สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 11

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 300

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 28 พ.ค. 2562 22:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11
แบบอักษร

ชนวีร์มั่นใจว่าตัวเองต้องได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะเขาไม่เซ้าซี้กวนใจหญิงสาวเลยตลอดการ ‘เดินเล่น’ ของเธอ ซึ่งจะว่าไปก็แทบเป็นงานหลักยามไปช็อปปิ้งกับบรรดาคู่ควงที่กรุงเทพฯ อยู่แล้ว ต่างกันบ้างก็ตรงที่ผู้หญิงคนนี้คงไม่มีวันยอมให้เขาควักกระเป๋าจ่ายเงินให้เธอเด็ดขาด เขามีหน้าที่ต้องทำเพียงอย่างเดียว คือเงียบจนกว่าเธอจะขอให้เขาเป็นล่าม

‘คุณถามให้ที ว่าสเวตเตอร์แบบนี้มีกี่สี ฉันจะซื้อหลายตัว’

หรือไม่ก็…

‘เอาให้แน่นะคุณ ย้ำกับเขาอีกทีซิ ว่าผ้าพันคอกองนี้ เขาขายห้าผืนร้อยหยวนจริง ๆ น่ะ’

เพียงไม่ถึงสองชั่วโมงที่เดินบนถนนหน้าโรงแรม ถุงผ้าในมือรินรดาก็อ้วนปี๋จนแทบล้น หญิงสาวบรรจงวางเสื้อยืดเนื้อนุ่มไว้บนสุดของถุงช็อปปิ้ง ก่อนลอบชำเลืองดูคนข้าง ๆ ด้วยความสงสาร...นิด ๆ !

โธ่เอ๊ย...รู้กันอยู่ว่าผู้ชายน่ะ เกลียดการช็อปปิ้งอย่างกับอะไรดี

เธอคอยจนชนวีร์ตามมายืนข้าง ๆ แล้วจึงถาม

“นั่งพักสักหน่อยไหม ท่าทางคุณเหมือนเหนื่อย ๆ ”

คนตัวสูงเห็นด้วย เขาพารินรดาไปยืนที่หน้าเคานเตอร์ในร้านกาแฟเล็ก ๆ ตกแต่งน่ารักข้างทางซึ่งมีให้เลือกลานตา เนื่องจากกาแฟกำลังเป็นที่นิยมในประเทศจีน

ชนวีร์สั่งกาแฟและชำระค่าเครื่องดื่ม แล้วชี้ไปยังถุงช็อปปิ้งของหญิงสาว “เดี๋ยวผมถือไปหาที่นั่งให้ ฝากคุณรับกาแฟไปที่โต๊ะได้ไหม”

เพียงชั่วครู่รินรดาก็ถือกาแฟสองแก้วไปที่โต๊ะ เธอเลื่อนเอสเพรสโซหอมกรุ่นสีดำสนิทไปตรงหน้าชายหนุ่ม

“ได้ช็อปปิ้งโดยไม่ต้องห่วงว่าจะหมดเวลาอย่างนี้ สนุกไหมคุณ” ชนวีร์ถามเมื่อเห็นผู้หญิงตรงหน้าดูผ่อนคลาย แม้แต่ท่าทีปั้นปึ่งก็บางเบาไปด้วยเช่นกัน

“ก็ดีนะ ช็อปปิ้งกลางอากาศหนาว ไม่เหนื่อยดี”

“ไม่เหนื่อย แต่คุณจะเพลียนะ เพราะอากาศหนาวอย่างนี้ ร่างกายต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติ เชื่อไหมคืนนี้คุณหลับเป็นตายแน่”

หญิงสาวจ้องหน้าเขาเขม็ง พยายามมองให้ออกว่าคำพูดประโยคนั้นไม่มีนัยอื่นแอบแฝง

ชนวีร์หัวเราะ “ผมพูดจริง ทำไมต้องทำหน้าอย่างนั้น นี่สงสัยคงกำลังคิดไม่ดีอยู่ หาว่าผมจะมาไม้ไหนอีกแน่ ๆ ” เขาดักคอแต่ไม่วายออดอ้อน “ใจคอคุณจะไม่ยอมมองผมในแง่ดีบ้างเลยเหรอ”

“จ้างให้น่ะสิ ที่ผ่านมาคุณวางตัวดีนักนี่” หญิงสาวย้อนด้วยความหมั่นไส้

ชนวีร์หัวเราะพรืด ยอมรับว่าเธอพูดถูกทุกประการ เขาใช้มือข้างที่ไม่ถนัดยกแก้วกาแฟขึ้นจิบด้วยท่าทางเก้กังจนคนมองแอบขัดตานิด ๆ

กระนั้นหญิงสาวก็อดนิยมมาดของผู้ชายตรงหน้าไม่ได้ ขนาดหยิบจับอะไรไม่ค่อยถนัด ท่วงทีของเขาก็ยังคงดูดีอยู่เสมอ

แม้จะคุยกันดี ๆ บ้าง ขัดคอกันบ้างแทบตลอดเวลา แต่ชนวีร์และรินรดาต่างก็รู้สึกเหมือนกันว่าการถูกส่งกลับมานั่งเฝ้าโรงแรม แท้จริงแล้วก็ไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก !

เมื่อนาฬิกาบอกเวลาสิบเจ็ดนาฬิกาเศษ รินรดาเลื่อนแก้วกาแฟออกห่างพร้อมกับชวนเพื่อนร่วมทาง

“เราเดินมาตั้งไกล กว่าจะย้อนไปถึงโรงแรมก็คงมืดพอดี กลับกันดีกว่า”

ชนวีร์เห็นด้วย ขณะกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบถุงช็อปปิ้งของหญิงสาว แต่ก็ช้ากว่าเจ้าตัวที่รีบคว้าไปถือไว้ก่อนและเปรยลอย ๆ ว่า

“ไม่หนัก ฉันถือเองได้” แล้วเธอก็นำหน้าออกจากร้านกาแฟไปทันที

วายร้ายรีบตามไปบ่นอุบอิบอยู่ข้าง ๆ เช่นเคย “เนี่ย เจ็บแขนขนาดนี้ กลับไปกรุงเทพฯ ผมคงขับรถไม่ได้อีกนานเลย”

รินรดาเริ่มจับพิรุธของชายหนุ่ม “หมอให้งดใช้แขนขวากี่วัน แค่สามอาทิตย์เองไม่ใช่หรือ”

ชายหนุ่มพยักหน้าหงึก “อยู่เมืองจีนก็อาทิตย์หนึ่งแล้ว แต่อีกสองอาทิตย์ที่เมืองไทยน่ะ ผมจะไปไหนมาไหนยังไง”

“ขึ้นรถไฟฟ้าสิ” หญิงสาวไม่ยอมตกหลุมพรางที่เขาพยายามขุดดักไว้ง่าย ๆ “เรียกแท็กซี่ก็ได้ เดี๋ยวฉันจ่ายค่าเสียหายให้ละกัน”

“ไม่เอา ผมไม่ชอบเบียดคน นั่งแท็กซี่ก็ไม่ชอบ คุณนั่นแหละมาขับรถรับส่งผมซะดี ๆ ”

“ฉันไม่ใช่คนขับแท็กซี่ แล้วก็ไม่ได้มีหน้าที่รับส่งใครด้วย ! ”

“ก็ใช่ไง ถ้ารถคุณเป็นแท็กซี่ผมก็ไม่นั่งหรอก บอกแล้วไงว่าผมไม่นั่งแท็กซี่ ผมจะนั่งรถคุณ” เขาจงใจพูดยอกย้อนเพื่อยั่วแหย่หญิงสาว

รินรดาสูดหายใจเข้าลึก ข่มอารมณ์ฉุนเฉียวที่แล่นปรี๊ดขึ้นมาเป็นริ้ว แต่ยังไม่ทันตอบโต้ ชายหนุ่มก็งัดไม้ตายมาใช้เสียก่อน

“คุณเป็นคนทำผมบาดเจ็บ ใจคอจะไม่รับผิดชอบกันบ้างเลยเหรอ”

ขีดความอดทนของรินรดาขาดผึง เธอหยุดเดินทันควันและเท้าสะเอวเตรียมทิ้งระเบิดใส่คนกวนประสาท ทว่าเพราะความที่หยุดกะทันหันเกินไปทำให้หนุ่มชาวจีนที่เดินสวนมาหลบไม่ทัน จึงชนเธอเข้าอย่างจัง หญิงสาวซวดเซเสียหลัก ถุงช็อปปิ้งหลุดร่วงจากมือทันที

รินรดาก้มลงมองข้าวของที่ตกกระจายอยู่บนพื้นด้วยอาการตะลึง ความทรงจำ

วาบขึ้นปะติดปะต่อกันโดยไม่ตั้งใจ

ใช่แล้ว! ในภาพนิมิตที่เธอเห็นตอนอยู่วัดหลิงอิ่น ชนวีร์นั่งอยู่บนพื้นมีเลือดไหลจากหางคิ้วขวา ! แต่เธอไม่ได้ยืนอยู่ข้างเขา เพราะฉะนั้นเธอจึงไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เขาประสบอุบัติเหตุ

ที่เขาล้มลงนั่น เป็นเพราะถูกผู้ชายที่เดินสวนมาชนเข้าอย่างแรงต่างหาก !

ชนวีร์ที่ก้าวล่วงหน้าไปแล้วหยุดเดินกลางคัน หันกลับมาเห็นหญิงสาวหน้าเผือด โดยมีกระเป๋าช็อปปิ้งสุดหวงตกอยู่บนพื้น ก็เป็นห่วงรีบย้อนมาหา

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

รินรดาเสเก็บของใส่กระเป๋า คนเจ็บขยับเข้าไปช่วยเธอหยิบข้าวของ นึกกังวลว่าหญิงสาวอาจจะจริงจังกับคำยั่วแหย่ของเขา

ชนวีร์จึงเอ่ยด้วยเสียงที่อ่อนลง “ผมขอโทษ ถ้าทำให้คุณไม่สบายใจ แต่ผมแค่พูดเล่นเท่านั้นเอง”

เห็นหญิงสาวยังคงมีสีหน้าครุ่นคิด เขาจึงชวนคุยผ่อนคลายบรรยากาศ

“ที่จริงผมต้องขอบคุณคุณมากกว่า ถ้าไม่ได้คุณช่วยดึงไว้ ผมอาจเจ็บตัวกว่านี้ก็ได้เนอะ” เขากล่าวปนหัวเราะ และยิ่งแปลกใจที่เห็นรินรดาเพียงพยักหน้ารับเรียบ ๆ ราวกับถูกใครกดปิดสวิตช์นิสัยช่างต่อล้อต่อเถียงของเธอกะทันหัน

สีหน้าของหญิงสาวทำให้ชนวีร์เอะใจ คุยเรื่องที่เขาหกล้มอยู่ดี ๆ ทำไมเธอทำท่าเหมือนเครื่องช็อตไปดื้อ ๆ หรือว่าที่เขาสงสัยจะเป็นจริง...

“คิดอะไรอยู่หรือ” เขาขุดบ่อล่อปลาไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว และรินรดาซึ่งจมอยู่ในภวังค์ก็เผลอพยักหน้ารับ

ชายหนุ่มยืนขึ้น ยื่นถุงผ้าส่งคืนให้สาวนักช้อป พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

“ได้เวลาพูดความจริงหรือยังครับ คุณรินรดา”

หญิงสาวได้สติ เหลือบมองชายหนุ่มทันที

“ก่อนผมหกล้ม คุณเรียกผมไว้ทำไม” สีหน้าของชนวีร์บอกให้รู้ว่าเขาจะปักหลักยืนอยู่ตรงนั้นจนกว่าจะได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด

หญิงสาวกลืนน้ำลาย ชั่งใจอยู่นาน ก่อนตัดสินใจเล่า “ฉันเห็นภาพคุณหกล้ม ก็เลยตะโกนบอกให้ระวัง แต่สุดท้ายคุณก็ล้มอยู่ดี”

ชนวีร์ส่ายหน้า “ผมไม่อยากได้ย่อความ ขอฟังฉบับเต็มดีกว่า” น้ำเสียงรู้ทันของเขาทำให้หญิงสาวหน้าตึง

“ไม่เห็นเหรอว่าฉันหนัก เมื่อย แล้วก็หนาวด้วย ทำไมต้องเล่าตรงนี้ เอาไว้ก่อนไม่ได้หรือไง” เจ้าของเรือนร่างสูงโปร่งขยับถุงในมือประกอบเพื่อให้ข้ออ้างน่าเชื่อถือขึ้น

คนแขนเจ็บใช้มือข้างดีคว้าถุงผ้าของรินรดาไปถือเป็นตัวประกัน “ตอนนี้ไม่หนัก แล้วก็ไม่เมื่อยแล้ว เอ้า...เล่าตรงนี้แหละ เล่าจบไว ๆ เราก็จะได้กลับไปโรงแรมเร็ว ๆ ”

นักโฆษณาสาวมองหาตัวช่วยแบบไร้ความหวัง สุดท้ายเมื่อเห็นว่าคงเฉไฉไปไหนไม่ได้อีกแน่ จึงยอมเรียบเรียงรายละเอียดของเหตุการณ์และถ่ายทอดให้ชนวีร์ฟัง

“ตอนนั้นฉันกำลังจะถ่ายรูปเก๋งจีนกับหิมะที่กำลังตก แต่พอกดชัตเตอร์ ภาพที่จอแอลซีดีมันก็...” เธอกลอกตาทบทวนความทรงจำ “มีภาพหนึ่งแวบขึ้นเร็วมาก ฉากหลังที่เห็นเป็นรูปที่ฉันถ่ายแน่ ๆ แต่เหตุการณ์แปลก ๆ ที่โผล่ขึ้นมาในกล้องตอนนั้น ฉันเห็นคุณถูกคนที่เดินสวนมาชนจนล้มลงบนพื้น แถมยังมีเลือดไหลจากคิ้วขวาด้วย”

รินรดาเล่าโดยลืมคิดไปว่า ณ วินาทีก่อนเกิดเหตุ รูปที่เธอเห็นในกล้องเป็นเพียงภาพนิ่ง แต่เหตุการณ์ที่เธอกำลังอธิบายให้ชนวีร์ฟังตอนนี้กลับเป็นภาพเคลื่อนไหว !

ชนวีร์ไตร่ตรองคำบอกเล่าของเธอด้วยอาการครุ่นคิด   

“ในภาพที่คุณเห็นนั่น ผมไหล่หลุดหรือเปล่า”

หญิงสาวพยักหน้า “น่าจะนะ เพราะฉันเห็นคุณเอามือยันพื้นตอนที่ล้มลงไปเหมือนกัน”

ชนวีร์กดนิ้วลงที่หัวตา เขาเองยังฝันถึงผู้หญิงคนหนึ่งตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งถ้าเล่าให้ใครฟังก็คงมีแต่คนหาว่าเขาบ้า ในเมื่อโลกนี้ยังมีเรื่องที่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้อีกมากมาย ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก หากรินรดามีญาณพิเศษสามารถมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า

ถ้าฟังจากที่เธอเล่า เขาควรต้องคิ้วแตกด้วย แต่ความจริงเขาแค่ไหล่หลุดเท่านั้น

ไฉนรินรดาถึงทำให้ผลลัพธ์ของเหตุการณ์ลดความรุนแรงลงได้

“ไม่น่าเชื่อ” เขาพึมพำด้วยความสนเท่ห์

แต่คนข้าง ๆ กลับหูดีเป็นพิเศษ

“อะไร นี่คุณหาว่าฉันโกหกเหรอ” รินรดาเสียงแข็ง ไม่อยากจะเล่าก็บังคับให้เล่าอยู่ได้ พอเธอเล่าจริง ๆ ก็มาหาว่าเธอโกหก อารมณ์เสีย !

เธอกระชากถุงช็อปปิ้งจากมือชายหนุ่มคืน เดินดุ่มย้อนทางเดิมเพื่อกลับโรงแรมที่พักด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

ชนวีร์แลตามร่างโปร่งบางของหญิงสาว ความสงสัยอีกประการผุดขึ้นในใจ ทำไมรินรดาถึงเห็นเหตุการณ์ก่อนเขาประสบอุบัติเหตุ

ชายหนุ่มไตร่ตรองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด

หรือว่า...เธอมีสัมผัสพิเศษเชื่อมโยงกับเขา !

หรือว่า...นี่อาจเป็นอีกเหตุผลที่ยืนยันว่า ผู้หญิงคนนี้คือสตรีในฝันของเขา !

เหตุผลที่โบราณบอกว่า ‘อย่าแหย่เสือหลับ’ คงเหมือนกับ ‘อย่าทำให้ผู้หญิงโกรธ’ เพราะให้อย่างไรเจ้าป่าก็พร้อมตะปบคุณถ้าอารมณ์ไม่ดี เช่นเดียวกับผู้หญิงที่พร้อมอาละวาดได้เมื่อโกรธ

แค่ไม่กี่อึดใจที่ปล่อยเธอล่วงหน้าไปก่อน รินรดาก้าวยาวเดินเร็วจนเขาแทบต้องวิ่งตาม เมื่ออยู่ในระยะประชิด ชนวีร์ลืมความเหมาะสมเอื้อมไปหมายคว้าข้อมือรั้งเธอไว้รับฟังคำอธิบายของเขาก่อน

ทว่าเพียงแตะโดนปลายนิ้วอีกฝ่าย ชายหนุ่มกลับสะดุ้งโหยง เพราะกระแสอุ่นจัดจากปลายนิ้วนั้นพุ่งวาบเข้าสู่อุ้งมือเขาอย่างรวดเร็ว

ชนวีร์กระตุกมือออกทันควัน เส้นผมที่ท้ายทอยลุกชันขึ้นโดยพร้อมเพรียง

สัมผัสนี้...

ชายหนุ่มรู้สึกคล้ายหายใจไม่ออก เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผาก หัวใจเต้นระรัวจนน่ากลัวว่าเสียงจะดังลอดออกมาให้ผู้หญิงอีกคนหนึ่งได้ยิน

ผู้หญิงในฝันคนนั้น คือ ‘เธอ’ จริง ๆ !

ชายหนุ่มทอดสายตามองสตรีที่เดินเยื้องอยู่เบื้องหน้าเล็กน้อย จู่ ๆ ความปรารถนาที่จะปกป้องเธอก็เอ่อขึ้นในใจอย่างรุนแรง

เขาขยับจะดึงมือรั้งเธอไว้ดังเจตนาเดิม ทว่าสัมผัสเมื่อครู่คล้ายยังคงตรึงอยู่ที่ปลายนิ้ว ทำให้ชนวีร์ตัดสินใจคว้าแขนเสื้อของหญิงสาวแทน

รินรดายอมหยุดเดินในที่สุด ทั้งยังกระตุกแขนเสื้อจากอุ้งมือเขาด้วย

“ผมขอโทษ ผมไม่ได้หมายความว่าคุณโกหกนะ ผมแค่รู้สึกว่าเรื่องที่คุณเล่ามันเหลือเชื่อก็จริง แต่ผมเชื่อคุณนะ ไม่มีเหตุผลที่คุณต้องหลอกผมนี่”

หญิงสาวมีสีหน้าดีขึ้น

“ให้อภัย”

“เมื่อกี้เดินยังกับตามควาย คิดอะไรอยู่เหรอ” เขาเย้าพลางคีบแขนเสื้อดึงมือเธอไปวางบนท่อนแขนที่เจ็บอยู่ แล้วออกเดินนำหญิงสาวไปช้า ๆ

“ทำอะไรน่ะ แล้วคุณไม่เจ็บแขนหรือไง” รินรดาถามพลางก้าวตามมาอย่างงง ๆ

“ผมไม่ได้ใช้หัวไหล่สักหน่อย คุณเกาะไว้เฉย ๆ เอาแค่เป็นหลักก็พอ จะได้ไม่เดินเปะปะ ผมกลัวคุณโกรธจนพรวดพราดข้ามถนน แขนผมเจ็บอยู่คว้าคุณไว้ไม่ทันหรอก”

อาจเพราะเขาอ้างถึงแขนที่เจ็บ หรือไม่เธอก็มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับความคิดตัวเอง รินรดาจึงไม่เถียงสักคำ หญิงสาวจึงยอมจับท่อนแขนชนวีร์ไว้หลวม ๆ แล้วก้าวตามแรงดึงที่มือไปเงียบ ๆ สุดแต่ว่าอีกฝ่ายจะชักนำให้ไปทางไหน ดวงหน้าขาวสะอาดหันกลับมาทางเธอเป็นระยะ

หญิงสาวลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนเจ็บ แสงแดดสีกุหลาบก่ำทาบลงบนผิวขาวจัด และเสื้อกันหนาวสีกากีทำให้ชายหนุ่มดูอ่อนโยนลง

และนั่นจัดเป็นครั้งแรกนับจากวันที่เลิกรากับกานน ที่รินรดานึกอาวรณ์ความฝันเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น เพียงเสี้ยววินาทีที่เธอย้อนกลับไปเป็นหญิงสาวผู้เฝ้ารอคอยและตามหาผู้ชายในความฝันคนนั้นอีกครั้ง

ช่วงไหล่กว้างของชนวีร์ที่อยู่ตรงหน้าคล้ายเป็นปราการชั้นดีที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด รินรดาไม่อยากยอมรับเลยว่าเธอโหยหาความรู้สึกเหล่านี้เหลือเกิน

ความรู้สึกอยากได้รับการปกป้องจากใครบางคน และหัวใจอบอุ่นที่กล้าก้าวไปทุกหนแห่ง ขอแค่มีแผ่นหลังของผู้ชายสักคนนำทางอยู่ข้างหน้า เพื่อให้เธอมั่นใจว่ามือ ๆ หนึ่งจะถากถางทุกเส้นทางที่เผชิญ เพียงเพื่อให้เธอผ่านพ้นไปด้วยดี…

เมื่อรถโค้ชวนกลับมารับคนเจ็บและพยาบาลจำเป็นไปรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน สมาชิกบนรถก็ถามไถ่อาการชนวีร์กันขรม โดยเฉพาะกลุ่มหกอาวุโสนั้นเสียงดังเป็นพิเศษ เพราะนอกจากหยิบยื่นน้ำมันนวดวัดเส้าหลินให้เขาแล้ว แต่ละคนยังแนะนำหมอจับเส้นที่เมืองไทยให้กลับไปรักษาอีกด้วย

กิริยาของสาวโสดที่ดูแลตักข้าวคีบอาหารให้คนเจ็บ ทำให้ศิริจิตต์สะกิดแขนพรประภาพลางบุ้ยใบ้ไปทาง ‘โต๊ะโน้น’ ด้วยสีหน้ามีเลศนัย คนบนโต๊ะเห็นท่าทางนั้นจึงทยอยกันหันไปลอบดูบ้างทีละคนสองคน

พรประภาหน้าระรื่นตั้งท่าวางแผนกับเพื่อนสมาชิก “ยายหมวยยังโสด ตอนนี้ก็แค่เหลือแค่ไปสืบให้รู้ว่าเจ้าหนุ่มนี่มีแฟนหรือยัง แค่นี้ก็เข้าทางพวกเราแล้ว”

พจนาหน้าเหรอหรา มองท่าทีของแก๊งหกสาวเปรยถามว่า “พี่ภาจะจับคู่ให้น้องหลิวหรือคะ”

ศิริจิตต์จุปากปฏิเสธ “อย่าพูดว่าจับคู่ค่ะ คุณเจี๊ยบ เราแค่ช่วยกันลุ้นให้เขาเปิดโอกาสให้กันต่างหาก”

พรประภาพยักหน้าผสมโรงกับเพื่อน แล้วฟุ้งถึงประวัติความสำเร็จในฝีมือการจับคู่ของเธอให้พจนาฟังอย่างออกอรรถรส

ปรานีส่ายหน้าระอาหัวหน้าแก๊ง เธอหันไปบ่นกับเพื่อนสนิทเบา ๆ “หาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว ไปจับคู่ให้เขา เขาไปกันได้ก็ดีไป ถ้าไปกันไม่รอด มันจะบาปกรรมเปล่า ๆ ”

ฉวีวรรณยิ้มบาง ๆ ปลอบเพื่อนที่เหมือนจะเอ็นดูเด็กสาวผู้นั้นเป็นพิเศษ “อย่าคิดมากเลยนี ไม่ว่าเจ้ภาจะเข้าไปวุ่นกับเขาหรือเปล่า ถ้าเขาคู่กันใครก็เปลี่ยนตรงนี้ไม่ได้หรอก นีก็รู้ว่าพวกเจ้ไม่ทำอะไรประเจิดประเจ้อน่าเกลียด อย่างมากก็คงจะชงกันคนละนิดละหน่อย กับคอยเปิดโอกาสให้เขาได้อยู่ใกล้ ๆ กันเท่านั้นเอง”

ปรานีส่ายหน้าระอา ขณะนึกในใจ เขาดูแลใกล้ชิดกันอย่างนี้ ยังจะมีอะไรต้องชงอีก พวกนี้คงจะรอเอาหน้าตอนงานสำเร็จน่ะสิ !

ถึงแม้ปรานีและฉวีวรรณไม่อยากเล่นบทแม่สื่อด้วย พรประภาก็ไม่อนาทรร้อนใจ ทีแรกเธอกะจะทิ้งช่วงการจับคู่ไว้สักหน่อยเพราะไม่อยากให้ไก่ตื่น แต่ระหว่างออกมายืนคอยรถโค้ชมารับลูกทัวร์ไปส่งยังโรงละคร เจ้าหนุ่มนั่นก็โผล่ออกมาจากร้านอาหารพอดี แถมยังไม่มีน้องชายน้องสะใภ้ห้อมล้อมให้กวนใจด้วย อย่างนี้แล้วแม่สื่อตัวยงจะปล่อยโอกาสทองผ่านไปได้อย่างไร พรประภารี่เข้าไปหาชนวีร์และเปิดฉากการเจรจาทันที !

สามสหายนักจับคู่ที่เหลือทยอยออกจากร้านอาหารมาทีละคน ทำให้ผู้ที่ตกอยู่กลางวงล้อมยิ่งอึดอัด ขยับตัวแทบไม่ได้ ครั้นจะบอกลาแบบห้วน ๆ ก็เกรงจะหักหาญน้ำใจเกินไป เพราะยังต้องเที่ยวด้วยกันอีกหลายวัน ชนวีร์จึงเพียรเหลียวหาน้องชายและน้องสะใภ้จนคอแทบบิด

เพียงแค่เห็นภูมิกับแพรพลอยออกมาจากร้านอาหาร ชายหนุ่มก็ลอบถอนใจด้วยความโล่งอก !

“น้องชายผมมาพอดี เดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ” ชนวีร์ก้มศีรษะ และผลุบออกจากกลุ่มอย่างรวดเร็ว

เขาปรี่เข้าไปหาน้องชายน้องสะใภ้แล้วรีบกำชับทั้งคู่ว่า “ต่อไปนี้ห้ามพวกนายทิ้งฉันไว้ตามลำพังเด็ดขาดเข้าใจไหม เมื่อกี้เผลอนิดเดียว เจอพวกคุณป้าบุกเข้าประชิดตัว ซักประวัติซะเกือบขาวแน่ะ”

นักการทูตหนุ่มขันท่าทางของพี่ชาย ย้อนถามด้วยความแปลกใจ “แค่นี้รับมือไม่ได้ เสียชื่อแย่นะพี่วีร์”

ชนวีร์ส่ายหน้า “สงสัยต้องยอมเสียชื่อว่ะ คุณป้าเล่นดาหน้ากันมาอย่างนี้ แย่งกันพูดคนละทีสองทีจนเราแยกประสาทไม่ทัน”

นลินีมองตามชายหนุ่มที่เผ่นแผล็วไปจากกลุ่ม แล้วหันกลับไปทางสองแกนนำ ก่อนเปรยเบา ๆ “อาตี๋ก็โสด ยายหมวยก็โสด สมกันดีเนอะเจ้”

ศิริจิตต์ทำท่าพอใจ “ยายหมวยเกิดปีระกา ต้องหลักฮะ[1]กับปีมะโรงใช่ไหมเจ้ภา

เดี๋ยวหนูพลอยเผลอ จิตต์จะไปถามให้นะว่าเจ้ารูปหล่อนี่เกิดปีอะไร”

หัวหน้าแก๊งพยักหน้ารับคำ พลางยิ้มด้วยความพอใจ เรื่องที่คิดไว้ ชักเข้าเค้าขึ้นทีละนิดแล้ว !

ปรานีและฉวีวรรณที่ไม่อยากวุ่นเรื่องจับคู่ จึงเลี่ยงไปหารินรดาที่อีกมุมหนึ่ง

“เหนื่อยไหมลูก ต้องคอยดูแลคนเจ็บ” ปรานีลูบแขนเด็กสาวคราวลูก พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเมตตา

รินรดาส่ายหน้าแทนการตอบ คนอายุมากกว่าจึงพูดต่อ “หนูหลิวนี่เป็นคนใจดี อี๊ชอบจริง ๆ เด็กสมัยนี้ไม่ค่อยมีน้ำใจกันหรอก บางทีเห็นคนเจ็บก็นิ่งดูดาย คิดแต่ว่าไม่ใช่ธุระของตัวเอง”

ฉวีวรรณขนาบเข้าอีกด้านหนึ่งของหญิงสาวพลางกล่าว “ดูแลคนเจ็บอย่างนี้ ก็คิดเสียว่าทำบุญไปด้วยละกันเนอะหนูหลิว”

เพราะเติบโตมากับแม่เลี้ยงที่ไม่อินังขังขอบ ส่วนญาติข้างมารดาแท้ ๆ ก็อยู่ที่ฮ่องกงกันหมด รินรดาจึงไม่คุ้นกับการมีใครมาพูดคุยด้วยความสนิทสนมห่วงใยอย่างนี้

ลึก ๆ แล้วหญิงสาวชอบอยู่ท่ามกลางสมาชิกอาวุโสเหล่านี้ เพราะแค่คำชมเล็ก น้อยที่แสนธรรมดาจากพวกท่านก็ทำให้เธอรู้สึกดีแล้ว รินรดารู้ตัวอยู่ตลอดว่าตัวเองเป็นเด็กมีปัญหา แต่เพิ่งจะรู้ตอนนี้แหละว่าปัญหาที่ว่า มีวิธีแก้ง่ายแค่นี้เอง !

“หลิวไม่ได้คิดเรื่องบุญอะไรหรอกค่ะอี๊ แค่คิดว่าช่วยได้ก็ช่วยไป ไม่ได้ลำบาก”

ปรานีหันไปทางเพื่อนอีกสี่คนที่จับกลุ่มเม้าท์กันอยู่ สตรีอาวุโสยิ้มนิด ๆ ก่อนออกตัวกับเด็กสาว “พวกอี๊วุ่นวายกับหลิวเกินไปหรือเปล่า ถ้ารำคาญบอกอี๊ได้นะจ้ะ”

คำถามนี้ทำให้รินรดาห่วงว่าปรานีจะคิดมาก จึงส่ายหน้าแล้วรีบเข้าไปกอดแขนอีกฝ่ายอย่างถือสนิท เธอออดอ้อนเปลี่ยนไปชวนคุยด้วยเรื่องสัพเพเหระอื่นๆ แทนอย่างแนบเนียน ซึ่งหญิงสูงวัยก็ไม่ได้หยุดคิดเลยในอันที่จะโอบเธอเข้าไปใกล้ ๆ และพูดคุยด้วยความเอื้อเอ็นดูเช่นกัน

 

[1] คนจีนเชื่อว่าปีนักษัตรใหญ่ที่สุด คือปีมะโรง รองมาคือปีขาล สำหรับปีนักษัตรที่สมพงษ์กันนั้น ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า ฮะ กัน หลักฮะ แปลว่าดวงสมพงษ์หกขั้น ซึ่งถือเป็นนักษัตรที่สมพงษ์กันที่สุดและดีที่สุด

 

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

ภาพรักในฝัน เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

ตอนนี้สิริณนำมาจัดทำเป็นฉบับอีบุ๊ก

หยิบมาโพสต์ให้ทดลองอ่านก่อนตัดสินใจซื้อค่ะ

สิริณจะลงให้อ่านจนจบ แล้วลบครึ่งเล่มนะคะ

 

ภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท

mebmarket >>>http://bit.ly/2U5XWXu

ookbee >>>http://bit.ly/2YTz2Oh

Hytexts >>>http://bit.ly/2I59t7z

 

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น