Oats

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 40 ส่งท้ายค่ายมรณะ

ชื่อตอน : บทที่ 40 ส่งท้ายค่ายมรณะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 20

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มิ.ย. 2562 15:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 40 ส่งท้ายค่ายมรณะ
แบบอักษร

เมฆฝนมืดครึ้มก่อตัวอยู่ไกลๆ มันเคลื่อนตัวมาพร้อมกับสายลมรุนแรง ใบไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่ว กิ่งก้านต้นไม้ใหญ่ถูกแรงลมพัดให้ไหวเอนได้อย่างง่ายดาย แสงแดดที่เคยสดใสถูกเปลี่ยนเป็นท้องฟ้าขมุกขมัว อากาศเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด และจะเย็นมากกว่าเดิมอีกสำหรับบ้านหลังไหนก็ตามที่อยู่ใกล้กับแนวชายป่าของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์.....บ้านเดี่ยวชั้นเดียวหลังหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยสองแม่ลูกกำลังวุ่นวายกับการเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้ย้ายเข้าที่ร่มในขณะที่ฟ้ากำลังร้องคำรามและเม็ดฝนเริ่มโปรยปราย

“แม่เข้าไปปิดหน้าต่างหลังบ้านเถอะ ตรงนี้เดี๋ยวหนูจัดการเอง”ลูกสาวบอก

ผู้เป็นแม่พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่ายแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินกลับเข้าไปในบ้านเพื่อปิดหน้าต่าง ลูกสาวลากราวตากผ้าเข้ามาในร่มเงาของหลังคาแล้วก็เป็นอันเสร็จสิ้น เธอเป็นห่วงแม่ของตนเองมากกว่าสิ่งอื่นใดจึงไม่ต้องการเห็นแม่ทำงานหนักและเธอเองก็พร้อมที่แบ่งเบาภาระทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ด้วย อีกทั้งตั้งแต่เช้ามานี้แม่อ่อนเพลียอย่างมาก คงเป็นผลมาจากการทำงานบ้านเพียงคนเดียวมาเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายเสื่อมถอยลงจนล้มป่วย.....ในบ้านยังมีลูกชายคนเล็กอีกคนที่นั่งดูรายการโทรทัศน์สุดโปรดในวันเสาร์อยู่พร้อมขนมขบเคี้ยวข้างกาย

“ปิดทีวีซะ.....เดี๋ยวฟ้าก็ผ่าหรอก”แม่คว้ารีโมทแล้วปิดโทรทัศน์ขัดอารมณ์ลูกชาย

“อะไรกันเนี่ยแม่ ฝนยังไม่ตกแรงซะหน่อย.....นี่กำลังจะถึงฉากสนุกพอดีเลย”ลูกชายโวยวาย

แต่ผู้เป็นแม่ไม่อยู่ในอารมณ์จะโต้เถียงด้วย เธอเหนื่อยล้าเกินกว่าจะต่อปากต่อคำกับใครในตอนนี้ สิ่งที่ต้องการมีเพียงแค่เตียงนุ่มๆและเวลานอนพักผ่อนสักระยะใหญ่ เธอไม่พูดอะไรหากแต่เปิดประตูเข้าห้องนอนของตนเองไป

“แม่เป็นอะไรน่ะ เราทำอะไรให้แม่โกรธเหรอไง”น้องหันมาถามพี่สาวที่เพิ่งเดินเข้าบ้าน

“ก็แหงสิ ถ้าเธอหัดทำตัวให้มีประโยชน์บ้างก็คงจะดีไม่น้อย เธอเอาแต่นั่งดูหนัง ดูการ์ตูนทั้งวัน มีแต่ฉันกับแม่นี่แหละที่ช่วยกันทำงานบ้านอยู่สองคน”พี่สาวบ่นอุบอิบ

“ก็เราเป็นผู้ชาย ผู้ชายไม่ทำงานบ้านกัน”คนน้องหยิบรีโมทมาเปิดโทรทัศน์ดูต่ออย่างหน้าตาเฉย “คุณครูบอกผู้ชายมีหน้าที่ทำงานหาเงิน ส่วนผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้าน”

“เอาเถอะ ตอนนี้เธอยังเด็ก โตขึ้นจะรู้ว่าสังคมมันเปลี่ยนไปมากขนาดไหน”พี่สาวพูดอย่างปลงตก “หลายสิ่งที่เธอได้เรียนรู้ตอนนี้อาจจะไม่เหมือนกับที่เธอกำลังจะเจอในวันข้างหน้าก็ได้”

“พอได้ทีก็สวมบทเป็นครูสอนปรัชญาเลยนะ”

“พูดกับเธอนี่เสียเวลาจริงๆ”พี่สาวส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย “ฉันจะเข้าไปดูอาการแม่”

“เอ้อ ตอนพี่ออกไปเก็บผ้าน่ะ พี่เห็นไอ้หมูหรือเปล่า”

“หมาของเธอน่ะเหรอ.....ไม่เห็นเลย ออกไปตามมันเข้าบ้านสิ”

“พี่ออกไปตามให้หน่อยได้ไหม”

“ร่มอยู่ตรงนั้น ไปตามเองเถอะ”พี่สาวเริ่มไม่สบอารมณ์

“ไม่มีทาง ใครจะกล้าออกจากบ้าน พี่ไม่ได้ยินเรื่องที่คนแถวนี้เขาเล่ากันมาเหรอไง”

“เรื่องอะไร นิทานหลอกเด็กนั่นน่ะเหรอ”

“มันไม่ใช่แค่นิทานหลอกเด็กนะ มันเกิดขึ้นจริง ทุกคนที่เข้าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ไปในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่แล้วไม่มีใครได้ออกมาเลยนะ แม้แต่พวกนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เข้าไปตั้งค่าย หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่คอยดูแล ทั้งหมดขาดการติดต่อ ปกติน้าเอนกจะเข้ามาซื้อของกินของใช้ที่ร้านค้าทุกๆสองหรือสามวัน แต่นี่เขาไม่มาเลย ชาวบ้านก็เลยพูดกันว่าในป่ามีปีศาจกระหายเลือดอยู่ในนั้น”

“แล้วเธอกลัวอะไรล่ะ กลัวเพราะว่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์อยู่ใกล้ๆหมู่บ้านเราน่ะเหรอ”

“ใช่.....เมื่อวานนี้ตอนเย็นๆยายติ๋วขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน รุ่งเช้ามาแกก็หายตัวไปทิ้งไว้แค่ซากมอเตอร์ไซค์กลางถนน ปีศาจอาจจะออกมาจากอุทยานแล้วก็ได้นะพี่ ข้างในนั้นอาจจะไม่มีอะไรให้กินแล้ว”

“นี่ ฟังพี่นะ.....ปีศาจไม่มีจริง ทั้งหมดเป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้นเพื่ออยากให้เด็กๆเข้าบ้านก่อนฟ้าจะมืดก็แค่นั้น อย่าใช้เป็นข้ออ้างเลยไอ้ตัวแสบ ทีนี้ไปหยิบร่มแล้วก็ออกไปตามเองซะ”

“เออ งั้นก็ได้”น้องชายบ่นพึมพำแล้วลุกออกจากโซฟา

ภายในห้องนอนของแม่เกือบจะมืดสนิท หน้าต่างทุกบานถูกคลุมด้วยผ้าม่านสีทึบ อากาศภายในห้องเยือกเย็นอย่างน่าประหลาด แม่นอนหลับหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่บนเตียง ข้างกายมีถุงพลาสติกบรรจุยาพาราเซตามอลวางอยู่ เธอจึงเดาว่าแม่น่าจะปวดหัวหรือไม่ก็เป็นไข้ เมื่อวางว่าฝ่ามือลงบนหัวกลับพบว่าร่างกายแม่เย็นเฉียบผิดปกติแต่ทว่าเจ้าตัวไม่ได้รู้สึกหนาวสั่นเลย เธอจึงห่มผ้าให้แม่

“อีเด็กชั่ว!”แม่หันขวับขึ้นมา “ฉันไม่ได้รู้สึกหนาวเลย แกไม่ต้องมาทำเป็นคนดีคอยประคบประหงมฉัน!”

“แม่.....”ลูกสาวผละตัวออกมา

“ฉันไม่ใช่แม่แก.....ฉันจะนอน”

เด็กสาวถึงกับผงะกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น เธอไม่เคยเห็นแม่ทำกิริยาหรือพูดจาหยาบคายกับใครมาก่อน ไม่แม้แต่ตอนที่ทะเลาะกับพ่อแล้วแยกทางกัน ผู้เป็นแม่ทำหน้าบึ้งตึงปนรำคาญก่อนจะถีบผ้าห่มออกแล้วนอนหันหลังใส่ ทิ้งให้ลูกสาวตกอยู่ในความงงงวย เธอจึงตัดสินใจเดินออกจากห้องและให้เวลาแม่ได้พักผ่อน และตอนนั้นเองที่สายตาเหลือบเห็นอะไรบางอย่างบริเวณคอด้านหลังของแม่.....เธอสังเกตเห็นจุดสองจุดเล็กๆอยู่ตรงนั้น และดูเหมือนจะยังมีคราบเลือดจางๆสีดำติดอยู่ เธอจึงตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นและย่อตัวลงให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับรอยแผล เธอเกือบจะยื่นมือไปสัมผัสตรวจดูแล้วถ้าน้องชายตัวแสบไม่โผล่มาขัดจังหวะก่อน

น้องวางมือลงบนบ่าอย่างแรงทำเอาเธอสะดุ้งโหยง

“ตกใจหมดเลย”

“พี่ มีอะไรอยู่ข้างนอกก็ไม่รู้”

“อย่ามาเล่นแบบนี้ พี่ไม่เชื่อหรอก.....ออกไปได้แล้วไป”พี่สาวกระซิบเสียงแผ่วเบาแล้วพากันออกจากห้องก่อนจะปิดประตูให้สนิท “แล้วเจอหมาหรือเปล่า”

“ไม่เจอ เราไม่กล้าออกจากบ้านแล้ว”น้องชายทำหน้าตาตื่นกลัว

“นี่ อย่าปอดแหกไปหน่อยเลย ไหนเล่ามาซิมันหน้าตาเป็นยังไง”

“เราไม่เห็น มันอยู่ในพุ่มไม้ แต่มันน่ากลัวมาก มันมองเรา ได้ยินเสียงลมหายใจ ได้ยินเสียงมันเคลื่อนไหววิ่งไปวิ่งมา”

“อย่างนั้นก็อาจจะเป็นตัวอะไรก็ได้นี่ ไม่ต้องกลัวน่ะ”พี่สาวขยี้หัวน้องด้วยความเอ็นดูและหมั่นไส้ไปพร้อมๆกัน “อาจจะเป็นพวกกิ้งก่าหรือไม่ก็หมาตัวแสบของเราก็ได้”

“เราจะทำยังไงกับไอ้หมู ฝนเริ่มตกแล้วมันยังไม่กลับเข้าบ้านเลย”

“ปล่อยมันเถอะ เดี๋ยวมันก็มาเองตอนกินข้าวเย็น”

“แล้วเมื่อกี้ได้ยินเสียงแม่ตอนวิ่งเข้าบ้านมา พี่ไปทำอะไรให้แม่โกรธเหรอ”

“ไม่รู้สิ จู่ๆแม่น่ะก็หันมาตะคอกเสียงดังใส่.....”

ทั้งคู่ได้ยินเสียงกระแทกหนักๆกับพื้นขัดจังหวะพอดี มันดังมาจากห้องของแม่.....พี่สาวไม่รอช้ารีบตะบึงกลับไปยังประตูหน้าห้องทันที แต่พบว่าประตูถููกล็อกจากด้านใน เธอจึงรัวเคาะแล้วร้องเรียกแม่แต่ทว่าไร้เสียงตอบรับกลับมา “ไปหยิบกุญแจมาให้พี่” เธอบอกน้อง เมื่อนำหูไปแนบกับประตูก็ได้ยินเสียงอื่นๆตามมาอีกมากมาย เสียงที่มากกว่าแค่สิ่งของตกกระทบพื้น อย่างเสียงกระจกแตกร้าว เสียงกรีดร้องและปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะอันวิปริตที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ลูกสาวเริ่มลังเล เธอไม่แน่ใจแล้วว่าควรจะเปิดประตูเข้าไปหรือไม่ ความรู้สึกหวั่นกลัวเริ่มเกิดขึ้น แต่เมื่ิอน้องส่งกุญแจให้ด้วยสีหน้าร้อนรน เธอจึงจำต้องรับมันมาแต่ยังไม่กล้าสอดมันเข้ารูกุญแจ

“ทำไมไม่ไขล่ะพี่ เดี๋ยวแม่ก็เป็นอะไรหรอก”น้องทักท้วง

“มีบางอย่างผิดปกติ.....”

“ก็ใช่น่ะสิ!”

พี่สาวจำใจไขกุญแจ.....เมื่อประตูเปิดออก เสียงทุกอย่างก็เงียบลงในฉับพลัน เธอดันบานประตูอย่างช้าๆ มืออีกข้างกันให้น้องหลบอยู่ข้างหลัง แสงสว่างลอดผ่านหน้าต่างที่แตกร้าวเข้ามาพร้อมลมและละอองน้ำเย็นจับใจจากสายฝน ผ้าม่านพลิ้วไหวเป็นคลื่น เครื่องสำอาง กองหนังสือ เศษกระจกกระจัดกระจายอยู่บนพื้น แม่นั่งหันหลังนิ่งสงบอยู่บนเตียง สายตาทอดมองสายฝนอย่างเหม่อลอยราวกับคนไร้สติ

“แม่.....แม่เป็นอะไรหรือเปล่า”ลูกสาวเอ่ย

แม่ไม่ตอบ เธอจึงเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีก

“แม่ พูดอะไรซักอย่างสิ เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น”

แม่ก็ยังคงไม่ตอบ คราวนี้เธอจึงลองแตะหลัง แม่หันขวับกลับมาทันทีทันใดแล้วปักเศษกระจกลงบนแขนเธอ ลูกสาวผละออกทันที คนน้องกรีดร้องดังลั่น แม่ลุกขึ้นอย่างสง่าผ่าเผยเหมือนผู้ดีแล้วยิ้มมุมปากให้ทั้งสองคน รอยยิ้มนั้นถูกปรุงแต่งให้น่าสะพรึงขึ้นด้วยแสงวาบจากฟ้าผ่า แม่เดินอ้อมเตียงมาทีละก้าวโดยไม่รีบร้อนพร้อมฮัมเพลงกล่อมเด็กชวนขนลุกเป็นท่วงทำนองเดียวกับจังหวะการก้าวเดิน พี่สาวถอยกรูด เธอยังอยู่ในสภาพตกใจเกินกว่าจะสั่งให้ตัวเองลุกขึ้นได้ สิ่งที่ทำได้มีเพียงแค่ตะโกนบอกน้อง “ออกไป! ออกไปจากห้อง!” แต่ทว่าน้องชายก็ตกอยู่ในอาการช็อกไม่ต่างกัน เธอจึงตะโกนเรียกสติอีกครั้ง “ออกไปสิ! วิ่งออกไปเดี๋ยวนี้!”

น้องวิ่งออกมาคว้าโทรศัพท์มือถือกดหมายเลขหาตำรวจทันที ส่วนคนพี่ยังตะเกียกตะกายอยู่ในห้อง

“แม่.....อย่านะ.....อย่า”

“แกไม่ชอบเหรอ มันรู้สึกดีมากเลยนะ”แม่ชี้เศษกระจกในมือออกมาก่อนจะปักเข้ากลางหน้าท้องแล้วหัวเราะลั่น

“แม่.....หยุดเถอะ หยุด.....”

“ไม่เคยรู้สึกดีขนาดนี้มาก่อนเลย.....”แม่ดึงกระจกออกแล้วปักเข้าไปอีกครั้ง

ดึง.....ปัก

ดึง.....ปัก

และหัวเราะ.....

เมื่อพี่สาวพ้นขอบประตูมาได้ก็รีบชิงเป็นฝ่ายคว้าลูกบิดเป็นคนแรกแล้วปิดประตูทันที

“พี่ สถานีตำรวจสายไม่ว่างเลย”น้องชายวางโทรศัพท์ลง น้ำตาไหลแห่งความหวาดกลัวไหลเป็นทาง

เธอยังไม่ทันได้พูดหรือพักหายใจก็เกือบจะปลิวออกจากประตูแล้วเมื่อแม่กระแทกกลับด้วยแรงมหาศาล แต่ลูกสาวก็ไม่ยอมแพ้ เธอใช้เท้าข้างหนึ่งยันด้านหลังไว้เพื่อให้ทรงตัวได้ ขณะที่แม่ก็ออกแรงดันสุดฤทธิ์ มือข้างที่ถือเศษกระจกลอดผ่านช่องว่างออกมาแล้วระรัวฟันอากาศไม่ยั้ง มันปาดโดนข้อมือของพี่สาวเป็นรอยยาว คนน้องตกตะลึงทำอะไรไม่ถูกไปชั่วครู่ก่อนจะตั้งสติได้แล้วพุ่งชนประตูทับแขนแม่อย่างแรงจนมือคลายเศษกระจกลงพื้น และวิ่งกระแทกอีกครั้ง คราวนี้แม่ดึงแขนกลับเข้าไปข้างใน.....ไม่มีเสียงร้องโอดโอยแสดงความเจ็บปวดให้ได้ยินเลย ทั้งสองคนมองหน้ากันอยู่ขณะหนึ่ง พี่สาวเองไม่ประมาท มือสองข้างยังจับลูกบิดไว้แน่นไม่ยอมคลาย

บ้านกลับมาอยู่ในความเงียบ มีเพียงแค่เสียงฝนฟ้าคะนองจากด้านนอก ทั้งคู่จ้องตากันไม่กระพริบ

ด้ามมีดอีโต้ทะลุออกมาจากกลางประตู เสี้ยนไม้แตกกระจุย ทั้งสองคนกรีดร้องดังลั่น แต่พี่สาวยังคงดึงลูกบิดประตูไว้ได้อยู่ เธอตะโกนบอกน้อง

“ไป! หนีไป! ออกไปตามคนมาช่วย!”

น้องพยักหน้าด้วยความตื่นตระหนกแล้วรีบวิ่งฝ่าสายฝนออกไปทันที

มีดอีโต้สับเข้าเนื้อไม้อีกครั้ง ไม้หลุดเป็นแผ่นใหญ่ พี่สาวจึงตัดสินใจผละตัวออกในจังหวะที่แม่ถีบประตูใส่จนเปิดผางออกอย่างแรง เสื้อยืดของแม่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสดไหลล้นจากช่องท้อง ใบหน้ามีรอยยิ้มวิปริตชวนสยองและมีดอีโต้ในมือก็สะท้อนแสงสีเงินแวววาว แม่ยังคงฮัมเพลงกล่อมเด็กเป็นจังหวะเหมือนเดิมพร้อมย่างเดินตรงมาหาลูก มือข้างที่ถือมีดเงื้อสูงขึ้น เด็กสาวเอี้ยวตัวหลบได้ไม่ดีนัก มีดจึงสับลงบนหัวไหล่ เธอกรีดร้องลั่นด้วยความทรมานก่อนจะใช้เท้าถีบผู้เป็นแม่ให้ล้มถอยกลับเข้าห้องไป เธอรีบหันหลังกลับทันทีโดยไม่สนใจมีดที่ปักอยู่ และในจังหวะที่เธอวิ่งโซเซมาถึงประตูหน้าบ้านนั้นเอง แม่ก็พุ่งตัวกระโดดรัดคอจากด้านหลังแล้วดึงมีดออกอย่างไร้ความปรานีก่อนจะผลักเธอล้มลงกับพื้นแล้วเหยียบแขนทั้งสองข้างไว้

“อีเด็กเนรคุณ! ฉันป้อนข้าวป้อนน้ำให้แก! เช็ดขี้ให้แก!”แม่ตะโกนสุดเสียง “คราวนี้ฉันจะทำให้แกรู้สึกดีบ้าง! แกก็ไม่เอาอีก!”

“แม่.....แม่เป็นอะไรไปเนี่ย”

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรเลย ฉันสบายดีมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ!”แม่เงื้อมีดขึ้นอีกครั้งเตรียมจะสับ

เด็กสาวใช้เท้าข้างหนึ่งที่ไม่ถูกพันธนาการถีบเข้าที่หน้าท้องของแม่จนล้มหงายหลังไป ในขณะที่เธอกำลังลุกขึ้น แม่ที่นอนอยู่กับพื้นก็ฟาดมีดอีโต้คมกริบเข้าที่น่องขา เธอร้องลั่นแล้วล้มลง การดิ้นรนต่อสู้ยังคงไม่สิ้นสุด แม่คลานขึ้นมาคร่อมร่างลูกสาวไว้ ส่วนเธอเองก็ไม่ยอมแพ้และใช้แรงที่มีพยายามดึงมีดออกมาจากมือของแม่ให้ได้ ทั้งสองคนออกแรงสุดชีวิตจนหน้าเริ่มแดง จนลูกสาวขบฟันลงบนมือของแม่ทำให้เธอยอมปล่อยมีดในที่สุด.....ลูกสาวพยายามเปล่งเสียงพูดกับมารดาอีกครั้งหวังจะได้การตอบรับหรือเรียกสติเธอได้ แต่นั่นก็ไม่มีทางเกิดขึ้นเมื่อผู้เป็นแม่พร้อมตั้งท่ากระโจนใส่อีกครั้งโดยไม่รีรอ เธอจึงจำใจคว้ามีดอีโต้แล้วหลับตาเหวี่ยงมันผ่านอากาศ

มีดลงน้ำหนักแล้วหยุดกึกกลางหน้าผากของแม่ เลือดไหลซึมลงมาเป็นหยด ลูกสาวผลักร่างแม่ออกแล้วลุกขึ้นนั่งหลั่งน้ำตาอยู่ขณะหนึ่งก่อนจะเดินกระโผลกกระเผลกอย่างเชื่องช้าสู่สายฝนและลมพายุที่พัดกระหน่ำอยู่นอกบ้าน ปล่อยให้น้ำฝนชะล้างน้ำตาออกไป พลันสายตาเธอเห็นบางสิ่งที่ดูคุ้นเคยตกอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน.....รองเท้าแตะของน้องชายข้างหนึ่ง.....มันวางอยู่บนพื้นหญ้าพร้อมเลือดสีแดงแอ่งเล็กๆที่กำลังถูกน้ำฝนชะให้จางลง เด็กสาวย่นคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมา

ทันใดนั้นเอง เสียงกระแทกอันรุนแรงก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เธอสะดุ้งสุดตัวแล้วหันหน้ากลับไปยังตัวบ้านจึงเห็นว่ามีเลือดไหลลงมาจากร่องกระเบื้องบนหลังคาพร้อมเศษกระเบื้องที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยบนพื้น ร่างของน้องชายนอนอยู่บนหลังคาโดยมีสัตว์ประหลาดยักษ์ขนสีดำสนิทกำลังใช้ขากรรไกรที่เต็มไปด้วยฟันอันแหลมคมฉีกก้อนเนื้อ บริเวณท้องออกมากินอย่างเอร็ดอร่อย เธอกรีดร้องเสียงดังลั่น เจ้าสัตว์ตัวนั้นปล่อยก้อนเนื้อที่คาปากร่วงแหมะลงกระเบื้องหลังคาก่อนจะละความสนใจมาทางเธอ มันสยายปีกกว้างท่ามกลางสายฝนแล้วร่อนตัวลงบนพื้น

เด็กสาวไม่มีแม้แต่โอกาสจะวิ่งหนี

ค้างคาวพรวดพราดเข้าหาเธออย่างรวดเร็วแล้วแยกเขี้ยวใส่

ทุกอย่างดับวูบ

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}