FuseSama

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่2: คำสาปเจ้าแม่ระฆังดำ

ชื่อตอน : ตอนที่2: คำสาปเจ้าแม่ระฆังดำ

คำค้น : คำสาปเจ้าแม่ระฆังดำ/ บทที่2/ THE BELL เมื่อเสียงระฆังดัง...

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 62

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 มิ.ย. 2562 08:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่2: คำสาปเจ้าแม่ระฆังดำ
แบบอักษร

คำสาปเจ้าแม่ระฆังดำ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าที่โรงเรียนภาพต่างๆยังคงฝังลึกอยู่ในหัวของนานาตลอดเวลา จนตอนนี้หัวของเธอแทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ เด็กสาวตัดสินใจจะไปหาซื้อยามาทานก่อนกลับหอ หวังจะช่วยบรรเทาอาการให้พอทุเลาลงได้

นานารีบสับขาเดินเพื่อไปที่รถมอเตอร์ไซค์คันโปรด ก่อนจะรีบขับออกไปจากหอ เนื่องด้วยหอในนั้นเคร่งครัดเรื่องกฎเรื่องเวลามาก ประตูหอปิดหกโมงเย็น เข้าช้าได้สุดแค่หกโมงครึ่งเท่านั้น หากกลับมาช้ากว่านั้นได้มีหวังได้นอนข้างแน่

It ain't my fault you keep turning me on  It ain't my fault you got, got me so gone” อยู่ๆเสียงโทรศัพท์มือถือของนานาก็ดังขึ้นระหว่างที่เธอกำลังจ่ายค่ายา เธอจึงรีบชำระเงิน แล้วรีบหยิบมันขึ้นมาดูทันที

น้ำหอม ชื่อเพื่อนสนิทสาวของเธอโชว์เด่นบนหน้าจอมือถือ นานารีบกดรับทันที

“ว่าไงแก มีไร?” นานาถามพลางขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์

“แกมาหาฉันหน่อย ตอนนี้ฉันไม่โอเครสุดๆเลย” น้ำหอมพูดด้วยน้ำเสียงสั่น  

“แกเป็นอะไรยายหอม เกิดอะไรขึ้น ทำไมเสียงแกสั่นเหมือนคนร้องไห้เลยอ่ะ มีอะไรหรือเปล่า?”นานาถามผู้เป็นเพื่อนรวดๆด้วยความเป็นห่วงหลังจากที่ได้ยินเสียงของเพื่อนที่ดูเหมือนอีกฝ่ายกำลังร้องไห้

“เรื่องมันยาวอ่ะแก แกรีบมาเลยนะเดี๋ยวฉันส่งโลเคชั่นไปให้ทางไลน์” น้ำหอมพูดจบ ก็มีเสียงข้อความเด้งขึ้นมา นานารีบเปิดดูทันทีด้วยความเป็นห่วง พอเธอเปิดดูโลเคชั่นของผู้เป็นเพื่อนที่ส่งมาก็ต้องแปลกใจว่ามันไม่ใช่คอนโดของน้ำหอมอย่างที่ควรจะเป็น แต่นี่ก็ไม่ใช่เวลามาสงสัยอะไรเล็กๆน้อยๆ เธอรีบบิดรถมอเตอร์ไซค์ของเธอไปตามแผนที่ทันที โดยไม่คิดถึงเวลาปิดประตูหอแล้ว เพื่อนของเธอสำคัญกว่า!

เธอลงมาจากรถ ก่อนจะยกมือถือขึ้นมาเช็คอีกทีเพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้มาผิดที่ จนแน่ใจว่าเป็นที่นี่แน่ๆ เธอกวาดตามองด้วยความตกตะลึง ภาพของรถพยาบาล รถตำรวจ รถสิบล้อที่กระจกแตกและกลุ่มคนไทยมุง รวมถึงตามพื้นถนน ที่เต็มไปด้วยลอยเลือด และเศษกระจกมากมาย เธอตกใจมากกับสิ่งนี้ นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย แล้วเพื่อนเธอล่ะ น้ำหอมอยู่ไหน นานารีบกวาดตามองหาผู้เป็นเพื่อนด้วยความเป็นห่วง

“ยายหอม!” นานาดีใจตะโกนเรียกเพื่อน ที่ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นอะไร เพื่อนของเธอกำลังคุยอยู่กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน เธอจึงตัดสินใจ เดินเข้าไปหาผู้เป็นเพื่อน

ขณะที่นานากำลังเดินเข้าไป น้ำหอมที่ดูเหมือนจะคุยกับเจ้าหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็หันมาเจอกับเธอทันที น้ำหอมรีบพุ่งเข้ามากอดเธอ ก่อนจะค่อยๆปล่อยโฮออกมายกใหญ่ นานาก็ได้แต่ลูบหลังของเพื่อน โดยที่ยังไม่ได้ถามไถ่อะไรกันเลยสักคำ

น้ำหอมชวนเธอนอนค้างที่คอนโดก่อน และสัญญากับเธอว่าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังเมื่อถึงแล้วคอนโดแล้ว นานาตกลงเพราะยังไม่อยากเซ้าซี้เพื่อนตอนนี้ ทั้งสองรีบขึ้นรถแล้วขับไปที่คอนโดของน้ำหอมทันที

พอถึงที่คอนโดของน้ำหอม ทั้งสองก็ได้นั่งจับเข่าคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอรับฟังเพื่อนสาวเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความเป็นห่วง ที่เพื่อนของตนต้องไปเจอกลับเหตุการณ์อย่างนี้ถึงสองครั้งในวันเดียวกัน ตัวของนานาเอง ที่เจอกับเหตุการณ์ของแป้งพัฟแค่คนเดียว เธอก็แทบจะไม่ไหวแล้ว แต่เธอต้องทำตัวให้เข้มแข็ง ขืนแสดงความอ่อนแอออกไปตอนนี้ มีแต่จะทำให้สถานการณ์ตอนนี้มันแย่ลง

“ไม่เอาหน่าเลิกคิดมากได้แล้ว” นานาพูดพลางจับไหล่ทั้งสองข้างของน้ำหอม

“เอางี้ แกลองหลับตาลงช้าๆนะ”น้ำหอมลองทำตามที่เธอบอก เธอค่อยๆหลับตาลงช้าๆ

“ลองคิดถึงภาพเหตุการณ์แย่ๆในชีวิตดูสิ เอาแบบให้เห็นภาพเลยนะ” นานายังคงจับไหล่ของน้ำหอมอยู่ พลางมองเพื่อนสาวตรงหน้า เธอยังคงทำตามที่นานาบอกทุกอย่าง เธอนึกถึงเหตุการณ์ของวันนี้ นึกถึงเรื่องราวร้ายๆในอดีตที่ผ่านมา จนเธอรู้สึกว่าทำไมตัวเธอต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ด้วยมันไม่ยุติธรรมเลย อยู่ๆน้ำใสๆก็เอ่อล้นออกมาโดยที่เธอไม่รู้ตัว

“เอาล่ะทีนี้ แกลืมตาได้ แล้วบอกมาซิว่าใครอยู่ตรงหน้าแก” นานาถามอีกฝ่าย

“ก็แกไงยายนานา มามุกไหนเนี่ย?” เด็กสาวหัวเราะทั้งน้ำตา

“แกนี่จริงๆเลยนะ ที่ฉันอยากจะบอกก็คือ ถ้าเมื่อไหร่ที่แกคิดว่าแกเหนื่อย แกท้อ ทำไมชีวิตแกถึงเจอแต่เรื่องแบบนี้ ขอแค่แกอย่าจมอยู่กับตัวเอง แล้วลืมตามามองออกไปรอบๆ แกก็จะเห็นฉันที่จะคอยอยู่ตรงนี้กับแกเสมอ คอยอยู่ข้างแกในวันที่สุขหรือทุกข์ เข้าใจไหม” นานาพูดพลางยีหัวเพื่อนสาวจนยุ่ง

“หึ หึ ค่ะ คุณแม่ชี ฮ่าฮ่าฮ่า” เธอมองหน้านานาพลางกั้นขำก่อนจะปล่อยหัวเราะออกมา ทั้งสองจึงหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันด้วยความสนุกสนาน

“แกนี่ติดเล่นจริงๆ” เธอบ่น

“ไปอาบน้ำเลย เดี๋ยวฉันจะได้อาบบ้าง” นานาสั่งผู้เป็นเพื่อนขณะที่อีกฝ่ายทำท่าเหมือนจะนอนทั้งๆที่ยังใส่ชุดนักเรียน

“ค่ะแม่ รับทราบแล้วค่ะ” น้ำหอมพูดติดเล่นพลางกระโดดลุกขึ้นไปหยิบชุดนอนกับผ้าขนหนูเตรียมตัวอาบน้ำ ก่อนจะเข้าห้องน้ำเธอหันมามองนานาที่นั่งกดโทรศัพท์มือถืออยู่บนเตียง

“ฉันรักแกนะเว้ย ยายผมม้า” น้ำหอมพูดเบาๆโดยที่ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว ก่อนจะรีบปิดประตูห้องน้ำ

ระหว่างที่เธอกำลังนอนไถทวิตเตอร์ไปเรื่อยเปื่อยเพื่อที่จะรออาบน้ำอยู่บนเตียง จู่ๆก็มีข้อความจากไลน์ห้องเด้งมา

แชทกลุ่มของห้องนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6/9

ณิชา      :แป้งพัฟไม่น่าจากเราไปไวเลย เมื่อเช้ายังคุยกันอยู่เลย เห็นว่าปวดหัวเลยปล่อยให้หลับอยู่บนห้อง ไม่คิดว่าจะคิดสั้นแบบนี้.....

ม่านรุ้ง     :เห็นกันอยู่ทุกวันเห้อ...

แมน      :แล้วงานศพอ่ะจะเอายังไง

นานา     :เดี๋ยวเราจัดการให้ ถ้าได้เรื่องยังไงเดี๋ยวคุยกันในห้อง ตอนนี้เราไม่ค่อยโอเคร

แมน      :เปลี่ยนเรื่องคุยเหอะๆ

ปอนด์        : นี่ๆเชื่อเรื่อง ตำนานคำสาปเจ้าแม่ระฆังดำ ป่ะ

วิว              :พูดเรื่องอะไร วันนี้เพื่อนเพิ่งเสียนะเว่ย

เบนโตะ      :ไร้สาระว่ะ อีปอนด์

ไนซ์            :อีปอนด์มันก็ชอบพูดอะไรไร้สาระแบบนี้แหละมึง อย่าไปใส่ใจเลย

สีมิ้น           :ฉันก็เคยได้ยินอยู่ผ่านๆนะเรื่องคำสาปอะไรนั่นอ่ะ

ปอนด์         :ถ้าอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับคำสาปเจ้าแม่ระฆังดำ กูเล่าให้ฟังแบบหมดเปลือกเลย กูรู้จากวงในมา และกูว่านะปีนี้เราโดนคำสาปแล้วล่ะ

ชานมไข่มุก :เอาสิกูอยากรู้

ปอนด์        :พรุ่งนี้ที่โรงเรียนเจอกันที่เดิม

นานาปิดแอพไลน์ลงทันที ลึกๆแล้วเธอรู้สึกโกรธที่เพื่อนในห้องเพิ่งจะเสียไปแท้ๆ กลับเอาไปโยงกับคำสาปไร้สาระอะไรนั่น ถามว่าเธอเชื่อไหม เธอตอบได้เต็มปากเลยว่าไม่ โลกเราพัฒนาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว เรื่องงมงายแบบนี้ยังมีอยู่อีกหรอ ประสาทจริงๆปอนด์

หลังจากที่เธอปิดแอพไลน์ เธอก็กลับมาไถทวิตเตอร์ต่อ จนไปเจอกับทวิตๆหนึ่ง ทวิตเกี่ยวกับการตายของเพื่อนเธอวันนี้ ก่อนจะติดแฮชแท็ก คำสาปเจ้าแม่ระฆังดำ ไว้ในตอนท้าย นานารีบกดเข้าไปดูในแท็กทันที เธอพบกับทวิตมากมายที่กล่าวถึงกับการตายของแป้งพัฟและเด็กที่กระโดดสะพานทั้งสองถูกเชื่อมโยงไปถึงคำสาปเจ้าแม่ระฆังดำอะไรนั้น

“นานา” น้ำหอมเปิดประตูห้องน้ำออกมาพร้อมทำหน้าจริงจัง ส่งผลให้เธอตกใจแล้วรีบปิดโทรศัพท์ทันที

“อ้าวมีอะไร อาบเสร็จแล้วหรอแก?” เธอถามกลบเกลื่อน

“แกเชื่อเรื่องคำสาปป่ะ?”

ณ ห้องเรียนห้องหนึ่ง ประตูหน้าต่างถูกปิดไว้เพื่อป้องกันสิ่งรบกวนจากภายนอก ภายในจึงมืดสนิท มีเพียงแสงเทียนบนโต๊ะนักเรียนเท่านั้นที่พอจะให้แสงสว่างกับห้องนี้ได้ รอบๆมีเด็กนักเรียนชายหญิงจำนวนหนึ่งนั่ง ล้อมรอบโต๊ะที่มีเทียนตั้งอยู่

“มึงจะบิ้วอะไรนักหนาว่ะไอ้ปอนด์ ลีลานะมึงไอ้ห่า ร้อนก็ร้อน” แมนชายหนุ่มร่างใหญ่พูดด้วยความหงุดหงิดและความเยอะของเพื่อนตัวเอง ไม่รู้คิดอะไรอยู่ๆก็ปิดช่องทางระบายอากาศหมดแล้วยังปิดพัดลมอีก ร้อนกันตับแตก

“เออหน่ามึง ทนหน่อยเพื่อบรรยากาศ” ปอนด์เด็กหนุ่มผมสั้นสกินเฮด หันไปตอบส่งๆกับผู้ทำลายบรรยากาศ

“พวกมึงเคยได้ยินกันป่ะ เรื่องที่ว่าโรงเรียนเรามีคำสาปประจำโรงเรียน?” ปอนด์เกริ่นถามพลางมองไปรอบๆ

“ฉันเคยได้ยินมาผ่านๆจากพวกรุ่นพี่อ่ะ แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย” สีมิ้น เด็กสามผมเปียร์ตอบ

“กูก็เคยได้ยินมาผ่านๆเหมือนกัน เขาว่ากันว่า หลายปีก่อนโน่นอ่ะ คนในโรงเรียนตายหลายศพเลยนะเว้ย” ชานมไข่มุก เด็กหนุ่มผิวขาว ตัดผมซอย ตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ดูตื่นเต้น

“วันนี้ที่กูจะเล่า ขอรับประกันเลยว่าจริง วงในสุดๆ ลืมคำสาปก่อนนอนที่พวกมึงเคยได้ยินมาได้เลย” ปอนด์ทำเสียงจริงจัง ก่อนที่จะปล่อยให้ทุกอย่างในห้องเงียบสนิท เขาจึงเริ่มเล่าเรื่องต่อ

“ตำนานคำสาป ที่พวกมึงเคยได้ยินมาอ่ะ เขาตั้งชื่อเรียกต่อๆกันมาว่า คำสาปเจ้าแม่ระฆังดำ ไอ้คำสาปเนี่ยมันไม่ได้มีมาตั้งแต่ต้นหรอก” ปอนด์เว้นจังหวะการพูด

“สมัยก่อน ตอนที่โรงเรียนเพิ่งจะเปิดสอนใหม่ๆ ยังมีครูและนักเรียนไม่มาก ตอนนั้นเป็นโรงเรียนที่อบอุ่นมาก ครูอาจารย์ที่เข้ามาสอนในโรงเรียนส่วนใหญ่ก็เป็นคนแถวนี้กันทั้งนั้น ผู้ปกครองคุณครูนักเรียนต่างรักใคร่ปองดองกันดี จนมีอยู่มาวันหนึ่งวันที่จะเป็นจุดเปลี่ยนทุกสิ่งทุกๆอย่าง! วันนั้น วันที่มีครูมาจากที่อื่นเข้ามาสอนที่นี่เป็นวันแรกเธอชื่อว่าครู ชมนาฏ ซึ่งเป็นธรรมดาที่ครูคนใหม่ที่มาจากไหนก็ไม่รู้ จะถูกทุกคนในโรงเรียนจะให้ความสนใจและเพ่งเล็งเป็นพิเศษ เธอเป็นครูที่สวยมากๆ เธอรับหน้าที่สอนนาฏศิลป์ รำไทย ดนตรีไทยอะไรทำนองนี้ เธอสอนดีจนผอ.ชื่นชมออกหน้าออกตา ซึ่งเป็นธรรมดาที่มีคนชมก็ต้องมีคนเกลียด พวกครูคนเก่าที่นี่อิจฉาครูคนใหม่มาก จนกลั่นแกล้งครูชมนาฏทุกวิถีทาง ใส่ร้ายป้ายสี ยุยงให้นักเรียนเกลียดครูชมนาฏ”

“โห้มึง แล้วครูเค้ายอมได้ไงว่ะ” ชานมไข่มุกพูดแทรก

“ครูแกไม่ได้สนใจหรอก แกก็ตั้งใจสอนนักเรียนต่อไป เพราะเชื่อว่ายังไงข่าวลือมันก็เป็นแค่ข่าวลือ แต่พอนานวันเข้า ก็เริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ก็มีการสร้างข่าวลือว่าครูชมนาฏแกเล่นของ แล้วทำของใส่เด็กนักเรียน เรื่องนี้เริ่มบานปลายขึ้นเรื่อยๆ แกก็รู้ใช่ไหมว่าสมัยก่อนผู้คนยังเชื่อเรื่องแบบนี้มาก ดังนั้นผู้ปกครองก็เริ่มไม่พอใจ จนรวมกลุ่มกันประท้วงไล่ครูชมนาฏ ทั้งด่าทอ สาปส่ง จนครูชมนาฏแกถูกไล่ออก พาลถูกชาวบ้านแถวนั้นเกลียดปาไข่ สาดน้ำ ดูถูกย้ำยีศักดิ์ศรีความเป็นคนจนแกหมดความอดทน ตัดสินใจผูกคอตายที่ตายต้นไทรในโรงเรียน” ปอนด์หยุดเล่าพลางหันมามองหน้าเพื่อนๆ ซึ่งตอนนี้สีหน้าของทุกคนดูเคร่งเครียดและอินกับสิ่งที่เขาเล่ามาก

“แล้วอยากรู้กันไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนแกตาย!” ปอนด์เน้นเสียงหนัก

“ด้วยความแค้นที่ถูกย่ำยี แกตัดสินใจเล่นของจริงๆและทำการสาปแช่งโรงเรียนนี้ไว้ด้วยความอาฆาต ก่อนตายแกได้เปล่งคำสาปแช่งไว้ว่า หากปีใดมีคนในโรงเรียนตายโดยที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ถูกย้ำยีในศักดิ์ศรีความเป็นคน ปีนั้นคนในโรงเรียนจะต้องตายโหงตายห่าตายตกไปตามกัน! ไม่นานคนในโรงเรียนก็ถูกคำสาปที่แกได้สาปแช่งไว้ พากันฆ่าตัวตายเป็นสิบๆศพ!” ปอนด์หยุดเล่าอีกครั้งพลาง หยิบกระดาษใบหนึ่งขึ้นมา

“แล้วอยากรู้ไหมว่าแกสลักอะไรไว้ที่ต้นไทรนั่นก่อนตาย” ปอนด์พูดพลางคลี่กระดาษในมือออกมาอ่าน

“พวกบาปหนากรรมหนัก จักระวัง สิ่งนั้นคืนสนอง ฆ่าตนตาย กลายเป็นผี!!!” ปอนด์เน้นเสียงคำสุดท้าย จนทุกคนเริ่มหน้าเสีย

“อ้าว เจ้าแม่ก็คนธรรมดานี่หว่า” แมนเอ่ยขัดขึ้นมา

“ก็เออสิว่ะ” ปอนด์ตอบด้วยความหงุดหงิดที่มีคนมาขัด

“แล้วมันเกี่ยวกับระฆังดำยังไงว่ะ?” สีมิ้นถามด้วยความสงสัย

“เรื่องมันยังมีต่อเว้ยย หลังจากคนตายเพราะคำสาปเยอะเข้า  ก็เริ่มมีคนเอาระฆังทองเหลืองมาแขวนไว้ที่ต้นไทร เพื่อที่จะขอขมาลาโทษ เพราะครูชมนาฏสมัยตอนเป็นครู แกชอบระฆังทองเหลืองมาก แกว่าเสียงมันมีเสน่ห์ รูปร่างก็สวย แต่ก็นั้นแหละ แกคงไม่รับคำขอโทษ ทำให้ระฆังทั้งหมดที่นำมาแขนวกลายเป็นสีดำสนิท!” ปอนด์รีบเป่าเทียนให้ดับทันที เมื่อพูดคำว่าดำสนิทจบ

“เขาว่ากันว่า คนไหนที่เจ้าแม่เลือกให้โดนคำสาป คนๆนั้นก็จะได้ยินเสียงระฆังทองเหลือง หลังจากนั้นไม่นาน คนที่ได้ยินก็จะฆ่าตัวตายกันทุกคน!” ปอนด์เงียบ ทุกคนเงียบ

เต้ง…เต้ง…เต้ง…

“กรี๊ดด!! เห้ย เสียงอะไรอ่ะ!” สีมิ้นกรี๊ดด้วยความตกใจกับเสียงลึกลับที่เกิดขึ้นกลางความเงียบและความมืด คนอื่นก็เช่นกัน

“แฮร่!!” ปอนด์ทำเสียงทะเล้นพลางเปิดไฟฉายจากมือถือ เผยให้เห็นระฆังทองเหลืองขนาดเท่ากำปั้นที่เขาแอบซื้อมาเพื่อหลอกเพื่อนๆโดยเฉพาะ

เพียะ!!

เสียงฝ่ามือหนักตบเข้าที่ศีรษะดังสนั่นห้อง

“มึงเล่นอะไรของมึง กูตกใจหมด” แมนทำท่าจะตบอีกครั้งจนเจ้าตัวรีบดีดตัวออกห่างจากชายร่างอ้วน

“แล้วมึงมั่นใจได้ยังไง ว่าปีนี้เราโดนคำสาปอะไรนั้นแล้ว?” ชานมไข่มุกถาม

“ก็หลายวันก่อน แป้งพัฟมันมาปรึกษากู ว่าหูมันแว่วได้ยินเสียงระฆังบ่อยๆ ตอนแรกกูก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเกิดเรื่องฉันก็เริ่มคิด ไหนจะเรื่องเด็กผู้หญิงที่โดดสะพานอีก พอเอามาเชื่อมกัน ทุกอย่างก็ลงล็อค” ปอนด์ตอบ

“แล้วมีวิธีหยุดหรือแก้คำสาปป่ะ?” สีมิ้นถามพลางจัดเก้าอี้ให้เข้าที่

“เรื่องนั้นกูก็ไม่รู้เหมือนกัน กูถามวงในแล้วเขาก็บอกเขาไม่รู้กันว่ามีไหม แต่เหมือนจะเคยได้ยินผ่านๆว่ามีนะ ” ปอนด์ตอบก่อนจะเก็บของทั้งหมดลงกระเป๋า ทุกคนเดินออกมาจากห้องอย่างเร่งรีบเพราะจวนจะเข้าแถวเคารพธงชาติตอนเช้าแล้ว โดนที่ไม่ได้สังเกตว่า มีอะไรบางอย่างกำลังมองมาที่กลุ่มของพวกเขาจากมุมมืดหลังฟ้อง มันมองมาตลอดเวลามองมาตั้งแต่พวกเขาเข้ามาแล้ว!

 

 

อาคารเรียนที่นี่ส่วนใหญ่จะมีความสูงแค่สามถึงสี่ชั้น และอาคารเกือบทั้งหมดถูกทาสีด้วยสีส้ม โดยผอ. ให้เหตุผลว่าสีส้มเป็นสีแห่งความรู้ จะว่าไปมันก็ดูสวยดีมั้ง

หน้าอาคารเรียนที่มีเลขหกติดหราไว้ข้างตึกบ่งบอกว่าตึกนี้คือตึกอะไร มีนักเรียนชายคนหนึ่งยื่นอยู่ เขายื่นมองให้แน่ใจว่ามาไม่ผิดตึกแน่ จึงก้าวเท้าขึ้นไปตึก เขาเดินสับขาก่อนที่จะไปหยุดอยู่หน้าห้องๆหนึ่ง ป้ายหน้าประตูแปะเลข6/9อยู่ แต่น่าแปลกที่ประตูถูกล็อคกลอนด้วยแม่กุญแจตัวใหญ่ ที่น่าแปลกยิ่งไปกว่านั้นคือที่หน้าประตูมีช่อดอกไม้น้อยใหญ่วางเรียงกันอยู่เต็มหน้าประตู มีกระดาษถูกพับเป็นรูปหัวใจวางไว้ประปราย ถ้าสังเกตดีๆก็จะให้รูปๆหนึ่งวางแอบไว้อยู่ที่ข้างช่อดอกไม้เหล่านั้น เขาสงสัยว่ารูปใครพลางกำลังจะก้มลงไปหยิบรูปใบนั้นขึ้นมาดู

“มาทำอะไรตรงนี้นักเรียน!?” อยู่ๆเสียงๆหนึ่งก็ดังมาจากข้างหลังของเขา ส่งผลเห็นเด็กหนุ่มสะดุ้งตกใจอย่างไม่ทันตั้งตัว เขารีบวางรูปใบนั้นลงทันที ซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ค่อยพอใจด้วยสิที่เขามายืนอยู่ตรงนี้ เด็กหนุ่มคิดก่อนจะหันหลังกลับไปดูต้นเสียง ก็พบกับหญิงชราในชุดสีกากี ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่

“คือผมเป็นเด็กใหม่ของห้องม6/9ครับ แต่พอขึ้นมาบนห้องก็….”

“ม6.ประชุมระดับชั้นอยู่ ตามครูมา” หญิงชราหน้าดุพูดจบ ก็เดินทิ้งส้นนำเด็กหนุ่มไปอย่างรวดเร็ว จนเขาต้องวิ่งตาม เกรงว่าจะหลงกันเสียก่อน

เขาเดินตามครูท่านนี้มาจนถึกตึกหอประชุม ซึ่งส่วนของหอประชุมใหญ่ที่เขาจะต้องขึ้นไปจะอยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างนั้นเป็นห้องเกี่ยวกับพวกกิจการนักเรียน ห้องธุรการอะไรทำนองนี้ สังเกตจากป้ายที่ติดอยู่หน้าห้อง

เขาเดินขึ้นมาถึงชั้นสอง มีประตูไม้บานใหญ่สวยงามปิดอยู่ เขาเดาว่านั้นคงเป็นประตูทางเข้าหอประชุมแน่ จึงเปิดเข้าไป ข้างในกว้างมากพอบรรจุนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกทั้งระดับได้โดยมีที่ยังมีพื้นที่เหลือไว้ให้ทำกิจกรรมอื่นๆ ผนังและพื้นเป็นลายหินอ่อนราคาแพง โคมไฟแชนเดอเลียร์คริสตัล ถูกประดับไว้ด้านบนสวยงามมากแต่ ณ ตอนนี้ครูพิธีกรกำลังพูดอยู่ เขาจำเป็นต้องรีบหาที่นั่ง

“ นี่เธอทำไมมาสายแล้วไม่รีบไปนั่ง?” เสียงชายวัยกลางคนพูด ทำให้เด็กหนุ่มตกใจเล็กน้อยด้วยความประหม่า

“ผมอยู่ห้องม6/9ครับ” เขาตอบชายที่เขามาทัก

“ห้องทับเก้าหรอ ตรงนู่นน่ะไปนั่งต่อท้ายเลย” ครูหนุ่มพูดพลางชี้มือไปที่แถวๆ เขามองตามนิ้วที่ชี้ก็พบกับเด็กหญิงผมถักเปียร์นั่งอยู่ เธอกำลังคุยกับเพื่อนๆอย่างออกรส เขาไม่รอช้ารีบเข้าไปนั่งต่อท้ายทันที

เธอหันมามองที่เขาด้วยความสงสัยที่อยู่ๆมีคนแปลกหน้ามานั่งข้างหลังตน ก่อนจะหันไปเม้ามอยกับเพื่อนต่ออย่างสนุกปาก

เด็กชายลังเลที่จะทัก ก่อนจะตัดสินใจนั่งเงียบๆไปก่อนดีกว่า ดูเชิงไว้ก่อน ค่อยหาจังหวะดีๆกว่านี้แล้วทัก ไม่ก็รอเธอทักมาก่อน ซึ่งขณะที่เด็กหนุ่มคิดอยู่เพลินๆคนเดียว ก็มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น

“เสียงอะไรอ่ะแก แกก็ได้ยินใช่ป่ะ?” สาวผมเปียร์ถามเพื่อนด้วยท่าทีจริงจังกว่าเมื่อกี้มาก

“ไม่มีนี่ ฉันไม่เห็นได้ยินเสียงอะไรเลย” เพื่อนของหญิงผมเปียร์ตอบกับเธอ

“โกหก! ฉันได้ยินจริงเสียงระฆังชัดๆ มันดังอยู่เนี่ยอย่ามาแกล้งกันนะเว้ย!” เธอเริ่มสติหลุดตะคอกเสียงใส่เพื่อนจนทุกคนในหอประชุมเริ่มหันมาสนใจ

“ไม่ใช่ ไม่จริงอย่ามาแกล้งกันแบบนี้นะ กรี๊ด!” เธอสติแตกเอามือปิดหูตัวเอง นักเรียนทั้งหอประชุมต่างพากันจับตามองมาที่เธอ

.”กรี๊ดดดด!!!!!!!!!!!”

เสียงเด็กนักเรียนอีกคนที่นั่งอยู่ในหอประชุม เธอกรีดร้องออกมาเสียงดังพร้อมกับร้องไห้เอามือปิดที่หูของตนเอง

“เสียงระฆัง คำสาป ไม่จริงๆ” เด็กอีกคนนั่งร้องไห้กอดเข่าพลางบ่นพึมพำกับตัวเอง เด็กทั้งหอประชุมเริ่มลุกขึ้นแตกตื่นกันไปใหญ่ บ้างก็โวยวาย บ้างก็ถ่ายคลิป บางคนก็คอยฉุดกระชากลากเพื่อนตัวเอง เป็นภาพที่โกลาหลสุดๆ เด็กหนุ่มตกใจมาก ขาสั่งให้ถอยห่างจากบริเวณนี้

เพียงไม่กี่วินาทีที่เขาก้าวเข้ามาในโรงเรียนนี้ เขาก็ได้พบกับเรื่องที่น่าตื่นเต้นเข้าแล้ว………

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น