วันทาวารี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 หากเธอนั้นประมาณห้าขวบ ฉันคงไม่รีบมากวน

ชื่อตอน : บทที่ 3 หากเธอนั้นประมาณห้าขวบ ฉันคงไม่รีบมากวน

คำค้น : ดิษย์เลิฟ, คุณแม่สาววาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 53

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 มิ.ย. 2562 19:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 หากเธอนั้นประมาณห้าขวบ ฉันคงไม่รีบมากวน
แบบอักษร

บทที่ 3 หากเธอนั้นประมาณห้าขวบ ฉันคงไม่รีบมากวน 

 

 

สวัสดีครับทุกคน ผมเลิฟนะครับ ตอนนี้ผมกำลังส่องดิษย์อยู่ครับ ต้องส่องในคอมพิวเตอร์เท่านั้น เพราะถ้าส่องในโทรศัพท์จะมีโอกาสนิ้วพลาดไปกดอะไรก็ได้ อย่าดุว่าผมไม่สนใจเรียนนะครับ ผมทำรายงานผู้ป่วยกรณีศึกษาที่จะต้องส่งสัปดาห์หน้าเสร็จแล้ว เซฟและปิดโปรแกรมเพื่อไม่ให้หลงไปลบ เลยมีเวลาว่าง ค่อยตรวจทานคำผิดวันพรุ่งนี้ก็ได้  

ที่ผมมานั่งส่องแบบนี้เพราะผมพยายามไม่โพสต์เรื่องเดียวกับเขา และผมก็ได้รู้ว่าเรื่องที่ผมกับเขาโพสต์เป็นคนละเรื่องเดียวกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงหงุดหงิดและไม่ชอบดิษย์ที่ทิ้งฟองไปมีแฟนใหม่ชื่อแคท พอรู้ว่าดิษย์เลิกกับแคท ผมก็เลยไม่โกรธดิษย์แล้ว เอ่อ... ความจริงผมกับฟองเป็นเพื่อนทางจอยบุ๊กที่มีมิตรภาพเชิงบวกน่ะครับ เดี๋ยวค่อยเล่านะ 

ผมจำตอนเดินแบบปีที่แล้วได้ ดิษย์เข้ามาแต่งหน้าสายมาก มันก็พอดีที่ผมแต่งหน้าเสร็จแล้ว ผมเลยไปเดินแบบเซ็ทแรกก่อน ผมเห็นให้ดิษย์สัมภาษณ์ว่าติดงานอีกที่เลยมาสาย แถมต้องรีบกลับเพราะมีงานต่ออีกที่ พอดิษย์มาแล้วยังขอทำทรงผมอีก สุดท้าย เซ็ทแรกที่ต้องเดินเซ็ทเดียวกันก็ไม่ได้เดิน แต่ไอ้เซ็ทหลังที่ไม่ต้องเดินเซ็ทเดียวกันดันได้เดิน 

ตอนเดินแบบผมก็ชายตามองเขาแว๊บนึง ตาเขาเบิกโพลงก่อนจะทำเป็นเข้มอย่างรวดเร็วแล้วก็เดินแบบต่อไป ส่วนผมน่ะเหรอ แค่ไม่โฟกัส ไม่สนใจเขาก็พอ ไอ้เห็นกันนี่ยังไงก็ต้องเห็น เพราะเดินสวนกันในระยะเมตรครึ่งเองนะครับ แค่เดินแบบสวนกัน ชาวเรือก็นับเป็นโมเมนต์แล้วครับ 

ล่าสุดผมหลงไปกดไลค์รูปที่แฟนคลับเอารูปผมกับดิษย์มาเทียบกันแล้วโพสต์ว่า ‘ไปเล่นส่งกรานต์กันเถอะ’ ชาวเรือก็ถือว่าเป็นโมเมนต์โดยปริยาย 

 

มีเสียงคนเคาะประตู ตอนนี้แม่มาเยี่ยมผมที่หอครับ ผมรีบปิดหน้าเว็บที่กำลังส่องทันที แล้วรีบไปเปิดประตูให้แม่ 

“สวัสดีครับแม่” ผมไหว้แม่ แม่รับไหว้ ผมเลยเข้าไปกอดแม่ 

“พอแล้วเลิฟ เหมือนพ่อจริงๆ อะนี่! แม่เอาอัลบั้มรูปมาฝาก” ผมขอให้แม่เอาอัลบั้มรูปผมตอนเด็กมาด้วยครับ 

“ขอบคุณครับแม่” พวกเราเข้าไปในห้อง ผมเอาอัลบั้มรูปมาเปิดดู “นี่ผมกี่ขวบครับแม่?” 

“5 ขวบจ้ะ ตอนไปเที่ยวสวนสัตว์ที่โคราชไง แล้วก็ตอนไปค้างที่เขาใหญ่ด้วย” แม่ตอบ 

“ทำไมผมแต่งตัวยังกะเด็กผู้หญิงล่ะครับ?” งงตัวเอง 

“ตอนนั้นเราจนไงลูก มีแค่เสื้อผ้าที่ญาติๆเอามาให้ ตอนนั้นแม่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่มีญาติอยู่ภูเก็ต” 

“อ่อครับ ผมจำได้แค่ ผมมักจะไปที่กรงสัตว์แต่ละตัวพร้อมกับเด็กผู้ชายอีกคน ที่หน้าบึ้งตลอดเวลา” 

“แต่แม่เห็นเขายิ้มบ้ายบายลูกด้วยนะ ลูกจำไม่ได้เหรอ?” ยิ้มเหรอ? 

“ผมจำไม่ได้ครับ” ขอลองนึกดีๆก่อน 

“ลูกนี่นะ น่ารักเหมือนแม่ แต่มีโลกส่วนตัวสูงเหมือนพ่อ” อ๋อ! จำตอนนั้นได้แล้ว 

“ผมจำได้แล้วครับ หลังจากลากันได้สักพัก ก็มีเหตุการณ์คนตกรถเมล์แล้วรถเมล์ก็เหยียบหัวเขา สมอง-” 

“เก็บเรื่องนั้นไว้คุยกับพ่อเถอะลูก แม่เสียดายข้าวเที่ยง เฮ้อ! เลิฟนะเลิฟ หน้าตาได้แม่ แต่นิสัยได้พ่อจริงๆนะ” 

“แต่ผมก็เป็นพยานรักของพ่อกับแม่นะครับ” ผมยิ้มแล้วเข้าไปกอดอ้อนแม่ 

 

แล้วผมก็ไปกินข้าวกับแม่ที่ห้างในสยาม นานๆแม่จะมาหาทั้งที ผมเลี้ยงชุดใหญ่เลยครับ 

“รวยแล้วเหรอเรา? มาเลี้ยงแม่ขนาดนี้” แม่แซวผม 

“ก็เงินที่ได้จากงานเดินแบบถ่ายแบบนั่นแหละครับ” ผมยิ้มให้แม่ 

“ที่เดินสวนคู่จิ้นนะเหรอ?” หา! แม่รู้ได้ไง 

“ทำไมแม่รู้?” จำได้ว่าแม่เล่นแค่จอยบุ๊กนี่นา 

“ลูกค้าที่เป็นแฟนคลับลูกแวะมาคุยกับแม่บ่อยๆ คู่จิ้นลูกชื่ออะไรนะ? แม่จำไม่ได้” แม่ยิ้มแบบเดียวกันให้ผม 

“ดิษย์ครับ” รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเลยครับ 

“ว๊าย! ลูกเขินดิษย์เหรอจ๊ะ แม่ไม่ล้อแล้วจ้ะ... จะว่าไปเมื่อก่อนแม่ก็เคยเห็นคู่รัก ชาย-ชาย หญิง-หญิง อยู่นะ” 

“สมัยก่อนมีด้วยเหรอครับ?” ผมอยากรู้จริงๆนะ 

“คืออย่างนี้ เขาเป็นคู่พี่ชายกับน้องสาว พี่ชายชอบผู้ชาย น้องสาวชอบผู้หญิง พอครอบครัวบังคับมากเข้า พี่ชายเลยแต่งงานกับแฟนน้องสาว น้องสาวก็แต่งงานกับแฟนพี่ชาย งานแต่งวันเดียวกัน ส่งตัวบ่าวสาวห้องติดกัน เรือนหอก็อยู่หลังเดียวกัน น้องสาวปีนเข้าห้องหอพี่ชาย พี่ชายก็ปีนเข้าห้องหอน้องสาว สุดท้ายก็ทำกิฟต์ ได้ลูกกันคู่ละคน เด็กทั้ง 2 คน ก็เลยมีแม่ 2 คน มีพ่อ 2 คน” เรื่องที่คู่พี่คู่น้องแต่งงานพร้อมกันนี่คุ้นๆ 

“แม่อย่าบอกนะว่าเด็ก 2 คน คือ พี่ชีวันกับพี่ชีวา” ไม่นะ 

“เลิฟไม่ให้แม่บอกแม่ก็จะไม่บอกถึงแม้ว่าความจริงจะใช่ก็ตาม” แม่กวนจัง 

“แม่ครับ” ผมพูดเสียงเย็น 

“ที่ลูกเคยถามแม่ว่าทำไมชีวันกับชีวาถึงมีพ่อ 2 คน มีแม่ 2 คน นี่คือคำตอบจ้ะ” 

“แล้วแม่ก็ปิดบังทุกคนมาโดยตลอดนี่นะ! แล้วพ่อก็ไม่รู้ด้วยเหรอ?” ผมเริ่มวีนแล้วครับ 

“พ่อน่าจะรู้แล้วนะ ตอนนี้พ่อกับแม่เป็นหัวเรือวัฒน์วิทย์ กับ วรรณจุ๋มด้วย” 

“หา!... ผมงง” 

“ก็สมัยนี้เขานิยมจิ้นชายชาย หญิงหญิง พ่อกับแม่ก็จัดให้ตามคำขอ พวกแฟนคลับไม่สนหรอกว่าจะเป็นคู่จริงไหม แค่ได้จิ้นก็พอแล้ว” 

“ผม... อะไรกันเนี่ย! อย่าบอกนะว่าตอนไปสวนสัตว์นั่น พ่อกับแม่ก็จิ้นผมกับเด็กผู้ชายคนนั้น” ไม่นะ 

“แม่คนเดียวจ้ะ ตอนนั้นพ่อไปซื้อไอศกรีมไง แม่ว่ามันก็ดีนะ ทางเราจะได้ค่าสินสอดด้วย” ชัดเลย 

“โห่แม่! ไปกันใหญ่แล้ว” จับผมที ผมจะเป็นลม ต้องเปลี่ยนเรื่องแล้วล่ะ “ให้ผมไปส่งที่โรงแรมไหมครับ?” 

“แยกกันตรงนี้แหละจ้ะ เดี๋ยวพ่อเขาก็ประชุมเสร็จแล้ว จะฝากบอกอะไรพ่อไหม?” 

“ฝากบอกว่า สี่ทิศตายสนุกดีครับ ผมชอบนางแค้นกับนางคอย” 

“นิยายอีกแล้ว พอกันเลยทั้งพ่อทั้งลูก มาสไรเดอร์ อุลตร้าแมน น่ะหัดดูมั่ง นางแค้นนางคอยใช่ไหม? เดี๋ยวบอกให้” 

“ใช่ครับผม ผมรักแม่ที่สุดเลย” ผมยิ้มให้แม่ 

 

เมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว ผมกับแม่ก็มายืนอยู่หน้าห้าง ผมกล่าวลาและสวัสดีแม่ ผมเดินไปไม่ถึง 5 ก้าว อยู่ดีๆแม่ก็พูดเสียงดังให้ผมได้ยินว่า 

“พ่อกับแม่ก็คุยกันแล้วนะ ถ้าเด็กคนนั้นคือดิษย์ของลูก พ่อกับแม่ไฟเขียวแน่นอนจ้ะ” โอ้ย! ปวดหัว 

“ถ้าไม่ใช่คนเดียวกันล่ะแม่” แต่ก็เล่นด้วยสักหน่อย 

“ถึงไม่ใช่คนเดียวกัน แม่ก็ไฟเขียวให้ดิษย์แล้วนะ!” จะตะโกนทำม้ายยยย 

ผมรีบขึ้นรถกลับหอทันที ขอล่ะครับ ด้วยอำนาจบุญที่ผมทำมา ขออย่าได้มีใครอัดคลิป อย่าได้มีชาวเรือได้ยินประโยคนั้นเลย 

 

----------------------------- 

 

เมื่อผมถึงหอก็อาบน้ำนอน วันรุ่งขึ้นก็ทำธุระส่วนตัวแล้วไปมหาวิทยาลัย ผมกะเวลาแล้วว่าผมจะได้เข้าวอร์ดก่อนเวลาเรียนอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง 

ตั้งแต่ที่จอดรถไปยังโรงอาหาร ผมรู้สึกว่าทุกคนยิ้มให้ผมมากกว่าปกติ บางคนก็บอกว่า ‘สู้ๆนะ’ ผมงง ผมไม่ได้จะไปแข่งอะไรสักหน่อย ไปซื้อข้าวคนก็มอง มานั่งที่เตรียมกินข้าว เพื่อนยังมองเลยครับ 

“เลิฟจ๋า” แพรว บัดเดอร์ของผมเดินมาให้คุ้กกี้ “มาขนาดนี้แล้ว สู้ๆนะบัดดี้” 

“สู้ๆนะ” เพื่อนที่เหลือก็พูดแต่ประโยคนี้ 

“เดี๋ยวนะเพื่อนๆ เกิดอะไรขึ้น เราไม่ได้จะไปแข่งอะไรซะหน่อย จะมาให้กำลังใจกันทำไมเนี่ย” 

“อ้าว! เลิฟยังไม่ได้เล่นโซเชียลเหรอ?” เลม่อน เพื่อนอีกคนถามขึ้น 

“ไม่ได้เล่นตั้งแต่บ่ายเมื่อวานจนตอนนี้เลยอะ มีอะไรรึเปล่า?” ผมงงไปหมดแล้ว 

“จะเข้าจอยบุ๊ค จอยสตาแกรม จวิตเตอร์ อะไรก็ได้ แล้วเข้าแฮชแท็กดิษย์เลิฟนะมึง” เกรท เพื่อนกลุ่มผมบอก 

“เออๆ แป๊บนึง” แล้วผมก็กดเข้าจวิตเตอร์ เพราะเป็นแอพที่มีข้อมูลเรือมากที่สุด 

แค่เข้าจวิตเตอร์ผม ก็มีแต่คนมาโพสต์ว่า ‘สู้ๆ’ ‘เป็นกำลังใจให้’ อะไรกัน? พอผมกดเข้าแฮชแท็กแล้วย้อนอ่านดู ผมว่าผมควรไปทำบุญ เพราะอำนาจบุญของผมยังมีไม่พอ 

‘บังเอิญเจอเลิฟกับแม่นั่งกินข้าวในห้าง แม่เลิฟถามว่าคู่จิ้นเลิฟชื่ออะไร เลิฟบอกว่าดิษย์ แล้วเขินเล็กน้อย #ดิษย์เลิฟ อรั๊ย! วห่ดรีดทอรนาก’ 

‘เห็นพี่เลิฟกับแม่อยู่หน้าห้างเลยจะไปขอถ่ายรูป มือถือเจ้ากรรมกดอัดคลิปซะงั้น #ดิษย์เลิฟ’ แล้วเขาก็โพสต์คลิป 

‘ดิษย์ของลูก!!!!! แม่เลิฟไฟเขียวแล้ว อุสรรคอยู่ที่ดิษย์นี่แหละค่ะ //ล้องห้าย #ดิษย์เลิฟ’ 

‘เห็น #ดิษย์เลิฟ ติดเทรนเลยแวะมาดู เชี่ย! นั่นเพื่อนกูนี่หว่า แม่ไฟเขียวแล้ว สู้ๆนะเพื่อน’ เกรทก็เล่นกับเขานะ 

‘กรี๊ด! พี่เกรทช่วยเดินเรือ #ดิษย์เลิฟ พี่เกรทไฟเขียว หนูก็อุ่นใจ’ 

‘ฟังไม่ถนัด มีใครแกะออกมาให้อ่านได้ไหมคะ?’ เลม่อนก็เอาด้วย อย่างน้อยทศก็ไม่ซ้ำเติมผม 

ประโยคที่แม่พูดถึงดิษย์ถูกแกะออกมาเป็นตัวอักษรเรียบร้อย 

“ถ้าดิษย์รู้ ไม่ส่งคนมาดักฆ่าเราเหรอ เฮ้อ!” ผมบ่นแต่ก็รีบกินข้าวเตรียมเข้าวอร์ดครับ 

 

พักเที่ยง ผมลองเปิดดูแอพอื่น ไม่มีใครแซวผมเท่าไหร่ เพราะช่วงนี้ผมอัพแค่จวิตเตอร์ และตอนนี้ก็อัพหน่อยละกัน 

‘ตั้งแต่เกิดจนถึงเมื่อวาน ผมเพิ่งรู้ว่า แม่ผมเป็นสาววาย แต่ก็พูดกันเล่นๆ อย่าคิดมากกันเลยครับ’

 

ตอนเย็น ผม เกรท ทศ พวกเรากำลังเดินกลับหอด้วยกัน 

“เนี่ยเลิฟ ถ้านายไม่ตอบโต้พร้อมกับดิษย์โพสต์พอดี คงไม่เป็นแบบนี้หรอก” ทศ เพื่อนในกลุ่มอีกคนพูดขึ้น

“นายหมายความว่าไงทศ?” ทศพูดเรื่องอะไรครับ?

“ก็ที่มึงโพสต์เมื่อเที่ยงไง มึงรู้ไหมว่าดิษย์โพสต์อะไร” เกรทเปิดจวิตเตอร์แล้วอ่านของดิษย์ให้ฟัง “ดิษย์บอกว่า อยากเป็นลูกเขยบ้านนี้จังครับ”

“ก็ละครที่พี่ฟิวส์เล่นเมื่อคืนไง เขาจะโพสต์ก็ไม่แปลก” เมื่อคืนผมก็ได้ดูนะครับ พี่ฟิวส์เล่นดีมาก

“มันจะไม่เป็นประเด็นหรอก ถ้าดิษย์ไม่ได้โพสต์ก่อนนายแค่ 1 นาที” ทศพูดแล้วตบบ่าผมเบาๆ

“กูว่ามึงควรคุยกับดิษย์ว่ะเลิฟ” เกรทพูด

“อย่างกับดิษย์จะคุยกับเรา” ดิษย์เกลียดผมจะตาย

“ที่ให้คุยนี่คือ ให้ตกลงกันว่าใครจะโพสต์เวลาไหน จะได้ไม่บังเอิญโพสต์เวลาใกล้เคียงกันแล้วเป็นประเด็นแบบนี้”

“นายพูดยังกับ ถ้าเราติดต่อไป เขาจะติดต่อกลับงั้นน่ะ” เกรทพูดอะไรก็ไม่รู้

“ไม่ลองไม่รู้เปล่าวะ” เกรทยังพูดต่อ

“ตอนที่มีกระแสใหม่ๆ เราทักเขาไปแล้ว เขาไม่ตอบกลับมาเลย เราก็เลยไม่สนแล้ว” มันก็ไม่เชิงอะนะ

“จริงดิ!” ทศตกใจเล็กน้อย “ถึงว่า นายก็หลบเขาเพราะเหตุนี้สินะ”

“ดิษย์เป็นคนแรกที่ปฏิเสธมึงว่างั้น” เกรทยังตอกย้ำอยู่นั่น

“ดิษย์ไม่ใช่คนแรกที่ปฏิเสธเรา แต่เป็นคนแรกที่ไม่ตอบข้อความเราเลย” อยากให้เหวี่ยงรึไง?

“ใจเย็นๆ ถ้าโกรธจะไม่สบาย” ทศพูดเป็นจังหวะ

“มาขนาดนี้” เกรทกอดคอทศ “ไปเกะกันไหม?”

“ไม่ล่ะ เราจะกลับหอ” ปุบปับทัวร์อีกแล้วสิพวกนาย

“ไปๆ อยากระบายอารมณ์พอดี” ทศพูด สงสัยจะเป็นเรื่องเรียนวันนี้

“แล้วไปกันสองคน ไม่กลัวถูกจับจิ้นรึไง?” ผมแซวพวกมัน

“ถ้าจิ้นจริงๆ ขอเกรททศได้ไหม? เวลาทศมันมีแฟนจะได้ไม่โดนด่ามากนัก” นี่พูดกระทบดิษย์ใช่ไหมเกรท?

“อะไรก็ช่างเถอะ เราไปคาราโอเกะก่อนนะ แล้วเจอกันเลิฟ” ทศเดินไปอย่างรวดเร็ว

“ไปก่อนนะ เฮ้ย! ทศรอด้วย!” แล้วเกรทก็วิ่งตามทศไป

ผมไม่เข้าใจเลย เกรทกับทศก็สนิทกัน ไม่ไหนมาไหนด้วยกันก็บ่อย ทำไมไม่มีชิปเปอร์คอยจิ้นบ้าง หรือมี แต่ผมไม่รู้

 

--------------------------

 

ผมเดินเข้าห้องพัก ทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว ผมก็ตรงไปที่อัลบั้มรูปภาพ

รู้สึกว่า ภาพที่ถ่ายผมคนเดียวตอนอยู่สวนสัตว์นั่น จะติดคนนั้นมาด้วยทุกครั้ง จะให้ไปถามดิษย์ว่าตอน 5 ขวบ ได้ไปเที่ยวสวนสัตว์ที่โคราชไหม ก็ไม่ได้ หรือต้องเดินไปถามตรงๆ แต่ผมก็ไม่กล้าอยู่ดี ผมเอามือถือมาถ่ายปกอัลบั้ม โพสต์ลงจอยบุ๊กพร้อมแคปชั่นว่า ‘คิดถึงวัยเด็กจัง’ แล้วก็โพสต์ในจวิตเตอร์ว่า ‘คนบางคนไม่ได้เจอนานแล้ว แต่ก็ยังคิดถึงอยู่ตลอด’ หมายถึงแม่ครับ แต่ก็อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร ผมนอนหลับตาพยายามนึกถึงตอนนั้น แต่ผมก็หลับไปเลยครับ

 

---------------------------

 

เมื่อตอนเลิฟ 5 ขวบ 11 เดือน 19 วัน 

พ่อผมเป็นคุณหมอ มาตรวจคนที่ทำงานที่สวนสัตว์ พ่อเลยให้ผมกับแม่มาด้วยครับ 

“พ่อกับแม่ขอโทษนะลูก ที่ไม่มีชุดเท่ๆให้ลูก” แม่ก้มมากอดผม 

“ไม่เป็นไรครับ ผมใส่แล้วน่ารัก ทุกคนชอบ ผมก็ดีใจ” ผมยิ้มบอกพ่อกับแม่ 

“ขอบใจนะลูก” พ่อลูบหัวผมแล้วคุยกับแม่ “ผมต้องไปตรวจร่างกายพนักงานที่นี่ก่อน บัตรที่ผมให้คุณสามารถเล่นเครื่องเล่นได้ครั้งละ 2 คน ฟรีทั้งวัน แล้ว 5 โมงเย็น ผมจะมารับคุณกับลูกไปที่พักนะครับ” 

 

ผมเล่นอยู่โซนเด็กเล่นจนเที่ยง เพราะผมกับแม่วางแผนจะไปดูพวกสัตว์ทุกตัวตอนบ่าย พอเที่ยง พวกเราก็กินข้าว ผมแบ่งครึ่งกินกับแม่ แม่กินหมดก่อน ผมกินหมดทีหลัง 

“ผมกินเสร็จแล้วครับ” ผมกินหมดเกลี้ยง รวบช้อนส้อมไว้ขอบจาน “ผมเก็บจานเลยนะครับ” 

“เอาไปวางตรงกะละมังสีน้ำเงินตรงนั้นนะเลิฟ” แม่บอกผม ผมมองไปกะละมังที่แม่ชี้ 

“ครับ” ผมถือจานไว้แล้วเดินออกจากที่นั่ง 

ผมเดินไปที่กะละมังสีน้ำเงิน เทเศษอาหารในถังขยะ วางแยกจานกับช้อนส้อม แล้วตรงไปล้างมือ ผมรู้สึกว่ามีคนมองผมอยู่ ผมจึงรีบกลับไปหาแม่ 

“ผมกลับมาแล้วครับ” ผมบอกแม่ แล้วก็นั่งข้างๆแม่ 

“เอ่อ ขออนุญาตนะคะ” ผู้หญิงคนหนึ่งถือกล้องเดินตรงมาหาผมกับแม่ 

“เชิญค่ะ คุณผู้หญิง” แม่บอกเขา 

“ลูกคุณน่ารักมาก แถมเป็นเด็กดีด้วย ฉันเลยอดไม่ได้ที่จะมาขอถ่ายภาพค่ะ มิทราบว่าจะได้ไหมคะ?” 

แม่มองหน้าผม ผมพยักหน้ายิ้มตอบ แม่จึงยอมให้เขาถ่ายรูปผมกับแม่ 

“ขอบคุณที่เอ็นดูเลิฟนะคะ” แม่บอกเขา 

“ฉันเชื่อว่าลูกของคุณต้องเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน และเป็นที่พึ่งของครอบครัวได้แน่นอนค่ะ” แล้วเขาก็ขอตัวกลับ 

 

เมื่อออกจากโรงอาหารแล้ว ผมและแม่ก็ตรงไปกรงสัตว์ที่ใกล้ที่สุด แต่ว่า 

“ทำไมทุกคนต้องทิ้งผม ทำไม ทำไม!” มีเสียงเด็กอีกคนนั่งกรีดร้องอยู่ตรงนั้น เขาร้องไห้ด้วย 

“หนูหลงกับพ่อแม่เหรอลูก?” แม่ตรงเข้าไปถามเขา แต่เขามองแม่ด้วยสายตาที่คนแถวบ้านมองพวกเรา 

“ขอโทษที่พวกเราจนนะครับ” และทุกครั้งที่เห็นสายตาแบบนั้น ผมก็จะพูดแบบนี้ 

“ผมขอโทษครับ” เขาไหว้แม่ผม “ผมไม่คิดว่าคุณคนนี้ เป็นลูกของคุณ” 

“ไม่เป็นไรจ้ะ ใครๆก็บอกว่าเลิฟไม่เหมือนคนจน” แม่ยิ้มให้เขา 

“คือว่า... ผมแอบไปซื้อขนม พอกลับมาก็ไม่เห็นพ่อแม่แล้วครับ” เขาสารภาพผิด 

“ผิดครั้งนี้ก็จำไว้เป็นบทเรียน งั้นเราไปประกาศหาพ่อแม่หนูไหมลูก?” แม่ถามเขา 

“ที่นี่เป็นทางยาวทางเดียว พ่อแม่ผมคงอยู่ลึกลงไป ผมว่าจะเดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอครับ” เขาบอกแม่ 

“งั้นก็ไปด้วยกันนี่แหละ น้ากับเลิฟก็จะไปทางเดียวกันพอดี” แม่ผมเสนอ 

“ครับ เอ่อ เลิฟ?” เขาไม่รู้ความหมายของชื่อผมสินะ 

“เลิฟแปลว่ารัก แล้วหนูชื่ออะไรจ๊ะ?” แม่ยิ้มให้เขาตลอด แต่เขาก็หน้าบึ้งตลอด 

“ผมชื่อ ดิษย์ นรดิษย์ วัฒนภูมิ อายุ 5 ขวบ เมื่อวานนี้ครับ เพื่อนๆกับญาติๆเรียกผมว่านอ เรียกผมว่านอก็ได้ครับ” 

“งั้นน้าเรียกว่า นอ นะคะ วันนี้เลิฟก็ยังอายุ 5 ขวบ ถือว่าเป็นเพื่อนกันนะ” แม่ยิ้มให้ผม 

“ครับ เอ่อ รัก” เขายิ้มเล็กน้อย จะเรียกผมว่ารักก็ได้ ก็ชื่อผมแปลว่ารักนี่นา แม่ผมก็ชอบที่เขาเรียกผมว่ารักด้วยครับ 

 

สรุปคือพวกเรา 3 คน ก็ไปดูสัตว์ต่างๆ จนกระทั่งจุดสุดท้าย 

“กระแตใช่ไหมครับแม่?” มันเหมือนตัวที่เคยเห็นแล้วเลย 

“คนละชนิดจ้ะลูก ตัวนี้เรียกว่า กระรอก” แม่บอกผม 

“ผมชอบกระรอกมากกว่ากระแต” นอพูด 

“เหมือนกันเลยนอ เราก็ชอบกระรอก แต่คงเลี้ยงไม่ได้” เพราะบ้านเราจน 

“มันผิดกฎเหรอครับ?” นอถามแม่ผม 

“คืออย่างนี้นะลูก กระรอกเป็นสัตว์ป่า หากหนูอยากเลี้ยงกระรอก หนูจะเลี้ยงได้เฉพาะชนิดที่กฎหมายไม่ได้ห้ามเลี้ยง ต้องได้รับความยินยอมจากคนในครอบครัว และต้องมีวุฒิภาวะมากพอ” แม่อธิบาย 

“คุณน้าจะบอกว่า ตอนนี้ผมเลี้ยงกระรอกไม่ได้ แต่ถ้าโตขึ้นก็อาจจะเลี้ยงได้ ใช่ไหมครับ?” 

“ใช่จ้ะ” แม่บอกนอ 

 

สักพัก พ่อแม่ของนอ และพ่อของผม ก็มาหาพวกเรา 

“อ้าวคุณ! คนที่ฉันขอถ่ายรูปใช่ไหมคะ? บังเอิญมากค่ะ” แม่นอยิ้มให้แม่ผม 

“แล้วนี่คุณไปประชาสัมพันธ์มาเหรอคะ?” แม่ผมถาม 

“ผมไปถามประชาสัมพันธ์มา เขาบอกว่าเห็นเดินมาทางนี้ ผมเจอคุณคนนี้พอดี เลยมาด้วยกัน” พ่อนออธิบาย 

“ก็เป็นไปเช่นนั้น All the things she said.” พ่อผมพูดกับแม่ผม 

“คุณฟังเพลงฝรั่งด้วยหรือครับ? แล้ว Shoot the Moon ล่ะ” พ่อนอยิ้มด้วยความตื่นเต้น 

“Come Away With Me” พ่อผมเล่นต่อเพลงกับพ่อนอใช่ไหมครับ? 

“แล้ว She Will Be Loved ล่ะ” พ่อนอชี้ไปที่นอกับแม่นอ 

“This Love” พ่อผมยิ้มแล้วชี้มาที่แม่กับผม 

“คุณๆพาลูกๆไปโซนเด็กเล่นนะ ผมจะพาเพื่อนใหม่ไปเลี้ยงไอศกรีมก่อน” แล้วพ่อนอก็กอดคอพ่อผมเดินออกไป 

พวกเราเดินไปที่โซนเด็กเล่น แต่ผมกับนอเหนื่อยจากการเดินแล้วเลยนั่งพัก ทุกคนเงียบกันสักพัก 

“ดิษย์” แม่นอเปรยขึ้นมา 

“เลิฟ” แม่ผมเปรยชื่อผมขึ้นมา 

“ว้าย! ตายแล้วคุณ เราจะมาจับคู่กันแบบนี้เหรอคะ?” แม่นอพูดกับแม่ผม 

“This Love มันจะดีนะคะ” แม่ผมพูดกับแม่นอ 

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอนามบัตร ไม่สิ เบอร์โทรได้ไหมคะ?” แม่นอพูดอย่างตื่นเต้น 

“ครอบครัวเราไม่มีโทรศัพท์หรอกค่ะ” แม่ผมยิ้มเจื่อนๆ 

“เอาอย่างนี้” แม่นอหยิบนามบัตรตัวเอง สมุด และปากกา ยื่นให้แม่ผม “นี่นามบัตรฉัน คุณช่วยเขียนเชื่อ นามสกุล ชื่อเล่น ของคุณทั้งสามด้วยนะคะ ฉันจะเก็บไว้อย่างดี ถึงวันข้างหน้าฉันจะลืม แต่ฉันต้องจำได้แน่นอนค่ะ” 

แล้วแม่ผมก็เขียนลงสมุดแล้วยื่นให้แม่นอ พอพ่อผมกับพ่อนอเดินกลับมา พวกเราทั้งหมดก็กินไอศกรีม แล้วร่ำลากัน นอและพ่อแม่ขับรถกลับเอง ส่วนผมและพ่อแม่ขึ้นรถเมล์กลับบ้าน 

“วันนี้คุณได้เพื่อนใหม่แล้วสิคะ” แม่แซวพ่อ 

“คุณเองก็ได้เพื่อนใหม่เหมือนกันนี่ครับ” พ่อแซวแม่ต่อ “ผมได้แต่นามบัตรเขาไว้ แต่คงไม่กล้าติดต่อไปหรอก” 

“ฉันก็ได้นามบัตรมาเหมือนกันค่ะคุณ ฉันก็ไม่กล้าเหมือนกัน พวกเขาโน้มตัวลงมาคุยกับพวกเรา แต่พวกเราไม่กล้าปีนขึ้นไปคุยกับพวกเขาหรอกค่ะ” แม่ผมตัดพ้อเล็กน้อย 

“อย่างน้อยวันนี้ก็เป็นวันดีนะครับ” ผมยิ้ม แต่เคยได้ยินไหมครับ? ว่าถ้าเราเจอเรื่องที่ดีเกินไปมักจะมีเรื่องร้ายตามมา และถ้าเรื่องร้ายนั้นร้ายแรงเกินไปก็มักจะมีเรื่องดีๆตามมา 

ยังไม่ทันขาดคำ รถมล์ก็มาพอดี ผมและพ่อแม่ขึ้นรถเมล์มานั่งหลัง ปรากฏว่ามีคนชายคนหนึ่งก้าวพลาดแล้วล้มหัวคะมำไปใต้ท้องรถ พอดีกับที่รถวิ่ง ล้อรถเหยียบหัวเขาพอดี ผมได้ยินเหมือนเสียงรถเหยียบลูกบอลหรือลูกมะพร้าวแตก แต่ว่ามันไม่ใช่ลูกบอล ไม่ใช่ลูกมะพร้าวด้วยครับ 

พ่อกับแม่มัวแต่ตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงไม่ทันได้ปิดตาผม ผมเห็นภาพนั้นชัดเจน ร่างผู้ชายคนนั้น...ไร้หัว น่าแปลกนะครับ คนอื่นเขากรีดร้อง เป็นลม คลื่นไส้อาเจียนก็มี แต่พวกเรากลับแค่อึ้งอยู่ตรงนั้น เมื่อได้สติ ผมก็เอามือปิดตาตัวเองแล้วนั่งหันหน้าไปทางหน้ารถ แม่ผมโทรแจ้งตำรวจ พ่อผมไปช่วยเหลือคนที่เป็นลมและช่วยเยียวยาจิตใจเบื้องต้น พอตำรวจมาก็สอบปากคำทุกคนที่อยู่ในรถ แล้วก็ให้ย้ายไปนั่งรถคันอื่นโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารอีก 

หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น น่าแปลกที่ฐานะการเงินของครอบครัวผมดีขึ้นเรื่อยๆ ผมเองก็สอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงได้ การที่ผมเห็นภาพนั้นโดยไม่เป็นลม ทำให้ผมสามารถดูหนังโหดๆได้สบายครับ ต่อมาผมเลยบอกพ่อว่าตั้งใจจะเรียนแพทย์ พ่อแม่ก็สนับสนุน พ่อบอกผมว่าเป็นแพทย์นิติเวชไปเลยดีกว่า ซึ่งผมก็เห็นด้วยและก็มาเรียนแพทย์นี่แหละครับ 

ตามหลักจิตวิทยา และหนังที่ผมได้ดูมา คนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ ส่วนใหญ่กลัวเลือดไปเลย รองลงมาก็จะมีอาการ PTSD ส่วนหนึ่งก็อยากเห็นมันอีกซึ่งในส่วนนี้มีความเป็นไปได้น้อยมากๆที่จะเป็นฆาตกรต่อไปในภายภาคหน้าเพราะมักจะเป็นซาดิสม์ก่อนแล้วกลายเป็นมาโซคิสม์กันทั้งนั้น และส่วนหนึ่งก็กลับมีภูมิต้านทานและมักประกอบอาชีพเกี่ยวกับนิติเวชซึ่งผมอยู่ในกลุ่มนี้ครับ เรื่องแบบนี้มันอยู่จิตใจของแต่ละคนจริงๆครับ 

เดี๋ยวนะ ที่ผมต้องกังวลตอนนี้คือดิษย์ที่ผมเจอตอน 5 ขวบ กับดิษย์ที่เป็นคู่จิ้นผมตอนนี้ เป็นคนเดียวกันไหม? 

 

---------------------------- 

 

“ม่ายยยยยยยยย!” ผมตื่นขึ้นมาโดยเสียงนาฬิกาปลุกและเสียงตัวเอง ผมรู้ดี สิ่งที่ผมฝันเมื่อคืน มันคือเรื่องจริง 

ผมดูนาฬิกา 6.00น. แม่ตื่นแล้วแน่นอน ผมส่งข้อความไปหาแม่ว่า ‘จำได้แล้วครับ ดิษย์ นอ This Love นามบัตร’ 

แล้วแม่ผมก็ส่งข้อความมาว่า ‘กรี๊ด! แม่ลืมนามบัตรไปเลย แม่จะพลิกบ้านหานามบัตรเดี๋ยวนี้เลยค่ะลุก ^_^’ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น