกูไม่ทำ”

ฉันพูด ส่วนมันก็เลิกคิ้วเอียงคอมองฉัน

“หืม”

“จริงๆ พวกกูซื้อไม่ได้ด้วยเงินหรอก มึงต้องมีเหตุผลอะไรมากกว่ามันทำร้ายลูกน้องมึงสิ อย่าหาว่ากูดูไปทางลบเลย แต่มันไม่ใช่ป่ะวะถ้าจะเสียให้ลูกน้องมากขนาดนี้”

ฉันพูดก่อนจะเลื่อนสายตามองไอ้ทายที่มองฉันนิ่ง ก่อนที่มันจะถอนหายใจ

“ฉลาดว่ะ”

เหอะ

มันพูดก่อนจะบีบจมูกฉัน จากนั้นก็ยึดข้อมือฉันไปถือไว้

“อยากรู้ก็ไปกับกูดิ”

“เห้ย!!”

ไอ้ทายพูดจบก็ลากฉันออกไปจากที่ตรงนั้นตรงไปยังด้านในคณะทันที

.

.

“เมื่อปีที่แล้วหลังจากเฮียสองเดินออกจากวงการไปอย่างเงียบๆ ไอ้โอมก็เข้ามาทำหน้าที่แทนเฮียสอง โดยฉันก็ไม่รู้ที่มาที่ไปของเฮียสองกับไอ้โอมหรอก แต่สิ่งที่ทำให้พวกฉันต้องมาหาแนวร่วมก็เพราะ พี่ชายฉันตายเพราะเรื่องพวกนี้”

ฉันฟังชายใบหน้าหล่อตี๋อินเตอร์ ในเสื้อนิสิต กางเกงสแลกที่นั่งอยู่ม้าหินอ่อนตรงข้ามกันเล่าเหตุการณ์ความเป็นไปเป็นมาอย่างตั้งใจ เขาชื่อพระพาย เป็นเพื่อนเพทายเรียนคณะนี้อยู่ปีหนึ่งเหมือนกัน

ฉันค่อนข้างตกใจที่ฟังเรื่องที่พระพายเล่า ซึ่งเอี่ยวถึงการตายของคนครอบครัวเขาไปด้วย

“เสียใจด้วย”

ฉันพูดออกมาจากใจ เพทายจึงพยักหน้ารับก่อนจะเล่าต่อ

“พี่ฉันตายเพราะช้ำในหลังจากการยกพวกตีกับพวกพันธมิตรของเฮียสอง เนื่องจากต้องการแยกตัวออกจากแก๊งค์พันธมิตรที่มีไอ้โอมควบคุมแทนเฮียสองเพราะไม่เห็นด้วยกับการที่เด็กอย่างไอ้โอมต้องมาควบคุม แถมเหยียบหัวอีกต่างหาก...แต่สุดท้ายก็สู้ไม่ได้เพราะพวกพันธมิตรที่เชื่อว่าเฮียสองจะกลับมาก็ยังคงมีอยู่จึงเลือกจงรักภักดีต่อไอ้โอม....แก๊งค์พี่ฉันช้ำในตายไปหลายคน หนึ่งในนั้นคือพี่ชายฉัน ก่อนตายพี่ฉันได้ฝากให้ฉันดูแลลูกน้องที่เหลือของพี่และบอกให้รวบรวมพันธมิตรที่ถูกไอ้โอมจับตามาร่วมการต่อต้านมันให้ได้”

“ซึ่งฉันก็เข้าร่วมกับมันด้วย”

จบคำพูดของพระพาย ไอ้แทนก็พูดแทรกขึ้นละก่อนจะหันมาหาฉันและพยักเพยิดไปหาพระพายที่นั่งฝั่งตรงข้าม

“แต่แน่นอน ถึงรวมกันก็สู้ไม่ได้พวกไอ้โอมเยอะกว่าเห็นๆ ถึงบอกว่าถ้าแก๊งค์เด็กน้อยของมันน่ะกระจอก แต่นี่รวมแก๊งค์ และพันธมิตรของเฮียสองด้วยไง หัวหน้าแต่ละแก๊งค์ก็ระดับเทพระดับเซียน เพราะฉะนั้นวิธีง่ายๆคือตามหาเฮียสองคนเดียวจบครบเครื่อง”

ไอ้ทายพูด ก่อนจะมองไปยังพระพายที่พยักหน้ารับ

“แล้วพวกนายรู้หน้าตาเฮียสองอะไรนั่นรึยังล่ะ”

“ไม่หรอก...”

พระพายตอบทันทีพร้อมส่ายหน้าเบาๆ

“เฮียสองไม่ใช่ใครหน้าไหนเห็นได้ง่ายๆ...พี่ฉันเคยเห็นแต่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรเลย...เรียกว่าพวกที่ตายของแก๊งค์พี่ฉันมีคนเคยเห็นหน้าเฮียสองแต่พูดไม่ได้อีกแล้วไงเพราะตายห่าไปแล้ว”

“แล้วพวกนายจะตามหายังไงให้ไหวล่ะ ในคณะนี้คนชื่อเฮียสองมีกี่คนกัน”

ฉันถาม

“เมื่อสองปีที่แล้วพี่ฉันพึ่งเข้าแก๊งค์ เคยมาอวดฉันว่าได้เจอหัวหน้าแก๊งค์วิดวะม.คาลแล้วอยู่ปีสี่ ตอนนี้คงจะจบไปแล้วมั้ง...ฉันก็ไม่รู้มากว่ะ แค่จะเริ่มสืบให้พี่ตอนเข้ามาไม่กี่เดือนนี่เอง”

พระพายตอบก่อนจะเหลือบมองฉัน

“งั้นก็กรรมล่ะ...”

ฉันพึมพำ พร้อมกับก้มหน้าลงเล่นฝ่ามือตัวเอง

“แต่มีคนเดียวที่รู้ และพอจะช่วยให้เจอเฮียสองได้”

ฉันเงยหน้าขึ้นพร้อมกับไอ้ทาย มองพระพายตาปริบๆ

“ใครวะนี่ข่าวใหม่รึไง”

เพทายถามพร้อมเกาหัวแกร่กๆมองตรงไปยังพระพาย

“เออ กูพึ่งมารู้ตอนอาทิตย์ก่อนตอนหยิบสมุดโน๊ตของพี่กูมาอ่านพวกแก๊งค์พันธมิตรดู และแก๊งค์เฮียสองแม่งก็ลิสต์ในนั้น กูเลยอ่านเจาะประวัติเน้นๆ จึงรู้ว่าเฮียแม่งมีคนสนิทด้วย คนแรกชื่อเหี้ยไรไม่รู้แต่รู้ว่าเรียนจบแล้วแต่สะดุดตรงคนสุดท้าย ชื่อตะวันนี่แหละ ประวัติบอกว่าตอนนี้เฮียตะวันอยู่ปีสี่ คณะนี้ซึ่งน่าจะหาได้ไม่ยาก”

ฉันพยักหน้ารับพระพายเงียบๆ ก่อนจะมองนั่นนี่ด้วยใบหน้าคล้ายกับไม่คิดอะไรมากมาย แต่สมองกลับประมวลผลอย่างหนัก

“เธอจะตกลงรึเปล่าเรื่องที่จะตามหาเฮียสองด้วยกัน?”

“ไม่รู้ดิ...ฉันไม่ได้ยินดียินร้ายกับผู้ชายที่ชื่อสองอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าฉันควรจะเสียเวลาตามหาผู้ชายคนนั้นทำไม ส่วนตอนนี้แก๊งค์ฉันก็สบายไม่มีอะไรต้องห่วง”

ฉันพูดหน้าลอยตาลอยก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ โดยมิวายเหลือบมองไปยังเพทายและพระพายไปด้วย

“เอาที่เธอสบายใจ”

เพทายยักไหล่กับคำพูดพระพายที่ส่งตรงมายังฉัน ฉันมองครู่หนึ่งกาอนจะสะพายกระเป๋าลุกขึ้น

“ไม่ได้ฉุนแต่หมดธุระแล้วนี่....ไปล่ะ”

“เดี๋ยวกูไปส่ง”

ไอ้ทายเสนอพร้อมลุกขึ้นตาม

“จะเดิน-_-”

พูดแค่นั้นก่อนจะเดินออกมาจากที่ตรงนั้นทันที

 

 

“เห้อ”

กลับเข้าสู่โหมดปัจจุบัน ฉันเดินดูนั่นนี่ตามตึก ตามคณะต่างๆก็เพลินดีเหมือนกันแห๊ะ

บรืน!!

“เห้ย!!”

เอี๊ยด!!

ในขณะฉันกำลังเดินใช้ความคิดต่างๆ รถยนต์คันหรูก็ขับปาดหน้าฉัน แถมเหยียบคันเร่งออกตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไปหยุดตรงหน้าเยื้องๆป้ายที่เขียนว่า ‘นิเทศศาสตร์’

ฉันหายใจเข้า หายใจออกเพื่อลดระดับความร้อนในกายไม่ให้ปารองเท้าใส่หน้ารถคันนั้น

ปึก!

ไม่นานประตูฝั่งข้างคนขับจะถูกเปิดออกโดยผู้หญิงลุคแซ่บ การแต่งตัวเปรี้ยวจัดคนหนึ่ง ที่เอาแต่มวนผม กัดปากมองคนในรถอย่างนั้น

สายตาปานจะกลืนกิน เสื้อก็รัดติ้วจนรังกระดุมชำรุดแบบนี้....

ช่างเป็นสตรีที่ดูเป็นสาวร้านเหล้าจังเลยนะ-_-

ปึก!

เวลาผ่านไปประตูฝั่งนั้นก็เปิดออกมา โดยร่างสูงในเสื้อช็อปสีแดง

หือ

เสื้อช็อปสีแดงแสดงว่าเรียนวิศวะม.นี้นี่นา

เจ้าของผมสีคาราเมล เซตเป็นทรง ก่อนที่เขาจะหันข้างไปยิ้มให้กับแม่สาวสวยของเขา ดูแล้วคุ้นๆแต่จำไม่ได้ว่าเคยเจอที่ไหน และเหมือนคุณเธอจะรู้ใจจริงๆจึงเดินอ้อม กอดแขนเขาอย่างออดอ้อนรู้งาน

“หึ”

ฉันแสยะยิ้มอย่างนึกขำขัน เมื่อในสมองนึกตลกตัวเองที่ดันมองเรื่องราวตรงหน้าของใครก็ไม่รู้อย่างสนใจในความเป็นไปเป็นมามากเกินไป ทั้งๆที่ก็ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง จึงหันกลับมาเพื่อจะเดินต่อไป

แต่ก่อนจะหันกลับ เป็นชั่วขณะเดียวกันที่ผู้ชายคนนั้นสะบัดผมตัวเองราวกับโฆษณาซัลซิล ทำให้ฉันเห็นใบหน้าคมคายที่ชัดเจน จึงรู้ว่าผู้ชายคนนี้ เป็นคนที่ฉันรู้จักดีอยู่มั้ง

“เฮียสอง”

ฉันพึมพำกับตัวเองก่อนจะขมวดคิ้วยุ่งอย่างไม่เข้าใจ

โลกจะกลมอะไรขนาดนี้วะเนี่ย

 

 

 

 

 

90%

 

 

 

บึ่ม บึ่ม!

ขณะนี้ฉันกำลังนั่งเงียบๆกอดเอวไอ้เปาอยู่บนรถบิ๊กไบด์ของมันราวกับสก๊อย ที่เงียบไม่ใช่กลัวมันขี่รถหวาดเสียวหรอก เพราะไอ้เปาขี่รถซิ่งมาแต่ไหนแต่ไร สไลด์บนท้องถนนกับมันก็บ่อยถึงขั้นชาชิน แต่สิ่งที่ทำให้เงียบในตอนนี้คือฉันกำลังใช้สมาธิอย่างหนังทบทวนเรื่องเมื่อกี้ตอนอยู่มหาลัยต่างหาก

หลังจากเจอหน้าเฮียสอง

มันจะเป็นไปได้มั้ยนะ...ว่าเฮียสองอะไรนั่น

มันจะเป็นคนเดียวกันกับเฮียสองคนนั้น...

เอี๊ยด!

“เจ๊ ปะถึงละ”

แต่แล้วความคิดกลับชะงักไป เมื่อไอ้เปาจอดรถหน้าปากซอย พร้อมกับเอี๊ยวตัวมาบอกฉันด้วยรอยยิ้ม

“เออๆ”

ฉันสะบัดหัวไล่ความคิดออกไป ก่อนจะกระโดดลงจากรถของมันก่อนจะถอดหมวกกันน็อคยื่นไปให้แม่งถือไว้ และเดินตัวปลิวไปยังร้านหมูปิ้งเจ้าประจำ

“ป้า หมูปิ้งห้าสิบ”

“จัดไปจ้า...”

ป้าตอบรับเสียงเจื้อยแจ้วพร้อมรอยยิ้มสดใสก่อนจะลงมือปิ้งหมูเพิ่มให้อีกสองสามไม้

“เพิ่งเลิกเหรอเรา”

“ใช่ป้า หิ๊วหิวด้วย”

ฉันตอบป้าพร้อมกับกุมท้องโอดครวญมองป้าด้วยท่าทางตอแหลเป็นที่สุด

“อ่ะงั้นแถมให้สองไม้”

พูดจบมือป้อมก็หยิบหมูปิ้งเพิ่มให้อีกสองไม้อย่างที่ปากว่าจริงๆ

“งุ๊ย>3< ขอบค้าบ>/\<”

ฉันไหว้ป้าด้วยใบหน้าทะเล้นก่อนที่ป้าจะหัวเราะให้ฉันก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ

ถึงบอกแหละ ร้านนี้น่ะร้านประจำ แม่ค้าน่ารักใจดีเฟรนด์ลี่เป็นที่สุด ไม่ได้อวยป้าเขานะ แต่หมูปิ้งอร่อยที่สุดในย่านคลองเตยนี้แล้วอ่ะพูดเลย>w<

ระหว่างรอฉันก็ควักกระเป๋ามานับเงินเหรียญไปด้วย ก่อนที่ตังค์แบงค์สีเขียวหม่นจะถูกยื่นมาอยู่ข้างหน้าจึงชะงักแล้วเลื่อนสายตามองไอ้เปาที่ยืนยิ้มแฉ่งให้ฉันอยู่

“ไรมึงวะเปา...วันนี้เลี้ยงไง๊?”

ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ ก่อนจะดึงเอาเงินไปด้วยรอยยิ้มก่อนมันพยักหน้าด้วยซ้ำ อย่าถามถึงมารยาทฉัน เกรงจงเกรงใจไม่มี๊ เงินยื่นให้ก็รับไปแหละ ยินดีมาก^^

“ขอบใจ...แล้วจะไม่บอกกูก่อนไง๊ว่าวันนี้เกิดประสาทอะไรถึงเลี้ยงหมูปิ้งกู”

ฉันถามด้วยหน้าฉงนมันยิ้มแต่ไม่ตอบก่อนจะยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหูฉันเบาๆ

“วันนี้ได้ติ๊บเว้ย”

มันพูดพร้อมกับยักคิ้วให้

วิ่งวินแล้วได้ติ๊บนี่ถือเป็นสวรรค์เลยนะ

ไอ้เบ้าหล่อๆหน่อยน่ะได้ประจำถ้าเจอผู้โดยสารสายเปย์ ได้ร้อยสองร้อยก็ยิ้มเล่า^^

มันอาจจะฟังดูไม่เยอะ แต่คนระดับฉันการได้รางวัลจากงานที่ทำยี่สิบบาทฉันก็ถือว่ามาก ซื้อหมูปิ้งกินยังได้เลย

“เฮ้ย เฮ้ย ต้องเลี้ยงเบียร์ดิวะแค่หมูปิ้งคือโกรธนะเว้ยเฮ้ย เฮ้ย”

ฉันยิ้มล้อพร้อมตีแขนมันไปด้วย

“โห่เจ๊ ได้นิดเดียวเอง วันนี้โชคดีถูกจ้างเข้าฉากพอดี”

มันหลิ่วตาพูดปนกับอวดอวยตัวเองไปในตัว ฉันเลยเบะปากเข้าให้ ก่อนจะรับหมูปิ้งจากแม่ค้าพร้อมกับจ่ายตังค์ จากนั้นฉันก็รับมากินทันที โดยมิวายแบ่งให้ไอ้เปามันด้วย

เห็นเค็มๆงี้ฉันก็มีน้ำใจเหมือนกันนะขอบอก-^-

“ป้า ฝากรถไว้ด้วยนะ”

ฉันเหลือบมองไอ้เปาที่หันไปพูดกับป้าคนเดิมด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่เสียงเจื้อยแจ้วของป้าจะตอบกลับมา

“จ้า เดี๋ยวป้าดูให้ ถนนก็สร้างยังไม่เสร็จ ป้าล่ะเครียด”

ป้าส่ายหัว ก่อนจะปิ้งหมูปิ้งต่อ

“ใช่ป้า ฝากด้วยนะ”

“จ้า”

“ข่อมค้าบ”

มันยกมือไหว้พร้อมโค้งอย่างอารมณ์ดีให้ป้า ฉันหลุดหัวเราะเบาๆส่วนป้าก็ยิ้มเอ็นดู พร้อมกับรอยยิ้มจากพวกลุงพวกป้าละแวกนั้น

“ไปเหอะเปากูอายเขาไอ้ห่า-_-”

ทนความทะเล้นของไอ้เปาไม่ไหว ฉันจึงใช่แขนหนีบที่คอมันและลากเข้าไปในซอยทันทีเพราะเริ่มอายหน่อยๆแล้วล่ะ-_-

“โด่อะไรวะเจ๊ กำลังหนุกเลย”

มันแย้ง เมื่อฉันผละมันออกห่างๆ

“พ่องสิ กูอายเขาเนี่ย-_-”

ฉันเกาจมูกแกร่กๆ ส่วนมันก็อมยิ้มให้ฉันและทำท่ากวนโอ้ยส่งมาให้ ฉันจึงผลักหัวมันหน่อยๆก่อนจะยื่นถุงหมูปิ้งส่งไปให้มัน

“อะเอาไป กูอิ่มละ”

ฉันพูดพร้อมรูดหมูปิ้งไม้สุดท้ายเข้าปากก่อนจะเอาไม้เสียบเข้าไปในถุงดังเดิม ส่วนไอ้เปาก็รับไปกิน ก่อนจะบ่นพึมพำเมื่อเบื้องหน้าติดป้ายแถมยังกั้นทางเขียนด้วยตัวหนังสือใหญ่ๆว่าเขตก่อสร้าง

“ก่อสร้างพ่องมันเป็นเดือนๆ คนสัญจรก็ไม่ได้ห่าเอ้ย!-*-”

ฉันยิ้มขำขันมันก่อนจะยักไหล่ ก่อนจะเดินเลียบทางถนนไปก็พ้นเขตก่อสร้างที่มองทีไรจิตจะตกทุกที

ก็นะ ไม่ใช่ว่าไม่หัวร้อนหรอก สร้างเป็นเดือนๆไม่รู้จักเสร็จ ไม่ใช่แค่ซอยนี้ มันเล่นปิดถนนสามซอย คิดว่าบรรลัยมั้ยล่ะคิดดู-_- ให้ใช้ถนนเส้นเดียว ซึ่งกว่าจะถึงก็ไกลมาก รถติดยาวเป็นหางว่าวเคยมีชาวบ้านรวมกันประท้วงแล้วนะ ทางนั้นบอกว่าจะเร่งซ่อมแซม เร่งห่าไรล่ะสุดท้ายแม่งก็เป็นแบบเดิม-_-^

ฉันหัวร้อนจนเฉยชาแล้วอ่ะคิดดูเถอะ

“เจ๊...เจ๊ว่ามันเงียบๆป่ะวะ”

ฉันหันไปมองไอ้เปาเมื่อเราเดินเข้ามายังหน้าตึกสำนักงานร้าง ซึ่งเป็นฐานทัพใหม่ของแก๊งค์ฉัน

หลังจากตัดสินใจยื่นมหาลัยและทำเรื่องอีกครั้ง ฉันก็ไม่ได้เข้ามาหาฐานทัพอีกเลย คนในแก๊งค์ก็แยกย้ายกันไป วันนี้ฉันประกาศรวมตัว คาดว่าพวกมันต้องมาแน่ๆแต่ไหง เงียบอย่างกับป่าช้าผีสิงขนาดนี้วะ

“....พวกมันยังไม่มาป่ะวะ”

...นี่คือคำสัณนิษฐานเล็กๆน้อยๆของฉัน

“เห้ย ไม่ใช่มั้งเจ๊ เมื่อกี้วิ่งวินเจอพวกไอ้เบียร์ถอดเสื้อวินดี๊ด๊าบอกจะมากันแล้วนะเว้ยตั้งแต่บ่ายสามละ พวกมันดีใจกันจะตายเผลอๆมารอตั้งแต่เที่ยงนู่นแล้วมั้ง”

“เว่อร์ละไอ้เปา-_-ถ้ามาแล้วมันจะเงียบกันขนาดนี้มั้ยวะถามจริง มาจริงไอ้โจคลานเป็นหมามารับแล้วมั้ง-_-^นี่กูยังไม่เห็นซักตัว...มีสองอย่างมันลืม หรือไม่กูว่า...”

ฉันหันไปมองไอ้เปาโดยมิได้นัดหมาย ก่อนจะเบิกตากว้างพร้อมกับพากันวิ่ง เตะประตูทึบเข้าไปและสิ่งที่เห็นหลังจากนั้น

พรึบ

พวกนักเรียนกางเกงน้ำเงินยืนรายล้อมรวมกับพวกบึกบึนจำนวนราวๆสามสี่ร้อยคน โดยใต้ตีนพวกแม่งแต่ละคนกำลังเหยียบพวกลูกน้องของฉันที่บางคนถึงกับกระอักเลือดอยู่ ภาพเบื้องหน้าเป็นผลทำให้ฉันกำหมัดแน่นทันที

“เชี่ย!”

นี่คือเสียงไอ้เปา และเป็นเสียงอุทานในใจของฉันที่ดังเข้ามาในขณะนี้

“เห้ย! มันมาแล้ว”

หนึ่งในนั้นตะโกนลั่นเมื่อสบตาเข้ากับสายตาแข็งกร้าวของฉัน

“แม่ง”

พรึบ

“ไอ้เปา...”

ฉันรั้งข้อมือมัน ก่อนที่ไอ้เปากระฟัดกระเฟียด แต่ก็ยอมสงบโดยดี ฉันเลยปล่อยมือจากไอ้เปาเดินอาดๆเข้าไปหาไอ้พวกเด็กนักเรียนกางเกงน้ำเงินอย่างไม่เกรงกลัว ส่วนที่ยืนใกล้ฉันพอเห็นฉันเดินมาก็เผลอก้าวหนี บ้างก็ปล่อยขาที่หยัดอกลูกน้องฉันเอาไว้ ตั้งการ์ดอย่างสู้สุดใจ แม้ใบหน้าจะกลัวจนดูออกก็ตาม

“ละลูกพี่”

ฉันหลุบตามองตามเสียง เจอไอ้เบียร์ที่ดูเหมือนถูกซ้อมจนหมอบนอนกุมท้องอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

“ลูกพี่”

ถัดไปก็เป็นไอ้เจมส์ ซึ่งสภาพมันก็...แม่งเอ้ย!

ฟุบ

ฉันกำหมัดแน่นเมื่อเห็นสภาพลูกน้องตัวเองก่อนจะได้ยินเสียงแปร่งๆหูดังออกมาจากใครคนหนึ่ง

“เนี่ยเหรอ...หัวหน้าแก๊งค์เหี้ยเนี่ย...”

เสียงดังมาจากไอ้หน้าเหียกรูปร่างบึกบึนในเสื้อกล้ามลายทหารคนหนึ่ง มองฉันก่อนจะแสยะยิ้ม

มันกำลังดูถูก...บอกแล้วไงว่าฉันเกลียด

“แก๊งค์มึงเหรอที่ว่าเหี้ย”

“เอ๊ะอีนี่!”

มันก้าวยาวๆเดินเข้ามาหาฉันช้าๆ ซึ่งฉันก็กอดอกกระดิกเท้ารอยิกๆ

ถึงตัวจะโตเฒ่ายักษ์ คิดว่ากูกลัว?

ประเมินต่ำไปนะห่า! -_-+

ฟึบ

“อีนี่ ไม่ธรรมดานะลูกพี่”

แต่ครั้นมันจะก้าวเข้ามาหาลูกน้องมันก็รั้งเอาไว้ จนตัวมันสะบัด เผยให้เห็นสร้อยเส้นสีดำที่มีสัญลักษณ์ปลากินหางใบหน้าบู้บี้จนมองไม่เห็นเป็นตัวปลาแต่ดีที่ศึกษาในบัญชีหนังมามาอยู่

ไอ้เหี้ยพวกนี้แก๊งค์ปลาบู่สินะ

เหอะ!

ไอ้ที่คุมกะลาหัวพวกไอ้ห่าโอมวันนี้คือแก๊งค์ปลายักษ์กลายพันธุ์หน้าเหียกนี้เองเหรอวะ

ก็ไม่ใช่ว่าลูกน้องฉันไม่มีประสิทธิภาพ แต่คนแม่งเยอะกว่าเห็นๆ เกือบๆหกร้อย รุมคนร้อยสองร้อยกว่าเนี่ยนะไอ้สัสเอ้ย!

“ตัวเท่าลูกหมา แม่งจับทำเมียก็หงอแล้วมั้ยวะไอ้สัสฮ่าๆๆ”

ฉันคิ้วกระตุกทันทีเมื่อได้ยินพวกมันหัวเราะเยาะ ก่อนจะตะคอกสวนกลับใส่หน้ามันทันที

“ตีนกูนี่แหละจะหงอบนหน้าบู่ๆของมึงไอ้สัส!”

“อีเหี้ยนี่!!”

“เห้ย!”

ฉันกับมันทำท่าจะพุ่งเข้าหากัน แต่เสียงตะคอกตะคั้นที่ดังออกมาจากกลุ่มพวกนั้นทำเอาฉันชะงักงันทันที ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ เมื่อเจอหน้าเหี้ยๆของไอ้ห่าโอมโผล่หัวออกมา พร้อมกับสนับครบมือ ไอ้หน้าปลาบู่จึงถอยไปยืนอยู่ที่เดิมอย่างเสียไม่ได้

แอบเห็นสายตาขัดใจของมันอยู่เหมือนกัน แต่อิทธิพลของไอ้ห่าโอมที่มีอำนาจเฮียสองคุ้มกะลาหัวอยู่ทำให้มันไม่กล้าหรอก เพราะความไม่กล้าจึงยอมเสียหน้าให้เด็กอย่างไอ้โอมเหยียบบนหัวอยู่นี่ไง

“ไง เพื่อนเก่า”

ไอ้โอมทักทายฉันด้วยใบหน้าทะเล้นเมื่อยืนมาประจันหน้าด้วยท่าทีองอาจเอาการ

“เพื่อนพ่องมึง-*-”

ฉันสวนกลับทันที ก่อนที่เสียงหัวเราะของไอ้ห่านี่จะดังขึ้นเบาๆ ได้ยินแล้วแม่ง!

“กูเสียใจว่ะ...หลายเดือนก่อนยังทักทายกันดีๆอยู่เลยนะ^^”

“ถ้าการทักทายกันดีๆของมึงกับกูคือการเอาตีนประทับหน้ากันและกัน...กูไม่นับความสัมพันธ์แบบญาติดี...กูนับเป็นความสัมพันธ์แบบส้นตีน-_-+”

ฉันพูดก่อนที่มันจะหัวเราะ พร้อมกับโน้มเข้ามาหาในท่ากอดอก

“ปากเก่งเข้าไปนะมึง จะดูตอนกูสั่งให้สวัสดี อยากดูตอนมึงหงอใต้แทบเท้ากูอีกไม่นานหรอก เผลอๆหลังจากนาทีนี้”

มันทำหน้าอ้อนตีน ซึ่งฉันก็สวนกลับทันที

“เหอะ! เด็กน้อยอย่างมึงอย่าว่าแต่สวัสดีเลย ให้กูพูดคะค่ะกูยังจะอ้วกเลยห่า!”

ฉันตะคอกใส่หน้ามัน ก่อนที่มันจะหรี่ตามองฉัน

“มึงนี่...จะถูกกูรวมแก๊งค์แล้วยังจะทำเก๋าอีกนะ”

“เหอะ!! ตลกเหรอสัส กูพูดเหรอว่าจะรวมแก๊งค์กับมึง?”

ฉันกอดอกเชิดหน้าใส่ก่อนที่มันจะหัวเราะแล้วชี้กราดพื้นไปทั่ว

“มึงดูใต้ฝ่าตีนพวกกูก่อนมั้ยก่อนจะพ่นอะไร? ลูกน้องไร้น้ำยาสยบแทบเท้ากูหมดแล้ว อย่ามั่นหน้าว่ะแค่กูกระชากสร้อยบนคอมึง มึงก็หมดหน้าที่การเป็นแล้ว เหมือนยุงไม่มีปีก”

มันกอดอกเลิกคิ้วมองฉัน พร้อมกับรอยยิ้มนึกสนุก

ยุงไม่มีปีก...พ่องมันสิ!-*-

“พึ่งรู้ว่าการเป็นลูกพี่ในนิยามมึงคือสะสมสร้อย? ไม่มีสร้อยคนก็ศัทธาเว้ย! ไม่ใช่เด็กที่มีอำนาจใครก็ไม่รู้คุ้มกะลาหัวไว้อีกที...:)”

ไอ้โอมหน้าตึงทันที ฉันจึงหน้ายิ้มระรื่อเท้าสะเอวพูดต่อ

“ใครนะ ได้ยินข่าวว่าชื่อเฮียสองเหรอวะ?...คนเนี๊ยะน่ะเหรอวะโอมที่คุ้มกะลาหัวมึง ให้อำนาจมึง ส่งพรรคพวกมากมายให้สวามิภักดิ์มึงแทนเขา...ต้องเข้าใจนะ...เขาให้มึงแค่ ‘ดูแล’...ไม่ใช่ให้มีอำนาจบาตรใหญ่ที่จะสั่งให้คนก้มหัวให้มึงเหมือนเขาได้”

“มึงจะไปรู้อะไร!!”

“จะเจ๊”

มันตวาดลั่นใบหน้าเต็มไปด้วยความเดือดดาล ก่อนที่ฉันจะตะคอกกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว โดยลืมสนใจเสียงลูกน้องฉันที่ห้ามปรามไปซะหมดสิ้น

“อะไร กูรู้อะไร หรือที่กูพูดไม่ถูก? มึงแค่ต้องการจะรวมแก๊งเล็กแก๊งค์น้อยไปประดับบารมีสิท่า อยากให้คนมองมึงเชิดชูว่างั้น? ใช้อำนาจโดยอ้างถึงคนอื่นเพื่อให้พวกที่มึงคิดว่า ‘จำเป็น’ ให้อยู่กับมึงเพียงแค่อ้างชื่อคนที่ชื่อสองอะไรนั่น อ้างหน้าที่ที่เขามอบให้กับมึงดูแล? เหอะ!! อย่างมึงน่ะโอม เด็กน้อยว่ะ!”

“กูถึงบอกให้มึงหุบปากไง!!! มึงไม่รู้เหี้ยอะไรซักอย่างอย่ามาพูด”

มันตะคอกใส่หน้าฉันด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธ ก่อนจะสงบสติอารมณ์ได้บ้าง จึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงแต่ก็ยังคงแฝงไปด้วยความเย้นหยันเต็มเปี่ยม

“ รู้แค่ว่าตอนนี้มึงต้องเชื่อฟังกู..ก็แค่นั้น ปัญญาแก๊งค์เล็กๆเท่าจิ๋มมดอย่างมึงจะสู้ใครเขาได้ แค่กูยังหงอย...ยอมแพ้ซะแล้วกราบอกกูนี่มา”

มันตบอกมันด้วยแววตา ยียวนเต็มแก่ จนฉันอยากจะปรี๊ดเตะแสกหน้ามันเหมือนคราวก่อน

หึ้ย!!

คิดแล้วคันมือคันตีน -*-

“กราบอก? เหอะ!!เก็บไว้วางดอกบัวทาบบนอกตอนมึงตายห่าเถอะ!-*-ให้กูรวมแก๊งค์กับมึงน่ะเหรอ....เหอะ! ข้ามศพกูไปก่อนดีมั้ย หืม?”

ฉันกอดอกก่อนจะสั่นหน้าขามองมันด้วยใบหน้ายียวนเต็มแก่

“หึ..มึงอาจจะสู้กูได้...มั้ง...แต่อย่าลืมดิ..ไม่มีใครช่วยมึงสู้นะ ”

มันแสยะยิ้มเย็น ก่อนจะไล้สายตามองสถาพลูกน้องของฉัน

ซึ่งมันก็จริงนั่นแหละ

ฉันไม่ใช่จอมมารบูลหรือมนุษย์เหล็กที่จะสู้คนเป็นห้าหกร้อยคนได้

และถ้าฉันถูกกระทืบคนที่เหลืออยู่อย่างไอ้เปาก็ถูกกระทืบด้วย...แล้วใครมันจะได้เจรจากับไอ้เหี้ยโอมได้ล่ะ

ฉันยอมทิ้งศักดิ์ศรีการเป็นหัวหน้าไปต่อสู้ได้ เมื่อคิดว่าถูกกระทืบก็เอา แต่ฉันก็ไม่อยากให้ลูกน้องฉันต้องเจ็บรอบสองอีก เพราะถ้าฉันสู้ พวกมันก็จะสู้ ฉันไม่อยากให้ใครต้องมาตายในสงครามเด็กแปดขวบแย่งดินแดนของไอ้ห่าโอมในครั้งนี้

เพราะฉะนั้นฉันจะเป็นต่อแล้วกัน...

“...ใครว่ากูจะสู้”

พรึบ

สายตาทุกสารทิศมองมาที่ฉันเพียงคนเดียวไม่เว้นแม้กระทั่งไอ้ห่าโอม

หึ

แปลกใจสิท่า...ไม่ใช่ไม่แค้นนะ แต่ขอแก้วิธีจากใช้สมองแบบไม่มีปัญญาเจรจา เปลี่ยนมาเป็นการใช้ปัญญาเจรจาดีกว่าเยอะ

ก็เรียนมาสูงอ่ะนะ...ถ้าไม่โดนไทล์ก่อนเวลากำหนดก็ถือว่ายืนสูงเหนือหัวไอ้เหี้ยพวกนี้หนึ่งปีเต็มๆ

“คิดว่าถ้าเฮียสองกลับมาอยู่เหมือนเดิม....มึงจะมีน้ำยาแค่ไหนกัน”

“มึงว่าไงนะ”

มันโน้มหน้าเข้ามาใกล้พร้อมทำหน้าเข้มแฝงไปด้วยความตกใจปนเคร่งเครียดทันที เมื่อฉันคุยจบประโยค

“กูจะลากเฮียสองกลับมา”

สิ่งที่ฉันพูดทำเอาพวกมันมันหัวเราะดังลั่น ทำให้ฉันถึงกับขมวดคิ้วยุ่ง ไอ้โอมก็ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักหัวเราะโชว์ฟันเหล็กอย่างนั้น

“น้ำหน้าอย่างมึงเนี่ยนะ เหอะ!”

มันพูดพร้อมกับไล้สายตาขึ้นลง ราวกับเหยียดหยามเต็มแก่ ส่วนฉันก็เชิดใส่พร้อมกับกอดอก

“งั้นก็มาดูกัน....ภายในสองเดือน กูจะลากไอ้เฮียสองเหี้ยเนี่ยมาทำหน้าที่ของแม่ง แต่ถ้าไม่ พวกกูยอมสวามิภักดิ์ต่อแก๊งค์มึงอย่างไม่มีข้อต่อรองใดๆ”

“จะเจ๊...”

ฉันเอาลิ้นดันกระพุ้งแก้มมองมันที่เอาแต่หัวเราะอย่างนั้น จนมันหยุดหัวเราะไป

“หึ ถ้ามึงคิดว่าทำได้...ก็ทำ:) จริงๆกูก็รู้คำตอบแล้วแหละ...แต่ไม่เป็นไรกูคิดซะว่าทำบุญไว้ชีวิตสัตว์เล็กสัตว์น้อยละกัน...”

มันพูดพร้อมกับตบบ่าฉัน

“เพื่อนเล่นมึงเหรอ!!”

ต๊วบ!

ฉันซัดเข้าไปที่เบ้าตาของมันทันที ก่อนที่ไอ้โอมแม่งจะกระโจนเข้าหาด้วยความโกรธแค้นทันที

“อีเหี้ยอิ้ง!!”

พลั่ก!!

ฉันกับมันซัดกันท่ามกลางคนหลายร้อยที่อยู่ในการควบคุม ซัดกันท่ามกลางเสียงเชียร์อย่างเมามันส์

บอกแล้วไง

ให้ใจเย็นกับมันฉันทำไม่ได้นานหรอก

ถ้าให้ญาติดีกับมัน....ให้เอาฉันไปบวชเหอะ!-_-+

.

.

.

“ซี๊ด...”

ฉันยกสำลีที่ชุบน้ำเกลือขึ้นมาแตะใบตามหน้า มุมปาก ท่ามกลางลูกน้องของฉันที่แยกย้ายกันทำแผลคนละทิศคนละทาง ฉันไม่ได้หน้ายับหรอก ก็แค่มุมปากแตก แต่ส่วนที่ยับที่สุดคงจะเป็นร่างกายนั่นแหละ

ไอ้โอมไม่ใช่เด็กม.หกฝีมือขี้ๆ มันฝีมือสูสีกับฉัน จึงได้แผลมาเยอะ...แม้ฉันกับมันจะเกลียดกันจนเข้าหลอดเลือดดำ แต่ก็ยังให้เกียรติที่จะไม่แตะต้องใบหน้าแม่งให้มากที่สุด ฉันจึงโดนแค่มุมปาก ส่วนไอ้โอมเด่นหราอยู่บนเบ้าตานั่นแหละ ถามว่าใครชนะ ก็เหมือนเดิม ไม่มีใครชนะตีกันเสร็จเหนื่อยก็แยกย้าย

มันขู่นิดหน่อย ส่วนฉันก็ได้แต่เชิดและตอกกลับไป พอพวกแม่งไปก็ทำแผลอย่างที่เห็น

ไอ้เชี่ยนี่...มือหนักชิบหาย-*-

“มะเจ๊ เดี๋ยวทำแผลให้”

ไอ้เปาเดินเข้ามาหา ฉันจึงส่ายหน้าและหันไปส่องกระจกทำแผลต่อ

“มึงไปทำให้พวกแม่งเหอะ...กูแค่นี้...เดี๋ยวกูไปช่วยทำแผลอีกคน”

ฉันพูดพร้อมกับแตะยาลงริมฝีปากไปด้วยไอ้เปาไม่ได้พูดอะไรได้แต่ยืนมองอย่างนั้น

พอทำแผลเสร็จ ฉันก็วางกล่องทำแผลลงพร้อมกับกวาดตามองคนของตัวเองที่เอาแต่ทำแผลให้กัน มันเป็นภาพที่น่าเศร้า จนฉันก้มหน้าและยืนขึ้น

“ใครเจ็บหนัก พวกมึงไปโรงบาลกับกู”

พวกมันชะงัก ก่อนจะหันพรึบมามองฉัน ส่วนฉันได้แต่ถอนหายใจเบาๆ

“กูจะรับผิดชอบเอง...กูขอโทษที่ดูแลพวกมึงไม่ดี”

“....”

“...บางที...กูอาจจะไม่ได้มีประสิทธิภาพพอที่จะเป็นลูกพี่ก็ได้...ถ้าพวกมึงออกไปอีกก็ได้ กูโอเค”

ฟุบ

จู่ๆไอ้เบียร์ก็เดินมายืนตรงหน้า ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ

ฟุบ

“เจ๊...ถึงเจ๊บอกว่าไม่มีประสิทธิภาพแต่พวกผมเชื่อ พวกผมศรัทธาเจ๊ และไม่ไปไหน เจ๊ทำดีที่สุดแล้วว่ะ”

“...”

ฉันมองมันที่ตบบ่าฉันนิ่ง ก่อนที่ไอ้โจจะยืนขึ้นอีกคน

“ถึงพวกเราจะเหลือกันอยู่แค่นี้...แต่พวกเราจะไม่เดินหันหลังให้เจ๊อีก พวกเราจะอยู่ข้างๆเจ๊ ใช่มั้ยพวกเรา”

เฮ!!

เสียงเฮลั่นทำให้ฉันน้ำตารื้น ก่อนจะพยักหน้าพร้อมกับชูมือให้มันเงียบ พวกมันจึงเงียบกันไป

“ขอบคุณเว้ย...แต่กูคิดว่ากูก็ไม่เหมาะสมอยู่ดี...”

“...เจ๊...”

“ต่อไปนี้แก๊งค์เราจะไม่มีหัวหน้า...แต่ต่อไปนี้พวกเราทุกคนจะเป็นหัวหน้า”

“เจ๊”

ฉันยิ้มออกมาก่อนจะกวาดสายตามองไปโดยรอบบริเวณ

“พวกมึงจำไว้นะ...ต่อไปนี้พวกเราทุกคนเท่าเทียมกัน แก๊งคนโพธิ์ดำจะไม่มีหัวหน้า อยู่กันแบบพี่น้อง”

เฮ!!

.

.

.

“แล้วเจ๊จะเอายังไงเรื่องเฮียสองวะ...จะตามหาจริงดิ”

ฉันหันไปมองไอ้เบียร์ที่เดินอยู่ข้างๆ

“เออ กูพูดไว้แบบนั้น...ไม่งั้นแก๊งค์เราก็เสียหมา”

ฉันพูดพร้อมกับตบบ่าไอ้เบียร์

“ผมไม่น่าอ่อนแอเลยว่ะเจ๊...ขอโทษนะ...”

ฉันหันไปมองไอ้ไมเคิลที่เงียบอยู่นาน มันก้มหัวแสดงความรู้สึกผิด ก่อนที่ฉันจะเหลือบตามองไอ้เบียร์ไอ้เปาและไอ้เจมส์ พวกเรายิ้มให้กันก่อนจะรุมกอดคอไอ้ไมเคิลอย่างนั้น

“ขอโทษทำไมพวกกูเข้าใจน่า” ไอ้เปาพูด ก่อนจะตบบ่าไอ้ไมเคิลดังปั่ก

“ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกไมเคิล มึงทำดีที่สุดแล้ว ดีซะอีก กูคันตีนพอดี ฮ่าๆอย่าคิดมาก”

“ฮื่อเจ๊”

จบคำพูดฉันก่อนที่มันจะร้องไห้โฮออกมา พวกเราหัวเราะก่อนจะกอดคอกันเดินเรียงหน้ากระดานกลางถนนมืดๆที่มีแสงไฟสลัวๆแต่เพียงเท่านั้น

“รู้ป่ะ...ถึงพวกเราจะจน แต่ความเป็นเพื่อนเราจะไม่ทิ้งกันนะเว้ย”

ไอ้เจมส์พูดพร้อมกับพวกเราพยักหน้ากันเงียบๆ จากนั้นทั้งถนนแคบๆที่มีแต่ความเงียบสงัดก็ถูกแทนที่ไปด้วยเสียงเพลง เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มของพวกเราสี่ห้าคนที่ยืนกอดคอกันบนถนนแคบๆของซอยสลัม ที่มีเพียงแสงไฟสลัวๆ สาดส่องเข้ามาแต่เพียงเท่านั้น.

 

 

 

 

To be continued.

 

 

 

 

INK

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}