ปีศาจโด
email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

1 ความบังเอิญกำลังเล่นงาน

ชื่อตอน : 1 ความบังเอิญกำลังเล่นงาน

คำค้น : xoxo รักกันจนฟันหมดปาก ฝุ่นฟุ้ง เล็กซัส นิยายวาย กุลณัฐ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 81

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2562 23:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
1 ความบังเอิญกำลังเล่นงาน
แบบอักษร

1

ความบังเอิญกำลังเล่นงาน

มหาวิทยาลัย N

คณะวิศวะกรรม

     ถึงจะบอกว่าวันนี้เปิดเรียนวันแรกก็เถอะ แต่ที่คณะของผมก็ไม่มีการเรียนการสอน วันนี้รุ่นพี่ที่คณะจัดกิจกรรมรับน้อง อย่าคิดว่ามันต้องโหดเหมือนมหา’ลัยอื่นครับ เพราะเพียงแค่ผมเดินมารวมกับเพื่อนรุ่นเดียวกันที่นั่งเป็นระเบียบแถว เสียงหัวเราะก็ดังเล็ดลอดออกมาไม่ขาดสาย

     มองไปข้างหน้าสุดก็เห็นรุ่นพี่ผู้ชายหน้าโหดกำลังเล่าประสบการณ์ชีวิตที่แสนบัดซบระหว่างเรียนให้ฟัง

    “นี่ น้องดูอย่างไอ้พี่เฮดว้ากหน้าเชือกรองเท้า ตอนนั้น...” ดูเหมือนว่าการเล่าเรื่องตัวเองคงให้อรรถรสไม่พอ เพราะพี่หน้าโหดนั้นลากยาวไปนินทาเพื่อน

    เอ่อ ไอ้พี่เฮดว้ากหน้าเชือกรองเท้า?

ฟังแค่ชื่อก็ไม่รู้ว่าจะกลัวหรือหัวเราะก่อนดี หน้าพี่เขาไม่ได้เหมือนเชือกรองเท้าจริงๆ หรอกนะ แค่มีหนวดเครายาวรุงรังเห็นแล้วหมั่นไส้อยากวิ่งไปกระชากให้มันหลุดมาทั้งแผง

พอได้ที่นั่งก็เม้ารุ่นพี่เพลิน แอบกวาดสายตามองไปรอบๆ หาใครคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนสนิทของผม เมื่อวานเล็กซัสโทรหาผมสิบกว่าสาย แต่ผมไม่กล้ารับเลยสักสาย กว่าจะทำใจได้อีกครั้งก็ใช้เวลาหมดไปทั้งวัน

ที่จริงก็ยังทำใจไม่ค่อยได้ แต่เวลาไม่พอก็เลยบอกตัวเองว่าทำใจได้แล้ว

ความรู้สึกจริงๆ ไม่เลย! แค่เอาปูนยาบางๆ มือสะกิดนิดเดียวก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม

“เฮ้ย!” รีบมุดหน้าลงต่ำเมื่อสายตาสอดส่องไปหยุดที่คนที่ยังไม่พร้อมเจอ เล็กซัสนั่งอยู่แถวหน้าเยี้องๆ กับผมพอดี เราห่างกันแค่สามแถว ถ้าเขาหันหลังกลับมาต้องเห็นผมแน่

“น้องๆ ชื่ออะไรครับ” รุ่นพี่คนหนึ่งเดินมานั่งยองๆ ข้างผม ในมือถือป้ายชื่อสีชมพู เจาะรูด้านบนสองรูเพื่อร้อยเชือกสีขาวไว้สำหรับคล้องคอหลายอันกับปากกาเมจิหนึ่งด้าม

“ฝุ่นฟุ้งครับ” ผมตอบรุ่นพี่เสียงแผ่วเบา กลัวคนที่นั่งห่างจากผมสามแถวจะได้ยิน

“เดี๋ยวพี่มานะ” แล้วพี่เขาก็รีบวิ่งกลับไปที่โต๊ะกองกลาง ซึ่งโต๊ะนั้นมีรุ่นพี่นั่งอยู่หลายคน มีอุปกรณ์หลายอย่างกองรวมกันค่อนไปทางรก พี่เขาทำท่าเหมือนคุ้ยหาอะไรบางอย่างก่อนจะหยิบป้ายชื่ออันหนึ่งขึ้นมาแล้ววิ่งกลับมาหาผม

“อะ นี่ของน้อง” ยื่นป้ายชื่ออันที่พี่เขาวิ่งไปคุ้ยหามาให้ ผมรับมาแบบงงๆ พี่เขาส่งยิ้มเป็นมิตรให้แล้วเดินไปถามรุ่นน้องคนอื่นที่เพิ่งมารวมแถวว่าชื่ออะไร เขียนชื่อลงบนป้ายแล้วยื่นให้คล้องคอ

ทำไมของคนอื่นแลดูง่ายจัง

ก้มมองป้ายชื่อของตัวเอง 62 N’ฝุ่นฟุ้ง และมีเลข 21 ตัวเล็กๆ อยู่ตรงมุมป้าย

อยากกับโค้ดลับโคนัน

“ฝุ่นฟุ้ง ชื่อน่ารักจัง”

ผมชะงัก มองเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ทรุดตัวลงมานั่งข้างๆ และดูเหมือนเขาจะพูดกับผม

“อะ อืม แล้วนายชื่ออะไร” ผมถามกลับ มองป้ายชื่อเขาแล้ว แต่มันพลิกด้านหลังออกมา

“จำเราไม่ได้หรอฝุ่นฟุ้ง เสียใจจัง” เขาพูดด้วยใบหน้าผิดหวัง

“เรารู้จักกันหรอ” ผมไม่รู้จักเขาจริงๆ นะ เอียงคอซ้ายขวามองหน้าคนที่นั่งข้างๆ ให้ชัดกว่าเดิม แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน นึกยังไงก็นึกไม่ออก งั้นสรุปเลยแล้วกันว่าผมไม่รู้จักเขา แล้วเขาก็ต้องไม่รู้จักผมเหมือนกัน

“ไม่ต้องมาแกล้งเราเลย เราไม่รู้จักกัน”

“ฝุ่นฟุ้ง ฝนโปรย นักเรียนชั้น ม.6/1 โรงเรียน MM”

“นาย!?” ผมตกใจ เขารู้จักชื่อจริงของผม ทั้งยังรู้ห้องเรียนและโรงเรียนที่ผมจบมา

“เสียใจนะเนี่ยที่ฝุ่นฟุ้งจำเราไม่ได้ เมธไง เมธาพันธ์ 6/2”

“ห๊ะ!” ที่ผมห๊ะไม่ใช่เพราะผมฟังชื่อเขาไม่ถนัด แต่เพราะฟังถนัดถึงได้ร้องออกมา ก็เอิ่ม...เริ่มจากอะไรดีล่ะ

เมธ เมธาพันธ์ ชื่อมันไม่เข้ากับหน้าตาเขาเลย ก็คนที่บอกว่าตัวเองชื่อเมธ เขาน่าจะเป็นลูกครึ่ง ตัวก็ใหญ่ หน้าตาก็ออกไปทางชาวตะวันตกมากกว่าชาวเอเชีย แล้วชื่อเมธก็ออกจะโบราณไปหน่อย จากที่สังเกตเมื่อกี้ก็เป็นคนหน้าตาดีแบบเวอร์วังอลังการ หล่อไม่เผื่อแผ่ใคร ถ้าไม่เชื่อผมก็ลองถามพวกผู้หญิงที่กำลังปรายตามองเขาดูสิ ร้อยทั้งร้อยอยากจะคาบเขาไปทำมิดีมิร้าย เห็นแล้วหมั่นไส้

นี่ผมไม่ได้ชอบเขานะ คนอ่านอย่าเข้าใจผิด ผมแค่ไม่ชอบสายตาคุกคามของคนพวกนั้นที่ใช้มองเพื่อนผม

เดี๋ยวนะ นี่ผมกับเขาเป็นเพื่อนกันแล้วหรอ แต่ก็นะ จบมาจากโรงเรียนเดียวกัน เรียนคณะเดียวกัน นั่งใกล้กัน รู้จักชื่อกันแล้วด้วย ก็คงต้องเป็นเพื่อนกันแล้วล่ะ

“ขอโทษนะ แต่ตอนนี้เราบันทึกนายไว้ในหัวแล้ว” ส่งรอยยิ้มเป็นทับหน้าให้กับเพื่อนเก่าที่เพิ่งรู้จัก เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันมา 6 ปี แต่ไม่เคยคุยกัน เพิ่งได้มาคุยกันตอนอยู่มหา’ลัย

“เราชอบชื่อฝุ่นฟุ้ง เราชอบฝุ่นฟุ้ง”

กึก

ผมชะงัก ไม่ใช่เพราะที่เขาบอกชอบผม การมีผู้ชายมาบอกชอบผมเป็นเรื่องปกติ ผมชินแล้ว ก็ในเมื่อผมสูงแค่ 170 เซนติเมตร หน้าตาก็ออกไปทางน่ารักมากกว่าหล่อ มันก็ต้องมีทั้งผู้ชายและผู้หญิงมาชอบ มาจีบ

“กูชอบชื่อมึง กูชอบมึง”

นี่ต่างหากที่ทำให้ผมสะกิดใจ ผมหันไปมองเจ้าของประโยคที่เคยพูดกับผมเมื่อ 3 ปีก่อน ครั้งแรกที่ผมรู้จักกับเล็กซัส เขาก็พูดแบบนี้กับผม

ใจผมมันเต้นระรัว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะประโยคที่เพิ่งได้ยินเมื่อไม่กี่วินาที หรือเป็นเพราะนึกถึงประโยคเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

และดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะรู้ว่ามีคนมอง เล็กซัสจึงหันมาทางผม เพียงสบตา เราทั้งสองก็ชะงัก ก่อนที่เขาจะขมวดคิ้วทำหน้าไม่พอใจแล้วหันกลับไป

เล็กซัสเป็นอะไร?

“ฝุ่นฟุ้ง”

“ห๊ะ!?” ผมลืมไปเลยว่าเมธนั่งอยู่ข้างๆ จนเขาเรียกผมเสียงดังกว่าเดิม แล้วยื่นมือมาสะกิดแขนผม

“เป็นอะไรหรือเปล่า หรือว่าโดนเราบอกชอบจนช็อตตายไปแล้ว” เมธทักอย่างตลกขบขัน เขายิ้มหล่อส่งมาให้ผมจนใจเกือบละลาย

“เฮ้ย! ไม่ใช่”

ไม่ใช่ได้ยังไง ประโยคนี้ก็เหมือน

“เป็นไรวะ โดนกูบอกชอบ ช๊อตตาย?”

เข้าใจอารมณ์ว่ามันเป็นความเหมือนที่ไม่เหมือนมั้ย ความหมายเหมือน คำพูดไม่เหมือน อารมณ์ไม่แน่ใจว่าเหมือนหรือเปล่า แต่ลึกๆ แล้วรู้สึกเจ็บ ที่เจ้าของคำพูดนั่งอยู่ห่างออกไปในความรู้สึก

มันเป็นคำพูดของเล็กซัส แต่เมธยืมมันมาใช้พูดกับผมอีกครั้ง

ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมเขินมาก เขินจนหน้าแดง แต่ตอนนี้ผมเจ็บมาก เจ็บจนกระบอกตามันร้อน มวลน้ำที่ไม่รู้มาจากไหนก่อตัวขึ้นมากเรื่อยๆ จนจะทะลักออกมา ทำให้ผมรู้ว่าตลอดเวลาหลังจากที่เราเลิกกัน ผมไม่เคยลบเล็กซัสออกไปจากใจได้เลย ผมยังวางเขาไว้ในตำแหน่งเดิม ยังรู้สึกกับเขาเหมือนเดิม

“เราไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” ก้มหน้า หลบซ่อนสายตาและความรู้สึก ก่อนจะลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปจากแถว ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมเจอใครทั้งนั้น

อย่าเพิ่งร้อง

ผมเตือนตัวเอง รีบจ้ำเท้าเดินไปเข้าห้องน้ำ กระพริบตาถี่ๆ หลายครั้งเพื่อไล่น้ำตาที่กำลังจะไหนออกมา สมองก็พยายามย้ำเตือนว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่ นึกถึงเรื่องตลกที่พวกพี่ๆ เล่า จนความเจ็บปวดคลายลง พยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกให้กลับมาเป็นปกติ มองตัวเองที่สะท้อนออกมาจากกระจก

“สภาพแย่มาก” มองตัวเองยังรู้เลยว่าสภาพของผมตอนนี้ดูไม่ได้ การที่คิดถึงคนในอดีตมันทำให้ผมสูญเสียพลังได้มากขนาดนี้เลยหรอ

แอ๊ด

“พี่!” เผลอทักออกไปเสียงดัง ก็คนที่เปิดประตูห้องน้ำออกมาคือพี่หนวดเชือกรองเท้า

“เฮ้ย! น้อง! เป็นไรป่าว” หน้าผมคงสภาพแย่จนพี่เขาต้องทัก

“ผมไม่เป็นไรครับ พี่หนวดเชือกรองเท้าสบายใจได้ เอ่อ” และนี่ก็เป็นหนึ่งข้อเสียของผมที่เวลาผมไม่สบายใจ เครียด หรือคิดอะไรอยู่จะเผลอพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา แล้วผมก็ได้พูดประโยคที่อาจทำให้ผมถูกฆ่าหมกส้วมตายออกไป เพราะหน้าพี่เขาตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“คือ ผมไม่ได้ตั้งใจจะว่าพี่นะครับ คือ เอ่อ คือว่า” กรรม! สมองผมตื้อ คิดอะไรไม่ออกว่าควรพูดอะไรที่สามารถต่อลมหายใจของผมให้ยาวขึ้น

“ไอ้ฝุ่น”

เฮือก

“เล็กซัส” ผมหันไปมองคนที่เข้ามาช่วยชีวิต เป็นครั้งแรกหลังจากเลิกกันที่ผมดีใจมากที่สุดที่ได้เจอเขา

“กูมีเรื่องต้องคุยกับมึง” เล็กซัสพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นๆ หน้าเขาก็ดุๆ จนผมนึกกลัว แต่การอยู่ในห้องน้ำกับรุ่นพี่หน้าดุที่ไม่รู้ว่าจะฆ่าผมตอนไหน กับออกไปกับเล็กซัสที่ถึงใจจะเจ็บ ผมขอเลือกไปกับเขาดีกว่า

“ไปกันเถอะ” ในเมื่อมีโอกาสชิ่งผมก็ต้องหนี จะอยู่รอให้รุ่นพี่ทำโทษที่ผมปากมากทำไม คว้ามือเล็กซัสแล้วเดินนำละลิ้วออกมาจากห้องน้ำ แถมยังลากเขาให้เดินตามมาหลบมุมตึก

“มีเรื่องอะไรกับเราก็ว่ามา” ผมปล่อยมือเขา ยืนเว้นระยะห่างนิดหน่อยแล้วถามถึงเรื่องที่เขาจะคุยด้วย

“พี่ธูปทำอะไรมึงหรือเปล่า”

“พี่ธูป?” ใครคือพี่ธูป พี่ที่อยู่ในห้องน้ำชื่อธูปหรอ?

“พี่ที่มีหนวดนั่นหรอ ไม่ พี่เขาไม่ได้ทำ แต่เราทำ”

“หืม!?” เล็กซัสขมวดคิ้วมากกว่าเดิม หน้าตาเขาดูดุ ดุมากจนผมกลัวจนต้องถอยหลังหนีอีกหนึ่งก้าว “มึงทำอะไรพี่เขา” ถามออกมาเสียงเหี้ยมน่ากลัว

“อึก! คือ เราเผลอเรียกพี่เขาว่าหนวดเชือกรองเท้าน่ะสิ” กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอและพูดอออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“แล้วกับไอ้มะ ไอ้คนที่นั่งอยู่ข้างมึง รู้จักกันได้ไง”

เอาอีกแล้ว น้ำเสียง หน้าตาของเล็กซัสน่ากลัวกว่าเดิมจนใจสั่น ไม่ใช่สั่นเพราะชอบ สั่นเพราะกลัวจนจะเป็นลม

“มะ เมธเป็นเพื่อนของเรา”

“เลิกยุ่งกับมัน”

“ห๊ะ”

“กูสั่งให้มึงเลิกคบมัน”

“ไม่ เมธเป็นเพื่อนเรา นายไม่มีสิทธิ์มาสั่งเรา” เถียงออกไปด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ กลัวเล็กซัสจะกระโจนมากัดคอ ดูท่าเขาคงอยากจะทำแบบนั้นกับผม

“ฝุ่น” เล็กซัสพยายามกดเสียงต่ำ ควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้มากที่สุด ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาต้องไม่พอใจขนาดนี้ด้วย แค่ผมไม่ยอมเลิกคบกับเพื่อนใหม่ แค่นี้เนี่ยนะ และเขาก็ไม่มีสิทธิ์มาหาผมด้วย เขาเป็นแค่เพื่อน ไม่ใช่เจ้าชีวิต

กึก

เพื่อน!

“มึงไว้ใจคนง่าย จะคบใครต้องระวังนะมึง ขึ้นมหา’ลัยแล้ว เพื่อนที่จริงใจมันหายาก”

เขาคงเป็นห่วงผมแค่ในฐานะเพื่อนสนิทก็เท่านั้น

“เราเข้าใจแล้ว เล็กซัสไม่ต้องห่วงนะ เราจะระวังตัวเวลาที่อยู่กับเมธ ยังไงเล็กซัสก็เป็นคนที่จริงใจกับเราเสมอ เราจะฟังคำเตือน ไปร่วมกิจกรรมกันเถอะ” ผมรวบรัดแล้วเข้าไปดุนหลังเขาให้เดินนำหน้าไป เขาขึนไว้บ้างเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูดจนเราสองคนกลับมาถึงจุดรวมพล

ผมกับเล็กซัสไม่ได้กลับไปนั่งที่เดิมเพราะเขาบังคับให้ผมไปนั่งอีกฝั่ง ส่วนเขาก็เดินไปหยิบกระเป๋าของเราสองคนแล้วมานั่งข้างผม รอสักพักกิจกรรมรับน้องก็เริ่มขึ้น

“สวัสดีครับน้องๆ ชาววิศวะกรรมศาสตร์ พี่ชื่อธูป เป็นเฮดว้ากปี 4” เริ่มจากการที่พี่หนวดหน้าโหดถือไมค์ขึ้นมาพูดแนะนำตัว แล้วพี่เขาก็แนะนำชื่อพวกพี่ๆ บางคนที่พวกผมต้องจำให้ได้ว่าชื่ออะไรและอยู่ฝ่ายไหน

และตามด้วยกิจกรรมครึกครื้นที่เวลาผมไปออกค่ายตอนม.ปลาย เช่น ร้องเพลงฉันชื่ออะไร ชอบทำท่าอย่างนี้ๆ หัวใบ้ท้ายบอก จับกลุ่มพูดชื่อหมวดต่างๆ ต่อกันแต่ไม่ให้ซ้ำ (เช่นหมวดผลไม้ คนแรกพูดอะไรก็ได้ คนที่สองก็พูดชื่อผลไม้ของคนแรกตามด้วยชื่อผลไม้ของตน คนที่สามก็พูดของสองคนแรกตามด้วยชื่อผลไม้ของตัวเอง วนกันไป ใครพูดผิดก็โดนทำโทษ)

ก็ไม่อยากจะคุยว่าตอนนี้ผมน่ะหล่อเหมือนเดิม ต่างจากเพื่อนสนิทข้างกายที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยแป้ง

“หึหึ” หัวเราะในลำคอหลังจากที่เห็นหมีตัวโตชุบแป้งเตรียมทอด เหลือแค่กระทะกับน้ำมัน เพราะแดดประเทศไทยก็ทำให้คนไหม้ได้แล้ว

“เลิกหัวเราะกูเลย” คนจะโดนจับไปทอดโวยวาย

“ก็เราไม่เคยเห็นเล็กซัสหมดสภาพเท่านี้มาก่อน” นี่เพิ่งผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง สภาพของเขาตอนนี้เละมาก ขนาดซ้อมบอลครึ่งวันสภาพเขายังดูดีกว่านี้

“ก็กูความจำไม่ดีนี่หว่า แล้วไอ้เกมหัวใบ้ท้ายบอก กูยังติดใจที่มึงรู้คำตอบ ทั้งๆ ที่กูทำท่ามั่วๆ” เล็กซัสเริ่มโวย

“เทพ” ผมยักไหล่ ยิ้มเยาะ แล้วกลับไปนั่งที่

“เอาล่ะค่ะน้องๆ เดี๋ยวพี่จะแจกข้าวกล่อง ให้น้องๆ แยกย้ายไปพัก บ่ายโมงตรงเราจะกลับมารวมกันตรงนี้นะ”

“เย้!” พอรู้ว่าจะได้พักทุกคนก็พากันดีใจ กิจกรรมสูบพลังไปเยอะจนอยากหาอะไรกระแทกปาก

“แต่”

เงียบกริบ เสียงเฮเมื่อครู่หายวับไปกับตาเมื่อพี่คนเดิมพูดขึ้น

“พี่อยากให้น้องๆ ทุกคนหยิบป้ายชื่อของตัวองขึ้นมาดู เห็นเลขสองหลักตัวเล็กๆ ตรงมุมป้ายมั้ยคะ”

“เห็นครับ/ค่ะ”

“จำไว้นะคะ แล้วหาคนที่มีเลขเหมือนกันกับเรา คนที่มีเลขเหมือนกันจะเป็นคู่บัดดี้กัน ไม่ว่าจะทำอะไร ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน ห้ามแยกออกจากกัน ทั้งวัน ส่วนคู่ไหนที่เจอแล้วก็แกะเชือกออกจากป้ายชื่อแล้วเดินไปรับข้าวแล้วไปพักได้ ใครที่ยังไม่เจอก็รีบหา เริ่มได้” สิ้นเสียง นักศึกษาปีหนึ่งคณะวิศวะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย N ก็เดินตามหาคนที่มีเลขเหมือนกันวุ่น

“เล็กซัสเลขอะไร” ผมที่เริ่มกังวลว่าจะหาคู่ไม่เจอหันกลับไปถามเพื่อนสนิท

“21 แกะเชือกของมึงออกแล้วไปรับข้าวกัน”

“ห๊ะ!” อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น ผมกับเล็กซัสเลขเหมือนกัน หมายความว่าเราต้องเป็นบัดดี้กัน

“เร็วเหอะ กูอยากพัก” เขาทำหน้ายุ่ง บอกให้รู้ว่าอยากพักจริงๆ ผมก็เลยเดินตามเพื่อนและแกะเชือกไปด้วย เขาก็เดินไปแกะไปเหมือนกันจนมาถึงจุดแจกข้าวพวกเราก็แกะเชือกเสร็จพอดี แถมยังมาถึงเป็นคู่แรก

ก็ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีพวกเราก็เจอกันแล้ว เป็นความบังเอิญที่ผมไม่รู้จะขอบคุณดีหรือเปล่า

“คู่แรกเลยนะ หากันเจอเร็วขนาดนี้บังเอิญจริง เดี๋ยวน้องส่งป้ายชื่อให้เพื่อนนะ ใส่รวมไปกับป้ายชื่อของตัวเอง แล้วมัดให้เรียบร้อย” พี่แตงกวาหัวหน้าฝ่ายสวัสดิการบอกพวกเราสองคน เล็กซัสส่งป้ายชื่อของตัวเองให้ผม ผมรับมาแล้วทำตามที่พี่บอกเสร็จแล้วก็คล้องคอของตัวเองตามท่าที่พี่แตงกวาทำ

“ดีมาก ยื่นมือซ้ายกับมือขวามาให้พี่” พี่พยักเพยิดหน้ามาที่มือข้างที่พี่ต้องการ ผมเลยยื่นมือซ้ายส่วนเล็กซัสยื่นมือขวา

“พี่!” ผมตกใจเมื่อพี่แตงกวาดึงเชือกของเล็กซัสไปถือแล้วมัดข้อมือของเราสองคนรวมกัน ที่สำคัญมันคือเงื่อนตาย ถ้าจะแกะก็ต้องใช้มีดหรือกรรไกตัด “อึก” นั่นก็หมายความว่าผมกับเล็กซัสต้องตัวติดกันนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป

“ไม่แน่นไปใช่มั้ย ห้ามให้ขาดนะ นี่ข้าว ไปพักได้” พี่แตงกวาพูดจบ ส่งข้าวกล่องแล้วก็ไม่สนใจเราสองคน ไปจัดการคู่อื่นที่เริ่มทยอยมาต่อแถว แล้วผมล่ะ มีใครจะรับผิดชอบความรู้สึกผมมั้ย เป็นเพื่อนสนิทกับเล็กซัสว่ายากแล้ว นี่ต้องมาตัวติดกัน ใจผมจะไม่พังไปก่อนจบวันหรือไง

อยากจะตะโกนโวยวายออกมาดังลั่นโลก แต่ทำได้เพียงเดินตามแรงที่ก้าวนำผมไปทางโต๊ะม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่

พรึบ

“อื้อ” ผมเบี่ยงตัวหนีเมื่อเล็กซัสวางข้าวกล่องลงบนโต๊ะแล้วเขาก็สลัดแป้งที่ติดอยู่ตามตัวออก ผมไม่เปื้อนแล้วเขาจะมาสลัดใส่ผมทำไม

“หึหึ” เล็กซัสหัวเราะ

“นี่นายแกล้งเราหรอ” ผมกรอกตา ใช้มือข้างที่ผูกติดกันดันหน้าเขาออกห่าง ถอยตัวหนีให้ห่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ดูเหมือนคนที่เคยอารมณ์บูดบึ้งอยากแกล้งผมมากกว่า เพราะเขาก็พยายามดันหน้าสู้มือเข้าหาผม

“เล็กซัส อื้อ” ผมก็ดันหน้าเขาหนีสุดแรง แต่แรงผมจะสู้แรงเขาได้ยังไง ก็เขาสูงตั้งร้อยแปดสิบ ตัวก็หนากว่า จนมือไม้ของผมอ่อนแรงไถลไปตามกรอบหน้า แล้วด้วยความที่ไม่ระมัดระวังทำให้

พรึบ

ตัวของผมก็เสียหลักถลาเข้าหาเล็กซัส จนตอนนี้ผมเหมือนพุ่งตัวเขาไปกอดเขากรายๆ

ตึก ตึก ตึก

หัวใจของผมเต้นดังโครมครามอีกแล้ว มันไม่ดีต่อใจของผมเลย กลัวมันจะพังจนต้องรีบขยับออก แต่ก็ลืมว่ามีเชือกผูกอยู่ที่ข้อมือจนรู้สึกถึงความเจ็บเมื่อถูกมันบาด

“โอ้ย!” เลือดซึมเลยเมื่อผมยกข้อมือขึ้นมาดู

“ไหนดูดิ” เล็กซัสทำหน้ายุ่งยากอีกแล้ว เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ๆ มองดูข้อมือผมที่โดนบาด เมื่อเห็นว่ามีเลือดไหลก็มองผมด้วยสายตาดุๆ จนผมหงอ

“ผิวมึงบาง โดนอะไรนิดหน่อยก็แดง นี่ก็เลือดซึม” น้ำเสียงของเขานุ่มขึ้น ใบหน้าฉายชัดถึงความห่วงใย

“ทำไม”

ทำไมเล็กซัสต้องห่วงเรามากขนาดนี้ด้วย

“มึงเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า” เขาถาม หยิบขวดน้ำมาเปิดแล้วเทมันล้างแผลให้ผม ผมส่ายหน้ามองเล็กซัสอย่างไม่เข้าใจในความรู้สึก อยากบอกเขาว่าไม่จำเป็นต้องดูแลหรือเป็นห่วงผมมากขนาดนี้ก็ได้ เพราะยังไงผมก็เป็นแค่เพื่อนสนิท แผลแค่นี้ผมดูแลตัวเองได้

“เลือดหยุดไหลแล้ว จะใส่ยามั้ย”

“ไม่ ไม่ต้องใส่หรอก แผลแค่นี้เอง”

“อืม งั้นก็กินข้าว กูไม่แกล้งมึงแล้ว” เขาบอกแล้วหลังจากนั้นก็เงียบไป เราทั้งสองเลยนั่งกินข้าวกันเงียบๆ แต่ด้วยความที่เล็กซัสถูกมัดมือข้างขวา คือข้างที่เขาถนัด แถมเขาไม่กล้าขยับมือข้างที่มัดติดกันเพราะกลัวโดนแผลแล้วทำให้ผมเจ็บ สภาพกล่องข้าวของเขาเลยเละเพราะตักกินไม่สะดวก

“มา เดี๋ยวป้อน” ผมทนดูไม่ได้จริงๆ เลยยื่นช้อนของตัวเองไปตักข้าวในกล่องของเล็กซัสแล้วยื่นไปจ่อที่ปาก

กึก

เขาชะงักทำให้ผมชะงักตาม มองตามสายตาของเขาที่มาหยุดอยู่ตรงช้อนพลาสติก

“เราลืม” ผมบอกแล้วจะดึงช้อนกลับ ก็ช้อนคันนี้เป็นของผม ผมตักข้าวเข้าปากไปตั้งหลายคำ เขาอาจจะ

หมับ

“อ้ำ” เล็กซัสใช้มือซ้ายจับมือขวาผมไว้ แล้วอ้าปากรับข้าวเข้าไปเต็มปาก เคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย ผมเลยดึงมือกลับมาตักข้าวกล่องของตัวเองกินบ้าง

มันก็อร่อยขึ้น นิดนึง

"เห้ย! ไอ้สัส! ขอนั่งด้วยคนดิ" เสียงกวนโอ้ยของใครบางคนดังมาแต่ไกลทำให้ผมกับเล็กซัสต้องหันไปมองต้นเสียง เห็นคู่บัดดี้ชายหญิงคู่หนึ่งเดินตรงมาทางนี้

"เล็กซัสครับ ไม่ใช่ไอ้สัส" เล็กซัสยักคิ้วให้กับผู้ชายคนที่ส่งเสียงทัก ส่วนผู้หญิงน่าตาน่ารักๆ ที่ถูกกรรมซัดมองคู่บัดดี้ของตัวเองอย่างปลงๆ ก่อนจะถูกลากให้มานั่งร่วมโต๊ะกับพวกผม

"นี่เกียร์ ที่กูเล่าให้มึงฟังเมื่อวาน" เล็กซัสหันมาบอกผม ผมเลยหันไปส่งยิ้มให้กับเพื่อนที่ชื่อเกียร์

"น่ารักจนใจละลาย" เกียร์พูดเพ้อๆ เขาจ้องหน้าจนผมต้องหลบตา

"กูคิดถูกคิดผิดที่คุยกับมึง" เล็กซัสถอนหายใจ

"คิดถูกคิดผิดไม่รู้ แต่มึงเผลอเป็นเพื่อนกับกูแล้ว ยังไงมึงก็ห้ามเลิกคบกับกูนะโว้ย หล่อๆ แบบกู แถมอัธยาศัยดีแบบนี้หายาก" ผมอมยิ้มหลังจากได้ฟังเกียร์โม้สรรพคุณของตัวเอง เขาก็เป็นผู้ชายที่จัดว่าหน้าตาดี และดูเหมือนจะสนิทกับใครได้เร็ว ยกเว้น...

"นายเนี่ยนะหน้าตาดี คนงานที่บ้านฉันหน้าตาดีกว่านายเยอะ แล้วที่บอกว่าอัธยาศัยดี บ้ามากกว่า" คู่บัดดี้ที่นั่งเงียบอยู่นานโวย เพราะทนฟังเพื่อนที่ไม่อยากรู้จักโม้ไม่ได้

"เธอสวยตาแหละยัยส้มเน่า"

"ก็บอกว่าชื่อน้ำส้ม หัดจำใส่สมองไว้ซะไอ้กาก"

"หึ ขอโทษครับ" ผมพยายามกลั้นขำแล้วนะ แต่มันห้ามไม่ได้ เหลือบมองเล็กซัสก็เห็นเขาอมยิ้ม เกียร์กับน้ำส้มเหมาะที่จะเป็นคู่ปรับมากกว่าบัดดี้

"จะว่าไปนายคือเพื่อนที่ไอ้กากบอกว่าจะพามาหาหรอ" น้ำส้มเลิกสนใจคู่บัดดี้แล้วเปลี่ยนมาทำความรู้จักเพื่อนใหม่แทน

"ใช่ เราชื่อเล็กซัส นี่ฝุ่นฟุ้ง" เธอพยักหน้ารับแล้วยื่นป้ายชื่อออกมาให้เห็นชัดๆ

'น้ำส้ม'

"รีบกินสิยัยส้มเน่า"

"โว้ย..." ผมคิดว่าผมเลิกสนใจบัดดี้คู่นี้ดีกว่านะ เพราะทั้งสองคนหาเรื่องตีกันได้ทุกหนึ่งนาที หรืออาจจะเร็วกว่านั้น

ผมกลับมาสนใจข้าวกล่องของตัวเอง รีบกินต่อดีกว่าจะได้ไม่ขาดตอน

จึก จึก

แต่แล้วก็ถูกเล็กซัสสะกิดแขนเบาๆ ผมหันไปหาเขาเป็นเครื่องหมายคำถาม เขาเลยใช้สายตามองไปที่ข้าวกล่องของตัวเองแล้วมองมาที่ช้อนของผม

นี่คือจะให้ผมป้อนเข้าต่อหรอ ทั้งๆ ที่มีเพื่อนอีกสองคนนั่งร่วมโต๊ะกันอยู่เนี่ยนะ

"เฮ้อ!" ผมถอนหายใจ กรอกตามองบนเมื่อถูกรบเร้าทางสายตา เบื่อจริงไอ้ผู้ชายหน้าเข้มที่ทำตาละห้อยน่าสงสาร เห็นแล้วมันก็ต้องใจอ่อน ยอมตักข้าวยัดใส่ปาก ขอใช้คำว่ายัดไม่ใช่คำว่าป้อน แล้วหันกลับมาตักข้าวใส่ปากของตัวเองต่อเลยทำให้ผมไม่ได้เห็นรอยยิ้มตรงมุมปากของเพื่อนสนิท

"ไอ้สัส กูเห็นนะ" ผมสะดุ้งเมื่อเกียร์พูดขึ้นเสียงดัง เขาใช้สายตากรุ้มกริ่มมองผมกับเล็กซัสสลับกัน เหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ไม่พูดออกมา

"หุบปาก" เล็กซัสว่าเสียงโหด เขาเลือกที่จะไม่สนใจเสียงแซวของเกียร์แล้วหันกลับมาสนใจให้ผมป้อนข้าวต่อ

"อือ" กว่าเราสองคนจะกินข้าวหมดกล่องก็เสียเวลาไปมาก เล็กซัสยื่นขวดน้ำที่เปิดและเสียบหลอดเรียบร้อยมาจ่อที่ปากผม ผมเหลือบมองเขาก่อนจะดูดน้ำ

"มึงจะสวีทกันอีกนานมั้ย กูอิจแรง" ผมว่าผมเริ่มชินกับเสียงของเกียร์แล้วนะ เพราะเขาพูดไม่หยุด ไม่ว่าใครจะทำอะไรก็แซวไปเรื่อย

“สวีทพ่อง”

“ครับ ไม่สวีทเลย คนทั้งโลกยืนมองจากดาวพลูโตยังรู้เลยว่ามึงสองคนสวีทกัน กลัวคนอื่นไม่รู้หรือไงวะว่าเป็นแฟนกัน”

“ไม่ใช่แฟน” ผมปฏิเสธออกไปเสียงดัง กลัวเพื่อนคนอื่นๆ จะเข้าใจเล็กซัสผม และกลัวเขาจะอึดอัดกับคำๆ นี้ “เป็นแค่เพื่อนสนิทกัน” พร้อมยืนยันเสียงหนักแน่นว่าเราสองคนเป็นได้แค่เพื่อนสนิทกัน

“หูย ปฏิเสธซะเพื่อนกูอกหักดังเป๊าะ” เกียร์ยิ้มหน้าเจือน หมดแววเล่นเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าของเพื่อนอีกคนที่เปลี่ยนไป

“เออ กูกับมันเป็นแค่เพื่อนกัน” เล็กซัสย้ำ คำพูดของเขาทำให้ผมรู้สึกโหวงๆ

“แต่เรากำลังตามจีบฝุ่นฟุ้งอยู่” แต่แล้วก็มีเสียงที่ผมจำได้ว่าเป็นเมธดังมาจากข้างหลังทำให้นักศึกษาที่นั่งแถวนี้และได้ยินประโยคนั้นหันมามองผมกับเมธเป็นตาเดียว

“จริงหรือเปล่าที่มันพูด” เล็กซัสถามผมเสียงเรียบจนผมรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“คือ” เดตแอร์ สมองผมคิดอะไรไม่ออกแล้วครับ ยิ่งมีหลายสายตาจ้องมาที่ผมก็ยิ่งพูดไม่ออกทำอะไรไม่ถูก

“ก็ใช่มั้ง ก็เมธบอกชอบเรา”

หมับ

“อย่ายุ่งกับมัน ไปกับกู” ผมไม่รู้อะไรแล้วครับ ได้ยินแค่เล็กซัสหันไปสั่งให้เมธเลิกยุ่งกับผมแล้วเขาก็ลากผมออกไปจากตรงนั้น ส่วนเสียงอื่นๆ ผมฟังไม่รู้เรื่องไปแล้ว

 

กุลณัฐ|koonlanut

เมธไง จะใครล่ะ

เมธไหน?

เมธคือใคร ใครคือเมธ เมธโผล่มาทำไม

เอาล่ะซิ พี่เมธของเราจะทำให้น้องฝุ่นฟุ้งของเราตัดใจจากพี่เล็กซัสได้มั้ยนะ

แล้วเล็กซัส หนูเป็นอะไรลูก เหวี่ยงตลอดเวเลยนะคะ หึง หวง หรือแค่ห่วงเพื่อนจ๊ะ เอาให้มันชัดๆ นะคะลูก ฝุ่นฟุ้งของเราจะได้ทำตัวถูก เขากำลังพยายามตัดใจจากหนูอยู่นะ หนูอย่าทำให้เขาหวั่นไหว

มาๆ ค่ะ ใครอ่านตอนที่ 1 ความบังเอิญกำลังเล่นงานจบแล้วมากองรวมกันตรงนี้ มาถกกันสักนิดว่าใครจะเป็นตัวจริงของหนูฝุ่น รออ่านเม้นอยู่นะ

และพลาดไม่ได้ งานนี้ธัญญ่าเขามีรางวัลมาแจก

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น