Sakuya Aika

พี่ไนท์จะไม่อ่อนโยนแล้ว~ ขอบคุณที่ยังไม่ลืมคู่นี้นะคะ เมนต์ติชมได้คร่า

ชื่อตอน : บทที่ 4 (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 28 พ.ค. 2562 23:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 (2)
แบบอักษร

 

บรรยากาศภายในรถออกจะแปลกประหลาดชอบกล ไม่รู้คนอื่นรู้สึกหรือเปล่า หรือผมรู้สึกอยู่คนเดียว จะมีไอ้บ้าที่ไหนเอาแฟนกับผู้ชายที่ตัวเองนอนด้วยมานั่งรถคันเดียวกันแบบผมอีก คิดแล้วก็เครียดถ้าบีบีรู้เรื่องผมกับไอ้ไนท์ได้อกแตกตายแน่

ยิ่งคิดยิ่งรังเกียจตัวเอง

ผมเหลือบมองทั้งคู่เป็นระยะ บีบีนั่งเบาะหน้าข้างคนขับตามระเบียบ กำลังก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ ไม่สนใจผมแม้แต่น้อย ส่วนไอ้ไนท์มันนั่งเบาะหลัง ยันศอกกับประตูมือเท้าคางมองออกไปนอกรถ ไม่ไยดีผมอีกคน อย่างกับกำลังโดยสารรถแท็กซี่อยู่ยังไงยังงั้น

ส่งบีบีลง MRT เสร็จ ผมก็เรียกไอ้ไนท์มานั่งข้างหน้า มันไม่วายกวนตีนผมหนึ่งดอก

“กูไม่อยากทับที่แฟนมึง รีบขับไป รถเมล์คันหลังบีบแตร์ไล่แล้ว”

ไอ้สัส! ยังจะเล่นลิ้น ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงแตร์รถเมล์ผมไม่มีทางออกรถเด็ดขาด ผมขับตรงไปข้างหน้าอย่างหัวเสีย ก่อนตบไฟเลี้ยวเข้าข้างทางเมื่อได้โอกาส มองไอ้ไนท์ผ่านกระจกส่องหลัง มันมองตอบผมในกระจก มุมปากเจ้าเล่ห์ยกยิ้มเล็กน้อย “มึงนี่นะชอบเอาชนะจริง”

แล้วมันก็เปิดประตูลงจากรถ ย้ายมานั่งเบาะข้างคนขับโดยไม่รอให้ผมพูดซ้ำ

“ตกลงจะให้ไปส่งไหน ร้านหรือห้อง” ผมเอ่ยถาม มองรอยยิ้มกวนใจของมันอย่างนึกฉุน คันในอกยุบยับอย่างไม่มีสาเหตุ

“ร้าน”

มันตอบสั้นๆ ผมขับรถต่อ สักพักเสียงพูดลอยๆ ของไอ้ไนท์ก็ดังขึ้น

“มึงชอบแบบนั้นเหรอ”

“อะไร” ผมหันมองมันอย่างไม่เข้าใจก่อนดึงสายตากลับมามองถนนอย่างรวดเร็ว นึกไม่ออกว่ามันหมายถึงอะไรแต่ฟังดูไม่น่าไว้ใจ

“คนที่อยู่ในห้อง กูเห็นมึงมอง”

“ลูกน้องพี่กูน่ะเหรอ” ผมขมวดคิ้วอย่างไม่แน่ใจ ไอ้ไนท์ไม่ตอบรับทันที มันชำเลืองมองผม ผมชำเลืองมองมัน เหมือนต่างฝ่ายต่างมีคำถามในใจ สุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหวโพล่งออกไปเสียงดัง

“มึงจะบ้าเหรอ นี่มึง... มึงอย่าบอกนะว่าหึงกู”

พูดออกไปแล้วก็จั๊กจี้หัวใจแปลกๆ ไอ้เชี่ย แม่งเอาสมองส่วนไหนคิดวะ ทำไมผมมองผู้ชายไม่ได้เลย? มองปุ๊บก็หาว่าชอบหาว่าสนใจงี้เหรอ พิลึกแล้ว แค่ผมมีอะไรกับมันไม่ใช่ว่าผมจะเปลี่ยนรสนิยมไปเลยนี่หว่า สัสไนท์ ทำผมขนลุกอีกแล้ว

“กูบอกเหรอว่าหึง เลิกมองเหมือนกูเป็นตัวน่ารังเกียจได้แล้ว” มันสวนกลับ

“งั้นมึงพูดขึ้นมาทำไม”

“ก็กูเห็นมึงมอง ใครจะไปรู้ มึงอาจจะชอบหน้าขาวๆ ตี๋ๆ แบบนั้นก็ได้”

“สัส ตลก กูชอบผู้หญิง”

“อ้ออออ”

“อ้ออะไรของมึง”

“กูลืมว่ามึงชอบผู้หญิง”

“สัส” ผมสบถ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก

จนถึงร้านไอ้ไนท์ ผมจอดให้มันลงหน้าร้านนั่นแหละ แต่มันดันหันมาพูดกับผมเสียงอ่อนเสียงเพลียว่า “กูหิวข้าว มึงลงมากินเป็นเพื่อนกูหน่อย รับผิดชอบที่มึงทำกูหมดแรง”

ผมกำลังจะอ้าปากด่าที่มันชวนไม่ดูเวลาร่ำเวลา แต่เจอคำพูดประโยคสุดท้ายเข้าไปถึงกลับด่าไม่ออก มองตอบแววตาเรียกร้องของมันอย่างลำบากใจ

“มึงกลับไปก็ใช่ว่าจะไปเฝ้าแม่มึงที่ไหน ยังไงก็ต้องกลับห้องไปหาน้องเอิร์ธอยู่ดี”

ไอ้เหี้ยนี่พูดมากจริง

“อย่างน้อยก็เลี้ยงข้าวกูสักมื้อ จะได้ไม่รู้สึกติดค้างกัน”

รู้ทั้งรู้ว่ามันกำลังเกลี้ยกล่อมแต่ผมก็อดคิดจริงจังไม่ได้ เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้มันเกินเลยไปไกลกว่าที่ผมจะจินตนาการถึง นึกย้อนกลับไปผมยังไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ต่อให้ผมอัดอั้นมาหลายวันก็ไม่น่าจะหน้ามืดตามัวหลงใหลในเรือนร่างกระดานของมันได้ขนาดนั้น คิดไปคิดมาแม่งทำของใส่กูเปล่าวะ

“เออๆ ก็ได้ กูเลี้ยงข้าวมึงแล้วหลังจากนี้ก็ไม่มีอะไรติดค้างกัน โอเคไหม”

“แล้วแต่มึงเลย”

ดูไอ้ไนท์มันพูด ผมมองมันนัยน์ตาขวาง ก่อนจะกวนตีนกลับ

“กูจอดรถตรงนี้ได้ไหม”

“ไม่ได้ ขวางทางลูกค้า”

“กูก็ลูกค้าไหม”

“ไปหาที่จอดดีๆ” ไอ้ไนท์บอกเสียงจริงจัง ผมเลยไม่อยากเถียงกับมันต่อ วนรถออกจากหน้าร้าน ขับเข้าช่องจอดรถที่ตอนนี้ยังโล่งเป็นแถว เพราะยังไม่ใกล้เวลาท่องราตรีของนักเที่ยวกลางคืน ผมเลือกจอดในช่องที่ดูแล้วออกง่ายสุด เวลากลับจะได้ไม่ต้องมีปัญหากับรถคันอื่น

ผมเดินตามไอ้ไนท์เข้ามาในร้านเหมือนทุกที พนักงานกำลังช่วยกันจัดโต๊ะเก้าอี้หันมายกมือไหว้มันอย่างรู้งาน

“พี่ไนท์หวัดดีครับ”

ไอ้คนชื่อเพชรแบกลังเบียร์มาจากฝั่งที่เปิดเป็นผับตะโกนทักไอ้ไนท์ด้วยท่าทางคึกคัก เห็นมันแล้วก็นึกชื่นชมไม่ได้ อายุก็พอๆ กันแต่ขยันทำงานหาเงินส่งเสียตัวเองไม่เหมือนผมผลาญเงินที่บ้านเล่นไปวันๆ

“เออ เพชรเสร็จแล้วเอาเมนูออกมาให้กูด้วย พ่อครัวมายัง”

“มาแล้วมั้งพี่ นี่พี่จะกินแต่หัววันเลยเหรอ”

“หัววันไรล่ะ นี่มันจะสองทุ่มแล้ว อีกอย่างกูยังไม่ได้กินอะไรทั้งวัน รีบไปบอกพ่อครัวเตรียมของแล้วก็เอาเมนูออกมาให้ด้วย”

“ครับๆ”

เพชรพยักหน้าอย่างไม่กล้ารอช้า มันเหลือบมองผมแวบหนึ่งเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ไม่พูด เดินรุดๆ หายเข้าไปข้างในพร้อมลังเบียร์บนบ่า

“หิวทำไมไม่บอก” ผมหันไปมองไอ้ไนท์อย่างนึกตำหนิ

“ทำอย่างกับบอกแล้วมึงจะพากูไปกิน ดีไม่ดีปล่อยกูลงกลางถนนให้ไปหาอะไรกินเอง” ไอ้ไนท์พูดก่อนจะเดินตัดหน้าผมออกไปหาโต๊ะนั่ง

...เหมือนงอน งอนจริงป่ะวะ?

               ผมมองใบหน้าด้านข้างของมันอย่างคาใจระหว่างเดินตามมานั่งที่โต๊ะ “นี่มึงเป็นอะไรเนี่ย กูให้โอกาสมึงแล้วนะ แต่มึงเลือกกินอย่างอื่นเอง” ผมหมายถึงตอนอยู่บนเตียงแค่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ

“….” ไอ้ไนท์ชำเลืองมองผมทันที สายตาคมปลาบจ้องลึกเข้ามาในตาผมนิ่ง ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงเห็นแววปั้นปึ่งจางๆ ผมเลิกคิ้วงุนงง ไม่แน่ใจว่ามันมีสิทธิ์ทำตัวเล่นแง่กับผมแบบนี้ อย่างกับ…เป็นผู้ชายของผมจริงๆ

ความรู้สึกกระอักกระอ่วนอวลอบขึ้นในใจทันทีที่ความคิดนั้นแวบเข้ามา ผมทนสบตาไอ้ไนท์ไม่ไหว เบือนหลบไปทางอื่น ทำเหมือนไม่เคยพูดอะไรเลย ไม่นานไอ้เพชรก็ออกมา ยื่นใบเมนูให้ ไนท์มันส่งมาให้ผมเลือก แต่ผมส่งกลับ เลื่อนใบเมนูกลับไปตรงหน้ามัน

“มึงอยากกินอะไรก็สั่งเลย นี่ร้านมึง น่าจะรู้ว่าอะไรอร่อย ไม่ต้องห่วงกูจ่ายให้มึงแน่นอน”

ผมพูดอย่างไม่คิดอะไร แต่แววตาไอ้ไนท์กลับวูบไหวเหมือนมีอะไรแทงใจดำ อึดใจต่อมาผมถึงนึกออกว่าคำพูดผมสามารถทำให้คนคิดมากได้

ผมมองมันที่ก้มหน้าเลือกเมนูอย่างว่าง่ายแล้วไม่สบายใจ ทนจนกระทั่งไอ้เพชรรับใบเมนูกลับไปแล้วถึงพูด “กูไม่ได้หมายถึงแบบนั้น”

“หมายถึงอะไร?” ไอ้ไนท์เงยหน้าขึ้นสบตาผมอย่างไม่เข้าใจ ไม่รู้มันแกล้งซึนหรือซึนจริง แต่พอเจอสายตาซื่อๆ ของมันเข้าไปใจผมก็สั่นไม่หยุด

“กูหมายถึงค่าข้าว”

“อืม”

“ค่าข้าวจริงๆ นะ ไม่ได้หมายถึงอย่างอื่น”

มือที่กำลังเคาะเล่นบนโต๊ะของไอ้ไนท์ชะงัก มันมองหน้าผม ดวงตาคมเข้มหรี่ลงราวกับกำลังคิดบางอย่าง

“ค่าตัวกูแพงกว่านี้เยอะ ไม่ต้องห่วง กูไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย”

“เออ… ได้ยินแบบนี้กูก็สบายใจ” ผมมองตอบเพื่อให้ไอ้ไนท์รู้ว่าผมหมายความแบบนั้นจริงๆ แต่ผมกลับไม่รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด

อาหารถูกยกมาเสิร์ฟ ข้าวผัดง่ายๆ กับของแกล้มสองสามอย่างตามสไตล์ร้านเหล้า

“พี่ไนท์สักครู่ได้ไหมพี่…” พนักงานคนหนึ่งเดินเข้ามาถามเรื่องงาน ไอ้ไนท์พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ หันไปรับฟังที่พนักงานคนนั้นพูดแล้วให้คำแนะนำอย่างใจเย็น จบคนนี้คนใหม่ก็มา มีครั้งหนึ่งมันต้องลุกออกจากโต๊ะ ไปจัดการธุระในผับกว่าสิบนาทีถึงกลับมา ผมมองร่างสูงเพรียวของมันที่ทอดตัวลงนั่งที่เดิม เห็นแล้วเหนื่อยแทน

“แล้วงี้เวลามึงไม่อยู่ไม่วุ่นตายเหรอ”

“ปกติกูอยู่ แต่ถ้าไม่อยู่ก็ฝากผู้จัดการ” มันพูดหน้าตาเฉย ผมแทบจะเบะปากใส่ ปกติที่ไหนวะ กูเห็นมึงแต่ละทีไม่ผับก็บาร์แถวกลางเมือง

“เฮ้ย!”

ผมกับไอ้ไนท์นั่งคุยกันอยู่ดีๆ ก็มีกุญแจรถหล่นลงกลางโต๊ะดังตุ้บพร้อมกับเสียงเรียกแข็งๆ ผมมองกุญแจรถก่อนลากสายตาขึ้นมองคนที่โยนมันลงมา

ไอ้บาร์เทนเดอร์นั่น...

“กูเอารถมาคืน” มันพูดกับไอ้ไนท์ ลากเก้าอี้ลงนั่งอย่างไม่รอให้ใครเชิญ แล้วมันก็มองผมกับไอ้ไนท์สลับกันไปมาก่อนโพล่งขึ้นอย่างประหลาดใจ

“ไอ้เด็กที่เจอในห้องน้ำไม่ใช่เหรอ หรือว่าที่มึงเทกูเมื่อคืนเพราะไอ้เด็กนี่” มันหันไปคุยกับไอ้ไนท์ที่ยังไม่พูดอะไรสักคำตั้งแต่มันโผล่มา

“จะมาทำไมไม่บอกก่อน”

“กูไลน์บอกแล้ว แต่มึงไม่อ่านเอง บอกให้มึงมาเอารถตั้งแต่เมื่อเช้า กูนึกว่ามึงไม่ว่างก็เลยขับมาให้ มึงต้องขอบใจกูสิถึงจะถูก” ไอ้บาร์เทนเดอร์พูดพลางหยิบเนื้อทอดกระเทียมเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจ

ผมขมวดคิ้ว หรี่ตามองไอ้ไนท์ที่กำลังทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเขม็ง

“ไหนมึงบอกกูว่าไม่ได้เอารถไป…”

“ตะวัน…”

ไอ้ไนท์อ้ำอึ้ง เหมือนมันไม่รู้จะบอกผมยังไงดี ดูจากท่าทางของมันผมก็ยิ่งมั่นใจว่าเข้าใจไม่ผิด

ความรู้สึกที่โดนปั่นหัวเล่นทำเอาผมชาไปทั้งหน้า คับแค้นใจอย่างบอกไม่ถูก

“มึงหลอกกู! ทำไมต้องโกหกด้วยวะ สนุกมากนักเหรอ” ผมลุกขึ้นยืนอย่างไม่พอใจ

“เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น”

“มึงไม่ต้องมาแก้ตัว…” พอรู้ว่ามันโกหกเรื่องรถ ผมก็เริ่มไม่ไว้ใจอะไรสักอย่าง มองหน้าไอ้ไนท์ด้วยสายตาร้อนรน “มึงแกล้งทำโทรศัพท์หล่นไว้บนรถกู?”

“….” ไอ้ไนท์เงียบ แม่งไม่พูดหรือปฏิเสธสักคำ ผมยิ่งเดือด เพราะนั่นเท่ากับมันยอมรับความจริง

“สัสเอ๊ย!” ผมสบถอย่างโกรธๆ ถีบโต๊ะโครม ถ้วยจานบนโต๊ะกระทบกันเสียงดังดึงสายตาคนรอบข้างให้หันมามอง แก้วเบียร์ล้ม น้ำหกเป็นทางจนไอ้บาร์เทนเดอร์ต้องเด้งผึงขึ้นมาจ้องหน้าผมนัยน์ตาลุกวาว

“ทำเหี้ยอะไรของมึงวะ!”

น้ำเสียงและท่าทางเอาเรื่องของไอ้บาร์เทนเดอร์ไม่ได้อยู่ในสายตาผมสักนิด สิ่งเดียวที่ตึงสายตาเดือดพล่านของผมเอาไว้ก็คือไอ้ไนท์

“มึงแม่งโคตรทุเรศเลยว่ะ”

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น