เงาลดา
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : อสูุรน้อย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 102

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 มิ.ย. 2562 14:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อสูุรน้อย
แบบอักษร

เสียงขลุ่ยลอยตามลม ฮินาตะกดนิ้วบรรเลงเพลงอย่างคล่องแคล่ว เธอเพิ่งเก็บเงินซื้อมันมาได้เมื่อวาน ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อยเอื่อยราวกับสายลม

 

        ซากุระฮัมแพลงคลอกับเสียงขลุ่ยด้วยความอารมณ์ดี ส่วนอิโนะยกยิ้มมุมปากขณะที่หยิบหนังสือขึ้นมาเปิดอ่าน

 

        ความเรียบง่ายแบบนี้ใช่ว่าจะมีบ่อยๆ  แต่มีทีไรก็หวงแหนจนอยากจะเก็บรักษาไว้ทุกที

 

        เสียงเคาะประตูดังขึ้น หรงคุนที่อยู่แถวๆ นั้นอยู่แล้วไปเปิดอย่างรู้หน้าที่ เป็นเทมาริและน้องชายทั้งสองคนที่เพิ่งกลับจากภารกิจสานสัมพันธ์ของพันธมิตรนินจา

 

        “กลับมาแล้วเหรอคะซีเฟิงเจีย เป็นยังไงบ้าง” ซากุระรีบล้างมือแล้วออกไปต้อนรับพี่สาวคนสวย

 

        “แหม รีบไปรับหน้าเชียวนะ” อิโนะส่งเสียงตามหลัง เธอทำหน้าหมั่นไส้ทั้งๆ ที่หัวใจตกไปอยู่ตาตุ่ม

 

       ก็รู้อยู่ว่าช่วงนี้ร่างกายของตัวเองลุ่มๆ ดอนๆ เข้าขั้นเหลาะแหละ พรวดพราดออกไปแบบนั้น ถ้าเกิดวูบหัวฟาดพื้นขึ้นมาจะทำยังไง

 

        “อย่าพรวดพราดออกมาแบบนี้สิไป๋อิง ช่วงนี้ร่างกายยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่” เทมาริเองก็ส่ายหน้าก่อนที่จะยื่นแขนไปกอดคอน้องสาวเดินเข้าไปในบ้านด้วยกัน

 

        “เดี๋ยวก่อน ว่าจะถามนานแล้ว ทำไมพวกเธอถึงเรียกกันแบบนั้น” คันคุโร่ถามขึ้นเมื่อได้โอกาสสักที  และกาอาระที่อยู่ข้างๆ ก็ทำสายตาสงสัยรอคำตอบเช่นกัน

 

        เทมาริอ้าปากจะตอบบ่ายเบี่ยงทว่าซากุระกลับหันหลังไปยกนิ้วชี้แนบริมฝีปาก

 

        “จุ๊ๆ ความลับ หึๆ” คันคุโร่กับกาอาระเหวอไปวูบหนึ่งตอนที่เด็กหญิงขยิบตาให้ เทมาริยักไหล่หัวเราะขลุกขลักในลำคอก่อนจะพากันเดินเข้าบ้านอย่างอารมณ์ดี

 

        “โดนเล่นแล้วพวกนายน่ะ” อิโนะส่ายหัวพึมพำเสียงติดจะขำขัน เธอลุกขึ้นเก็บข้าวของเดินออกจากซุ้มดอกไม้

 

        “นี่! เฉินเหม่ย เข้าบ้านกันดีกว่า” คุณหนูยามานากะตะโกนเรียกเพื่อนอีกคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เสียงขลุ่ยหยุดไปสักพักตั้งแต่ที่เทมาริเข้ามาแล้ว

 

        “ค่า~”

 

 

 

        หลังบ้านมิโฮชิที่เป็นป่าซากุระและไม้ยืนต้นอื่นๆ ใต้ต้นซากุระต้นใหญ่ที่ยังมีเพียงแค่ใบสีเขียวสดและแห้งปนกันไป เสียงสายลมพัดอ่อนช้อย ใบไม้ใบหญ้าพลิ้วไหวซึ่งบางส่วนก็ร่วงหล่นกระจัดกระจายจนชวนให้นึกถึงกลีบซากุระยามต้องลม

 

       ท่อนแขนเรียวเล็กกรีดกรายตามจังหวะท่วงทำนองขลุ่ย ร่างอ้อนแอ้นเอนโค้งอ่อนหวาน ยิ่งเมื่อรวมกับชายกระโปรงที่สะบัดพลิ้วเธอก็ยิ่งดูราวกับกลีบบุบผาที่หมุนวนโลดแล่นไปพร้อมกับลมโชย

 

       ซากุระกรีดนิ้วผ่านอกแล้วทิ้งลงข้างตัวพร้อมๆ กับตอนที่ย่อขานั่งลง

 

       ฮินาตะค่อยๆ เอาเลาขลุ่ยออกจากริมฝีปาก เด็กน้อยยิ้มตาหยีขณะที่ซากุระเองก็ลุกขึ้นยืน

 

    ความเป็นหนึ่งด้านดนตรีของฮินาตะไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนซากุระก็ฟันธงได้ว่ายังเป็นหนึ่ง

 

      อันที่จริงเรื่องนี้ฮินาตะมีความน่าอิจฉาตรงที่ต้นทุนสูงกว่าคนทั่วไป ชุนหวงแดนเกิดของเธอคือดินแดนปีศาจที่เต็มไปด้วยความลึกลับ บ้างน่ากลัวบ้างก็วิเศษเป็นที่หมายปอง

 

       ของวิเศษมากมายมีเป็นตำนานเล่าขาน หนึ่งในนั้นคือ ผลึกเทพธิดาอวยพร มันเป็นของวิเศษที่ว่ากันว่า นางเซียนขั้นสูงสี่นางได้ลงมาเที่ยวเล่นบนแผ่นดินชุนหวง ทั้งสี่มีความเป็นเลิศในด้านที่แตกต่างกันไป

 

       และด้วยความนึกสนุกหรือยังไงไม่ทราบ ทั้งสี่ได้ทิ้งผลึกที่สามารถให้พรวิเศษที่แตกต่างกันถึงสี่อันเอาไว้ในชุนหวง

 

     เมื่อใครได้รับมา มันจะเข้าไปฝังในร่างผู้ที่ถูกเลือก และจะมีสัญลักษณ์เป็นปานรูปเพชรกลางอก ส่วนสีก็จะแตกต่างกันไปตามผลึกที่อยู่ในตัว

 

     ความเจ๋งมันอยู่ตรงที่ว่าผลึกมันสามารถเลือกผู้ที่คู่ควรได้เอง เป็นของหายากที่จะปรากฏต่อหน้าผู้ที่ถูกเลือก แต่หากผู้ไม่คู่ควรได้ไปครอง มันจะหายไปถึงพันปีและเมื่อครบรอบที่กำหนด ผลึกจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทว่าที่ไหนเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้

 

      เหตุการณ์อย่างนี้เคยเกิดขึ้น ผนึกสองอันถูกตามล่าโดยคนที่ไม่คู่ควร และตอนนี้มันก็หายไปไม่เคยปรากฏขึ้น เพราะเพิ่งจะผ่านไปแค่เก้าร้อยกว่าปี

 

      และสองในสี่ทายสิว่าอยู่ที่ใคร...

 

      ผลึกเทพธิดาอวยพรมีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน หากไม่นับสองอันที่หายไป หนึ่งคือผลึกเทพบุบผานิรันดร์ เป็นผลึกสีชมพูแวววาวโดดเด่น ผู้ที่ได้ครอบครองจะมีความงามที่ล้ำเลิศ

 

      ร่างกายมีกลิ่นหอมหวานเหมือนกลิ่นดอกไม้ ที่สำคัญคือความสาว แม้จะผ่านไปกี่ปีริ้วรอยก็ไม่อาจก้ำกราย

 

     และคนที่ได้ครอบครองเทพบุบผานิรันดร์คือเฟิ่งไป๋อิงฮวา...คือเธอเอง

 

     ส่วนอันที่สอง เทพธิดาบรรเลง ผลึกสีฟ้าใสที่ให้คุณสมบัติแก่ผู้ครอบครองด้านดนตรี สามารถเพิ่มทักษะในการเรียนรู้และมีหัวคิดในด้านนี้มากกว่าคนอื่น

 

      มีพรสวรรค์เป็นต้นทุนที่สูง และยิ่งรวมกับพรแสวงแล้วในโลกนี้คงไม่สามารถมีใครมาโค่นตำแหน่งอันดับหนึ่งได้

 

     และใช่...คนที่ได้ครอบครองก็คือเฉินเหม่ยเซียน ฮิวงะตัวน้อยที่กำลังอยู่ต่อหน้าเธอ

 

     แม้ร่างนี้จะไม่มีผลึกนั่น ทว่าความรู้ ทักษะความสามารถมันเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่จะติดตัวมาหากยังจำเรื่องราวได้

 

      ความสวยของซากุระเรียกว่าหมดสิทธิ ต่อให้ร่างนั้นจะสวยไม่สร่างระดับนางฟ้านางมารจิ้งจอก แต่มันก็แค่ของภายนอกของกายหยาบที่ไม่สามารถติดตามมาได้

 

       ผลึกเทพธิดาบรรเลงให้ทุนทรัพย์ด้านพรสวรรค์ แต่ฮินาตะที่มีพรแสวงต้องจดจำทุกอย่างได้อยู่แล้ว ต่อให้ตอนนี้เธอจะไม่มีผลึก...ฮินาตะก็ยังเล่นดนตรีได้เพราะเหมือนเดิมอยู่ดี

 

      “ขอบใจที่ช่วยเสมอนะยัยน้องหนู” เธอว่า ในตอนนี้ร่างกายซากุระแทบไม่ต่างจากคนธรรมดา แม้ไม่ถึงขั้นอมโรคแต่ก็ไม่แข็งแรงอย่างนินจาทั่วไป

 

       นั่นเป็นเพราะวิชาที่เธอกำลังฝึก ทว่าพอผ่านช่วงที่เธอรับพิษทุกอย่างได้ ร่างกายก็จะเริ่มฟื้นฟูและกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม

 

       และแน่นอนว่าจะปล่อยให้ตัวเองอยู่อย่างนี้เฉยๆ ไม่ได้ เธอต้องออกกำลังกายบ้าง ทว่าจะให้วิ่งให้กระโดดเหมือนคนทั่วๆ ไปก็ไม่ไหว

 

       ดังนั้นกิจกรรมที่เป็นงานอดิเรกมาตั้งแต่ชาติก่อนอย่างการร่ายรำจึงเป็นทางเลือก เธอสามารถออกกำลังกายได้ด้วยท่วงท่าที่นุ่มนวล แถมยังสนุกอีกด้วยเพราะซากุระชอบมันอยู่แล้ว

 

       “คิดถึงวันเก่าๆ จังเลยเนาะ” ฮินาตะระบายยิ้มอ่อนมองคนที่เดินมานั่งข้างๆ แล้วยกขวดน้ำขึ้นดื่ม

 

      “ใช่ ถ้าอยู่พร้อมหน้ากันก็คงดี” ซากุระยิ้มขำแต่แววตากับมีความโหยหาเหงาหงอยอยู่ ฮินาตะที่เห็นเป็นอย่างงั้นก็เอนตัวเขาไปซบแขน

 

       “ไม่ต้องเศร้านะไป๋อิง สักวันพวกเราต้องพร้อมหน้า” ใช่ สักวัน

 

       ซากุระยิ้มรับพวกเธอนั่งๆ นอนๆ อยู่ตรงนั้นสักพักใหญ่ๆ ก่อนที่จิ้งจอกน้อยจะทำหน้านึกขึ้นได้ “นี่ยัยน้องหนู วันนี้เธอมีภารกิจไม่ใช่หรอ กับทีมครูคุเรไนน่ะ” จบคำเด็กหญิงผมสั้นก็เด้งตัวขึ้นจากแขนเธอ ส่วนสีหน้านั้นแตกตื่นจนซากุระนึกขำ

 

      “จะสายแล้ว!” ฮินาตะผุดลุกยืน

 

      “รีบไปเลย”

 

      “ฮื่อ!” คุณหนูฮิวงะส่งเสียงในลำคออย่างร้อนรนแล้วรีบวิ่งออกไป

 

      .ซากุระมองตามด้วยรอยยิ้มขำขันปนเอ็นดู เธอเลือกที่จะนั่งนิ่งอยู่ที่นี่สักพัก หลังบ้านมิโฮชิร่มรื่นด้วยไม้ยืนต้นที่หลากหลาย

 

       ตอนนี้ไม่ใช่ฤดูใบไม้ผลิ ดังนั้นดอกซากุระจึงไม่ได้ผลิกลีบออกมาให้ยลโฉม ทว่าความร่มรื่นของป่ามันก็มากพอที่จะทำให้เด็กหญิงเคลิ้มจะหลับได้อยู่ดี

 

       ร่างแน่งน้อยเอนตัวลงนอนใต้ต้นซากุระ เนินดินที่ปกคลุมด้วยหญ้าที่มีความเย็นฉ่ำสร้างความสบายให้เธอไม่น้อย

 

      ซากุระปรือตาลงก่อนจะหลับพริ้ม สายลมเย็นพัดเอื่อยผ่านร่างขับกล่อมให้หลับใหล ทว่าอาจเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เมื่อตอนเป็นเฟิ่งไป๋อิงฮวา ทันทีที่มีคนเดินเข้ามาใกล้เธอจึงรู้สึกตัวตื่นอย่างรวดเร็ว!

 

      “!” อีกฝ่ายผงะเมื่อโดนคว้ามือไว้ ทั้งตกใจและเก้อกระดากรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กที่ทำผิดแล้วถูกจับได้ มือที่ตอนแรกยื่นไปจะสัมผัสแก้มเด็กหญิงก็เกิดอาการร้อนวูบวาบตามความรู้สึกเก้ออาย

 

       “กา...อาระ?” ดวงตาสีมรกตกระพริบอย่างงุนงง มันเหนือความคาดหมายที่เป็นเขา กาอาระเนี่ยนะเข้ามาหาเธอ เข้ามาทำไมกัน...หรือจะลอบฆ่า?

 

       “...” กาอาระทำหน้านิ่งเหมือนไร้ความรู้สึกคล้ายๆ กับครั้งแรกที่เจอกัน ต่างหน่อยก็ตรงที่มันไม่ได้มีความเลือดเย็น บ้าคลั่งอยากจะฆ่าคนก็เท่านั้น...และตอนนี้เขากำลังแตกตื่นอยู่ในใจ ด้วยว่าไม่รู้จะหาคำไหนมาพูดดี

 

      อยู่ๆ ก็ย่องเข้ามาหาเด็กผู้หญิงที่กำลังนอนหลับ จะให้เขาพูดยังไงล่ะ...บอกตามตรงว่าเขาก็ไม่รู้

 

      “มีอะไรหรอ” เรื่องที่อีกฝ่ายจะลอบฆ่าเธอแค่คิดขำๆ ซากุระหยัดตัวลุกขึ้นนั่งดีๆ เพื่อเผชิญหน้าคุยกับเขา

 

      “...” กาอาระยังนิ่งเงียบ อันที่จริงเขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรนั่นแหละ ที่เดินเข้ามาหาเธอก็เพราะความเผลอไผลล้วนๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจให้ทำแบบนี้

 

       ดวงตาสีมรกตจดจ้องมองเขาอย่างพินิจ เธอพอจะมองออกว่ากาอาระเดินเข้ามาแบบไม่รู้ตัว และตอนนี้เขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์กระอักกระอ่วน

 

       แล้วคิดว่าคนอย่างไป๋อิงจะทำยังไง? หนึ่งพูดอะไรสักคำเพื่อให้บรรยากาศดีขึ้น สองทำอะไรสักอย่างให้เขาไม่รู้สึกอาย?

 

       “จะทำร้ายฉันหรอ?” คำตอบคือข้อสาม...แกล้งสิรออะไร

 

       “!” กาอาระเบิกตาขึ้นเล็กๆ ให้รู้ว่าเขาตกใจอยู่ เด็กชายส่ายหน้าแต่ไม่ยอมพูดเหมือนเป็นใบ้ชั่วขณะ...อันที่จริงก็เหมือนว่าเขาจะพูดไม่เก่งอยู่แล้ว

 

      “ไม่ได้ทำร้าย?” จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ทำหน้านิ่งคิดที่ใส่อารมณ์ระแวงเข้าไปด้วยก่อนจะแสร้งทำตาโตยกมือขึ้นกอดอกเหมือนปกป้องตัวเอง “หรือจะทำมิดีมิร้าย!” 

 

       “แค่กๆ! ม ไม่ใช่!” ร่างสถิตแห่งทะเลทรายผู้น่าสงสารส่ายหน้าระรัว และเขาก็ยิ่งแตกตื่นลนลานยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อซากุระหวีดร้องกระถดหนีราวกับหวาดกลัวนักหนา มิหนำซ้ำยังเบือนหน้าหลับตาปี๋เหมือนเขาเป็นมหาโจรที่กำลังจะขืนใจเธอ!

 

       “ไม่ใช่อย่างนั้นนะ  ฉัน...” คนพูดไม่เก่งอึกอัก ก่อนที่เขาจะทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกเพราะจู่ๆ  ร่างเล็กที่ค้างอยู่ในท่าหลับตาหวาดกลัวสุดขีดจะหลุดยิ้มหัวเราะคิกคักออกมา

 

       “คิกๆ อุ๊บ! ฮ่าๆๆๆ” ซากุระยกมือขึ้นปิดปากเมื่อกลั้นไม่ไหวระเบิดหัวเราะออกมา ดวงตากลมโตปรือฉ่ำด้วยหยาดน้ำตาที่เล็ดออกมาจากความขำขัน

 

       “?”  กาอาระงงงวย

 

   “นี่ซาบาคุ โนะ กาอาระจริงๆ หรอ ทำไมน่ารักขนาดนี้อ่ะ” เธอยิ้มขำ แน่นอนว่าบุคคลที่ถูกเธอแกล้งเธอมักมองว่าน่ารักเสมอ...อารมณ์แบบว่าเหยื่อที่น่ารัก

 

     “...” กาอาระหมดคำจะพูด หรืออันที่จริงแค่ไม่อยากจะพูดมากกว่า หน้าเด็กชายทะมึนไปเป็นแถบ ซึ่งแน่นอนว่าหากเป็นคนอื่นที่รู้จักกาอาระอสูรทะเลแห่งทรายย่อมต้องหวาดกลัว

 

     “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ มืดเป็นแพนด้าตกบ่อชาร์โคลเลย” แต่ยกเว้นซากุระไว้คนหนึ่งเถอะ

 

     “...” กาอาระสะบัดหน้าหนี คิ้วที่บางจนแทบมองไม่เห็นขมวดมุ่นราวกับเด็กน้อยที่กำลัง หงุดหงิด แน่นอนว่าสำหรับซากุระแล้วมันก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูดี

 

     “อย่าโกรธฉันเลย แค่อยากหยอกเล่นเองนะ นี่ถ้าไม่อยากสนิทไม่มีทางให้สิทธิพิเศษนี้หรอก” ยินดีด้วย ท่านคือผู้โชคดีที่ได้รับสิทธิพิเศษในการโดนกลั่นแกล้งไม่อั้นจากท่านไป๋อิงคนนี้

 

      “...อยากสนิท?” กาอาระทวนด้วยสีหน้าสับสน หัวใจเขากระตุกวูบ...ชั่วชีวิตไม่มีใครอยากเสวนากับเขา

 

       “ถูกต้องแล้วอสูรน้อย” หากนับตั้งแต่เป็นเฟิ่งไป๋อิงฮวา กาอาระในวัยสิบสองปีช่างไม่ต่างจากเด็กน้อยคนหนึ่งสำหรับเธอ

 

      “อสูรน้อย?” กาอาระทำหน้าแปลกใจมากขึ้นกว่าเดิม

 

     “ฮั่นแน่! แสดงสีหน้ามากกว่าเดิมแล้วนี่นา ดีๆ จะได้ไม่เหมือนแพนด้าโดนสต๊าฟ” ซากุระไม่มีความเกรงกลัวต่อคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องจักรสังหารแล้วจริงๆ

 

      “...” กาอาระพูดไม่ออก

 

      เด็กหญิงนั่งยิ้มนิดๆ มองเขา และในตอนที่เด็กชายเงยหน้าสบตาเธออีกครั้งนั่นเอง รอยยิ้มที่ราวกับดอกซากุระกำลังผลิบานก็เกิดขึ้นแต่งแต้มให้โลกทั้งใบในสายตากาอาระมีสีสัน

 

      สายลมเย็นพัดผ่านมา กาอาระตาพร่าหัวใจพองโต...นานแค่ไหนแล้วที่เขาเคยใฝ่ฝันอยากได้รอยยิ้มแสนจริงใจแบบนี้จากใครสักคน

 

      รอยยิ้มธรรมดาที่ไม่มีการฝืน รอยยิ้มเป็นธรรมชาติที่เกิดจากความจริงใจ สำหรับคนอื่นมันอาจจะเป็นแค่รอยยิ้มธรรมดาที่เพื่อนมีให้กัน

 

      แต่สำหรับเขาที่แอบซ่อนความรู้สึกอยากจะเป็นที่ยอมรับ อยากจะมีเพื่อนสักคน...รอยยิ้มนี้นี่แหละที่สวยงามที่สุด

 

      “เป็นเพื่อนกันเถอะกาอาระ พวกเราจะเป็นเพื่อนให้นายเอง” เสียงโทนธรรมดาแต่กลับดังก้องในหัวกาอาระ

 

      “เพื่อน...พวกเรา” กาอาระทวนเสียงพึมพำ

 

     “หว่า ที่จริงแล้วเป็นคนอ่อนไหวสินะ” ซากุระยิ้มเอ็นดูยกมือขึ้นเกลี่ยหยาดน้ำสีใสออกไปให้เขา เพราะอ่อนไหวมากนี่เอง เขาจึงถูกทำร้ายจากคนรอบข้างได้ง่ายๆ...ทำร้ายจิตใจของเขา

 

      เพราะกาอาระมีจิตใจที่เปราะบาง ในตอนที่ถูกทรยศความไว้เนื้อเชื่อใจ ทุกอย่างจึงพังครืนจนเขาไม่สามารถทำใจยอมรับ ต้องกลายเป็นสัตว์ร้ายที่โหยหาการมีตัวตนในแบบผิดๆ

 

      “เหงาเมื่อไหร่ก็มาหาได้ บ้านมิโฮชิและพวกเรายินดีต้อนรับเสมอ”

 

       “อืม” กาอาระยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก...รอยยิ้มที่อ่อนโยน

 

 

 

        อาจเป็นภาพแปลกตาและน่าตกตะลึงของใครหลายๆ คน เมื่อในเวลานี้กาอาระที่ใครต่อใครต่างก็บอกว่าเป็นเครื่องจักรสังหารไร้ความรู้สึกนั้นกำลังนั่งเป็นแบบวาดรูปในกับซากุระ คุโนะอิจิจากโคโนฮะผู้ไม่มีความเกรงกลัวใดๆ ต่ออสูรร้ายคนนี้แม้แต่น้อย

 

       ทั้งสองอยู่ในห้องนั่งเล่น โดยที่กาอาระไปนั่งชันเข่าพิงขอบประตูที่เปิดเชื่อมไปยังสระน้ำ ส่วนซากุระก็นั่งบนตั่งอีกฝั่งในห้อง

 

       “กาอาระยิ้มแล้วดูอ่อนโยนดีนะ” ในระหว่างที่ลงมือสะบัดฝีแปรง เด็กหญิงก็ชวนเขาคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันเงียบจนเกินไปนัก

 

       “ชอบหรอ” เขาถามเสียงเรียบแต่ไม่ได้ดูเลือดเย็นเหมือนแต่ก่อน

 

       “หืม? ก็นะ” ซากุระไม่ตอบรับเสียทีเดียว

 

      “แล้วยิ้มกับไม่ยิ้มเธอว่าอันไหนดีกว่ากัน” กาอาระถามด้วยความอยากรู้และอยากจะต่อบทสนทนา เขารู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่พูดกับเธอด้วยซ้ำ

 

       “แล้วแต่สถานการณ์ ถ้าอยู่กับคนที่นายไว้ใจ นายก็ยิ้มนั่นแหละดีแล้ว แต่ถ้าอยู่ต่อหน้าคนอื่นหรือศัตรู ทำหน้าแบบเดิมก็น่าเกรงขามดีนะ หรือนายว่าไง?” เด็กหญิงเงยหน้าจากภาพวาดแล้วเอียงหัวยิ้มๆ

 

       กาอาระที่แต่เดิมทำหน้านิ่งระบายยิ้มตอบ “อย่างที่เธอว่า” จะให้ไปยิ้มให้ศัตรูมันก็ประหลาดๆ อยู่

 

       “ใช่ม้า อ่ะ เสร็จแล้ว” ซากุระพูดเป็นสัญญาณว่าให้เขาขยับตัวได้ ก่อนที่จะเอ่ยกลั้วเสียงขำเล็กๆ “เมื่อยไหม” ถึงจะบอกให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด ทว่าการที่อยู่ท่าเดิมนานๆ มันต้องมีเหน็บกินกันบ้างล่ะ

 

       “สบายมาก” เขาเป็นนินจานะ บางครั้งมันก็ต้องมีซุ่มรอจังหวะบ้าง การอยู่นิ่งๆ ไม่เป็นอุปสรรคอะไรหรอก

 

        “โฮ่ พ่อคนเก่ง” เธอทำหน้าล้อเลียนในขณะที่ยื่นภาพให้เขาดู มันเป็นภาพที่สร้างจากฝีพู่กันซึ่งเป็นขาวดำเพราะใช้แค่หมึกสีนี้...ศิลปะแบบชนชั้นสูงของชุนหวง

 

        “ฝีมือดีหนิ” กาอาระเอ่ยชมจากใจจริง

 

       “ฉันให้นะ เป็นของขวัญแทนมิตรภาพของเราก็แล้วกัน” ซากุระยกยิ้ม

 

       “ขอบใจ” เขาสัญญาว่าจะรักษามันให้ดี

 

 

 

        ร่างกายตอนนี้ของซากุระปรับตัวได้มากแล้ว เธอไม่ได้มีอาการวูบบ่อยๆ อีก นั่นเป็นสัญญาณว่าเธอรับยาพิษตัวล่าสุดได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

       อีกเดี๋ยวเธอก็จะเริ่มรับยาตัวใหม่ แต่ซากุระก็พักไว้ก่อนชั่วคราว

 

       ซาลาเปาและขนมจีบที่ฮินาตะทำขึ้นเยอะแยะราวกับจะเลี้ยงคนเป็นสิบๆ คนถูกแบ่งออกมาใส่กล่องเบนโตะ ซากุระจัดแบ่งใบชาชั้นดีที่เหมยส่งมาให้และนำทุกอย่างใส่ตะกร้า

 

       “จะไปไหนน่ะไป๋อิง” เท็นเท็นที่เดินเหงื่อโชกผ่านประตูห้องครัวเพื่อขึ้นห้องถามอย่างสงสัย เธอคงเพิ่งกลับจากฝึกวิชาที่ป่าซากุระ

 

       “จะไปเยี่ยมพ่อกับแม่น่ะเจ๊” อีกเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนแปลง ตอนนี้แทบทุกคนในกลุ่มนั้นเปลี่ยนมาเรียกเท็นเท็นว่าเจ๊หมดแล้ว ไม่เจ๊มู่ฉิงก็เจ๊เซียวแล้วแต่ใครจะสะดวก

 

       “อ้าว ให้ไปเป็นเพื่อนไหม” คนเป็นเจ๊ทำหน้าตื่น เธอเป็นห่วงว่าคู่หูเขี้ยวคู่ของเธอจะไปเป็นลมเป็นแล้งที่ไหนเข้า

 

       ซากุระส่ายหน้า “ไม่เป็นไรอ่ะ ไม่รบกวนหรอก ตอนนี้ฉันปรับตัวกับยาขนานนี้ได้แล้ว” เท็นเท็นทำสีหน้าเข้าใจก่อนที่จะเดินขึ้นห้องแต่ก็ไม่วายทิ้งท้ายไว้

 

       “ระวังเนื้อระวังตัวเล่า ถ้ารู้สึกไม่ดีก็หาที่นั่งพัก อย่าฝืน”

 

       “ค่า”

 

 

 

        บ้านสองชั้นในย่านชุมชนที่แสนคุ้นเคยยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ผู้คนเดินไปมาประปราย ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเล็กๆ ที่ออกมาวิ่งเล่นกันมากกว่า

 

       ซากุระเปิดประตูเข้าบ้านไปด้วยความคุ้นเคย เธอเดินลิ่วเข้าห้องครัวเพื่อจัดขนมทั้งหมดใส่จาน

 

        “อ้าว ซากุระจัง” เสียงคุ้นเคยของแม่ดังขึ้นข้างหลัง ซากุระหันไปยิ้มให้ส่วนมือก็ยังสาละวนอยู่กับอาหาร

 

       “สวัสดียามสายค่ะแม่” เมบุกิแม้จะมีสีหน้าแปลกใจแต่ก็ปกปิดความดีใจไว้ไม่มิด

 

       “ไปไงมาไงฮึเราน่ะ แล้วนี่อะไรกัน ฝึกวิชาแค่ไม่เท่าไหร่ ทำไมตัวถึงดูซูบอย่างนั้นเล่า” ฝ่ามือบางที่เริ่มมีความกร้านเล็กๆ ตามวัยยกขึ้นลูบหลังลูกสาวเบาๆ

 

       “นิดเดียวเอง เดี๋ยวสำเร็จวิชานี้เมื่อไหร่หนูค่อยจะมาให้แม่ขุนใหม่” ซากุระหันมายิ้มปะเหลาะพร้อมกอดออดอ้อน ตัวเธอซูบเพราะผลของยาพิษนั่นแหละ

 

       อันที่จริงมันก็ไม่ถึงกับซูบจนน่าเกลียดแบบไม้เสียบผี เธอแค่ดูผอมบางกว่าเดิมและเนื้อตัวไม่อวบอิ่มเปล่งปลั่งเท่านั้นเอง...ยังสวยน่า สวยแบบเปราะบาง

 

      ตอนนี้เพื่อนๆ ก็เริ่มแซวเธอแล้วว่าไม่กล้าแตะต้องเนื้อตัวเธอแรงๆ เพราะกลัวจะแตกหัก...อยากบอกเหลือเกินว่าต่อให้กระโดดเตะก้านคอคนก็ยังไหวอยู่

 

       “จริงๆ เลย แล้วนั่นอะไรน่ะ” เมบุกิพยักพเยิดไปทางซาลาเปาและขนมจีบสีสวยน่ากิน

 

       “ฝีมือยัยน้องหนู เอ่อ หมายถึงฮินาตะน่ะค่ะ อร่อยมากเลยนะ หนูเอามาฝากพ่อกับแม่” ซากุระนำเสนอก่อนจะมองไปรอบๆ “จริงสิ แล้วพ่อไปไหนเนี่ย”

 

       “แม่ให้ออกไปซื้อของใช้ที่ขาดเหลือ เดี๋ยวอีกหน่อยก็คงจะมาแล้ว อ๊ะ นั่นไง พูดถึงก็มาพอดีเลย” เมบุกิพยักพเยิดไปทางคิซาชิที่หิ้วถุงพะรุงพะรังเข้ามา

 

      “อ้าว ซากุระ มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” เขาทักทายลูกสาวพร้อมฉีกยิ้มกว้าง

 

      “เมื่อกี้เองค่ะ หนูเอาขนมจีบซาลาเปามาฝากด้วยนะ ฝีมือฮินาตะ” ซากุระบอกพร้อมกับเดินไปช่วยพ่อถือของ

 

       “โอ้ ไม่เห็นต้องลำบากเลย”

 

      “ลำบากอะไรกันล่ะคะ นานๆ หนูจะได้มาที จะมามือเปล่าได้ยังไง” ดูเอาเถอะ พูดไปแล้วก็หดหู่ มีเด็กอายุสิบสองที่ไหนเป็นแบบซากุระบ้าง ต้องไปอยู่ข้างนอกนานๆ ทีถึงจะได้แวะมาเยี่ยมพ่อแม่อย่างกับผู้ใหญ่ที่แยกไปอยู่คนเดียวแล้ว

 

       โตไวจนคนเป็นพ่อเป็นแม่รู้สึกใจหาย

 

       “งั้น เดี๋ยวเรามากินพร้อมกันเลยดีกว่าค่ะ ไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันนานแล้ว” ซากุระรู้ดีว่าพ่อกับแม่กำลังรู้สึกยังไง เธอเอาความร่าเริงเข้ากลบเกลื่อนบรรยากาศทึมเทาและชวนเปลี่ยนเรื่อง...เขาว่ากินไปคุยไปมันง่ายกว่า

 

       “จ้ะ อ๊ะ ไม่ได้นะพ่อ ไปล้างมือก่อนสิ” เมบุกิยิ้มรับก่อนจะหันไปดุสามีที่กำลังจะหยิบซาลาเปามากัดกิน คิซาชิยิ้มแห้งก่อนจะไปล้างมือตามที่เธอบอกเพราะไม่อยากให้เมียรักองค์ลง

 

      ซากุระระบายยิ้มแต่ดวงตาฉายแววเศร้าหมอง ถ้าเกิดเธอเปลี่ยนไป ถ้าเกิดวันข้างหน้าเธอไม่เหมือนเดิม ถ้าเกิดเธอกลายเป็นปีศาจจิ้งจอกหลังจากที่ได้รับพลังมา...พวกเขาจะรับได้ไหม

 

 

 

        เสียงหวีดหวิวของสายลมดังเป็นระลอก ซากุระนั่งเอกเขนกที่ศาลาหน้าบ้าน เธอไม่กลัวยุงมารบกวนเพราะมีกำยานสูตรพิเศษที่ใช้ไล่แมลงทั้งหลายจนพวกมันไม่กล้าเข้าใกล้

 

       แสงไฟจากตะเกียงตามมุมต่างๆ ของศาลาสว่างมากเพียงพอสำหรับการอ่านหนังสือ ดวงตาสีมรกตเหม่อมองหน้าที่เปิดค้างโดยไม่แม้แต่จะรับข้อมูลพวกนั้นเข้าสมอง

 

       “เหม่ออะไรน่ะไป๋อิง” เสียงหวานสุขุมดังขึ้น ฝีเท้าที่ก้าวด้วยความมั่นคงเด็ดขาดทำให้ซากุระอมยิ้มเล็กๆ

 

      “ยังไม่นอนหรอคะ ซีเฟิงเจีย” เธอเงยหน้ามองพี่สาวที่เดินมานั่งถัดจากเธอไม่ไกล

 

      “พี่ต่างหากที่ต้องถาม เป็นอะไร ทำไมมานั่งเหม่อตากลมอยู่อย่างนี้” เพราะกำลังนั่งคิดวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ในซึนะ เธอจึงยังไม่นอน พอจะลงมาหาน้ำกินที่ห้องครัวจึงเห็นว่ามีคนนั่งอยู่ศาลาตรงนี้ ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่สายตาปีศาจเหยี่ยวอย่างเธอจะมองเห็นว่าเป็นใคร

 

       “คิดอะไรนิดหน่อยค่ะ นอนไม่หลับด้วย” เธอยิ้มเอื่อยเฉื่อย

 

       “ไม่ได้นะไป๋อิง เธอกำลังฝึกวิชาพิษอยู่ ต้องพักผ่อนเยอะๆ รู้ไหม แค่นี้ร่างกายก็ทรุดโทรมมากพออยู่แล้ว” เธอดุเสียงเฉียบ

 

       “นิดเดียวเองพี่” จิ้งจอกน้อยมองออดอ้อน พยายามทำตัวปกติทว่าแววตาเศร้าสร้อยนั่นไม่มีทางปิดพี่สาวร่วมสาบานได้

ความคิดเห็น