ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 22 : กระทันหัน

ชื่อตอน : บทที่ 22 : กระทันหัน

คำค้น : ดีแล่น , กะเพรา , ไอ้ยักษ์เถื่อน

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 845

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ค. 2562 07:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 22 : กระทันหัน
แบบอักษร

กะเพรา Talk  

      "หยุดร้องไห้ได้ยังวะ! แค่ดุไม่ได้ด่า ก็มึงซื่อบื้อจริงๆ ป่ะ ไม่แหกตาดูหรือไงว่าประตูมันเสีย แล้วถ้ากูไม่โทรไปจะรู้มั้ยว่าติดอยู่ในห้องน้ำ!!!" ฉันนั่งฟังไอ้ยักษ์มันด่าฉันตลอดทางกลับโรงแรมเรื่องที่ฉันดันซวยเข้าห้องน้ำไม่ดูตาม้าตาเรือแล้วดันไปเข้าห้องที่ประตูพัง ทำให้ฉันติดแหงกอยู่ในนั้น ฉันพยายามเรียกคนช่วยก็ไม่มีใครได้ยินเลย จะโทรไปบอกเขาก็กลัวเขาจะมาทุบฉันแทบทุบประตูนะสิ! ฉันเลยไม่กล้าโทรไปบอกเขา

        แต่ทั้งหมดมันเป็นเพราะใครถ้าไม่ใช่เพราะเขา หลังจากที่เขานั่งคุยกับเพื่อนเขาที่หล่อๆ รู้สึกจะชื่อคุณไอมั้ง ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินมากเลย ฉันเลยแกล้งบอกไปว่าทำน้ำจิ้มหกใส่กระโปรงแต่จริงๆ แล้วน้ำจิ้มไม่ได้หกใส่ แต่พอฉันลุกไปและเดินไปได้ไม่ไกลมาก ฉันก็ดันได้ยินบทสนทนาของคุณดีแล่นและเพื่อนเขา ยิ่งฟังฉันยิ่งรู้สึกอย่างจะร้องไห้ ฉันเลยเข้าไปแอบร้องไห้ในห้องน้ำ แต่อย่างที่บอกอ่ะห้องน้ำประตูพังทำให้พอคนที่เข้าใช้มันจะล็อกตัวเองจากฝั่งข้างนอก ฉันก็เลยติดอยู่ข้างใน พอเขาโทรมาฉันบอกเขา มันก็เลยเป็นอย่าที่เห็น เขาก็ด่าฉันมาทั้งทางเนี่ย

        "ฮึก! หะ.... หยุดแล้วค่ะ ฮึก!" ฉันพยายามเก็บก้อนสะอึกไว้ ที่ร้องไห้ไม่ได้เสียใจเรื่องฉันติดในห้องน้ำแล้วโดนดุนะ แต่มันเจ็บที่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่มีวันที่จะรักผู้หญิงอย่างฉัน มันต่างจากฉันที่นับวันกลับรักเขาแทบหมดหัวใจ ทั้งๆ ที่เขาก็แทบจะไม่เคยทำดีกับฉันเลย แต่ฉันก็ยังรักเขาอยู่......

       "กูอายเพื่อนกูมั้ยนะห่ะ!" เขาหันมามองฉันก่อนจะเลี้ยวเข้าตัวโรงแรม บางทีถ้าคุณดีแล่นอ่อนโยนเหมือนคุณไอบ้างก็คงดีนะ

      "ขอโทษค่ะ" ฉันพูดได้แต่ขอโทษ ก็ไม่รู้จะพูดอะไร และคนอย่างฉันสามารถแสดงสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจกับเขาได้ด้วยหรอ ก็ไม่ได้......

       "เฮ้ออออ นับวันยิ่งหงุดหงิดมึงจริงๆ กว่าจะครบ 6 เดือนกูไม่ประสาทแดกตายก่อนหรือไงวะ!" คุณดีแล่นพูดอย่างหัวเสียใส่ฉัน ฉันได้แต่ก้มหน้าลงและพยายามกั้นน้ำตาไว้ บางทีถ้าหมดสัญญาเมื่อไหร่ฉันอาจจะมีความสุขกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้นะ.....

-------------------------------------------------------------------------

ดีแล่น Talk

     หลังจากที่กลับมาจากร้านอาหารผมก็ได้แต่บ่นและด่าในความซื่อบื้อของยัยนั้นที่เข้าห้องน้ำและดันไม่ดูเข้าผิดห้องไปเข้าห้องที่เสีย ทำให้วุ่นวายกันไปทั้งร้าน จนผมกับไอ้ไอต้องรีบแยกกันกลับเพราะยัยบ้านี้ดันร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด ผมนี่อายไอ้ไอฉิบหาย ผมที่เข้ามาอาบน้ำหลังจากที่ยัยลูกหมาอาบน้ำเสร็จก็เพื่อทำจิตใจให้สงบและเย็นลง ผมพยายามบอกกับตัวเองว่าผมจะใจดีกับยัยบ้านั้นให้มากขึ้น แต่ผมกลับทำมันไม่ได้เลย ไม่รู้ทำไมต้องมีเรื่องมาทำให้หงุดหงิด พอผมอาบน้ำเสร็จและออกจากห้องน้ำมาผมกลับไม่พบยัยลูกหมาในห้องเลย ตอนนั้นผมแอบหงุดหงิดขึ้นมาอีกระลอก แต่......

ฟิ้ววววว~

      เสียงสายลมเบาๆ พร้อมกับม่านที่ปลิวเบาๆ ตามกระแสลม ทำให้ผมคิดว่ายัยลูกหมาต้องออกไปอยู่ตรงระเบียงแน่ๆ เลย เดี๋ยวยุงเขามากัดผมนะผมจะตีให้! ผมเตรียมตัวจะเดินออกไปดุยัยนั้นเต็มทีแต่.....

      "หนูคิดถึงยายจังเลยยายจ๋า ฮึกๆ" เสียงใสๆ ที่สั่นไปด้วยการร้องไห้ของยัยลูกหมาเอ่ยบอกกับภาพถ่ายของหญิงชราที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นยายของยัยลูกหมานั้น

       ผมเริ่มทำตัวไม่ถูกเลยเอาไงดีว่ะ! ทำไมอยู่ๆ ยัยนี่ก็มานั่งเปิดรูปยายดูแล้วก็ร้องไห้แบบนี้วะ! หรือว่ายายเธอเสียอาจจะไม่ใช่ถ้าเสียจริงๆ เธอคงร้องไห้บอกให้ผมรีบกลับไปส่งเธอแล้ว หรือเพราะผมดุเธอเกินไปหรือเปล่า เธอเลยฟ้องยาย เอาไงดีๆ หรือผมจะลองเขาไปคุยเล่นเหมือนตอนเขาหาบัวดีนะ! ลองดูโว้ยไอ้ดีแล่น!!

       "นึกว่าหายไปไหน มานั่งอยู่ตรงนี้เอง" เป็นคำพูดที่โครตพระเอกเลยวะ! ผมคิดอย่างงั้น

        "ฮึก! นะ..... หนู มานั่งรับลมเย็นๆ ค่ะ แหะๆ" ยัยนั้นรีบเช็ดน้ำตาและหันมาตอบผมอย่างปกติ แต่ตานี้แดงก่ำเลย เห็นแล้วเอ็นดู ' เอ็นดู ' ความคิดแสนดีแบบนี้ของผมมันมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันวะ!

       "ลมเย็นหรอ งั้นกูนั่งด้วยคนดิ" ผมเดินมานั่งห้อยขาแบบที่ยัยลูกหมาทำบ้าง

        "นั้นยายหรอ" ผมถามยัยลูกหมาต่อและชี้ไปที่รูปยายของเธอ

        "ค่ะยายของหนู ยายใจดีมากๆ เลยแหละ" ยัยลูกหมาหันมาส่งยิ้มให้ผมเมื่อพูดถึงยาย รอยยิ้มที่ดูมีความสุขเมื่อพูดถึงยายที่ยัยนี้รัก มันเป็นรอยยิ้มที่ผมไม่เคยได้เห็นมันเลย มันเหมือนผมถูกสะกดด้วยรอยยิ้มนี้

        "คุณดีแล่นค่ะ!" ยัยลูกหมาสะกิดเรียกผม ผมรีบส่ายหัว และคุยถึงไหนและวะเมื่อกี้ ผมคุยถึงไหนแล้ว มัวแต่เหม่อลอยอยู่ในภวังค์

        "หน้าตายายมึงก็ดูใจดีจริงๆ แหละ แล้วพ่อกับแม่มึงละไปไหน" พอผมคิดได้ผมก็เลยถามถึงพ่อแม่ยัยนั้น ผมก็ถามไปงั้นแหละ จริงๆ ผมก็พอจะรู้มานิดหน่อยจากประวัติที่หาโครตยากเลยของยัยนี้ที่ให้อาฟงไปสืบมา

       "คุณดีแล่นอยากฟังหรอค่ะ" เธอหันมาถามผมตาแป๋ว

        "ถ้ากูไม่อยากฟังจะถามมึงทำซากอะไรวะ" ผมตอบพรางเขกหัวยัยลูกหมาไปเบาๆ

         "ค่ะ งั้นหนูเล่าต่อนะคะ" เธอหันมาบอกผม ผมเลยพยักหน้าเป็นการตกลง ลองฟังประวัติยัยนี้บ้างสิ! ว่าจะน่าสงสารแบบบัวหรือเปล่า

         

      "พ่อของหนูเสียตั้งแต่หนูอยู่ ม.5 ค่ะ เพราะตกจากหลังคาตายคาที่ตอนไปรับจ้างซ้อมหลังคาบ้านคนอื่นเขา พอพ่อเสียไม่นานแม่หนูก็ไปมีแฟนใหม่ทิ้งหนูไว้กับยายเพียงลำพัง ตอนแรกที่แม่อยู่บ้านหลังนั้นแม่ก็พอมีรายได้และพอแบ่งเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้านได้อยู่ แต่พอแม่ทิ้งไปหนูก็ไม่มีเงินจ่ายจนโดนไล่ออกจากบ้านเช่าเพราะหนูทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยแต่คุณดีแล่นนึกออกมั้ยหนูมารับจ้างทั่วไปในตลาดแต่หนูต้องเลี้ยงปากท้องสองคน เพราะยายทำงานหนักไม่ได้และก็แก่มากแล้วแต่ยายก็ยังรับจ้างพับถุงกล้วยแขกขาย รู้จักกล้วยแขกมั้ยค่ะ นั้นแหละมันได้ไม่มีสิบบาท แล้วไหนจะต้องเก็บเงินไปเรียนหนังสืออีก แม่หนูก็ไม่เคยกลับมาเหลี่ยวแล ทั้งๆ ที่ราคามันแค่ 1,500 บาทต่อเดือน คือบ้านหนูอยู่ในสลัมนะ มันอาจจะดูเป็นเศษเงินของคุณแต่สำหรับหนูมันคือเงินที่หนูสามารถอยู่ได้ทั้งเดือนเลยแหละ คิดดูว่าเงินแค่ 1,500 บาท หนูยังไม่มีปัญญาหามาจ่ายอ่า หนูไม่รู้จะทำยังไงเลยพายายระหกระเหินไปเรื่อยๆ จนไปเจอกับคนในสลัมเขาแนะนำให้ลองไปดูแถวๆ ใต้ทางด่วนดูเพราะมันมีคนไร้บ้านไปอาศัยกันเยอะ หนูก็พายายไปนะ และก็ได้คนแถวนั้นช่วยกันจนมีบ้านหลังปันจุบัน แล้วหนูอาศัยขโมยต่อไฟจากไฟหลวงเอาเลยมีไฟใช้ ห้องน้ำก็ทำแบบพอใช้ได้ ปวดหนักหนูก็ค่อยออกไปเข้าปั้มน้ำมันตอนเช้าเอา ส่วนเรื่องเรียนตอนแรกหนูก็จะเลิกเรียกเลย แต่ยายขอร้องให้เรียนจบม.6 ก่อน เพราะอย่างน้อยหนูจะได้มีวุฒิไว้ทำงานในอนาคต แต่พอหนูเรียนม.6 ได้เทอมหนึ่งยายก็มาล้มเพราะโรคหัวใจ ตอนนั้นหนูก็ทำงานพิเศษรับจ้างทั่วไปในตลาดอยู่เพราะหาค่าเทอม หนูก็ต้องหาเงินเพิ่มเพื่อเอามารักษายาย หนูพยายามเรียนจนจบม.6 พอจบ ม.6 หนูก็ไม่คิดจะต่อมหาวิทยาลัยเพราะหลักๆ ก็เรื่องเงิน หนูจะทำงานประจำที่ใช่วุฒิม.6 ก็ทำไม่ได้เพราะยายไม่มีคนดูแล หนูก็หลายมาเป็นโจรเพราะเงินมันดีกว่า หนูเริ่มเป็นได้เพราะไอ้เด็กแถวบ้านใต้ทางด่วนมันชวนหนูไปทำ ครั้งแรกได้มา 500 บาท หนูดีมจมากเลย หนูจำได้ว่าหนูพายายไปกินอาหารตามสั่ง หนูสั่งไข่เจียวโปะข้าวด้วย มื้อนั้นคือมือที่ดีที่สุดสำหรับหนูเลย หนูรับจ้างทั้งวันในตลาดยังไม่ได้ขนาดนี้ แถมหนูยังมีเวลามาดูแลยายด้วย เรื่องการรักษายายโชคดีที่ยายได้หมอตฤณเป็นหมอเจ้าของไข้ หมอตฤณบอกหนูว่ายายต้องทำบอลลูนหัวใจ หนูก็บอกเขาไปตามตรงว่าไม่มีเงิน หนูผลัดๆ จนครบปี จนหมอบอกว่าไม่ได้แล้วยายอาจจะเป็นอันตรายและอาจเสียชีวิตได้ หนูจึงต้องหาเงินที่หนักกว่าเดิม คือที่ผ่านมาถ้ามันไม่ใช่การรักษาที่ต้องมีเครื่องมือที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม หมอตฤณก็รักษาให้ฟรีมาตลอด หนูเกรงใจหมอเขา เขาดีกับหนูมากๆ ที่จริงหมอจะให้ยืมเงินรักษายายแต่อย่างที่บอกหมอช่วยหนูกับยายมามากพอแล้ว และมันอาจจะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ที่วันนั้นหนูเจอโทรศัพท์คุณดีแล่นพอดี หนูเลยขโมยมันอย่างน้อยก็มีเงินหลายหมื่นพอรักษายายอยู่ถึงจะไม่พอแต่อย่างน้อยหนูก็ทีเงินไว้รักษายาย แต่สุดท้ายแล้วมันก็เป็นอย่างที่เป็นอยู่ หนูต้องยอมแลกตัวเองกับเงินก้อนนั้นเพื่อให้ยายยังอยู่กับหนูเพราะยายเลี้ยงหนูมาตั้งแต่เด็กๆ หนูเลยรักยายและอยากให้ยายอยู่กับหนูไปนานๆ หนูมียายอยู่คนเดียว ถ้าหนูเลือกได้หนูก็อยากเรียนสูงๆ เพราะหนูอยากให้ยายสบายกว่าที่เป็นอยู่ ที่ยายได้ไปอยู่ที่ศูนย์ดูแลนั้นได้ก็เพราะหมอตฤณที่นั้นมันดีสำหรับยายและยายก็ได้นอนที่นอนนิ่มๆ มีคนดูแล มีอาหารอร่อยๆ กิน ที่จริงหนูต้องขอบคุณที่คุณดีแล่นพาหนูมาอยู่นี้ หนูได้เจอกับคนใจดีหลายคนได้กินของอร่อยๆ ที่ทั้งชีวิตไม่เคยกิน ได้รู้จักกับคุณดีแล่น และก็..... เอ่อ หลับหรอค่ะเงียบเลย เอ่ะ! ร้องไห้หรอค่ะ" ผมที่ฟังชีวิตยัยลูกหมาแล้วเผลอร้องไห้ออกมาตอนไหนก็ไม่รู้ ทำไมมันเศร้าแบบนี้ว่ะ ทั้งๆ ที่ผมก็พอจะรู้มาบ้างแล้วนะจากที่ให้อาฟงไปสืบแต่พอมาฟังแบบเรื่องจริงจากเจ้าตัวเล่าเอง ทำผมน้ำตาไหลเลย ผมเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยและสบายมากตลอด ตอนผมเจอบัวผมรู้เรื่องเธอผมก็สงสารนะ และผมก็มองว่าเธอลำบากเลยเอ็นดูเธอ แต่พอผมมาฟังชีวิตยัยลูกหมานี้ ผมไม่คิดเลยว่าโลกนี้จะมีคนที่ชีวิตเอ่อ เขาเรียกว่าอะไรนะ! อ่า~ รันทด! ใช่! ชีวิตรันทดขนาดนี้ แต่เพราะความอคติของผมที่ถูกยัยลูกหมาขโมยของมันทำให้ผมไม่มองเธออย่างเอ็นดูแบบบัวแต่มันกลับทำให้ผมจ้องจับผิดและคิดว่าโจรอย่างเธอไม่มีหัวใจเพราะคนที่คิดลักขโมยของคนอื่นก็คงไม่สนใจความรู้สึกว่าคนถูกขโมยของจะรู้สึกยังไง......

      "อ้อ! สงสัยลมแรงฝุ่นเขาตากูมั้ง" ผมตอบเธอ เธอก็ขยับหน้าเข้ามาใกล้ๆ เพื่อมองหาฝุ่นในตาผม ใบหน้าขาวใสไร้เครื่องสำอางของยัยลูกหมา ยิ่งทำให้ผมใจสั่นแปลกๆ

        "ไม่มีนะคะ น่าจะออกไปแล้ว" เธอตอบผมพร้อมกับหันมาสบตากับผม ตอนนั้นมันทำให้ผมห้ามใจตัวเองไม่อยู่ สองมือหนาของผมเอื้อมไปประครองใบหน้าใสนั้นก่อนจะกดริมฝีปากของผมลงไปบนริมฝีปากอิ่มของเธอ ยัยลูกหมาเผยปากขึ้นอย่างเป็นงานก่อนที่ผมจะส่งลิ้นไปเกี่ยวพันกันลิ้นเธอ ตอนนั้นอารมณ์ภายในตัวผมร้อนรุ่มไปหมด

        ผมละจูบจากยัยลูกหมาก่อนจะอุ้มเธอเขามาภายในห้อง และวางร่างเล็กนั้นลงที่เตียงนอนนุ่ม เธอมองผมและผมก็มองเธอ ตอนนั้นเหมือนกำแพงความอคติภายในใจผมที่ผมสร้างขึ้นมามันทะลายลงจนหมดหลังจากที่ผมฟังเรื่องราวชีวิตของเธอ ผมพยายามตั้งแหง่มาตลอดว่าเธอใช้ความน่าสงสารโกหกและอ้างเพื่ออยากได้เงิน แต่ทั้งหมดที่เธอทำ! เธอแค่ต้องการตอบแทนบุญคุณคนที่เลี้ยงดูเธอมาก็แค่นั้น

      ผมแกะเสื้อคลุมอาบน้ำของตัวเองออกเหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่า ก่อนที่ผมจะโถมกายเข้าไปคล่อมร่างเล็กของยัยลูกหมา พร้อมกับกดจูบลงไปบนริมฝีปากอิ่มนั้น มันเป็นจูบแรกที่ผมจูบเธออย่างอ่อนโยน ผมว่าที่ผ่านมาผมทำร้ายเธอมามากพอแล้ว ผมสัมผัสยัยลูกหมาอย่างแผ่วเบาและถนุถนอม ผมเชื่อว่าเธอก็รู้สึกได้ ผมไล่ริมฝีปากกดจูบแสนละมุมไปตามลำคอและซุกไซร้อยู่ตรงนั้นสองมือผมก็ค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของคนใต้ร่าง จนในที่สุดยัยลูกหมาก็เหลือแต่ร่างเปลือยเปล่า ผมไล่ริ้มฝีปากไปทั่วทั้งร่างเธอ ทุกที่ที่ผมสัมผัสยังคงหวานและหอมอย่างในครั้งแรก กลิ่นกายหอมประหลาดก็ยังคงติดตัวเธออยู่ ผมเร้าโรมจนผมคิดว่าเธอพร้อมแล้ว ผมจึงค่อยๆ ส่งงูยักษ์เข้าสู่ช่องรักของเธอ และเริ่มขยับเข้าและออก

      "อ๊ะ!" เธอร้องครางเบาๆ

      "เจ็บหรอ" ผมถามเธอเสียงนุ่ม ยัยลูกหมาส่ายหน้า

       ผมกดจูบลงที่หน้าผากเธอเบาๆ มันเป็นสิ่งแปลกใหม่ในการร่วมรักของผมและเธอ เพราะทุกครั้งผมจะรุนแรงกับเธอตลอดครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผมอ่อนโยนเช่นนี้ เมื่อแกนกายผมเข้าสู่ช่องรักของยัยลูกหมาอย่างเต็มตัว ผมขยับสะโพกเร่งจังหวะขึ้นจากช้าและเริ่มเร็วตามจังหวะอารมณ์

      "อ่าส์ ...... อ๊ะ...... อ่าส์" เสียงครางหวานส่งเสียงออกมาเป็นระยะๆ พร้อมกับมือเล็กจิกลงที่แผ่นหลังผม ผมกอดเธอและหอมแก้มอย่างให้เธอรู้ว่าผมจะนุ่นนวลและใส่ใจ

       "อ่าส์ ...... อื้ออออ" ผมถึงจุดแห่งความสุขและเธอเองก็เช่นกัน อาจจะถึงก่อนผมแล้วด้วยซ้ำ ผมปล่อยน้ำรักสีขาวขุ่นทิ้งไว้ภายในตัวเธอ ก่อนจะถอดแก่นกายออกมา ผมก้มลงไปจูบที่หน้าผากของยัยลูกหมา เธอทำหน้าแบบสับสนเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นเพื่อไปทำความสะอาดตัวเอง แต่ผมไวกว่ารีบไปช้อนตัวเธอขึ้นให้อยู่ในอ้อมแขนและอุ้มพาเธอไปส่งที่ห้องน้ำ

       "ขอบคุณค่ะ" เธอบอกผมอย่างอายๆ อายอะไรหนักหนาเอากันไม่รู้กี่รอบและยังอายอยู่นั้น ผมคิดได้อย่างนั้นก็เดินออกมารอให้เธอจัดการตัวเองให้เสร็จเธอเดินออกมาพร้อมเอามือปิดหน้าอกข้างหนึ่งและตรงน้องสาวเธออีกข้างหนึ่ง ผมได้แต่อมยิ้มและก็เดินเข้าไปในห้องน้ำทำความสะอาดตัวเอง พอออกมาผมเห็นเธอใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เธอมองผมแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ก่อนที่เธอจะเดินมาที่ตู้เย็นและดื่มน้ำ ขนาดดื่มน้ำยังน่าฟัดเลยวะ! นี่ผมเป็นอะไรไปเนี่ย!!

       "ไม่สบายหรือเปล่าค่ะ ดูแปลกๆ" ยัยลูกหมาเอ่ยถามผมและมองผมอย่างหวาดระแวง

       "เปล่า! ปิดไฟง่วงแล้วจะนอน" ผมไม่ตอบและบอกเธอให้ปิดไฟ และผมก็เปิดทีวีเพื่อเป็นแสงสว่างให้เธอเดินกลับมาที่เตียงนอน

      "พรุ่งนี่ไปหายายเธอกัน" พอร่างเล็กนั่งลงสัมผัสเตียงนอน ผมก็บอกเธอออกไปอย่างที่ใจคิด

      "หายายเธอ ยายหนู" ยัยลูกหมาทำหน้าเหลอหลาชี้มือเข้าหาตัวเอง และทำหน้างงสุดชีวิต ไม่แปลกเพราะผมใช้คำว่า 'เธอ' แทนที่จะเป็น 'มึง'

      "เลิกงงและมานอนพรุ่งนี้ตื่นเช้า" ผมดึงแขนยัยลูกหมาลงมานอนใกล้ๆ ผม ก่อนที่ผมจะกดปิดทีวีและกอดร่างเล็กนั้นในอ้อมกอดแน่น เธอคงรับไม่ทันกับการเปลี่ยนไปอย่างกระทันหันของผม แต่อย่าว่าแต่เธอเลยผมเองก็ยังแปลกใจว่าทำไมผมถึงเปลี่ยนเป็นหน้ามือกับหลังเท้าแบบนี้ ไม่รู้สิ!ผมแค่รู้สึกว่าเธอควรได้รับการดูแลบ้างและผมเป็นคนที่คิดจะทำอะไรแล้วก็จะทำเลยไม่รอให้เสียเวลา....

      "ฝันดีนะกะเพรา"

🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏

ความคิดเห็น