marcelen

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 31 พ.ค. 2562 13:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2
แบบอักษร

 

 

 

 

บทที่ 2

 

 

ปึก!!

“โอ๊ย/โอ๊ย!!” ในขณะที่ฉันกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนเดิมที่มาเมื่อวานเพราะป๊าของเขาพยายามให้พวกเราค่างที่บ้านท่านตอนแรกพ่อฉันก็ไม่ยอมแต่ท่านก็ตื้อจนพ่อยอมค้างที่นี่ และ ตอนนี้พ่อกับแม่ก็ออกไปธุระฉันไม่รู้จะทำอะไรเลยออกมาเดินเล่นที่เมื่อวานว่าจะมาเดินเล่นคนเดียวแต่ไอ้บ้านั่นก็ตามมาทำให้หมดอารมณ์กันดีนะอย่างน้อยฉันก็ผลักหมอนั่นหัวทิ่มตกน้ำไปได้สะใจชะมัด แต่ตอนนี้ฉันดันเดินชนกับใครไม่รู้นะสิให้ตายเถอะ

“ไม่ดูทางหรือไงเดินละเมออยู่ได้” ยัยหน้าหวานพูดออกมาพร้อมกับแววตาที่มองฉันอย่างเหยียดหยามเดี๋ยวนะเธอกล้ามองฉันอย่างนี้งั้นเหรอถึงหน้าจะสวยหวาน ดวงตาโตๆเข้ากับใบหน้าของเธอจมูกรับเข้ากับริมฝีปากบางที่ทำให้เธอเูดีได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่เท่าฉัน

“เธอนั่นแหละเดินดูทางยังไงให้มาชนฉันประสาทหรือเปล่า” ยัยหน้าหวานเบิกตาโพรงอย่างไม่ชอบใจก่อนจะชี้หน้าฉัน

“นี่!!! เธอเป็นใครห้ะ!! ไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็นใคร” เอ๊ะ??! นี่ฉันต้องรู้จักหล่อนด้วยเหรอ

“เธอเป็นใครเธอไม่รู้จักตัวเองเหรอ?? อาการท่าจะหนักแล้วนะไปโรงพยาบาลมั้ย?? อ้อแต่ไปเองนะฉันไม่มีเวลาพาไปหรอก” หล่อนชี้หน้าฉันอย่างไม่พอใจที่ฉันพูดแบบนั้น

“อร้ายยยย!!! ยัยบ้าแกกล้าดียังไงถึงมาว่าฉันแบบนั่นแกพึ่งเป็นคนใช้ที่มาใหม่สินะคอยดูเถอะฉันจะฟ้องม๊าให้ไล่แกออก!!!!!” หล่อนกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจก่อนจะรีบวิ่งเช้าไปในบ้านฉันมองตามหลังอย่างสงสัย

“คนใช้บ้านนี้ชอบใส่ชาเนวทั้งตัวเหรอ ยัยนี่ไม่มีตาหรือไงเฮ้อ!! ช่างเถอะเดินเล่นดีกว่าเสียเวลาชะมัด” ฉันหันไปเดินเล่นต่ออย่างไม่สนใจจนมานั่งเล่นตรงศาลาตรงกลางสวนที่นี่สวยมากกกกก

“สวัสดีค่ะนายหญิงดิฉันชื่อ เจ้าจี้ นายท่านสั่งให้ฉันมาติดตามคุณหนูค่ะ” แต่จู่ๆก็มีแม่บ้านคนหนึ่งเดินมาหาฉันพร้อมกับแนะนำตัวอย่างอ่อนน้อม

“สวัสดีค่ะเจ้าจี้ อย่าเรียกฉันว่านายหญิงเลยเรียกชื่อฉันก็ได้” เพราะฟังดูละแหวะๆไงไม่รู้

“ไม่ได้หรอกค่ะนี่เป็นคำสั่งของนายท่านฉันไม่สามารถขัดคำสั่งได้ค่ะ” ฉันถอนหายใจออกมาเซ็งๆให้ตายเถอะคิดถึงดงวูชะมัดน่าจะเอาหมอนั่นมาด้วย

“ตามใจละกัน งั้นตอนนี้ฉันขอซาสักแก้วได้มั้ย”

“ค่ะ รอสักครู่นะคะ” พูดจลเธอก็กก้มหัวเดินหันหลังออกไป ฉันจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมทอ่านข่าวต่างๆข่าวการแต่งงานของลูกพี่ลูกน้องอย่างแม็กยังคงดังสนั่นไปทั่วเพราะยัยลิสตอนนี้ก็ขึ้นแท่นเป็นนักธุรกิจไฟแรงจะตายตอนนี้อำนาจของครอบครัวเราก็ขยายขึ้นอีกอย่างเท่าตัวธุรกิจของทางครอบครัวหย่งสือก็ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวของเราที่เขาจับฉันแต่งงานกับหมอนั่นครั้งนี้พอเดาได้อยู่ว่าเพราะอะไร หลังจากที่คิดไปคิดมาแล้วมันก็แค่เรื่องผลประโยชน์เท่านั้นฉันเลยตัดสินใจแต่งกับหมอนั่น

“อยากกลับไปหาทุกคนจังอยู่ที่นี่เหงาเป็นบ้า” ฉันพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆให้ตายเถอะถึงฉันจะโตที่ต่างประเทศแต่ฉันก็มีเพื่อนนะแต่ที่นี่ฉันไม่มีใครแม้แต่ลูกน้องคนสนิทยังมีให้ตายเถอะ!!!

“ซาร้อนๆมาแล้วค่ะนายหญิง” แต่แล้วเสียงของเจ้าจี้ก็ดังขึ้นทำให้ฉันหันไปมองหน้าเธอเล็กน้อย

‘ใช้แล้วฉันต้องมีลิ่วล้อไว้คอยเป็นหูเป็นตาให้’

“ขอบคุณนะจ๊ะเจ้าจี้” ฉันยิ้มหวานให้เธอก่อนจะรับซามจิ๊บเล็กน้อย

“นายหญิงสวยมากจริงๆนะคะ แถมยังน่ารักด้วยไม่ว่าจะตอนอยู่คนเดียวหรืออยู่กับนายท่าน” เจ้าจี้พูดออกมาพร้อมกับยิ้มน้อยๆเธอชมฉันอยู่สินะเรื่องนั้นฉันรู้อยู่แล้วว่าฉันสวยแค่ไหน

“ใช้แล้วฉันนะทั้งสวย ทั้งน่ารัก แถมมารยาทดีด้วย” แต่ทันทีที่ฉันพูดจบเธอก็ขำออกมาเล็กน้อย

“นายหญิงช่างเป็นคนที่ตรงไปตรงมาจริงๆค่ะ”

“นั่นสินะ ปกติฉันก็เป็นอย่างงนั้นอยู่แล้ว”

“แต่นายหญิงระวังด้วยนะคะคนที่นี่เขาไม่ค่อยแสดงความรู้สึกจริงๆออกมาที่ฉันพูดเพราะฉันเห็นว่านายหญิงดูไม่เห็นร้ายกาจอย่างที่เขาลือกันสักนิดไม่เหมือนเพื่อนสมัยเด็กของนายน้อยเลย”

“ฉันจะร้ายกับคยที่ร้ายกับฉันเท่านั้นแหละ ว่าแต่ใครคือเพื่อนสมัยเด็กของหย่งสืองั้นเหรอ” ฉันถามขึ้นอย่างใคร่รู้

“คุณเหม่ยหลินค่ะ เธอเป็นคนโปรดของท่านหญิงมากตอนนี้เธอก็นั่งอยู่ในบ้านกับท่านหญิงค่ะทางที่ดีนายหญิงอย่าไปยุ่งกับเธอดีกว่าเพราะเธอนะร้ายกาจสุดๆต่อหน้าท่านหญิงเธอเปรียบเสมือนนางฟ้าแต่พอหลับตาเธอนะจิกหัวพวกเราทุกคนในบ้านราวกับทาสค่ะเราพูดอะไรไม่ได้เพราะท่านหญิงให้ท้ายเธอตลอด และ ไม่เชื่อในสิ่งที่เธอทำ” ฉันนั่งฟังอย่างเข้าใจถ้าเดาไม่ผิดคงเป็นผู้หญิงคนที่ชนกับฉันเมื่อกี้สินะ และ ถ้าเดาไม่ผิดอีกเรื่องหล่อนคงชอบไอ้บ้าหย่งสือแน่ๆ

“งั้นเหรอ...งั้นเรามารอดูอะไรสนุกๆเถอะ” พอฉันพูดแบบนี้เจ้าจี้ก็มองอย่างไม่เข้าใจแต่ก็ไม่พูดอะไรฉันยกให้เจ้าจี้เป็นลิ่วล้อหมายเลข 1 ละกันฉันนั่งจิ๊บซาไปเรื่อยๆอย่างสบายอารมณ์จนเวลาล่วงเลยมาเกือบเที่ยง

“นายหญิงค่ะเชิญเข้าไปรับประทานอาหารเที่ยงในบ้านค่ะ”

“โอเค” ฉันลุกขึ้นก่อนจะเดินนำเจ้าจี้เข้าไปในบ้านที่ฉันคิดว่ายัยนั่นหล่อนต้องรอฉันอยู่แน่ๆแต่เดินไม่ทันถึงข้างในด้วยช้ำก็เห็นไอ้บ้าหย่งสือเดินหน้ามุ่ยมาทางฉัน

“คุณไปไหนมาผมตามหาคุณแทบจะทั่วบ้านแล้วนะคุณไม่รู้หรือไงว่านี่มันจะเลยเวลาอาหารเที่ยงแล้วทุกคนรอทานข้าวพร้อมคุณอยู่” ฉันปลายตามองหมอนั่นอย่างไม่ชอบใจแต่ก็ไม่พูดอะไรแล้วเดินต่อแต่หมอนั่นก็ดึงแขนฉันไว้

“ผมพูดด้วยคุณได้ยินหรือเปล่าหูก็ไม่ได้หนวกนะทำไมไม่ตอบ” จิ๊!!! ฉันพยายามไม่มีปากเสียงกับหมอนี่เยอะเพราะขี้เกียจแต่ไม่รู้ทำไมทุกครั้งที่เจอหน้าต้องรู้สึกเหมือนฟิวส์จะขาดตลอด!!!!!

“นี่!! ฉันจะอยู่ไหนมันก็เรื่องของฉันและตอนนี้ฉันก็กำลังจะเข้าไปแล้วนายจะอะไรหนักหนาให้ตายสิปล่อยแขนฉันได้แล้วเจ็บ!!!” ฉันพยายามสะบัดแขนออกแต่ไอ้บ้านั่นยังจับแรงขึ้นเรื่อยๆ

“ทำไมถึงคิดว่าทุกอย่างมันเป็นเรื่องของเธอคนเดียวห้ะ!! ที่เธอทำอยู่มันก็กระทบถึงคนอื่นเหมือนกันอย่าเห็นแก่ตัวได้มั้ย!!!” หมอนั่นดึงแขนฉันเข้าประใกล้เขานี่เขาจะรู้ไหมว่าแรงตัวเองเยอะยิ่งกว่าควายอีกแล้วตัวฉันก็ไม่ได้ใหญ่อะไรโดนดึงแค่นั้นก็เด้งไปชนกับแผงอกอย่างจัง!!!

“โอ๊ย!!! นี่!!! ฉันเจ็บนะแรงนายเยอะยิ่งกกว่าควายยังจะมาดึงคนอื่นแบบนี้อีกไอ้บ้าเอ๋ย!!!” แต่ไม่ทันที่หมอนั่นจะพูดอะไรจู่ๆก็มีเสียงคุ้นหูที่ได้ยินเมื่อเช้าดังขึ้น

“หย่งสือนายทำอะไรอยู่เหรอ” เสียงนั้นทำให้เราสองคนหันไปมองพร้อมกันใบหน้าของยัยนั่นตอนนี้ดูสงบเสงี่ยมเจียมตัวสุดๆไม่เหมือนตอนอยู่กับฉันสองคนสักนิด

“เหม่ยหลินเธอออกมาทำไมกลับไปรอที่โต๊ะเถอะฉันกำลังจะเข้าไป” ถึงปากจะพูดแบบนั้นแต่เจ้าบ้านี่ก็ไม่ยอมปล่อยแขนฉัน

“เอ่อ...แล้วนั่นใครเหรอไม่ใช่แม่บ้านคนใหม่เหรอ” ยัยนั่นมองมาทางฉันอย่างสงสัยถามอย่างนี้ก็ดีละกล้าดีไงมาพูดว่าฉันเป็นแม่บ้านฉันสะบัดแขนออกจากหนอนั่นก่อนจะเชิดหน้าขึ้นอย่างเลิศๆ

“ฉัน ชเวโซรา เป็นคู่หมั้นของ หย่งสือจ๊ะ!!! ฉันไม่ใช่แม่บ้านเข้าใจนะ” คำพูดของฉันทำให้ยัยนั่นหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อยก่อนจะปรับมาเป็นยิ้มแทน

“สวัสดีจ๊ะ ฉันเหม่ยหลินเป็นเพื่อนสมัยเด็กของหย่งสือไม่นึกว่าคนที่ป๊าพูดถึงที่ห้องอาหารเมื่อกี้จะเป็นเธอขอโทษด้วยนะที่บอกว่าเธอเป็นแม่บ้านเพราะเธอดูคล้ายไปนิดนะ” แม้ยัยนั่นจะพูดยิ้มแต่ก็ตอกหน้าฉันอย่างแรง!!!! กรี๊ดดดดด!!! ฉันอยากจะปรี่เบ้าไปกระซากหัวหล่อนมาตบให้หลุดจากบ่าจริงๆ!!!!

“อ้อ!! ไม่เป็นไรจ๊ะเหม่ยหลินฉันเข้าใจที่เธอจะมองผิดนะคนเรามักจะดูคนที่แตกต่างกับตัวเองไม่ค่อยออกหรอกแค่มองคงไม่สามารถรับรู้ได้เท่ากับการลองจับหรอก....” ฉันพูดอย่างยิ้มๆแต่สายตาของฉันก็มองยัยนั่นตั้งแต่หัวจรดเท้าเสื้อผ้าหน้าผมที่มาจากห้างกิ๊กก๊อกของยัยนั่นก็บงบอกแล้วว่ายัยนั่นไม่รู้ว่าทุกอย่างที่อยู่บนตัวฉันมันคืออะไรหล่อนมองฉันด้วยสายตาอาฆาตแต่ใครจะสนกันละกล้าดียังไงมาหาว่าฉันเป็นแม่บ้าน!!!!

“ฉันว่าเราเข้าไปทานข้าวกันเถอะ” แล้วไอ้บ้าที่ยืนอยู่ข้างๆก็ขัดขึ้นยัยนั่นก็ยังคงทำหน้ายิ้มอยู่แต่ฉันรู้ว่าข้างในหล่อนกำลังกรีดร้อง

“นั่นสินะ เข้าไปข้างในเถอะค่ะคุณว่าที่สามี” ฉันหันไปพูดกับไอ้บ้าหย่งสือพร้อมกับควงแขนหมอนั่นไอ้บ้านั่รก็ทำหน้าเหลอหลาที่เห็นฉันทำแบบนี้แต่ฉันก็พยายามดึงตัวหมอนั่นเดินตามฉันมาก่อนหมอนั่นจะยอมเดินตามมาแต่โดยดีก่อนจะผ่านยัยจิ้งจอกนั่นฉันก็ปบายตามองหล่อนอย่างผู้ชนะแล้วเดินเข้าไปในตัวบ้านอย่างเลิศๆ

‘คิดจะมาสู้กับฉันมันยังไวไปยัยจิ้งจอก!!’

“คิดอะไรของคุณกันแน่ที่ทำแบบนี้” พอเดินผ่านมาจากยัยนั่นหมอนั่นก็พูดขึ้นฉันปลายตามองเขาเล็กน้อย

“ก็บอกแล้วไงถึงจะแต่งงานกันแค่ในนามนายก็ห้ามมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับคนอื่นความจำเสื่อมเหรอถึงจำไม่ได้หรือว่าตกน้ำเมื่อวานเลยทำให้สมองได้รับการกระทบกระเทือน” คำพูดของฉันทำให้เขาหันมามองอย่างไม่ชอบใจแต่จะทำอะไรก็ไม่ได้ในเมื่อเราเดินมาถึงห้องอาหารกันแล้วพอป๊าของเขาเห็นเราควงแขนกันมาก็ทำหน้าชอบอกชอบใจสุดๆผิดกับม๊าของเขามามองผ่านฉันไปหายัยจิ้งจอกนั่นที่เดินมาอย่างหมาโดนทิ้งข้างถนน หลังจากนั้นพอเรามานั่งที่ทุกคนก็เริ่มลงมือทานข้าวภายใต้บรรยากาศที่ป๊าเขาชวนฉันคุยนู้นคุยนี่ไปเรื่อยๆแต่มีเพียงผู้หญิงสองคนบนโต๊ะเท่านั้นที่ไม่ยอมปริปากพูดอะไร

‘เฮ้อ!!! นี่เราต้องมารับมือกับอะไรแบบนี้อีกเหรอเนี่ย!!!’

..

..

 

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา

โซล, ประเทศเกาหลีใต้

 

“คุณหย่งสือครับตอนนี้คุณหนูกำลังคุยงานอยู่” เสียงเอะอะดีงขึ้นทางประตูในขณะที่ฉันกำลังคุยงานกับคู่บริษัทคู่ค้าทำให้ฉันต้องชะงักมองคนที่เดินเข้ามาอย่างไม่มีมารยาทอย่างเซ็งๆโชคดีที่เราคุยกันผ่านทางวิดีโอคอลนั่นทำให้เขาไม่เห็นสถานการณ์ตอนนี้ฉันจึงพูดต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ค่ะงั้นเอาตามข้อตกลงที่เราพูดวันนั่นเลยสินะคะ”

‘ครับ ผมเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ต่อเราทั้งสองฝ่ายเหมือนกัน’ พอเขาได้ยินเสียงผู้ชายดังผ่านออกมาจากลำโพงก็ยิ่งเดินมาทางฉันไวขึ้นเรื่อยๆแต่ฉันไม่สนใจ

“ค่ะ งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนนะคะถ้ามีปัญหาอะไรฉันจะติดต่อไปอีกทีค่ะคุณแทจุน”

‘ได้ครับคุณโซราหวังว่าครั้งหน้าเราจะได้ไปนั่งทานข้าวด้วยกันอีกนะครับ งั้นผมไม่รบกวนแล้วขอตัวก่อนนะครับ’ พูดจบเขาก็กดวางสายไปเหลือเพียงใบหน้าไม่ชอบใจของคนตรงหน้าที่ยืนคล้ำหัวฉันอยู่

“มีอะไรไม่ทราบถึงมาที่นี่” ฉันพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบๆ

“ป๊าบอกให้พาคุณไปทานข้าวเย็นนี้ผมจะไปรับตอนสองทุ่มชุดผมเตียมไว้ให้ที่บ้านแล้ว..” เขาก็พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ถ้าจะมาแค่นี้จะมากวนตอนฉันทำงานทำไมมิทราบ”

“ไม่ใช่แค่เรื่องนี้นะสิคุณผิดสัญญากับผมนะไหนบอกว่าผมไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งกับใครแล้วที่คุณทำแล้วมีข่าวออกมามันคืออะไรไปทานข้าวกับนักธุรกิจที่ไหนไม่ทราบพอป๊าเห็นข่าวนี้ก็เร่งงานแต่งมาเดือนหน้า!!! ให้ตายเถอะคิดอะไรของคุณกันแน่!!” ฉันมองหนังสือพิมพ์ที่เขาวางลงตรงหน้าอย่างหัวเสียเรื่องนี้ฉันก็โดนพ่อสวดยับไปแล้วแต่ฉีนพึ่งจะรู้นะเนี่ยว่างานแต่งถูกเร่งมาเดือนหน้าปกติมันเหบือตั้งอีกสามเดือนมห้ตายเถอะ

“โอ๊ย!!! รู้แล้วฉันไปคุยงานไม่ได้เป็นอย่างที่ข่าวออกมาสักหน่อยให้ตายสิ!!! จะอะไรหนักหนาถ้าแต่งเร็วก็ดีนะสิจะได้รีบหย่าได้นายจะเอะอะทำไม” คำพูดของฉันทำให้หมอนั่นทำหน้านิ่ง

“เหรอ...คอยดูเถอะ!!!” พูดจบเขาก็เดินปึงปังออกไปฉันมองตามหลังอย่างหัวเสียให้ตายสิเจอหน้ากันแต่ละที่ทำไมต้องมีเรื่องปวดหัวตลอดนะ!!!!

 

20:30PM

 

 

ฉันนั่งอยู่ภัตตาคารหรูใจกลางกรุงโซลโดยมีไอ้บ้าหย่งสือนั่งข้างหน้าพร้อมสีหน้าที่ดูไม่เต็มใจมาเท่าไหร่ฉันนั่งทานอาหารเงียบพยายามไม่พูดอะไรเพราะขี้เกียจเถียงกับหมอนี่วันนี้ฉันเหนื่อยมาพอแล้ว...

“คุณนะตอนไม่พูดอะไรก็ดูน่ารักดีนะ” หมอนั่นพูดออกมาพร้อมกับมองหน้าฉันด้วยแววตาที่ฉันไม่เข้าใจเหมือนจะโดนเขาต่อว่านะ

“แล้วทำไมละมีปัญหาอะไรรีบทานให้มันเสร็จๆไปสักทีเถอะจะได้รีบกลับไม่อยากเห็นหน้านายนานกว่านี้จะอ้วก”

“ไม่ต่างกันหรอกให้ตายสิ” ฉันกลอกตามองไปมาอย่างไม่สนใจก่อนจะก้มหน้าทานอาหารต่อ

“คนของป๊าผมกำลังดูเราอยู่ช่วยทำเป็นมีความสุขได้ได้มั้ย”

“อันนี้เป็นการขอร้องหรือเปล่า”

“ก็ไม่เชิง”

“งั้นพูดดีๆสิอยากให้ฉันช่วยก็พูดออกมาดีๆ” ฉันแฉะยิ้มมองหน้าหนอนั่นอย่างผู้ชนะก่อนหมอนั่นจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย

“เฮ้อ!!!! คุณโซราคนสวยครับช่วยยิ้มออกมาแบบน่ารักได้ไหมขอร้องละครับ” ฉันมองหน้าเขาที่ยอมพูดแบบนี้อย่าจะขำออกมาแรงๆจริงๆโว้ยแต่ทำไม่ได้หมอนี่โดนขู่ว่าอะไรนะถึงยอมทำขนาดนี้ฮ่าๆ

“ฮึๆๆๆ” ฉันขำออกมาเล็กน้อยแต่ไม่พูดอะไรก่อนจะทานข้าวต่อส่วนเขาก็นั่งทำหน้ายิ้มตรงหน้าอย่างฝืนใจ

“ให้ตายเถอะเมื่อไหร่เรื่องนี้จะจบสักที”

 

 

 

เหมือนต่างคนต่างฝืนใจจังเลยนะเนี่ยแต่ละคนมีจุดมุ่งหวังที่ชัดเจนเหมือนกันนะคือกลัวการถูกตัดหางปล่อยวัดฮ่าๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น