เงาลดา
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : พี่สาว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 109

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ค. 2562 14:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พี่สาว
แบบอักษร

เด็กหญิงถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากเช็ดเลือดออกไป ทั้งร่างกายและฝีมือการต่อสู้อย่างอื่นพวกเธอทำได้ดีแต่ทว่าเรื่องธาตุและจักระยังค้างเติ่ง 

 

        เธอไม่สามารถใช้ปราณธาตุกับจักระพร้อมกันได้ถ้าหากไม่หลอมรวมมัน ตอนนี้จึงได้แต่ใช้จักระไปก่อน

 

        แน่นอนว่ามีสองขุมพลังที่ไม่สามารถให้มันสอดประสานกันอยู่ในร่างแบบนี้ต้องมีผลเสีย จักระเธอค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ แม้ไม่มากแต่ก็ลดทุกครั้งที่ใช้ หากเป็นแบบนี้สักวันเธอก็จะไม่สามารถใช้ได้อีก

 

        สาวมิโฮชิทุกคนประสบปัญหานี้ ตอนนี้จึงเรียกได้ว่าทุกคนทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อประสานปราณธาตุและจักระ

 

        เป็นอย่างนี้นับเดือนและในที่สุดก็สำเร็จ ทุกคนสร้างปราณจักระได้แล้ว!

 

        “เฮ้อ ฉันนึกว่าจะแย่แล้วซะอีก” เท็นเท็นนอนแผ่หลา ตอนนี้พวกเธออยู่ในห้องนั่งเล่นของบ้านมิโฮชิ

 

        “แต่กว่าจะมาได้ขนาดนี้ก็กระอักเลือดหลายรอบเหมือนกัน” ซากุระขำขัน พวกเธอกระอักเลือดวันละสามเวลาหลังอาหารเชียวนะ น่าดีใจจริงๆ ที่พวกเธอไม่เสียเลือดตายไปซะก่อน

 

        “ดื่มน้ำผลไม้เย็นๆ หวานๆ ก่อนนะคะ” โจวลี่ซือประคองถาดน้ำผลไม้มาให้พร้อมรอยยิ้มสดใส

 

        “ขอบคุณนะเสี่ยวซือ” ทุกคนประสานเสียงแล้วรับมาดื่ม

 

        “แล้วอาหรงไปไหน ทำเผื่อไว้ให้เขารึเปล่า” ซากุระไม่ลืมที่จะถามถึงอีกคน แม้ว่าสองคนนี้จะมีสถานะเป็นผู้ติดตามแต่เธอไม่เคยปฏิบัติกับพวกเขาอย่างขี้ข้า

 

        ที่จริงเธอไม่ได้ใช้คำว่าบ่าวกับพวกเขาด้วยซ้ำ ผู้ติดตามคนสนิทคือสิ่งที่เธอใช้เรียก เพราะอย่างนั้นสองคนนี้จึงไม่ต้องใช้คำแทนตัวเองว่าบ่าวเหมือนคนอื่นๆ

 

        เธอกินดีอยู่ดีพวกเขาก็กินดีอยู่ดี เธอสุขสบายพวกเขาก็สุขสบาย และหากวันไหนเธอทุกข์ยากพวกเขาก็พร้อมที่จะทุกข์ยากไปกับเธอ

 

        เพราะอย่างนั้นความไว้เนื้อเชื่อใจและรักใคร่จึงมีให้กันไม่เคยเปลี่ยน

 

        “เสี่ยวซือทำไว้ให้เขาแล้วค่ะ ตอนนี้อาหรงไปรดน้ำต้นไม้อยู่” โจวลี่ซือรายงาน

 

        “อืม เสี่ยวซือเองก็มานั่งกินด้วยกันเถอะ อย่าไปยืนอยู่อย่างนั้นเลย” ซากุระพยักหน้ารับ ก่อนที่คนทั้งห้องจะทำตัวเอื่อยเฉื่อยเอกเขนกกันคนละที่

 

         ห้องนั่งเล่นตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น ปู่เสื่อทาทามิและมีโต๊ะขาเตี้ยทรงสี่เหลี่ยมอยู่กลางห้อง ตอนนี้มันถูกจับจองโดยอิโนะที่นั่งจัดดอกไม้ใส่แจกันอยู่

 

        ห้องนั่งเล่นอยู่สุดปีกขวาของบ้าน อยู่ฝั่งตะวันตกซึ่งก็คือฝั่งหลังบ้าน ห้องนี้ติดกับบ่อน้ำที่ขุดพอดิบพอดี ดังนั้นจึงมีประตูเลื่อนแบบญี่ปุ่นที่พอเปิดก็จะเจอวิวบ่อน้ำ

 

        ฮินาตะกำลังนั่งอยู่ที่ระเบียงไม้ที่ยื่นออกไปเหนือบ่อ ดังนั้นมันจึงง่ายที่เธอจะหย่อนขาแช่น้ำเล่น

 

        น้ำมีระดับไม่ลึกมาก ลงไปก็คงแค่ปริ่มๆ หัวเข่า ฝั่งตรงข้ามนั้นคือก้อนหินก้อนใหญ่ที่ถูกจัดเรียงอย่างสวยงามมันถูกตกแต่งร่มรื่นด้วยไม้ประดับอย่างเฟิร์น เตยด่าง เตยหอม เตยแก้ว กกแก้วและคล้าน้ำช่อห้อย

 

        ในบ่อมีปลาคราฟและปลากัดว่ายสะบัดหางพลิ้วไปมา มองออกไปทางขวามือยังเห็นศาลาเล็กๆ ที่เอาไว้พักผ่อนหย่อนใจ

 

        ในห้องนั่งเล่นมีตั่งเล็กๆ ซึ่งถูกรองไว้ด้วยฟูกใหญ่ๆ และหมอนขนเป็ดสามสี่ใบ บนนั้นมีซากุระนอนเอกเขนกอยู่นั่นเอง

 

        เท็นเท็นจองหมอนใบหนึ่งแล้วลงมานอนเกลือกอยู่บนเสื่อทาทามิอย่างเรียบง่ายและไม่คิดอะไรมาก

 

        “คิดถึงซีเฟิงเจียอ่ะ ที่จริงก็เหมยเจีย หานเจียวเจียด้วย อยู่กันสี่คนแบบนี้มันรู้สึกขาดๆ อยู่นะ” ซากุระบ่นออกมา

 

       เหมยเจียที่เธอหมายถึงก็คือเฟิ่งเหมยฟาง และตอนนี้ก็แน่ชัดแล้วว่าเหมยแห่งอากะงาคุเระนั่นคือพี่สาวของเธอที่กลับชาติมาเกิดจริงๆ ซึ่งปัจจุบันนี้เธอใช้ชื่อว่าเหมย...บังเอิญหรอ?

 

        ส่วนหานเจียวเจียก็คือหานเจียวมี่ เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนเมื่อชาติก่อน อายุเท่าๆ กับเฟิ่งเหมยฟางและเป็นเพื่อนสนิทกันมานานที่สุด ทว่าตอนนี้เธอยังไม่รู้เลยว่าหานเจียวมี่ไปอยู่ที่ไหนและเป็นใคร เรื่องนี้มีแต่เหมยเท่านั้นที่รู้ 

 

       เธอติดต่อกับเหมยและเทมาริอยู่เสมอ แต่นั่นมันก็แค่ทางจดหมาย ไม่เห็นหน้ากันสักครั้งหนึ่ง

 

       มีเรื่องอะไรที่อยากพูดด้วยเยอะแยะ มันไม่พอหรอกที่จะเขียนไปทางจดหมาย...อยากเห็นหน้ากันมากกว่า

 

        “ก็ซีเฟิงเจียกับเหมยเจียเขายุ่งเรื่องในหมู่บ้านนี่” ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติก่อนเทมาริก็อายุมากกว่าพวกเธอทั้งสี่คนอยู่สักปีสองปี ดังนั้นจึงเรียกพี่ได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแยกอะไร

 

         “นี่ๆ ไป๋อิง ฉันเห็นเธอเริ่มปรุงยาพิษแล้ว จะทำแบบนั้นอีกแล้วหรอ” อิโนะเงยหน้าจากแจกันดอกไม้มาถามเธอ

 

         “อืม ใช่ ตอนนี้ปราณจักระสำเร็จแล้ว คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร” ซากุระยอมรับอย่างไม่บ่ายเบี่ยง...เพื่อนเธอเข้าใจน่า

 

        “อย่าหักโหมก็แล้วกันนะคะ” ฮินาตะหันมาพูดกำชับอย่างเป็นห่วง

 

        “รู้แล้วจ้า” ซากุระหัวเราะ ไม่แปลกที่เพื่อนๆ จะออกอาการเป็นห่วง สิ่งที่เธอทำก็คือการรับยาพิษ เริ่มจากอ่อนๆ ไปจนถึงฤทธิ์ร้ายแรง พยายามรับให้มากที่สุดตั้งแต่กิน อาบ รมยา

 

        เธอจะเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ และจะพยายามรับเข้าร่างกายให้ได้แทบทุกชนิดเท่าที่จะหาได้ และใช้การกำหนดลมปราณแบบพิเศษเพื่อปรับร่างกายให้รับพิษนั้นๆ  ซึ่งตอนนี้เธอสามารถใช้ปราณจักระแทนได้แล้ว

 

        ที่เธอทำแบบนี้มันคือวิชาพิษอย่างหนึ่ง เป็นวิชาที่ซานมี่โยอาจารย์ของเธอสอน วิชานี้จะทำให้ร่างกายเธอรับพิษได้โดยไม่เป็นอะไร หรือก็คือทนทานต่อยาพิษหลายชนิด แถมเลือดเธอก็ยังเป็นพิษฆ่าคนอื่นได้อีกด้วย

 

        แต่วิชานี้ใช่ว่าใครจะทำก็ทำได้ หากทำสุ่มสี่สุ่มห้ามีแต่จะตาย หรือหากไม่ตายก็เสียโฉม พิษที่รับเข้าไปจะทำลายเซลล์ต่างๆ ให้ฝ่อ ผิวจะเสียจนหยาบกร้านแห้งเหี่ยวก่อนวัย ผมจะเสียหรือแม้แต่หงอกเร็วกว่าปกติ

 

       ริมฝีปาก เล็บมือเล็บเท้าจะเป็นสีม่วงคล้ำจนเกือบดำหรืออาจหลุดออกไปเลยก็ได้ ทว่าเรื่องพวกนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นกับซากุระเพราะเธอได้ตำหรับยาประสานพิษเข้าสายเลือด

 

        มันเป็นตำหรับยาพิเศษที่ซานมี่โยได้จากต้นตระกูลของตัวเอง นั่นก็คือตระกูลซานซึ่งเป็นตระกูลผู้ใช้พิษที่มีชื่อเสียง

 

       อันที่จริงวิชาพิษต่างๆ ที่ซากุระได้มาจะเรียกว่าแหกกฎก็ไม่ผิด เพราะว่าตระกูลซานนั้นไม่คิดที่จะสอนวิชาให้คนนอกมาหลายศตวรรษตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ทว่าสถิตินั้นก็ถูกทำลายโดยลูกสาวหัวหน้าตระกูลอย่างซานมี่โยที่หนีออกจากบ้านแล้วเกิดถูกใจตัวเฟิ่งไป๋อิงฮวาจึงถ่ายทอดวิชาให้จนหมดแบบไม่สนหัวใคร

 

       ซากุระควรดีใจใช่รึเปล่า?

 

        และเย็นวันนั้นเธอก็เริ่มฝึกวิชาทันที เธอเริ่มจากการกินพิษอ่อนๆ ที่ปรุงเองทีละนิด ช่วงแรกๆ มันทรมานอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร

 

        เด็กหญิงทรมานกับอาการหายใจไม่ออกและแน่นหน้าอกอยู่ชั่วนาที ต่อมาพอเธอเริ่มโคจรปราณจักระเสร็จอาการนั้นก็หายไป

 

        และต่อมาอีกสองชั่วโมงเธอก็กินยาพิษอีก ทำอย่างนี้จนถึงวันที่สองยาพิษก็หมดตลับ เป็นอันผ่านด่านแรกซึ่งผลข้างเคียงก็แผลงฤทธิ์เพราะริมฝีปากเธอแห้งแตก

 

         ซากุระเปิดตลับยาที่อาจารย์ให้เอาไว้ก่อนออกจากหมู่บ้านไป เธอต้องหยุดพักสักสามสี่ชั่วโมงถึงจะเริ่มกินยาตัวใหม่ได้

 

         ซากุระขอพ่อแม่มานอนบ้านมิโฮชิในช่วงนี้โดยบอกว่าต้องการเก็บตัวฝึกวิชาบางอย่าง นั่นเพราะเธอไม่อยากจะให้พ่อแม่ตกใจเมื่อเธอยกยาพิษขึ้นมาซด

 

        ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ซากุระเริ่มมีพิษไหลเวียนในกระแสเลือด เธอจึงสามารถยกยาพิษซดรวดเดียวแบบไม่ต้องจิบทีละนิดอีก

 

        ทั้งอย่างนั้นการที่ต้องยกระดับความแรงของพิษเรื่อยๆ แบบนี้ก็ทำให้มันเป็นเรื่องยากพอสมควร และยาพิษบนโลกมีมากเป็นหมื่นเป็นแสนชนิด ดังนั้นเวลาหนึ่งปีก็ยังไม่รู้ว่าวิชานี้จะสำเร็จทันหรือเปล่า

 

        หลายครั้งที่ซากุระต้องล้มไปดิ้นทุรนทุรายเพราะพิษที่รับเข้าไป นั่นทำให้เพื่อนๆ เป็นห่วงไม่น้อย แต่เพราะเคยผ่านเรื่องแบบนี้มาตอนเป็นเฟิ่งไป๋อิงฮวา มันจึงทำให้เธอผ่านพ้นมันไปได้แม้จะสาหัสบ้างก็ตามที

 

       สามเดือนสำหรับการฝึกวิชาผ่านไป ซากุระแวบไปหาพ่อแม่บ้าง ไปหาซึนาเดะบ้าง เธอทำตัวเป็นปกติจนไม่มีใครนึกสงสัยว่าช่วงนี้เธอแทบจะดื่มยาพิษแทนน้ำแล้ว

 

        มีเพียงแค่คนในบ้านมิโฮชิกับซึนาเดะเท่านั้นที่รู้ว่าเธอกำลังทำอะไร

 

        ซานมี่โยไม่ได้ติดต่ออะไรมาตั้งแต่ตอนนั้น เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอาจารย์ไปอยู่ที่ไหน เพราะซึนาเดะที่น่าจะรู้ก็ไม่ยอมบอกอะไรเลย

 

        ทุกอย่างยังเรื่อยเฉื่อยไปวันๆ ซากุระและเพื่อนๆ เริ่มรับภารกิจแล้วหลังจากที่หยุดเก็บตัวฝึกไปสามสี่เดือน

 

        สาวๆ มิโฮชิได้ร่วมทีมกันบ่อยๆ และตอนนี้ก็เหมือนว่าจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์อีกแล้ว

 

        “พรุ่งนี้ตัวแทนสานสัมพันธ์จากซึนะจะมาที่นี่ ฉันจะฝากให้พวกเธอดูแล” ซึนาเดะนั่งเท้าคางมองลูกศิษย์

 

        “หมายถึง...คนบ้านมิโฮชิทุกคน” ซากุระถามอย่างไม่แน่ใจเพราะอาจารย์ใช้คำว่า ‘พวกเธอ’

 

        “อืม คิดว่าให้ไปพักที่บ้านมิโฮชิคงไม่น่ามีปัญหาอะไร” ซึนาเดะพยักหน้ารับ

 

        “เดี๋ยวนะคะ! คนที่มาเป็นใคร บ้านมิโฮชิไม่ใช่ว่าใครอยากเข้าก็เข้าได้นะคะ” เด็กหญิงเกิดอาการหวงพื้นที่ส่วนตัวขึ้นมา แหงล่ะ บ้านหลังนั้นถือเป็นเขตต้องห้ามสำหรับคนนอก หากพวกเธอไม่อนุญาตก็อย่าหวังว่าจะเฉียดเข้าใกล้ได้

 

        และคนนอกที่หมายถึงก็คือคนนอกจริงๆ ในส่วนของคนในพวกเธอจำกัดไว้ว่าเป็นสิทธิของคนไม่กี่คน

 

        เจ็ดสาวที่กลับชาติมาเกิด คนสนิทของแต่ละคน ตัวอย่างเช่นโจวลี่ซือกับหรงคุนที่เป็นคนสนิทของซากุระ

 

        อาจารย์ที่คนในให้ความเคารพหรือพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ที่นับถือมาก ส่วนคนอื่นๆ อย่าหวังว่าจะได้ผ่านประตูเข้ามาง่ายๆ  ปีนกำแพงยิ่งแล้วใหญ่...กับดักค่ายกลเพียบ

 

        “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ แขกที่ว่าก็คนคุ้นเคยของเธอนั่นแหละ” ซึนาเดะส่ายหน้าให้กับอาการหวงถิ่นของศิษย์

 

        “...ซีเฟิงเจีย!” ซากุระหยุดคิดก่อนจะโพล่งออกมาอย่างนึกขึ้นได้

 

        “ใช่ แล้วก็ยังมีกาอาระกับคันคุโร่ด้วย สองคนนี้ไม่มีปัญหาใช่ไหม” โฮคาเงะสาวถามยิ้มๆ เพราะรู้ดีอยู่แล้ว

 

        “ค่ะ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก พวกเขาสามารถใช้สิทธิน้องชายของซีเฟิงเจียได้” ซากุระหัวเราะ ท่าทางมึนตึงหายไปเกลี้ยงเหลือแต่ท่าทางลั้นลาจนอาจารย์หมั่นไส้

 

        “เธอนี่มันจริงๆ เลย”

 

 

 

 

        “จริงๆ เล้ย! ทำไมฉันต้องมาด้วยนะ” เสียงบ่นรอบที่ล้านแปดของใครบางคนดังขึ้นจนซากุระกรอกตาแล้วกรอกตาอีก

 

        “นายเป็นพวกขี้เกียจไม่ใช่หรอ ทำไมถึงไม่ขี้เกียจบ่นบ้างเล่า ห๊ะ! ชิกามารุ” เด็กหญิงหันไปถลึงตาใส่

 

        ตอนนี้พวกเธอกำลังยืนรอสามพี่น้องทะเลทรายอยู่เขตชายแดนของทั้งสองแคว้น และคนที่ได้รับมอบหมายให้มากับเธอด้วยอย่างชิกามารุก็บ่นแล้วบ่นอีกจนเธอระอา

 

        “เรื่องของฉันน่า” ชิกามารุทำหน้าเหม็นเบื่อ

 

        “เรื่องของนายแต่หูของฉันไง คนที่ต้องรำคาญเสียงนายบ่นมันคือฉัน!” ซากุระชี้หูตัวเองหรา อยากเต้นเร่าๆ  อยากเตะปากคน...บ่นได้บ่นดี

 

        เด็กชายตระกูลนาราพ่นลมหายใจเซ็งจิต แต่ก็ยอมหุบปากเงียบจนได้...ขอบคุณมาก!

 

        “มาโน่นแล้วน่ะ” หลายนาทีต่อมาซากุระก็พยักพเยิดให้เขาดูนินจาสามคนที่วิ่งมาแต่ไกล

 

       “เฮ้อ มาสักที” เด็กชายถอนหายใจเบื่อหน่ายปนโล่งใจ...อยากไปนอนดูเมฆจะแย่แล้ว

 

        “นายนี่นะ” ซากุระส่ายหน้าอิดหนาระอาใจ

 

        “พวกนายคือคนที่มาต้อนรับเราหรอ?” คันคุโร่ถามอย่างประหลาดใจเมื่อเข้ามาถึงตัวทั้งสองแล้ว ซากุระพยักหน้ารับแล้วมองสำรวจพวกเขาไปด้วย ทั้งสามคนยังเหมือนเดิมตั้งแต่เจอกันครั้งก่อน

 

        คันคุโร่ยังใส่ชุดดำมีผ้าคลุมหัวอย่างชาวทะเลทรายและหน้าก็แต่งแต้มด้วยแถบสีม่วง บนหลังมีหุ่นกระบอกห่อผ้าสีดำสะพายไว้อยู่

 

        กาอาระยังมีหน้าตาเย็นเยียบเหมือนเดิม เพียงแต่ซากุระสัมผัสได้ว่าเขาเริ่มมีจิตใจแล้ว

 

         ส่วนเทมาริ...ยังเหมือนเดิม เหมือนเมื่อครั้งยังเป็นซีเฟิงหย่า

 

        “ยินดีต้อนรับค่ะ” ซากุระระบายยิ้มมอง ไม่รู้ว่าเธอยินดีต้อนรับคณะผู้สานสัมพันธ์หรือพี่สาวร่วมสาบานกันแน่

 

        “ขอบคุณมาก พวกเราขอฝากตัวด้วย” เทมาริยกยิ้มมองเด็กหญิงผมสีหวาน

 

 

 

 

 

     “ตรงนี้เป็นห้องของทั้งสองคนนะ นอนด้วยกันได้ใช่ไหม” ซากุระหันไปถามสองเด็กชายข้างหลัง เธอพาแขกกิตติมศักดิ์ทั้งสามคนเดินเข้ามาในบ้านและแนะนำห้องต่างๆ แบบคร่าวๆ ก่อนจะบอกว่าใครควรพักห้องไหน

 

       “อา เราไม่เรื่องมากหรอก” เป็นคันคุโร่ที่ตอบกลับมา ส่วนกาอาระเพียงมองเธอนิ่งๆ เท่านั้น ทว่าซากุระกลับรู้สึกว่าสายตาเขามันมีอะไรแปลกๆ อยู่นิดหน่อย

 

       “แค่กๆ ห้องของพี่อยู่ข้างบนค่ะ ไปเถอะ” เด็กหญิงไอขัดสถานการณ์ประหลาดๆ ของตัวเองแล้วจูงมือเทมาริขึ้นบันไดไป

 

       “สองคนนั้นสนิทกันเร็วไปไหมวะ” คันคุโร่เกาหัวแกรกๆ ถามลอยๆ กับน้องชายตัวเองโดยไม่ได้หวังคำตอบอะไร และเขาก็ไม่ได้จริงๆ เพราะกาอาระเดินเมินเข้าห้องไปทั้งอย่างนั้น

 

 

 

 

        “หนูสั่งให้ช่างตกแต่งไว้คร่าวๆ แล้ว แต่ว่าพวกรายละเอียดยิบย่อยยังเว้นเอาไว้รอเจียมาจัดการเอง” ซากุระหันไปยิ้มให้คนข้างหลัง

 

       ห้องไม่เล็กไม่ใหญ่ตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาลดำ เตียงสี่เสาขนาดกลางตั้งอยู่ตรงกลางห้องมีผ้าม่านสีทึบทึมแขวนรอบด้าน

 

       เครื่องเรือนมีน้อยชิ้นเน้นการใช้สอยเป็นหลัก ตู้เสื้อผ้าตั้งใกล้กับโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้ชั้นไม้แบบโชว์ของ ตู้เล็กๆ แบบลิ้นชักและสุดท้ายคือโต๊ะทำงานขนาดพอดิบพอดีที่ตั้งใกล้หน้าต่าง 

 

       เทมาริกวาดตามองห้องอย่างพอใจ “ไป๋อิงรู้ใจเจียดีจริงๆ”

 

      “ต้องรู้สิคะ” ซากุระลากเสียงปะเหลาะออดอ้อนแล้วโถมตัวกอดเอวอีกฝ่ายเหมือนลูกน้อยอ้อนแม่

 

       “ช่วยเจียจัดของหน่อยแล้วกัน เดี๋ยวเสร็จแล้วคงได้คุยกันอีกยาว” เทมาริลูบหัวทุยๆ อย่างเอ็นดูอยู่ในที คนเป็นน้องยอมปล่อยแต่โดยดีระหว่างนั้นก็ลอบมองท่าทีของพี่สาวร่วมสาบานอย่างพิจารณาและมุมปากออกจะติดรอยยิ้ม

 

       เทมาริหรือซีเฟิงหย่ายังเป็นเหมือนในความทรงจำ ร่างระเหิดระหงที่ตอนนี้ใบหน้าเปลี่ยนไปตามภพชาติแต่ก็ยังคงกลิ่นอายแบบครั้งในอดีต

 

       ไหล่เล็กเชิดผึ่งผาย ทุกย่างก้าวของเท้าเด็ดขาดเปี่ยมด้วยรัศมีของคนที่เกิดมาเป็นผู้นำ ดวงตาเฉี่ยวคล้ายชาติก่อนฉายแววเฉียบขาดทระนงทำให้คนกดดันได้เพียงแค่ปรายตามอง

 

       ริมฝีปากบางเรียบตึงไม่เย็นชาแต่ให้อารมณ์ความจริงจังไม่กล้าล้อเล่นด้วย ทั้งอย่างนั้นเวลาอยู่กับน้องกับนุ่งเธอก็จะระบายยิ้มอ่อนอยู่เสมอ

 

       “ซีเฟิงเจียจะอยู่ที่นี่นานไหมคะ” ขณะที่มือสาละวนกับการแขวนเสื้อเก็บเข้าตู้ปากก็เอ่ยถาม

 

      “สองอาทิตย์ได้ ที่ซึนะยังไม่เข้าที่เข้าทางเท่าไหร่ มีคลื่นใต้น้ำอยู่เนืองๆ เลยไม่อยากให้อยู่นอกสายตานานน่ะ” น้ำเสียงจริงจังกล่าวตอบ

 

      “เหนื่อยแย่เลยนะคะ” เพราะต่างฝ่ายต่างยุ่งแบบนี้ไงเล่า พวกเธอเลยยังไม่มีเวลาคุยกันจริงๆ จังๆ สักที

 

       “ทำไงได้ล่ะ จะทิ้งก็ไม่ได้เพราะสถานะท่านหญิงมันค้ำคอเหลือเกิน” เทมาริส่ายหน้าพูดทีเล่นทีจริงหน้าตาย

 

       “พูดไปเรื่อย ทำเหมือนกับว่าพี่จะทิ้งหากไม่มีสถานะท่านหญิงอย่างนั้นแหละ ทำได้ลงคอเร้อ” ซากุระขึ้นเสียงสูงแขวนเสื้อตัวสุดท้ายเข้าตู้ไป

 

      “รู้ทันอีก” เธอหัวเราะ

 

      “ต้องทันสิ หนูน้องพี่นะ” เด็กหญิงพลิกตัวหันกลับมาอย่างร่าเริง

 

      “เดี๋ยวเจียเดี๋ยวพี่ เอาดีๆ จะเรียกแบบไหน” เด็กสาวหันกลับไปนั่งบนเตียงโดยรูดผ้าม่านให้ไปกองกันอยู่หัวเตียงทั้งสองฝั่ง

 

      “เรียกพี่ดีกว่า แต่ถ้าจะเรียกกับชื่อก็เรียกซีเฟิงเจียเหมือนเดิมนั่นแหละ” ซากุระทางลงแบบง่ายๆ ก่อนจะเดินไปนั่งกับพี่สาวร่วมสาบานบ้าง

 

      “แล้ว...จะพูดอะไรกันดี” เทมาริถามยิ้มๆ แต่ซากุระกลับส่ายหน้า

 

      “ไม่รู้ค่ะ คิดไม่ออกแล้ว”

 

     “เอ้า เป็นงั้นไป” เด็กสาวยิ้มขำก่อนจะยิ้มกว้างขึ้นอีกนิดเมื่อเด็กน้อยโถมตัวเข้ากอด ท่าทางออดอ้อนแต่ก็ติดงอแงโดยไม่รู้สาเหตุ

 

       “ไม่รู้หรอกว่าจะพูดอะไร ตอนแรกคิดว่าตัวเองมีเรื่องอยากจะพูดเยอะแยะ แต่พอจะพูดแบบจริงๆ จังๆ ก็เหมือนมันถูกพัดปลิวหายออกไปหมดเลย” เสียงเด็กหญิงติดจะอู้อี้เพราะเธอเอียงหน้าซุกกับอกพี่สาว

 

       “ก็นะ พอทำท่าจริงจังเกินไปเรื่องที่คุยก็เลยตันเอาซะดื้อๆ น่ะสิ” มือบางยกขึ้นลูบหัวเล็กทุยเบาๆ เป็นจังหวะ

 

      “อื้อ หัวโล่งไปหมด” เป็นอีกครั้งที่เทมาริหลุดขำ เด็กสาวที่แสนเคร่งขรึมเกินอายุเวลาอยู่ในสายตาคนอื่น แต่พออยู่กับเหล่าน้องๆ เธอก็กลายเป็นแค่พี่สาวแสนอบอุ่นเท่านั้น

 

       “คิดถึง” ซากุระพึมพำ

 

      “ก็คิดถึงกันทุกคนนั่นแหละ” หลายร้อยปีเชียวนะ ถึงจำไม่ได้แต่เธอเชื่อว่าทุกคนต่างก็รู้สึกโหยหาลึกๆ อยู่ในใจ เพราะในวันที่จำได้ความรู้สึกแบบนั้นมันนักหนาจริงๆ

 

      “พี่เป็นยังไงบ้าง หมายถึง...ชีวิตที่ผ่านมา พวกเขาดีกับพี่ไหม ดูแลพี่ดีรึเปล่า พวกครอบครัวใหม่” เมื่อปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะค่อยๆ พลั่งพลูออกมา

 

       “ก็ดี ถ้าหากไม่นับความกดดันคาดหวังจากคนรอบข้างในฐานะลูกสาวคาเสะคาเงะทุกอย่างก็ดีหมด” เธอเอนตัวพิงกับหัวเตียงเพราะเริ่มเมื่อย ดูท่าว่ายัยหนูจิ้งจอกน้อยจะไม่ยอมปล่อยเธอง่ายๆ เหมือนกัน

 

       “แล้วพี่มีความสุขดีไหม”

 

      “ถ้าความสุขทางกายก็ใช่ แต่ทางใจก็ลุ่มๆ ดอนๆ” สุขบ้างทุกข์บ้างมันเป็นเรื่องธรรมดา หากไม่นับเรื่องพ่อ ตอนแม่ในชาตินี้เสียก็เป็นอะไรที่ทรมานใจที่สุดแล้ว ทว่าเทมาริคิดในแง่ดีว่าเธอมีวาสนาอยู่ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเธอได้สัมผัสความอบอุ่นของแม่ ต่างจากชาติที่แล้วที่แม่เธอตายในวันที่เธอลืมตาดูโลก...ไม่มีโอกาสได้อุ้มเธอด้วยซ้ำ

 

       “เรื่องน้องชายหรอคะ กาอาระคนนั้น”

 

       “ที่จริงก็คันคุโร่ด้วย พี่จะมีความสุขได้ยังไงถ้าเกิดน้องชายยังเข้าหน้ากันไม่ติดแบบนี้” ผมซากุระปลิวกระจุกหนึ่งเพราะลมหายใจที่เพิ่งถอนออกมา

 

       “สู้ๆ ค่ะ ถ้าเกิดพี่ทำให้เขาเข้าใจกันสำเร็จพี่จะกลายเป็นพี่สาวที่โชคดียิ่งกว่าชาติก่อน น้องชายสองคนเชียวนะ” ซากุระกระชับแขนกอดแล้วถูหน้ากับอกอีกฝ่ายเหมือนให้กำลังใจ

 

       “นั่นสินะ หวังว่าชาตินี้พี่จะโชคดีเหมือนที่เธอว่า” ดวงตาเธอทอดเหม่อ

 

      “ซีเฟิงเจีย” เด็กหญิงเงยหน้ามองลากเสียงเรียกขานเหมือนเตือนสติ...ซีเฟิงเจียจะจมปลักกับอดีตอีกแล้ว

 

      “พี่ไม่เป็นอะไร ว่าแต่ฝึกวิชาไปถึงไหนแล้ว” เธอเปลี่ยนเรื่อง ทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและเธอก็ไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ อย่างปากว่า ก็แค่...เผลอคิดเรื่องเก่าๆ นิดหน่อย

 

      “ไป๋อิงทำปราณจักระได้แล้ว สาวๆ มิโฮชิที่เหลือก็เหมือนกัน” ซากุระยิ้มเจือแววยินดี

 

      “มิโฮชิ?” เทมาริทวนอย่างฉงน

 

      “ชื่อบ้านหลังนี้ ชอบรึเปล่าคะ ขอโทษนะที่ไม่ได้ถามความเห็นพี่ก่อน” เพราะช่วงนั้นเทมาริยุ่งมาก จะส่งจดหมายไปกวนก็กระไรอยู่ ขนาดจดหมายคุยกันยังนานๆ ส่งที

 

      “ชอบสิ เหมาะดีนะ” พี่สาวหัวเราะ เธอเองก็ชอบชื่อนี้อยู่เหมือนกัน

 

      “ดีจริง” ดวงตาสีมรกตหยีเป็นรูปจันทร์เสี้ยว “แล้วซีเฟิงเจียล่ะ ได้ฝึกวิชาบ้างรึเปล่า”

 

      “ได้ฝึกสิ ถึงจะยุ่งไปสักหน่อยแต่มันก็ไม่ถึงขนาดจะหาเวลาฝึกวิชาไม่ได้หรอก มันก็เป็นปกติอยู่แล้ว แค่เปลี่ยนจากฝึกวิชานินจาเฉยๆ มาฝึกผสมปราณจักระด้วยก็เท่านั้นเอง”

 

       “และตอนนี้พี่ก็ทำได้แล้ว” ซากุระเสริมให้เมื่อเธอสัมผัสมาได้สักพัก

 

      “อือฮึ”

 

      “แจ่มมาก” เด็กหญิงยกนิ้วซูฮกขำๆ

 

      “แล้วนี่ เฟิ่งเหมยเจียติดต่อมารึยัง” เทมาริส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วถามเรื่องใหม่

 

      “ติดต่อมาค่ะ ที่จริงก็ติดต่อกันเรื่อยๆ ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เหลือแต่หานเจียวเจียที่หายเงียบ แต่เหมยเจียก็บอกนะว่าพวกเขาคุยกันแล้ว เห็นว่าหานเจียวเจียเองก็ได้ความทรงจำก่อนพวกเราเหมือนกัน” ซากุระพูดถึงเฟิ่งเหมยฟางแล้วก็หานเจียวมี่

 

      “ติดต่อกันเรื่อยๆ?” เทมาริทวน

 

      “อ้าว หนูยังไม่ได้บอกหรอ?” ซากุระทำหน้าเหรอหราและเมื่อได้การตอบกลับเป็นการส่ายหน้าเธอจึงยิ้มแหย

 

      “สงสัยลืม ที่จริงหนูเจอกับเหมยเจียนานแล้วล่ะค่ะ” หลังจากนั้นซากุระก็เล่าเรื่องเหมยที่อยู่นามิโนะคุนิให้ฟัง

 

      “สรุปก็คือ...เพราะเหตุผลบางอย่างทำให้เฟิ่งเหมยเจียกับหานเจียวเจียได้ความทรงจำก่อนพวกเรา” เทมาริแตะคางครุ่นคิด

 

      “ค่ะ เห็นเหมยเจียบอกว่าเพราะผ่านเส้นความตาย”

 

      “เส้นความตาย?”

 

      “เกือบตายน่ะค่ะ แบบว่า...เคยหยุดหายใจไปครั้งหนึ่ง”

 

      “!” เทมาริเบิกตากว้าง “เกิดอะไรขึ้น!”

 

     “หนูไม่รู้หรอก เหมยเจียไม่ยอมบอกซะที จนตอนนี้หนูเองก็ขี้เกียจซักไซ้แล้ว” ซากุระทำหน้าอึน ตอนแรกที่รู้เธอก็ตกใจแบบเทมารินี่แหละ แต่พอคิดได้ว่ายังไงสองคนนั้นก็รอดจากความตายมา แถมยังได้ความจำคืนก่อนพวกเธอ สุดท้ายก็เลิกที่จะคิดมากเรื่องนั้น

 

      “หรอ” เทมาริผ่อนคลายท่าทีลง “แล้วหลังจากนี้เราจะเอายังไงต่อ”

 

      “ก็เหมือนอย่างที่พูดไปไงคะ ฝึกวิชา แล้วกลับไปเอาสิ่งที่เป็นของเรากัน” ซากุระยิ้มพราย ดวงตากลมโตหรี่ลงดูเจ้าเล่ห์จนเทมาริเห็นภาพซ้อนกับหน้าตาเฟิ่งไป๋อิงฮวา

 

       ช่างน่าคิดถึง...

 

 

 

        เสียงกระถางดินเผาตกแตกกระจาย! ซากุระถอนหายใจหน่ายๆ แล้วก้มลงเก็บ ตอนนี้เธออยู่ในเรือนกระจกเพาะชำสมุนไพรของตัวเองและกำลังเอาต้นสมุนไพรลงดิน

 

      ทว่าเมื่อกี้เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย เพราะพิษที่ช่วงนี้รับเข้าร่างกายเข้มข้นและรุนแรงขึ้น มือเธอจึงเกิดสั่นทำให้กระถางหลุดตกแตก โชคดีที่มันเป็นกระถางเปล่า ถ้าเกิดในนั้นมีสมุนไพรปลูกอยู่เธอคงเสียดายมากแน่ๆ

 

      “ถ้าไม่ไหวก็พักเถ๊อะ เปลืองกระถางที่ตกแตก” เสียงหวานที่ติดจะเย่อหยิ่งขึ้นดังจากหน้าประตูเรือนกระจก

 

      “บอกแล้วไงว่าอย่าเข้ามาที่นี่สุ่มสี่สุ่มห้า อยากอายุสั้นหรอ” ซากุระพูดโดยไม่หันไปมองอิโนะ โดมที่นี่มีทั้งสมุนไพรและพืชพิษ เพราะแบบนั้นเธอเลยไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่มย่ามแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่

 

      “หล่อนจะปลูกพิษได้เยอะแค่ไหนกันเชียว อีกอย่างฉันไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่รู้ว่าพืชอันไหนเป็นยังไงนะ ไม่ไปแตะก็สิ้นเรื่อง” อิโนะยักไหล่มากจริต แม้บางต้นเธอจะไม่รู้ว่าคืออะไรแต่ไม่เข้าใกล้ก็ไม่มีปัญหา

 

      “งั้นก็ตามใจ”

 

      “นี่ อย่ามาเมินคำพูดก่อนหน้าของฉัน ไม่ไหวก็ไปพัก จะฝืนทำไม” คิ้วเรียวขมวดมุ่นเบะปากใส่คล้ายหมั่นไส้แต่กลับรับรู้ได้ถึงความห่วงใยอยู่ในที

 

      “ยังไหวน่า อาการเมื่อกี้นานๆ เป็นทีหรอก” ซากุระฮัมเพลงลอยหน้าลอยตา

 

      “แล้วถ้าเป็นตอนถือกระถางพืชพิษจะทำยังไง!” อิโนะชักสีหน้าใส่

 

      “ก็เพล้ง! รับพิษเพิ่ม”

 

      “เอ๊ะ!” อิโนะชักสีหน้าหนักกว่าเดิม

 

      “ล้อเล่นน่า ดูทำหน้าสิ ช่วยรักษาภาพพจน์อดีตสวีหลีเหม่ยเหยากงจู่หน่อยได้ไหม ต้นพิษทุกต้นในนี้มีแต่แบบอ่อนๆ ทั้งนั้น ฉันรับไหวอยู่แล้วน่า ยาพิษที่ซดทุกวันนี้ฤทธิ์แรงกว่าตั้งเยอะ” เพราะตอนนี้เธอยังไม่มีปัญญาไปหาต้นที่แจ๋วกว่านี้มาปลูกน่ะสิ

 

       “งั้นก็ช่างเธอเถอะ” อิโนะถอนหายใจแล้วเดินออกไปทว่าแทนที่จะเข้าไปในบ้านเธอกลับเดินไปนั่งม้าหินอ่อนในซุ้มดอกไม้ของตัวเองซึ่งอยู่ในจุดที่มองเข้ามาเห็นซากุระได้อยู่เนืองๆ เพราะเรือนสมุนไพรนั้นเป็นกระจกแทบทั้งหลัง

 

      ซากุระลอบยิ้มให้กับความห่วงใยนั้น อิโนะคงกะว่าหากเธอเป็นลมเป็นแล้งไปหล่อนก็จะเห็นได้ทันที

 

 

 

 

ความคิดเห็น