anarit
email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 ผู้ต้องสงสัยรายแรก (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 ผู้ต้องสงสัยรายแรก (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 84

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 พ.ค. 2562 18:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 ผู้ต้องสงสัยรายแรก (2)
แบบอักษร

     เมื่อพ้นประตูงานออกมา ทั้งหมดเห็นว่าระยะของพวกเขาประชิดกับชานนท์และเชอร์เบทมากเกินไป ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ทั้งคู่รู้ตัว จึงหยุดชะงักพักหนึ่ง พอให้ทิ้งระยะห่างสักพักแล้วจึงสะกดรอยตามต่อ 

         ด้วยโครงสร้างภายในอาคารที่ตรงกลางจะเป็นช่องโปร่ง สามารถมองเห็นพื้นทางเดินของทุกๆชั้นซึ่งอยู่รอบๆได้ อีกทั้งตัวบันไดที่เชื่อมระหว่างชั้นสองและสามจะอยู่เยื้องกับบันไดที่เชื่อมระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นสอง จึงเป็นการง่ายที่เชอร์เบทและชานนท์จะเห็นทีมตำรวจและทีมตำรวจสืบสวนพิเศษกำลังขึ้นบันไดไปยังชั้นสามของตึก  

         “เราว่าชัวร์แล้วล่ะ สองคนนี้มันน่าสงสัยมาตั้งแต่แรกล่ะ ยิ่งมาวันนี้อีก พิรุธชัดเจน” สรัลชนาเอ่ยขึ้นหลังจากที่เห็นสองคนนั้นสะกดรอยตามกลุ่มตำรวจไป ตัวเธอและเพื่อนจึงสะกดรอยตามทั้งคู่ไปห่างๆ เช่นกัน 

         ที่ชั้นหกซึ่งเป็นชั้นบนสุดของอาคาร จะมีห้องควบคุมอยู่ ซึ่งห้องควบคุมนี้จะมีทีวีขนาดยี่สิบนิ้ว สองเครื่องตั้งติดกัน แสดงภาพของจุดต่างๆ ทั้งในและรอบอาคาร รวมถึงแต่ละชั้นของอาคารหอประชุมวิทยาศาสตร์จากกล้องวงจรปิด 

         ชานนท์และเชอร์เบทชะงักอยู่ที่ราวบันไดขั้นสุดท้ายที่เชื่อมระหว่างชั้นห้าและชั้นหก ซึ่งห่างจากห้องควบคุมเพียงห้าร้อยเมตรเท่านั้น ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณหน้าห้องควบคุม เพื่อดูว่ามีกล้องวงจรปิดติดตั้งเอาไว้หรือไม่ 

         “เราคงไม่ถูกจับใช่ไหม” เชอร์เบทเอ่ย 

         “ไม่หรอก ไม่มีหลักฐาน จับเราไม่ได้” 

         “แล้วเธอว่า ตำรวจเขามาทำอะไรกันที่นี่” 

         “ฉันก็ไม่รู้นะ ฉันถึงต้องมาดูให้แน่ใจไง ว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องของเรา ถ้าถูกจับได้นะ จบเห่แน่” เขาทิ้งจังหวะ “เราอย่าเสียเวลาพูดกันอยู่เลย สิ่งสำคัญรออยู่ตรงหน้าเรา” 

         ทีมตำรวจและทีมตำรวจสืบสวนพิเศษที่ถือเอกสารฉบับหนึ่งซึ่งใส่ไว้ในซองสีน้ำตาลแล้วปิดผนึกอย่างดี เมื่อเดินขึ้นมาจนถึงหน้าห้องควบคุม ก็เคาะประตูสามครั้งแล้วประตูเข้าไป จากนั้นก็ยื่นซองเอกสารนั้นให้กับเจ้าหน้าที่ประจำควบคุม 

         “เราได้รับคำสั่งให้เข้ามาสังเกตการณ์ในบริเวณมหาวิทยาลัยเป็นระยะๆ เพื่อความปลอดภัยของนิสิตทุกคน หลังจากเกิดคดีฆาตกรรมเมื่อวานก่อน ทางเราจึงขอความร่วมมือทุกท่าน ให้ช่วยเพิ่มข้อมูลและรับสัญญาณจากกล้องวงจรปิดที่เจ้าหน้าที่ของเราได้นำมาติดเพิ่มเติมด้วย” 

         หัวหน้าฝ่ายควบคุมได้เปิดอ่านเอกสารในซองนั้น ซึ่งเป็นหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มและให้ทางฝ่ายควบคุมเพิ่มข้อมูลและสัญญาณจากกล้องวงจรปิดที่นำมาติดเพิ่มนี้ด้วย เมื่อเห็นข้อความที่ลงลายเซ็นต์ของผู้บังคับการแล้ว ทางฝ่ายควบคุมก็ไม่มีอะไรขัดข้อง หากแต่จะยินดีให้ความร่วมมือกับทางตำรวจและให้ความช่วยเหลือในการส่งลูกน้องไปช่วยเหลือในการติดตั้งเพิ่มเติมอีกด้วย  

         “เอาอย่างนี้ดีไหมครับ คุณตำรวจ เดี๋ยวทางผม จะส่งคนให้ไปช่วยทางตำรวจติดตั้งกล้องวงจรเพิ่ม รวมถึงจะเป็นคนเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ห้องควบคุมด้วย พวกคุณทุกคนจะได้ลดภาระและเบาแรงลง” 

         “ขอบคุณมากเลย ที่ให้ความช่วยเหลือกับทางการเป็นอย่างดี และก็ต้องขอโทษด้วยที่ทางเราจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซง เราจะพยายามปิดคดีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้” 

         “นี่เป็นแผนผังของกล้องวงจรปิดตามที่ต่างๆ ที่เราได้ไปติดเพิ่มเติม อย่างละเอียดครับ” ลูกน้องคนหนึ่งของวิศรุตในทีมสืบสวนพิเศษ DPI ได้ยื่นร่างแผนภาพจุดติดตั้งกล้องวงจรปิดให้กับเจ้าหน้าที่ควบคุมคนหนึ่ง  

         “ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ทุกอย่างจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย” เจ้าหน้าที่คนนั้นรับคำ หลังจากเห็นแผนภาพที่ลูกน้องของวิศรุตส่งให้ 

         ในระหว่างที่บทสนทนาของทีมตำรวจและเจ้าหน้าที่ควบคุมเริ่มต้นขึ้น ชานนท์และเชอร์เบทซึ่งเห็นแล้วว่าบริเวณหน้าห้องควบคุมและรอบๆ ไม่มีกล้องวงจรปิดถูกติดตั้งอยู่ จึงค่อยย่องมาที่ประตูห้องควบคุม ก่อนจะเบี่ยงตัวตั้งฉากกับประตูและหลบอยู่ตรงบริเวณนั้น พอให้เหยียดสายตาผ่านช่องกระจกเล็กๆบริเวณช่วงกลางบนของประตูได้ ทิ้งจังหวะไม่นาน กลุ่มของพฤกษ์ก็ขึ้นมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายที่เชื่อมระหว่างชั้นห้าและชั้นหก ทั้งหมดเห็นชานนท์และเชอร์เบทยืนอยู่หน้าประตู จึงถอยหลังไปตั้งหลักระหว่างชานบันไดอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ชานนท์และเชอร์เบทหันมาเห็นและไหวตัวทัน 

         “นั่นไง พฤติกรรมน่าสงสัย พวกมันคงต้องแอบฟังพวกตำรวจเขาคุยกันอยู่แน่ๆ เราว่าสองคนนี้แหละ ต้องเตรียมการทำอะไรอยู่” 

         สรัลชนาเหมือนคิดอะไรได้ เธอยกเท้าด้านซ้ายมาที่บริเวณเข่า ก่อนจะเหยียดแขนมาถอดมันออก แล้วโยนมันขึ้นไปให้ หวังให้กระแทกที่หน้าห้องควบคุมตรงจุดที่ชานนท์และเชอร์เบทยืนอยู่ ปรากฎว่ารองเท้านั้นตกตรงหน้าทั้งคู่ อีกทั้งยังกระแทกเข้าประตูอย่างแม่นยำ  

         “ใบข้าว มึงทำอะไรของมึงวะ” แพรวพราวตั้งคำถามอย่างอัตโนมัติด้วยความตกใจ 

         “รีบหลบเร็ว” สรัลชนาพูดพร้อมกัน 

          ทีมตำรวจในห้องหันมามองผ่านช่องกระจกนั้น หลังจากได้ยินเสียงรองเท้ากระแทกประตู ชานนท์และเชอร์เบทเบี่ยงตัวหลบอย่างหวุดหวิด กลุ่มของพฤกษ์ซึ่งแอบอยู่ที่ชานพักบันได วิ่งไปตั้งหลักที่ขั้นแรกของบันไดที่เชื่อมระหว่างชั้นห้าและชั้นหก 

         “มึงทำอะไรของมึงวะ ใบข้าว” แพรวพราวถามซ้ำ 

         “ก็แค่ขัดขวางพวกคนชั่วน่ะ ไม่มีอะไรหรอก” 

         “ถ้าพวกมันรู้ว่า เราสะกดรอยตามมา คงเกิดเรื่องแน่ๆ” 

         “แล้วยังไงล่ะ ไม่เคยกลัวอยู่แล้ว”  

         ชานนท์และเชอร์เบทสะดุ้งเล็กน้อย พอตั้งสติได้และเห็นว่าเป็นเพียงรองเท้าข้างหนึ่ง ก็หันกลับไปมองที่บันได แต่ปรากฎว่าไม่มีอะไร  

         “ใครเล่นแบบนี้วะ อย่าให้กูรู้นะ ไอ้สัตว์” ชานนท์พูดกระซิบอย่างโมโห ก่อนจะที่เหยียดสายตาผ่านช่องกระจกที่อยู่บริเวณกลางบนประตู มันเป็นจังหวะเดียวกับที่ตำรวจนายหนึ่งซึ่งรู้แล้วว่ามีคนแอบฟังอยู่มองผ่านยังช่องกระจกเล็กๆนั้น และเห็นดวงตาสองข้างของชานนท์  

         “มีคนแอบฟังที่หน้าประตู” ตำรวจนายนั้นเอ่ยขึ้น บทสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่ห้องควบคุมกับทีมตำรวจถูกตัดจบทันที ทั้งหมดหยิบปืนขึ้นมาถือไว้ และรีบออกไปจับคนที่มาแอบฟัง เพราะไม่แน่ว่าเขาอาจจะเป็นคนร้ายหรือใครก็ได้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ทางด้านชานนท์และเชอร์เบทรู้แล้วว่า สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไรนัก จึงตัดสินวิ่งเข้าไปหลบในห้องน้ำ โดยเชอร์แบทและชานนท์แยกเข้าไปหลบที่ห้องน้ำหญิงและชาย ตามลำดับ 

         “หยุดเดี๋ยวนี้นะ” วสุนำขบวน เขาเปิดประตูพลางตะโกนเสียงดังจนทำให้กลุ่มของพฤกษ์ซึ่งหลบอยู่ที่ชั้นห้าได้ยินเสียง แล้วรีบวิ่งลงไปที่ชั้นล่างอย่างหุนหันพันแล่น 

         “ท่าจะไม่ดีล่ะ เรารีบกลับลงไปชั้นหนึ่งดีกว่า” พฤกษ์เอ่ยขึ้น  

         ในจังหวะที่ตำรวจกำลังตามจับคนที่แอบฟัง วิศรุตเห็นรองเท้าตกอยู่ที่หน้าห้อง เขาเป็นคนเก็บมันไว้ เผื่อว่า มันจะเป็นหลักฐานชั้นดีและอาจมีประโยชน์ต่อรูปคดี ประกอบข้อสันนิษฐานที่ว่าเจ้าของรองเท้านี้ น่าจะเป็นคนที่แอบฟังอยู่หน้าห้องควบคุม  

         “พวกคุณที่เหลือ เดี๋ยวกระจายไปตามหาที่ชั้นอื่นนะ ที่เหลือตามผมกับผู้กองวิศรุตมา” 

         ทีมตำรวจต่างก็แยกย้ายไปจัดการตามที่ได้รับมอบหมาย โดยที่ทีมของวสุแยกเข้าไปที่ห้องน้ำชาย ขณะที่ทีมของวิศรุตแยกไปดักรออยู่หน้าห้องน้ำหญิง ชานนท์รู้ว่าตำรวจจะต้องเข้ามาตามหาในห้องน้ำแน่ๆ จึงทำทีเป็นยืนปลดทุกข์เพื่อตบตาตำรวจ  

 

 

         “ยกมือขึ้น”  

         ชานนท์ซึ่งทำทีเป็นปลดทุกข์อยู่ เขาหันกลับมาพลางกับยกมือ “มีอะไรหรือเปล่าครับ คุณตำรวจ” 

         ทีมของวสุนิ่งไปสักพัก ชานนท์ทำทีเป็นไม่รู้เรื่องอะไร หากแต่เป็นคนที่มาเข้าห้องน้ำปกติ วสุเองยังคงสงสัยอยู่เล็กน้อย เพราะว่าในห้องน้ำมีเขาอยู่คนเดียว อีกทั้งบริเวณทั่วทั้งชั้นก็เงียบกริบไร้ซึ่งผู้คน มันช่างผิดสังเกตยิ่งนัก 

         “หยุดนะ” วสุตะเบ็งพลางจ่อปืนเข้ากลางอกชานนท์ซึ่งทำทีจะเดินออกจากห้องน้ำ เขาจึงต้องหยุดชะงัก 

         “ใจเย็นก่อนนะครับ คุณตำรวจ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”  

         “มีคนแอบทำพฤติกรรมน่าสงสัย แอบฟังพวกผมอยู่หน้าห้องควบคุม และมันก็เป็นเรื่องบังเอิญมากนะ ที่ทั้งชั้นมีคุณอยู่คนเดียว” 

         “ไม่ๆนะครับ คุณตำรวจ ผมแค่มาเข้าห้องน้ำตามปกติ และผมก็กำลังจะกลับไป” 

         “แปลกดีน้อ ห้องก็มีแทบจะทุกชั้น แต่ก็ต้องมาเข้าที่ชั้นหกด้วย” 

         “คือว่า…..” ชานนท์เหมือนจะจนมุม สายตาแอบหลุกหลิกเล็กน้อยและอ้ำอึ้งตอบอะไรไม่ถูก เขาต้องไม่รอดแน่เลย ในจังหวะนั้นเองระบบสมองเหมือนสั่งการอัตโนมัติ เขาคิดคำพูดได้อย่างทันควัน จึงพูดสวนออกไปทันที  

         “คือ อาจารย์ฝากให้ผมนำกุญแจมาคืนพี่เจ้าหน้าที่เขาน่ะครับ แต่พอดีผมเห็นว่ากำลังคุยธุระกันอยู่ เลยไม่กล้าเข้าไปขัดจังหวะน่ะครับ” เขาพูดพลางล้วงกุญแจออกมาจากกระเป๋า ถือขึ้นมาระดับสายตาของตำรวจ 

         ทางฝ่ายของวิศรุตซึ่งถือปืนจ่อไว้ที่หน้าห้องน้ำหญิง ทั้งหมดได้แต่เพียงยืนอยู่หน้าห้อง แล้วตะเบ็งเสียงดังเพื่อขู่ให้คนที่อยู่ห้องน้ำยอมเผยตัวออกมา 

         “คนที่อยู่ในห้องน้ำน่ะครับ คุณหนีไปไหนไม่รอดแล้ว ตำรวจดักหน้าประตูไว้หมดแล้ว ต่อให้คุณซ่อนตัวยังไง คุณก็หนีพวกผมไม่พ้นครับ” 

         ไม่มีเสียงตอบกลับใดๆเกิดขึ้น แต่ลางสังหรณ์มันบอกว่าจะต้องมีคนอยู่ในห้องน้ำแน่ๆ วิศรุตรอไม่ไหว จำเป็นต้องสั่งให้ลูกน้องเข้าไปตรวจตรา 

         “พวกคุณ เดี๋ยวกระจายกำลังเข้าไปหาให้ละเอียดทุกห้องเลยนะ” 

         “รับทราบครับ” 

         ยังไม่ทันสิ้นเสียงดี เชอร์เบทก็เปิดประตูห้องน้ำออกมา จังหวะนั้นตำรวจถือปืนเล็งไปที่กลางอกหล่อน เจ้าตัวทำทีเหมือนมาเข้าห้องน้ำตามปกติและจำเป็นต้องเล่นละครตบตาตำรวจเพื่อไม่ให้ถูกจับได้ว่า ตัวเองมาแอบฟังตำรวจอยู่หน้าห้องควบคุม 

         “มีอะไรกันเหรอคะ คุณตำรวจ 

         เชอร์เบทมีหน้าตาที่ดูมีเสน่ห์และน่ารักผิดกับนิสัยของหล่อน วิศรุตเมื่อเห็นเช่นนั้นก็เริ่มมีความลังเลในใจ หากสอดส่องใบหน้าของเธอดีๆ ก็ดูไม่เหมือนคนร้ายเอาเสียเลย แต่ทว่า หากตัดสินเพียงแค่นั้นก็คงจะไม่ได้ เพราะมันขัดกับความจริงที่ตลอดทั้งชั้น ไม่มีใครคนอื่นใดนอกจากหล่อน 

         “หนูมาเป็นเพื่อนกับโอ๊ตค่ะ พอดีโอ๊ตเอากุญแจมาคืนพี่ที่ห้องควบคุมให้อาจารย์น่ะค่ะ พอคืนเสร็จพวกเราก็มาเข้าห้องน้ำกันค่ะ” 

         สายตาของวิศรุตจ้องอย่างถมึงทึงไปที่ใบหน้าของเธอ พร้อมกันกับสังเกตพฤติกรรมของหล่อนอย่างจับผิดไปในขณะเดียวกันด้วย  

         วสุและลูกน้องของเขาลดปืนลงและหลีกทางให้ชานนท์ออกมาจากห้องน้ำ เขาตรงเข้าไปช่วยเชอร์- 

เบทอย่างไม่รีรอ 

         “ขอโทษนะครับ ที่ทำให้วุ่นวาย ผมเพียงแต่เกรงใจพวกพี่ๆน่ะครับ เห็นว่าพวกพี่กำลังคุยธุระกันอยู่ ก็เลยรอจังหวะให้พวกพี่คุยเสร็จน่ะครับ ต้องขอโทษด้วยนะครับ”  

         กลุ่มของพฤกษ์วิ่งมาถึงชั้นหนึ่งอย่างทุลักทุเล ทั้งหมดถึงกับหายใจหอบๆ ทิ้งเวลาพักใหญ่ จนกระทั่งเริ่มหายเหนื่อย สติที่หลุดหายไปชั่วขณะกลับมาหลังจากนั้น ทำให้ทั้งหมดรู้สึกเสียดายที่ไม่รู้ว่า เรื่องราวเป็นอย่างไรต่อ แต่นั่นก็ทำให้มั่นใจเพิ่มขึ้นว่า ชานนท์และเชอร์เบทคือผู้ต้องสงสัยที่มีส่วนรู้เห็นในคดีฆาตกรรมแนน  

         “โหย เสียดายอ่ะ เลยไม่รู้เลยว่าเรื่องมันเป็นไงต่อ” สรัลชนาพูดด้วยความรู้สึกเซ็ง 

         “แต่อย่างน้อยๆ เราก็ได้รู้นี่ ว่ามันสองตัว มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ พิรุธชัดเจนขนาดนี้ มั่นใจได้เลยว่าต้องมีส่วนรู้เห็นกับการตายของน้องสาวเธอแน่ ใบข้าว” น้ำเสียงของทิเบศร์ดูมั่นใจมากว่า ทั้งคู่น่าจะเป็นฆาตกรตามที่สงสัยตั้งแต่แรก  

         “ก่อนอื่นนะ เราต้องหาหลักฐานเพื่อมัดตัวพวกมันก่อน ถ้าเราทำได้ งานนี้เราได้ส่งมันไปนอนในคุกแบบสวยๆ แล้วปล่อยให้มันสองตัวตายอย่างทรมาน แบบนี้สะใจโคตรๆเลยว่ะ”  

         “จริงสิ” สรัลชนาอุทานขึ้นหลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “ภาพจากกล้องวงจรปิด เราต้องกลับไปที่ชั้นหก เราต้องไปเล่าเรื่องนี้ให้พี่เจ้าหน้าที่เขาฟัง มันเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้เราได้หลักฐานมามัดตัวมัน” 

         ชานนท์และเชอร์เบทที่สามารถเอาตัวรอดจากกลุ่มตำรวจมาได้ ทั้งคู่คุยกันตลอดทางที่เดินลงบันได  

         “ดีนะ ที่เธอเคยคิดโค้ดลับให้ฉันเล่นๆ ไม่นั้น เราคงถูกจับได้แน่” 

         “ฉันเองก็ยอมรับนะว่า ตอนแรกก็เกือบจะจนมุมเหมือนกัน โชคดีนึกถึงโค้ดลับที่ฉันเคยให้เธอเมื่อหลายวันก่อนได้ ก็เลยทำให้รอดตายอย่างหวุดหวิด” 

         “แล้วงี้ เราจะเอาต่อวะ เราต้องระวังมากขึ้นใช่ไหม ฟังที่เขาคุยกันน่ะ เหมือนว่า เขาจะติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่ม งานนี้ทำอะไรคงลำบากขึ้น แล้วยิ่งมาจับได้อีกว่ามีคนมาแอบฟัง ฉันว่าเขาต้องติดกล้องวงจรปิดที่ชั้นหกแบบทุกซอกทุกมุมแน่ๆ” 

         “แผนที่เราวางไว้ตั้งแต่ต้นพังราบคาบ เห็นทีเราต้องรีบวางแผนใหม่โดยด่วน” 

เสียงบทสนทนานั้นดูจะดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทั้งคู่เดินลงมาถึงตีนบันไดบนพื้นชั้นสอง กลุ่มของพฤกษ์ซึ่งยืนชุมนุมอยู่บริเวณหน้าบันไดชั้นหนึ่ง จึงรีบวิ่งไปหลบอยู่ใต้บันไดได้อย่างหวุดหวิด มิฉะนั้นอาจจะทำให้ทั้งชานนท์และเชอร์เบทเห็นพวกเขายืนอยู่ที่ตีนบันไดชั้นหนึ่งได้อย่างชัดเจน เนื่องจากว่า ทั้งคู่จะต้องเดินไปยังบันไดที่เชื่อมระหว่างชั้นสองและชั้นหนึ่งซึ่งอยู่เยื้องกัน 

         หลังจากลงบันไดมาจนถึงชั้นหนึ่งแล้ว ทั้งคู่ก็แทบชะงักเมื่อหันไปเห็นกลุ่มของพฤกษ์ยืนหลบอยู่ที่ใต้บันได บทสนทนาถูกตัดจบอัตโนมัติ ชานนท์และเชอร์เบทสีหน้าดูเจื่อนไปขนัดตา 

         “ถึงกับเงียบไปเลยเหรอ ตกใจไปเลยอ่ะดิ ไม่คิดใช่ไหมล่ะ ว่าจะลงมาเจอพวกฉันอย่างนี้” สรัลชนาได้ทีแซวทั้งคู่ 

         “เอ้า อึ้งๆ อึ้งทำไมล่ะ ประชุมแผนลับกันอยู่ไม่ใช่เหรอ”  

         น้ำเสียงอันยียวนของทิเบศร์ คงทำให้ชานนท์รู้สึกโกรธมาก เขาจึงเอ่ยสวนกลับเป็นการข่มขู่ว่า ไม่ให้กลุ่มของพฤกษ์ริบังอาจมายุ่งกับความลับของตนและเชอร์เบทเด็ดขาด 

         “ไม่ว่าพวกมึงจะได้ยินอะไรเลย หรือรู้อะไรมา จำเอาไว้นะ ว่าอย่าเข้ามาแส่ ถ้าไม่อยากเป็นอะไรไปล่ะก็ ถือว่ากูเตือนสติแล้วนะ” 

         “พวกเราไม่ได้แส่อะไรเลยนะ พวกมึงพูดเสียงดังกันเอง ช่วยไม่ได้” ทิเบศร์ทิ้งจังหวะ “จะบอกอะไรให้นะ ในตอนนี้พวกกูจะจับตาดูพวกมึงไว้ อย่าคิดว่าพวกกูไม่รู้นะว่าพวกมึงกำลังจะทำอะไร หากมันเกิดอะไรขึ้นล่ะก็ มั่นใจได้ว่า พวกมึงทั้งคู่ได้เข้าไปนอนในคุกแน่” 

         กลุ่มของพฤกษ์คงมัวแต่เอาคืนเสียจนลืมไปว่าสรัลชนาใส่รองเท้าข้างเดียว จึงเป็นเป้าให้ชานนท์สังเกตเห็นอย่างง่ายดาย ทำให้เขารู้ได้ทันทีว่า เจ้าของรองเท้าที่เขาเก็บได้ที่หน้าห้องควบคุมเป็นของใคร มันยิ่งสร้างความชัดเจนว่า กลุ่มของพฤกษ์เป็นคนกลั่นแกล้งเขาทั้งคู่ เสียจนเกิดเรื่องวุ่นวาย ทำให้พวกเขาเกือบถูกตำรวจจับได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ สีหน้าและแววตาอันขึงขังคงเป็นการระบายอารมณ์แค้นแทนการพูดออกมาให้กลุ่มของพฤกษ์รู้ตัว 

         “ไม่โกรธขนาดสิ โอ๊ต พวกเราแค่พูดกันสนุกๆ แค่นั้นเอง ใช่ไหมพวกเรา” สรัลชนาเอ่ยแทรก 

         “ใช่ๆๆ” 

         “ไปกันเถอะ เชอร์เบท” ชานนท์เดินแหวกกลุ่มของพฤกษ์ไปพร้อมกับเชอร์เบท ด้วยสีหน้าที่ดูเกรี้ยวกราด อันแสดงถึงความโมโหภายในใจ ส่วนกลุ่มของพฤกษ์เอง ก็หัวเราะด้วยความสะใจ โดยเฉพาะทิเบศร์และสรัลชนาที่ดูจะหัวเราะชอบใจเป็นพิเศษ 

         “สะใจเป็นบ้าเลย ว่าไหม ใบข้าว” 

         “ใช่ๆ ไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้มาก่อนเลย” 

         พฤกษ์ดูที่นาฬิกาข้อมือซ้ายของตนเอง พบว่าเป็นเวลาสามโมงห้าสิบห้าแล้ว อีกห้านาที ก็ได้เวลาที่เขาและวิศรุตนัดเจอกัน พฤกษ์ไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องนี้ จึงทำเนียนอ้างว่าติดธุระที่ออฟฟิศ โดยให้พวกเพื่อนๆเป็นคนจัดการเรื่องนี้ต่อ 

         “พอดีว่ากู ติดธุระที่ออฟฟิคว่ะ กูยังไม่ได้ส่งต้นฉบับให้บอสตรวจเลย กูลายาวตั้งแต่พรุ่งนี้ด้วย ยังไงกูฝากพวกมึงจัดการเรื่องนี้ด้วยน่ะเว่ย เดี๋ยวกูเคลียร์ธุระเสร็จแล้ว จะรีบกลับมาคุยด้วย” 

         “ให้กูไปส่งไหม” วีรวัฒน์ถาม เพราะเขาจำได้ว่า พฤกษ์นั่งรถมากับเขา เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็น่าจะเป็นคนส่งพฤกษ์กลับไปที่ออฟฟิศ 

         “ไม่เป็นไร แพตซ์ ขอบใจมาก” พฤกษ์เอ่ยเสร็จก็พรวดเดินไปอย่างเร่งรีบ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น