วันทาวารี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 สิบปีหน้า ถ้าเราไม่แก่(อ้วน) ก็แล้วไป

ชื่อตอน : บทที่ 2 สิบปีหน้า ถ้าเราไม่แก่(อ้วน) ก็แล้วไป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 46

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มิ.ย. 2562 15:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 สิบปีหน้า ถ้าเราไม่แก่(อ้วน) ก็แล้วไป
แบบอักษร

บทที่ 2 สิบปีหน้า ถ้าเราไม่แก่(อ้วน) ก็แล้วไป 

 

 

‘ข้าวมันไก่เขาให้แค่น้ำซุป แต่รักนะจุ๊บๆฉันให้เธอตลอด รักนะ...จัสติน’ ดิษย์โพสต์รูปข้าวมันไก่ในจอยสตาแกรม 

‘ฮิ้ว! เดี๋ยวบอกแมวให้นะคะคุณนอ กรี๊ด!!’ ฉันโพสต์ตอบ 

‘ยังจะวกมาได้นะ 555’ ดิษย์โพสต์ตอบ 

แหม ก็เมื่อวานนี้ เลิฟโพสต์ว่า ‘กินข้าวมันไก่หลังออกกำลังกาย ฟินมากครับ’ มาวันนี้ดิษย์ก็โพสต์ใน JG รูปข้าวมันไก่ จะไม่ให้แซวได้ไงคะคุณ 

อ้อ! ฉันลืมแนะนำตัว ฉันชื่อริชชี่ ชื่อที่พ่อแม่ตั้งคือ ฤทธิ์ เรืองฤทธิ์ แต่อย่ามาเรียกฉันว่าฤทธิ์นะยะ ต้องเรียกว่า ริชชี่ นะคะ ฉันจบพยาบาล เป็นพยาบาลอยู่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เป็นหัวเรือดิษย์เลิฟเหมือนโคลอี้ด้วยค่ะ ถามว่าเริ่มชิปได้ไงน่ะเหรอ 

 

---------------------------- 

 

3 ปีกว่าๆที่แล้ว 

มีคนโพสต์รูปเลิฟต่อจากรูปดิษย์ แล้วมีอีกคนแคปไว้ หลังจากนั้นคนที่แคปรูปก็ตัดต่อให้รูปอยู่ติดกัน 

‘ถึงเขาจะไม่รู้จักกัน ฉันก็จะชิป’ คนที่ตัดต่อโพสต์อีกครั้ง 

ต่อมาแอดมินเพจของมหาวิทยาลัยก็มาเห็นเลยจับจิ้นกัน ถึงแม้ว่าดิษย์จะมีแฟนแล้วและไม่ชอบการจิ้นวายก็ตาม 

 

ปีต่อมา 

ดิษย์ย้ายมหาวิทยาลัย แต่ได้อยู่ในงานเดียวกับเลิฟ เลิฟเดินผ่านดิษย์โดยที่ไม่ได้มองดิษย์ ดิษย์เห็นเลิฟแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ส่วนฟิวส์ซึ่งมีผู้จัดการคนเดียวกับดิษย์และไปงานกับดิษย์ก็พูดแซวดิษย์ด้วยค่ะ และจากงานนี้ก็ทำให้มีลูกเรือดิษย์เลิฟเพิ่มมากขึ้น คนที่ไม่ได้เป็นลูกเรือก็โพสต์เอาใจช่วย รู้สึกดีจัง 

วันต่อมา พบว่าจดหมายที่แฟนคลับให้เลิฟอยู่ที่ดิษย์ ดิษย์เลยโพสต์หาเจ้าของจดหมาย 

วันต่อมา ดิษย์ฝากจดหมายที่หลงนั้นให้เลิฟ ฉันมัวหวีดจนลืมไปว่าดิษย์ใส่ซองพลาสติกและซีลให้ด้วย 

 

ปีต่อมา 

ดิษย์เลิฟมีงานเดินแบบ และเดินแบบสวนกันค่ะ ในที่สุดเขาก็ได้เจอกันแล้วค่ะทุกคน กรี๊ด! แล้วก็รูปถ่ายภาพรวมที่มองยังไงก็รู้ว่าดิษย์มองเลิฟ จะตั้งใจหรือไม่ก็ช่าง ฉันสะดวกคิดแบบนี้ย่ะ 

 

--------------------------- 

 

โมเมนต์จริงก็หมดแล้วค่ะ... อย่างมองกันด้วยสายตาแบบนั้นสิคะ โมเมนต์แค่นี้ก็ดีมากแล้วค่ะ นอกนั้นก็มโนเมนต์และตัดต่อ บวกแฟนฟิคนิดหน่อย แค่นี้ก็อยู่ได้แล้วค่ะคุณ ด้อมเราอยู่ง่าย ไม่เรื่องมาก อดทนรอโมเมนต์จริงได้ มีจินตนาการในการเชื่อมโยงด้วยค่ะ 

เอาง่ายๆนะคะ แค่เขาโพสต์หรือลงสตอรี่เวลาใกล้กันก็ถือเป็นโมเมนต์แล้วค่ะ มันแปลกตรงที่เขาไม่ได้ตามกัน แต่เขามักจะโพสต์เวลาใกล้กันเสมอ และมีช่วงที่ไม่โพสต์เหมือนกันเสมอ แม้ว่าจะมีเหตุผลต่างกันก็ตาม อย่างเช่น ดิษย์ไม่โพสต์เพราะไปเที่ยวปิดเทอมในที่ที่ไม่มีสัญญาณ ส่วนเลิฟก็ปิดโซเชียลหลายวันเพื่ออ่านหนังสือ แล้วก็กลับมาเล่นโซเชียลในวันเดียวกัน เป็นต้น โพสต์ห่างกันไม่ถึงนาทีก็เคยมาแล้วค่ะ 

วันเกิดดิษย์เลิฟล่าสุด พวกเราเอาโพสต์อิทไปให้เลิฟเขียนให้ดิษย์ เพราะถึงวันเกิดดิษย์ก่อน เลิฟเขียนแค่สุขสันต์วันเกิดแล้วลงชื่อ พวกเราซื้อกระดานแล้วเอาโพสต์อิทมาแปะเรียงกัน บังเอิญว่าโพสต์อิทของเลิฟดันเด่นซะงั้น แต่ดิษย์ดันเอาโพสต์อิทของของขวัญมาแปะทับโพสต์อิทของเลิฟ ตอนนั้นพากันหวีดอยู่เลยไม่ได้เอะใจว่าดิษย์จีบของขวัญอยู่ 

ต่อมาพวกเราก็ให้ดิษย์เขียนโพสต์อวยพรวันเกิดเลิฟ ดิษย์บอกว่าอย่างน้อยก็ลายมือสวยกว่าเลิฟ แหม ลายมือตัวเองดีกว่านิดนึงเองจ้ะ ดิษย์เขียนแค่สุขสันต์วันเกิดเพราะเลิฟเขียนมาแค่นี้เหมือนกัน ถามว่าแบบนี้นับเป็นโมเมนต์ไหม ถ้าใจเราชิป อะไรก็เป็นโมเมนต์ได้ และจากงานวันเกิดก็ทำให้ชาวเรือที่มาใหม่รู้ว่าเลิฟเกิดก่อนดิษย์ 11 เดือน 18 วัน 

ถามว่ามีเหตุผลอะไรที่ชิป ทางกายภาพ ดิษย์หล่อ เลิฟน่ารัก ส่วนสูงก็พอที่ดิษย์สามารถจุ๊บหน้าผากเลิฟโดยที่ไม่ต้องเขย่ง หน้าตาก็คล้ายกันชนิดที่ว่า คนที่ไม่รู้จักก็ทักว่าเป็นพี่น้องกันหรือคนเดียวกันตอนใส่ชุดและถ่ายรูปมุมเดียวกัน 

พูดถึงนิสัย ดิษย์ ภายนอกดูก้าวร้าว เกรี้ยวกราด เที่ยวกลางคืนบ่อย แต่จริงๆใจดี ช่างสังเกต เจ้าระเบียบ รักความสะอาด ปัจจุบันไม่เที่ยวกลางคืนแล้ว ลดความก้าวร้าวเกรี้ยวกราดลง จะเกรี้ยวกราดในที่ของตัวเองเท่านั้น ส่วนเลิฟ ภายนอกดูน่ารัก เรียบร้อย อะไรก็ได้ แต่ก็ซน เอาแต่ใจตัวเองบ้าง ไม่ค่อยดูแลตัวเองตามประสาคนเรียนแพทย์ ไม่ค่อยนอน กินข้าวไม่ตรงเวลา น่าตีนักเชียว คนอะไรหน้าเหมือนแมวแล้วยังนิสัยเหมือนแมวอีก แต่ก็เพราะเหมือนแมวนี่แหละเลยคิดว่าเข้ากับดิษย์ได้ไม่ยาก เป็นความแตกต่างที่ลงตัวค่ะ 

วันนี้ Off ค่ะ ไม่มีเวรใดๆ ขอไถจวิตเตอร์แฮชแท็กดิษย์เลิฟซะหน่อย 

 

Iodine Halogen : ‘บริจาคเลือดเหรอ? แล้วถ้าสมมุติว่ามีมากกว่านั้นล่ะ’ 

Chlorine Halogen : ‘ถ้าความสัมพันธ์ดิษย์เลิฟเป็นแบบไม้หมอน ฉันจะไปบริจาคเลือดให้ใบแจ้งบริจาคสะสมครบ 24 ครั้ง เลยจ้า’ 

Iodine Halogen : ‘ชักอยากบริจาคเลือดซะแล้วสิ ไปคุยกับแมนดีกว่า เดี๋ยวมาคอยดูกันว่าแกจะได้แก้บนไหม’ 

 

ไอโอดีน... น้องนินเดินเรือค่ะคุณ กรี๊ด! ตลอดเวลาที่รู้จักกันมา นินไม่เคยช่วยพายเลยนะคะ หรือนี่จะเป็นสัญญาณว่า ดิษย์เลิฟอีสเรียล อรั้ย! คิดแล้วเขิน แต่ถึงจะมีหรือไม่มีโมเมนต์ ชาวเรือทุกคนก็พร้อมพายค่ะ 

ส่วนตัวฉันชอบอะไรแบบนี้นะ คนสองคนที่ไม่รู้จักกันเลย อยู่ดีๆก็มีแฟนคลับจับคู่ให้ แล้วก็เริ่มรู้จักชื่อกัน รู้จักกันมากขึ้นเรื่อยๆจากแฟนคลับ ท่ามกลางความแตกต่างก็มีหลายอย่างที่คล้ายกัน แต่ก็เหมือนอยู่คนละโลก ยิ่งดิษย์ชอบเที่ยวนอกบ้านแต่เลิฟชอบอยู่บ้านแบบนี้ ถ้าไม่มีแฟนคลับช่วยคงไม่มีวันเจอกัน ไม่ก็คงได้เจอกันในโรงพยาบาลที่เลิฟทำงานอยู่โน่นแหละค่ะ ไม่รู้ทำไมถึงมีเคมีเข้ากันมาก มากจนคนที่ไม่ได้ชิปก็เอาใจช่วยให้ชาวเรือสมหวังสักที 

เอาเข้าจริงฉันก็ยังมีความคิดให้เรือดิษย์เลิฟค่อยเป็นค่อยไป คราวก่อนเดินแบบสวนกัน ต่อไปให้เป็น มองหน้ากัน แล้วค่อยอยู่ตรงหน้ากัน แล้วค่อยฟอลกัน ติดต่อกันทางโซเชียล แล้วค่อยถ่ายรูปคู่ จนกระทั่งมีความรักความหวังดีให้กัน ฉันไม่คิดถึงขั้นเป็นแฟนแต่งงานกันหรอกนะ แค่ดิษย์กับเลิฟรู้ว่าอีกฝ่ายมีตัวตน มีความรักและหวังดีให้กัน จะเป็นรูปแบบไหนก็ได้ แค่นี้ก็ถือว่าบรรลุแล้วค่ะ แค่ค่อยเป็นค่อยไปเถอะนะ ก้าวกระโดดแล้วเดี๊ยนจะเป็นลมเอาได้ 

โคลอี้โทรหาฉัน ฉันรับสายอย่างเร็ว 

“ไงยะ กว่าจะโทรหาฉันได้เนี่ย!” งอนได้ไหมเนี่ย 

“หนูขอโทษค่ะเจ๊ วันก่อนมีลูกเรือหวีดเรื่องดิษย์ถ่ายรูปแล้วเหมือนเลิฟ หนูเลยไปหวีดกับเขาด้วย เมื่อวานโทรศัพท์พังเลยไปซ่อมทั้งวันค่ะ พอมาวันนี้เลยเพิ่งนึกได้ ขอโทษอีกครั้งนะคะเจ๊” ซ่อมหรือซื้อใหม่ยะโคลอี้ 

“ย่ะ! ฉันจะคุยเรื่องป้ายไฟดิษย์เลิฟ จะเอาป้ายเดิมหรือทำใหม่ยะ?” เข้าเรื่องสักที 

“ยังใช่ป้ายไฟเดิมอยู่ค่ะ แต่ก็ทำป้ายไฟเพิ่มด้วย เพราะลูกเรือมีเยอะกว่าเดิมมากค่ะ” 

“แล้วจะมีตัวแทนวิ่งจับมือดิษย์เลิฟไหม?” ฉันถามแซวเฉยๆ 

“หนูคนหนึ่งค่ะ แต่ยังไม่ได้คุยว่ามีใครจะร่วมด้วยไหม” 

“ย่ะ แล้วเรื่องป้ายไฟนี่ใครสั่งทำล่ะ?” 

“พี่อิ๋วช่วยค่ะ ถึงจะติดถ่ายละครแต่ก็ยังอุตส่าห์เป็นธุระให้ พี่อิ๋วคงได้เป็นหัวเรืออีกคนแน่เลย” อิ๋วเหรอ? ก็ดีนะ 

“โอเค ฉันสบายใจแล้ว แค่นี้นะยะ เดี๊ยนจะไปทำอย่างอื่นต่อ” 

“ค่ะเจ้ สวัสดีค่ะ” แล้วโคลอี้ก็วางสาย 

เจ๊เบื่อค่ะทุกคน ปกติต้องมีเวรสักกะ วันนี้ไม่มีเลยไม่รู้จะทำอะไร เจ๊รู้แล้ว ไปห้องสมุดดีกว่า จะได้อ่านนิยายฟรี ไม่เสียตัง 

 

--------------------------- 

 

ฉันมาถึงห้องสมุดประชาชน ฉันรีบเดินเข้าไปทันที ข้างนอกแดดร้อน เดี๋ยวผิวเสีย เหมือนฉันเห็นเลิฟแว๊บๆ แต่ช่างเถอะ ฉันคงตาฝาด เข้าไปหานิยายมาอ่านดีกว่า 

ฉันไปหานิยายรักสดใสวัยรุ่นมาอ่าน เครียดมากแล้ว ขออ่านอะไรซอฟต์ๆดีกว่า เหมือนเห็นหนังสือมุมสยองขวัญพร่องไปเยอะ ใครกันนะที่อ่านเยอะขนาดนี้ ฉันเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามผู้ชายตัวเล็กคนหนึ่ง พอเขาเงยหน้ามาเท่านั้นแหละ 

“... เลิฟ” ฉันพยายามไม่กรี๊ดแล้วค่ะ 

“สวัสดีครับเจ๊ริชชี่ เจ๊ชอบอ่านแนวหวานๆเหรอครับ?” คงเห็นชื่อเรื่อง ซินเดอเรลล่ารองเท้าแตะ สินะ 

“แล้วเลิฟอ่านอะไรอยู่คะลูก?” ถามไปเรื่อย เก็บข้อมูลค่ะ 

“นิยายของภาคินัยครับ” อ๋อ! คงอ่านเรื่องซิลเดอเรลล่ารอง- เดี๋ยวนะ! ฉันหยิบมาอ่านอยู่นี่นา 

“เรื่องอะไรเหรอคะ?” ถามไปให้จบๆ 

“ขนมผสมศพ ครับ เรื่องนี้ไม่น่ากลัวนะครับ อาจจะหมั่นไส้นางเอกบ้าง แต่โดยรวมไม่น่ากลัวเหมือนเรื่องอื่น” 

“เหรอคะ?” เจ๊ควรจะเชื่อหนูไหมลูก? 

“ผมยังอ่านไม่จบ แต่เท่าที่อ่านนี่ยังไม่มีศพเลยนะครับ” เลิฟยิ้มให้ฉัน 

“หนูอ่านของหนูไปนะ เจ๊จะอ่านของเจ๊เอง” แล้วฉันก็ก้มหน้าก้มตาอ่าน 

บรรยากาศเงียบสงบ ยิ่งเห็นรอยยิ้มสดใสของเลิฟอยู่กับหนังสือสยองขวัญ มันช่างไม่เข้ากัน แต่ก็นะ ทีดิษย์ยังกลัวผีแถมกลัวหนังสยองขวัญด้วย สองคนนี้ เป็นความแตกต่างที่ลงตัวจริงๆ เมื่อฉันอ่านนิยายจบอย่างรวดเร็วก็เอานิยายไปเก็บ แล้วหยิบหนังสือเล่มใหม่มาอ่านต่อ ถึงอ่านไม่จบก็ไม่เป็นไร วันหลังค่อยกลับมาอ่านก็ได้ 

ฉันเดินกลับมาที่เดิม เลิฟอ่านขนมผสมศพจบแล้ว เลิฟปิดหนังสือแล้วนั่งหลับตาอยู่อย่างนั้น เหมือนกำลังซึมซับข้อคิดที่ได้จากนิยาย เลิฟลูก! หน้าตาแบบหนูควรอ่านความสุขของกะทิ ไม่ใช่ขนมผสมศพแบบนี้ 

ฉันนั่งลงแล้วไถจวิตเตอร์ต่อ เห็นดิษย์โพสต์ตั้งแต่เมื่อวาน 

‘ว่างๆแบบนี้ มาร์เวลสักเรื่องละกัน’ จ้ะคุณนอ เพิ่งรู้ว่าคุณนอเป็นสาวกมาเวลขนาดนี้ 

แล้วน้องเลิฟล่ะ ชอบมาร์เวลเหมือนดิษย์ไหมนะ? เลิฟลืมตาแล้วมองฉัน 

“เจ๊ริชชี่มีอะไรเหรอครับ?” อย่าเอียงคอถามแบบนี้สิยะ มันน่ารัก 

“น้องเลิฟชอบซุปเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวลตัวไหนคะ?” ดิษย์ชอบสไปเดอร์แมนกับกัปตันอเมริกาไง 

“รอ- เอ่อ โกสต์ไรเดอร์มั้งครับ ผมดูได้หมดนะ เพราะความจริงผมชอบฝั่งดีซีมากว่า” คุณพระ! ไม่เหมือนกันอีกแล้ว 

“แล้วฝั่งดีซีชอบใครที่สุด?” ดิษย์บอกว่าชอบแบทแมน 

“แบทแมนครับ” เหมือนกันแล้วค่ะ น้ำตาจะไหล “ที่จริงผมชอบทุกตัวนะครับ แต่แบทแมนเป็นพวกผ่านอะไรมาเยอะเลยไม่ไว้ใจใคร กว่าจะได้ร่วมมือกับคนอื่นนี่ลุ้นแทบแย่” 

“เลิฟจะบอกพี่ว่า แมทแมนดาร์คกว่าเพื่อน เลยชอบใช่ไหม?” มันคนละเหตุผลกับดิษย์เลยนะ 

“ครับ” ดิษย์บอกว่าชุดเท่ดีเลยชอบ 

“เฮ้อ!” ถ้าได้เจอกันจะคุยกันรู้เรื่องใช่ไหม? ไม่ทะเลาะกันใช่ไหม? 

“เจ๊ไม่ได้ไปทำงานเหรอครับ?” เลิฟชวนฉันคุยต่อ 

“วันนี้หยุดค่ะ แล้วเลิฟล่ะจ๊ะ?” วันนี้วันจันทร์นี่นา 

“วันนี้อาจารย์ที่คณะมีประชุมเลยยกคลาสทั้งหมดครับ” เลิฟยิ้มให้ฉัน 

ฉันรู้แล้วว่าทำไมคนใกล้ตัวเลิฟถึงทนรอยยิ้มทำลายล้างนี้ได้ ก็เล่นยิ้มหวานแต่อ่านนิยายสยองขวัญแบบนี้ เฮ้อ! มุมมองที่ต่างกัน จะทำให้ดึงดูดกันได้ไหมนะ? จะไม่ตีกันตายก่อนใช่ไหม? เจ๊เครียด! 

 

พวกเราอ่านหนังสือเสร็จก็แยกย้ายกลับบ้าน ฉันยังไม่กลับหรอกย่ะ แวะห้างแป๊บ กินบุปเฟ่คนเดียวก็ได้ เจ๊ไม่ถือ เจ๊หงุดหงิด พอเดินเข้าร้านฉันก็เจอดิษย์ค่ะ 

“สวัสดีครับเจ๊ อย่าบอกนะว่าเจ๊สะกดรอยตามผมมา น่ากลัวนะเนี่ย” กวนฉันอีกแล้ว 

“ฉันหงุดหงิด ฉันหิว แล้วนี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? ตอนเช้ายังอยู่ภูเก็ตอยู่เลยนะ” ฉันงงเมนฉันแต่ละคน 

“เพิ่งกลับนี่แหละครับ ลงสนามบินก็ตรงไปวางของที่หอแล้วก็มาเลยครับ หิวมากเหมือนกัน งั้นนั่งด้วยกันไหม” 

“ได้สิคะ ดิษย์ชวนเลยนะ เดี๋ยวโพสต์แป๊บ” 

“อย่านะ! ผมไม่อยากให้ใครรู้ว่าผมกลับมาแล้ว เดี๋ยวถามโน่นนี่ ขี้เกียจตอบ” 

“โอเคค่ะ ตามแต่ดิษย์ต้องการ” 

 

แล้วพวกเราก็นั่งโต๊ะเดียวกัน ฉันกำลังจะลุกไปเอาอาหารแต่ดิษย์รั้งไว้ก่อน 

“เจ๊ไม่ต้องครับ ผมตักให้ เจ๊จะเอาอะไรบ้าง?” ดีจัง สุภาพบุรุษมาก 

“แซลม่อน หมู หมึก กุ้ง ตับกับเนื้อวัวได้ไหม?” ฉันกลัวดิษย์ไม่กินตับกับเนื้อวัว 

“ผมกินได้หมดแหละ ผมไปก่อนนะ เดี๋ยวมา” แล้วดิษย์ก็เดินไปตักอาหาร 

ต่างกันมาก ถ้าเป็นเลิฟ เลิฟคงให้เราไปตักก่อน แล้วตัวเองค่อยไปตักทีหลัง เพราะเลิฟไม่ค่อยสนใจโลกเท่าไหร่ มีโลกส่วนตัวสูง แต่ดิษย์จะคอยสังเกต คอยดูแลทุกคน 

ชีวิตที่แตกต่าง จะลงตัวได้จริงๆไหม? ทุกคนได้แต่ภาวนาให้ดิษย์เจอเลิฟและพูดคุยกันสักที เลิฟก็กลัวดิษย์ ดิษย์ก็จ้องแต่ไม่เดินไปทำความรู้จักสักที เหมือนจ้องมองหาเพื่อหลีกหนียังไงไม่รู้ แต่เห็นแบบนี้ แฟนคลับยิ่งจิ้นค่ะคุณ คิดดูนะคะ เลิฟที่ซนๆ ดื้อรั้นหน่อยๆ มาเจอกับดิษย์ที่เกรี้ยวกราด เจ้าระเบียบ แต่อบอุ่น คอยดูแล นี่มันพล็อตนิยายชัดๆ 

ฉันได้แค่ยิ้มลำพัง หัวเราะลำพัง เอ่อ จะร้องเพลงแล้วค่ะ แต่ร้องไม่ได้เดี๋ยวติดลิขสิทธิ์ อ้อ! ตอนแรกฉันคิดว่าดิษย์แอบคุยกับเลิฟแล้วแกล้งแฟนคลับโดยที่เฉียดกันไปมาแบบนี้ แต่ความจริงคือทั้งสองไม่เคยคุยกันเลยค่ะ ไม่เคยติดต่อกันเลย อาจจะแค่ส่องแต่ไม่ทัก ด้วยความที่ดิษย์เป็นนักแสดงจึงมีชื่อเสียงพอสมควร และอาจจะคู่ควรกับของขวัญที่เป็นนางแบบนักแสดงมากกว่า ดิษย์ก็ดันชอบของขวัญด้วย เรือดิษย์เลิฟล่มไม่รู้กี่ครั้ง แต่ด้วยมโนเมนต์ทำให้พวกเรายังอยู่ตรงนี้ ได้แต่สวดภาวนาให้มีสักวัน ดิษย์กับเลิฟจะคุยกัน เป็นเพื่อนกันได้จริงๆ 

“ได้แล้วเจ๊ ให้ผมใส่ให้ไหม?” ดูแลดีเหลือเกินค่ะคุณ 

“เจ๊ทำเองย่ะ” แล้วพวกเราก็ลงมือกินไปสักพัก 

“เจ๊จะกลับเลยปะ?” ดิษย์ถามทำลายความเงียบ 

“กลับเลยสิ ดิษย์ไม่กลับเหรอ?” ใส่ใจสักหน่อยละกัน 

“วันนี้โปเกมอนเข้าโรง อยากไปดู” ดิษย์ยิ้มเมื่อพูดถึงโปเกมอน 

“ช่างแตกต่าง” ฉันบ่น “นึกว่าจะดูอีกเรื่องที่เพิ่งเข้าวันนี้เหมือนกัน” 

“นั่นมันหนังผีนะครับ ผมไม่เอาอะ น่ากลัว” 

“แล้วไม่กลับไปหาจัสตินรึไงยะ? เอาแต่ดูหนังอยู่นั่น นึกว่าจะคิดถึงจัสตินซะอีก” ฉันแซว 

“จัสตินอยู่กับแม่ ยังไงผมก็ไม่ได้เจออยู่แล้ว ไม่ไปก็ไม่เป็นไร ยังไงผมก็จะไปดู” 

“เออ ฉันถามหน่อยสิ นอกจากชุดเท่แล้ว ทำไมแกถึงชอบแบทแมน?” อย่างน้อยก็ชอบเหมือนเลิฟไง 

“อืม... ก็คิดดูสิ จะมีสักกี่คนที่เป็นลูกเศรษฐีแต่พ่อแม่มาตายตั้งแต่ตัวเองยังเด็ก อยู่แค่กับพ่อบ้าน แต่ก็ยังฝ่าฟันมาได้จนโต แถมยังเป็นเศรษฐีด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองอีก ผ่านอะไรมาตั้งมากมายขนาดนั้น ยังสามารถเติบโตมาเป็นแบทแมนเพื่อช่วยเหลือคนอื่นอีก ผมว่าเขาน่ายกย่องนะครับ” 

“เหมือนแล้ว” คิดเหมือนกันแล้ว กรี๊ด! “อยากกรี๊ดแต่กรี๊ดไม่ได้ วันนี้เป็นวันที่ดีมากเลย” 

“ผมไม่ได้เลี้ยงนะฮะ แยกกันจ่ายนะครับ” 

“ย่ะ!” 

 

เมื่อกินเสร็จแล้ว ต่างคนก็แยกย้ายกันไป อย่างน้อยวันนี้ฉันก็ได้รู้ว่า ดิษย์กับเลิฟก็คิดเหมือนกันเรื่องแบทเมน นี่แหละค่ะ ความแตกต่างที่ลงตัวที่แท้จริง อยากหวีดในโซเชียลแต่หวีดไม่ได้ โอ้ย! ฉันกลับมาทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว ก็เปิดจวิตเตอร์แล้วโพสต์ 

‘ไม่สามารถบอกได้ว่าวันนี้เจออะไรมาบ้าง แต่สำหรับ #ดิษย์เลิฟ ฉันยังคงมีกำลังใจที่จะชิปพวกเธอเสมอ โอ้ย! กรีดร้องแบบไม่มีเสียง เพราะฉันรู้จักเธอสองคนมากขึ้น ฉันจึงอยากให้เธอสองคนได้รู้จักกัน //สวดภาวนา’ 

โพสต์สักหน่อยละกัน สักพักก็มีคนมาโพสต์ในแฮชแท็กต่อ 

‘ฉันลืมโพสต์ #ดิษย์เลิฟ เมื่อวานพี่ชายฉันไปกินข้าวที่ร้านในตัวเมืองภูเก็ต เห็นพี่ดิษย์นั่งกินข้าวกับผู้ชายคนหนึ่ง ฉันก็บอกว่าพี่ดิษย์นั่งกินข้าวกับคนที่ไม่รู้จักโดยไม่แคร์อะไรอยู่แล้ว พี่ชายฉันไปขอถ่ายรูปแล้วส่งมาให้ฉัน รู้มั้ยว่าใคร? พี่หมอแมนญาติพี่หมอเลิฟค่ะคุณ //กรีดร้อง’ หมายถึงแมนแฟนนินน่ะนะ 

‘วันนี้พาน้องไปดูโปเกมอน น้องฉันนั่งข้างดิษย์ค่ะคุณ นี่พากันเชียร์ปิกกะจูจนไม่สนฉันเลย มีการแปะมือกับน้องฉันอีก โอ้ย! อยากให้เลิฟมาเห็นมุมนี้ของดิษย์จัง #ดิษย์เลิฟ’ 

‘วันนี้แวะร้านกาแฟแถวห้องสมุด เจอพี่เลิฟด้วย หอบหนังสือมาเยอะมาก พี่เลิฟสั่งนมเย็นปั่นแต่พนักงานดันทำโกโก้ปั่นมาให้ พี่เลิฟก็บอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็กินโกโก้ปั่น โกโก้ปั่นนี่ขอโปรดพี่ดิษย์ใช่ไหมคะ? //กรีดร้อง #ดิษย์เลิฟ’ คงหลังจากอ่านหนังสือที่ห้องสมุดล่ะมั้ง 

‘แฟนฉันเจอเลิฟตอนขึ้นแท็กซี่กลับหอ ฉันเจอดิษย์ตอนขึ้นแท็กซี่กลับหอ แท็กซี่ทั้ง 2 คัน ล้วนสีชมพู ถามว่าฉันนับเป็นโมเมนต์ไหม นับค่ะ #ดิษย์เลิฟ’ 

‘เดี๋ยวนะทุกคน นี่นึกว่าดิษย์อยู่ภูเก็ต สงสัยรีบกลับมาหาแมวแต่แมวเข้าห้องสมุด เลยมาดูโปเกมอนงี้เหรอ? #ดิษย์เลิฟ’ 

‘จะมีโมเมนต์หรือไม่ ฉันก็จะชิป #ดิษย์เลิฟ’ 

‘มีโมเมนต์อีกแล้ว #ดิษย์เลิฟ แมวตัวร้ายกับนายเกรี้ยวกราด ลงตอนใหม่แล้วนะคะ เข้าไปอ่านกันด้วยน้า~~~~’ 

 

นั่งอ่านแฮชแท็กก็สนุกดีนะ แล้วดิษย์กับเลิฟยังจะโพสต์พร้อมกันอีก 

ดิษย์โพสต์ในจอยบุ๊กว่า ‘พลาดซะแล้ว... ที่กลับบ้านเวลานี้’ 

แล้วก็มาโพสต์ในจวิตเตอร์ว่า ‘โดนจับได้ซะแล้วสิ //ยอมรับการลงโทษ’ 

ส่วนเลิฟก็โพสต์ในจวิตเตอร์ว่า ‘แค่นี้ก็เพียงพอแล้วกับสิ่งที่คุณทำ’ 

คือดิษย์พูดถึงที่ตัวเองกลับมาโดยไม่บอกใคร ส่วนเลิฟก็คงโพสต์เกี่ยวกับนิยายที่อ่านอยู่ แต่มันดันเป็นคนละเรื่องเดียวกันไง 

 

มีคนครอปจวิตเตอร์ของทั้งสองแล้วโพสต์ ‘เนี่ย #ดิษย์เลิฟ ก็เป็นซะอย่างนี้ จะไม่ให้คิดได้ไง’ 

‘ก็แค่ #ดิษย์เลิฟ เขาคุยกันอะ แค่นี้เอ๊งงงงง’ 

‘นี่คือ #ดิษย์เลิฟ เขางอนกันอยู่ใช่ปะ?’ 

‘จ้า #ดิษย์เลิฟ ไม่ได้คุยกันจ้า แค่โพสต์คนละเรื่องเดียวกันเอง เหมือนทุกคครั้งที่ผ่านมา //บ้าน่า แกอะคิดมาก’ 

‘เนี่ย #ดิษย์เลิฟ งอนขนาดนี้ คุณนอต้องง้อคนหน้าแมวแล้วนะคะ //ปาที่อยู่หอแมวเลิฟ’ 

‘ทีมทาสแมวไม่ยอมนะคะ ทีมคนเกรี้ยวกราดมาเคลียร์ด่วนค่ะ #ดิษย์เลิฟ’ 

เดี๊ยนเข้าใจความรู้สึกดิษย์กับเลิฟแล้วค่ะ ว่าไอ้ที่โพสต์นี่ไม่เกี่ยวกับอีกฝ่ายเลย แต่มันดันเหมือนโพสต์เรื่องเดียวกันซะงั้น แต่ฉันก็ยังฟินค่ะ อย่างน้อยพวกเขาก็ชอบแบทแมนเหมือนกันล่ะนะ 

 

ฉันลองเขาไปอ่านจวิตเตอร์ของดิษย์อีกครั้ง 

‘พี่มึง สปอยโปเกมอนให้หน่อย’ แฟนคลับคนหนึ่งคุยกับดิษย์ 

‘หาดูเอาเองดิวะ’ ดิษย์ตอบเขา 

‘คุณนอไปง้อเขายังคะ?’ ชาวเรือคนหนึ่งถามดิษย์ 

‘ง้อ? ผมต้องงอนมากกว่า งอนพี่แท็กซี่แล้วเนี่ย’ ดิษย์ตอบ 

‘พี่มึงคะ หาวิธีง้อแมวได้ยังคะ?’ ชาวเรืออีกคนถาม 

‘ไม่หา ไม่ง้อ’ ดิษย์ตอบ 

 

ฉันลองเขาไปอ่านจวิตเตอร์ของเลิฟอีกครั้ง 

‘โอ๋ๆ ไม่งอนนะคะ’ ชาวเรือคนหนึ่งโพสต์ 

‘ไม่ได้งอนครับ’ เลิฟตอบ 

‘หายงอนแล้วยัง?’ ชาวเรืออีกคนถาม 

‘หายงอนแล้วครับ’ เลิฟตอบ 

‘คนที่เราชอบเขาชอบภาคินัยอะ มีเรื่องอะไรที่แนะนำบ้างไหมคะ?’ มีคนโพสต์ถามเลิฟ 

‘ผมเพิ่งอ่านเรื่อง ขนมผสมศพ จบไป ถ้าคุณไม่ชอบแบบเลือดสาดนักก็อ่านได้นะครับ ผมอ่านแล้วอยากปลดนางเอกจากการเป็นนางเอกจริงๆครับ แต่มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ ผมคิดว่าในหมวดนี้เรื่องนี้ซอฟต์ที่สุดแล้วครับ’ 

‘ขอบคุณค่ะเลิฟ เดี๋ยวเราจะไปหามาอ่าน ถ้าจีบเขาติดจะเลี้ยงข้าวนะ’ 

‘ยินดีครับ ขอให้จีบติดนะครับ’ 

เลิฟน่ารักกับแฟนคลับแบบนี้ตลอดค่ะ พูดและพิมพ์สุภาพจนคนที่คุยด้วยละอายใจแล้วกลับมาพูดเพราะแทน ฉันต้องคุยกับเลิฟสลับกับดิษย์ เพื่อให้ชีวิตฉันยังสมดุลอยู่ 

 

คนน่ารักที่ชอบดูหนังสยองขวัญ กับ คนเกรี้ยวกราดที่ชอบดูโปเกมอน เป็นอะไรที่ขัดแย้งกันแต่ก็อยู่กันได้ จะว่าไปก็คล้ายคู่ของเพื่อนฉันกับว่าที่แฟนนะ โม่กวา 

พี่ลูกโม่ดูเกรี้ยวกราด แต่ก็ใส่ใจทุกคน เจ้าระเบียบ วางแผนทุกเรื่องอย่างดี เหมือนดิษย์ 

แตงกวายิ้มง่าย ยิ้มแล้วโลกสดใส แต่มีโลกส่วนตัวสูงจนไม่ทันสังเกตคนอื่น เหมือนเลิฟ 

ถ้าพี่ลูกโม่กับแตงกวาเป็นแฟนกันได้ ดิษย์กับเลิฟก็เป็นแฟนกันได้ ตรรกะนี้ดีที่สุดแล้วค่ะ แต่ดิษย์กับเลิฟได้แต่เฉียดกันไปมาแบบนี้ เมื่อไหร่จะได้คุยกันล่ะเนี่ย 

พูดถึงเพลงเฉียด เพลงนี้กลายเป็นเพลงประจำแฟนด้อมเรือดิษย์เลิฟแล้วค่ะ งั้นมาค่ะทุกคน เปิดเพลงเฉียดแล้วเข้าแท็กดิษย์เลิฟกันค่ะ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น