Rensaki
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EP : 9 กลับสู่ตระกูล

ชื่อตอน : EP : 9 กลับสู่ตระกูล

คำค้น : Rensaki

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 845

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2562 23:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP : 9 กลับสู่ตระกูล
แบบอักษร

 

 

 

 

EP : 9 กลับสู่ตระกูล

 

 

 

 

 

 

 

ตอนนี้ของทุกอย่างที่หรงซู่จินให้หวางชูและฉินหลงเตรียมให้พร้อมกับเธอหยิบเครื่องเทศมามักกับเนื้อเอาไว้ พร้อมกับให้หวางชูและฉินหลงยกถังไม้ที่มีเนื้อมักอยู่ในถังมากลางบ้าน น้ำซุปที่เธอต้มเอาไว้ก็ได้ที่พอดีแถมยังมีน้ำจิ้มสูตรรสเด็ดเผ็ดนรกของเธออีกด้วย

“ฉินหลง ท่านเอาหม้อมาวางที่นี่เร็วเข้าเจ้าค่ะ” หรงซู่จินร้องบอกฉินหลงทำตามอย่างง่าย เมื่อเขานั้นอยากรู้จริงๆ ว่ามันจะเป็นอาหารแบบใดกันแน่ วิธีการทำทุกอย่างที่หรงซู่จินทำมันน่าสนใจจริงๆ

“เอาล่ะ ข้าจะตักน้ำซุปที่ข้าทำใส่ในหม้อแล้วนะ อ๋อ ที่นูนๆ ตรงนี้เอาไว้ย่างเนื้อเรียกว่ากระทะ และตรงนี้ก็เอาไว้ต้มเนื้อได้เรียกว่าหม้อต้ม หม้อนี้จะทำได้ทั้งสองแบบนี้เขาเรียกว่าหม้อกระทะ” หรงซู่จินชี้บอกตามแต่ละที่พร้อมกับอธิบายบอกทั้งสองไปด้วย เพราะเห็นแววตาที่ทั้งสองมองตามนิ้วมือตัวเองอย่างสนใจ

“อาหารมื้อนี้ต้องอร่อยสุดๆ เป็นแน่” ฉินหลงพูดอย่างเอาใจหรงซู่จิน

“เอาล่ะเรามานั่งกันเถอะเจ้าค่ะ พวกท่านทำตามข้านะเจ้าค่ะ รอให้น้ำเดือดก่อนแล้วค่อยใส่เนื้อ จริงสิ ถ้ามีพวกผักกาดต้นหอมก็คงจะดีกว่านี้ มันต้องอร่อยมากแน่ๆ” หรงซู่จินพูดบอกกับทั้งสองก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าขาดพวกผักไปก็เลยเอ่ยขึ้นมาเบาๆ พอทั้งสองได้ยินแบบั้นก็ลุกขึ้นมาทันที จนทำให้หรงซู่จินมองทั้งสองแล้วถามขึ้น

“พวกท่านจะไม่ทานหรือเจ้าค่ะ”

“ข้าจะไปซื้อผักมาให้เจ้านะ กลับมาก็คงจะพอดี” ฉินหลงพูดขึ้นพร้อมกับหายตัวออกไปจากที่ตรงนั้นทันที

“หวางชูแล้วท่านจะไปไหนเจ้าค่ะ” หรงซู่จินถามขึ้นอย่างสงสัยคงไม่ใช่ว่าหวางชูจะไปหาผักมาให้เธอหรอกนะ

“ข้าว่าจะไปล่าสัตว์มาเพิ่มกลัวไม่พอ” หรงซู่จินมองหวางชูตาค้างก่อนจะตั้งสติโบกไม้โบกมือทันทีอย่างไม่อยากให้หวางชูไปไหน

“พอแล้ว เดี๋ยวเอาไว้กลับไปถึงตระกูลข้าจะทำให้ท่านเยอะๆ เลย” พอได้ยินหรงซู่ยินพูดหวางชูก็นั่งตามเดิมพลางมองน้ำที่เริ่มเดือดแล้ว พร้อมกับมองมือเล็กที่กำลังใช้ตะเกียบคีบเนื้อจากถังที่เขาย่อขนาดให้มันเล็กลงแต่ก็ยังใส่เนื้อกวางได้จนหมดถัง

ซ่า~

เสียงเนื้อที่แนบลงกับหม้อร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมไปทั่วห้อง หวางชูมองหรงซู่จินที่เอาเนื้อถูไปตามกระทะที่นางเคยบอกเขาก่อนหน้านี้ไปทั่วกระทะ ก่อนจะเอาเนื้อไปวางที่บนสุด ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อต่อไปแล้วเอามาวางไว้ใกล้กับเนื้อชิ้นแรกหรงซู่จินทำแบบนั้นจนเนื้อเต็มกระทะ

“หอมมาก” หวางชูพูดเบาๆ จ้องมองเนื้อไม่วางตา หรงซู่จินที่เห็นแบบนั้นก็ยิ้มนิดๆ ก่อนจะหันไปแกล้งหวางชูเล่น

“งั้นถ้าท่านอยากบ่อยๆ ก็ยอมเป็นสามีข้าสิเจ้าค่ะ”

“เจ้า! เอาอีกแล้วนะ” หวางชูขยับตัวถอยห่างจากหรงซู่จินทันทีพร้อมกับร้องว่าหรงซู่จินไปด้วย พอหรงซู่จินเห็นแบบนั้นก็ได้แต่หัวเราะชอบใจ และดูเหมือนหวางชูจะรู้ว่าแล้วว่าตัวเองนั้นถูกเธอแกล้งเล่น

“ไร้เดียงจริงๆ เลยนะท่านเนี่ย” หรงซู่จินพูดอย่างหยอกล้อ ก่อนจะหันกลับมาสนใจเนื้อย่างที่กำลังสุก หวางชูที่เห็นแบบนั้นก็ขยับกลับมานั่งที่เดิมทันที

“ข้ากลับมาแล้ว อ่า กลิ่นหอมดีจริงๆ เฮ้ย พวกเจ้าไม่ดูดซับกันต่อหรืออย่างไร” ฉินหลงกลับมาพร้อมกับผักมากมายก็ร้องขึ้นตั้งแต่ยังไม่เข้ามาในบ้านด้วยซ้ำ

ก่อนที่ฉินหลงจะร้องขึ้นมาอย่างตกใจเมื่อเห็นสามคนที่คิดว่าดูดซับลมปราณอยู่เคลื่อนผ่านเขาเข้าไปในเรือนอย่างเร็วรวด

“กลิ่นหอมมากเลย” องค์รัชทายาทที่เข้ามาคนแรกก็พูดขึ้นมาทันที ก่อนจะมองหวางชูเขม้นที่บังอาจมานั่งแนบชิดกับว่าที่พระชายาของเขา

“พวกท่านนั่งลงก่อนสิ หวางชูท่านทำตามที่ข้าสอนไปก่อนหน้านี้นะ เดี๋ยวข้ามา ฉินหลงท่านมากับข้า” หรงซู่จินรีบแจกจ่ายงานเมื่อเห็นทุกคนมากันครบแล้ว เธอทำการล้างผักแล้วก็นำผักมาหั่นก่อนจะเอาไปใส่ถังไม้อีกถังที่เธอสั่งให้หวางชูทำเอาไว้มากกว่าสิบถัง

เมื่อเธอหั่นผักเสร็จก็ใส่ฉินหลงเอาไปว่างที่กลางบ้านที่ตอนนี้มีทุกคนกำลังนั่งรออยู่ ไม่กล้าแม้แต่จะท่านก่อน เพราะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรได้แต่มองหวางชูย่างเนื้อ

“เอาล่ะ เอาผักพวกนี้ลงไปก่อนนะ ตรงหม้อต้มนะ” หรงซู่จินบอกพร้อมกับทำให้ดูเป็นตัวอย่าง หม้อกระทะมีสามหม้อทำให้ทั้งหกต้องจับคู่กันนั่งหรงซู่จินฉินหลงและเยี่ยเฟิงนั้นนั่งฝั่งเดียวกันส่วยอีกฝั่งนั้นมีหวางชูองค์รัชทายาทแล้วก็เยี่ยฟง

ทุกคนมองตามหรงซู่จินทำทุกอย่างแล้วก็ลองทำเองบ้าง พอเนื้อเข้าไปในปากเท่านั้นแหละ ก็เกิดสงครามแย่งเนื้อกันเกิดขึ้นมาทันที ยิ่งน้ำจิ้มรสเด็ดเผ็ดนรกนี่ช่างถูกใจของพวกเขาจริงๆ

หรงซู่จินมองดูก่อนจะนั่งคีบเนื้อเข้าปากอย่างช้าๆ พร้อมกับคอยย่างเนื้อและต้มเนื้อเอาไว้ให้หวางชูอีกด้วย ดูเหมือนมังกรวารีผู้ยิ่งใหญ่จะติดใจอาหารของเธอเสียแล้วสินั่งทานไม่พูดไม่จาอะไรเลยสัดนิด

“อร่อยหรือไม่” หลังจากที่เนื้อกวางหมด หมดแม้กระทั้งน้ำซุปและน้ำจิ้มรสเด็ดเผ็ดนรก หรงซู่จินก็ถามขึ้นทันทีมา ทั้งห้าคนที่ได้ยินคำถามของหรงซู่จินก็ได้แต่พยักหน้ารับอย่างรวดเร็วเพื่อเอาใจหรงซู่จิน อีกอย่างพวกเขาพูดไม่ได้เพราะแน่นท้องเกินไปแล้ว อร่อยจนพวกเขาห้ามตัวเองไม่อยู่เลยจริงๆ

“เฮ้อ ข้าชักติดใจฝีมือการทำอาหารของเจ้าเสียแล้วสิ” ฉินหลงพูดขึ้นอย่างเสียดาย เขาน่าจะมาเจอแม่นางน้อยผู้นี้ก่อนองค์รัชทายาทจะได้รีบทำพันธะสัญญาณกับนางเสียก่อน เพื่อเขาจะได้อยู่กับนางไปนานๆ เขาไม่น่าเสียรู้องค์รัชทายาทเลย

“สมกับเป็นว่าที่พระชายาของข้า” องค์รัชทายาทพูดขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจข่มอารมณ์หึงหวงที่มีหรงซู่จินกับฉินหลงเอาไว้ แล้วพูดเอาใจว่าที่พระชายาของตัวเอง

“เลิกพูดแล้วแยกย้ายกันไปฝึกเจ้าค่ะ พวกท่านเพิ่งทะลวงเลื่อนระดับมาแล้วไม่ยอมปรับดุลลมปราณเดี๋ยวก็แย่เอาหรอก” หรงซู่จินร้องเตือนพอทั้งสามได้ยินก็รีบอออกจากบ้านไปโคจรลมปราณให้สมดุลเป็นเวลานาน ตอนนี้ทุกคนก้าวหน้ากันจากเดิมมากนัก ถ้าออกไปข้างนอกผู้คนคงแตกตื่นเป็นแน่

“หวางชูลมปราณในห้องของข้าหมดแล้ว” ไม่ต้องรอหรงซู่จินเอ่ยบอก หวางชูก็รู้ทันทีว่านางต้องการให้เขาทำสิ่งใดให้ เขาได้แต่คิดว่านางดูดกลืนลมปราณมากปานนั้น คนอื่นๆ เข้าใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะดูดกลืนลมปราณนั้นหมดที่นี่นางใช้เวลาแค่สามวันในการดูดกลืน นางนี่มันเป็นลูกของเทพเจ้าหรืออย่างไรกัน ถึงต้องใช้ลมปราณหมดรวดเร็วปานนั้นนะ

“งั้นเจ้าก็ต้องออกไปหาต้นไม้ดอกไม้ต้นหญ้ากับข้าเพื่อเอามาปลูกในมิติของเจ้าแล้วละ”

“อ้าว ทำไมละ” หรงซู่จินเอ่ยถามอย่างสงสัยมันเกี่ยวอะไรกับการที่เธอให้เขาเอาเอาลมปราณอัดเข้าไปในห้องของเธอกัน

“ก็เพราะว่าสิ่งเล่านี้สามารถสร้างลมปารณได้นะสิ ยิ่งมีธรรมชาติที่บริสุทธิ์มากเท่าไรลมปราณก็จะยิ่งแน่นหนามากขึ้น ลมปราณนั้นก็เกิดมาจากธรรมชาติถ้าเจ้าเอาแต่ใช้แบบนั้น ข้าบอกเลยไม่นานลมปราณในมิติของเจ้าก็จะหมดไปเพราะเจ้าเอาแต่ใช้อย่างเดียว” หรงซู่จินพยักหน้าอย่างเข้าใจทันที พร้อมกับคิดว่าตัวเองคงต้องทำพื้นที่ในมิติของตัวเองให้เหมือนป่าที่เต็มไปด้วยความอุมดสมบูรณ์ให้ได้

“งั้นเราก็ไปกันเถอะ” หรงซู่จินกล่าวขึ้นพร้อมกับคว้ามือของหวางชูแล้วหันไปเอ่ยบอกกับฉินหลงว่าพวกเธอจะไปหาของมาตกแต่งภายในมิติของตัวเอง

ผ่านไปห้าวันภายในมิติ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นที่หรงซู่จินลงมือทำอาหารให้ทั้งห้าทานสามหนุ่มที่นั่งดูดซับลมปราณไปได้อีกสองวันก็หยุดลง แล้วมาช่วยหรงซู่จินทำการตกแต่งสวนภายในมิตินี้ ทุกคนต่างมีส่วนรวมในการช่วยงานหรงซู่จินทั้งนั้น ไม่ว่าจะพูดอะไรทุกก็พากันเชื่อฟังหรงซู่จินอย่างดีนั้นก็เพราะว่ามันคุ้มกับการที่ได้ทานอาหารฝีมือของหรงซู่จินนั้นเอง

“ข้าอยากจะให้พวกท่านเก็บเรื่องของข้าเป็นความลับเอาไว้ได้หรือไม่” หรงซู่จินถามทั้งสี่คนที่กำลังนั่งอยู่รวมกันอยู่กลางห้องตอนนี้

“ได้สิ” องค์รัชทายาทรับคำ ไม่ต้องเอ่ยอะไรมากเขาก็พอรู้ว่าหรงซู่จินต้องการปกปิดเรื่องที่เกิดขึ้น และเขาก็เห็นด้วยอย่ายิ่งที่จะปกปิดความลับเพราะไม่อยากให้นางเป็นอันตราย

“ขอบคุณท่านมาก แล้วอีกข้าอยากจะให้ปกปิดระดับลมปราณที่แท้จริงของท่านตอนนี้ด้วย” หรงซู่จินยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้นมาต่อ เพราะคิดว่ามันคงไม่ดีถ้าทั้งสามคนนี้มีการเลื่อนระดับลมปราณรวดเร็วเกินไป คงต้องมีคนคิดว่าทั้งสามมีของดีแน่ๆ

“ได้สิ” และเป็นองค์รัชทายาทพูดขึ้นมาอีกครั้งไม่ปล่อยให้เยี่ยเฟิงที่ทำท่าจะพูดขึ้นมาขัดตัวเองเลยแม้แต้น้อย

“อืม ข้าดีใจนะที่ได้พบกับพวกท่านนะเจ้าค่ะ เอาละๆจะต้องออกจากที่นี่แล้วล่ะ” หรงซู่จินพูดพร้อมกับเอาผ้ามาปิดหน้าเพื่อปกปิดใบหน้าของตัวเองเอาไว้เหมือนตอนมาถึงโรงเตี๊ยม ถ้าเธอไม่ทำแบบนั้นล่ะก็คงมีการต่อสู้เกิดขึ้นแน่ๆ เมื่อหรงซู่จินจัดการผูกผ้าเสร็จแล้วก็พาทุกคนออกไปทันที

วูบ!

“เฮ้อ นี่เราต้องแยกกันแล้วหรือ” เยี่ยเฟิงถอนหายใจพร้อมกับมองหรงซู่จินแล้วพูดขึ้นอย่างเสียดายที่เขาต้องจากหรงซู่จิน องค์รัชทายาทมองเยี่ยเฟิงนิ่งทันที เยี่ยเฟิงที่เห็นแบบนั้นก็หัวเราะแห้งๆ ออกมาก่อนจะมองไปทางอื่น หัวจะหลุดออกจากบ่าของเขาหรือเปล่านะ

“ถ้าพวกท่านว่างก็แอบไปหาข้าที่ตระกูลก็ได้นะเจ้าค่ะ” หรงซู่จินเอ่ยพร้อมกับเน้นย้ำคำว่าแอบให้ทุกคนเข้าใจความหมายที่เธอจะสื่อ

“ข้าจะไป” องค์รัชทายาทกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มที่มุมปากเมื่อได้ยินคำพูดเมื่อของหรงซู่จินอย่างน้อยนางก็อนุญาตให้เขาไปหานางได้

“อ๋อ ถ้าเจอกันครั้งหน้า ท่านไม่ต้องแปลกใจกับนิสัยของข้าหรอกนะเจ้าค่ะ เพราะข้าคงจะไม่ใช่สาวน้อยผู้อ่อนแออีกต่อไปแล้ว” หรงซู่จินเอ่ยบอก พร้อมกับยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะโบกมือลาทั้งสี่แล้วให้หวางชูพากลับตระกูลเพราะทางกลับตระกูลของเธอไม่ได้ไปทางเดียวกันกับพวกนั้น

“หวางชูท่านช่วยข้าปกปิดระดับลมปราณทีสิ” หรงซู่จินร้องบอกเมื่อเธอเดินทางใกล้ถึงเมืองหลวงก่อนจะถึงตระกูลของเธอแล้ว เพราะถ้าเธอเปิดเผยความจริงตอนนี้มันก็ไม่สนุกนะสิ

“ก็ได้” หวางชูพูดพร้อมกับสะบัดเบาๆ เพียงเท่านั้นหรงซู่จินก็กลับไปเป็นเมื่อคนธรรมเช่นเดิมเหมือนก่อนหน้านี้ ทั้งสองเคลื่อนกายไปยังตระกูลหรงอย่างรวดเร็ว

หรงซู่จินมองป้ายตระกูลที่มีตัวอักษรตัวใหญ่สวยงามอยู่หน้าประตู แต่ก็ไม่ได้สนใจนักหรงซู่จินกับหวางชูกระโดนข้ามกำแพงไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับมุ่งตรงไปยังเรือนของท่านพ่อของเธอ แต่ก่อนที่เธอจะได้ไปยังเรือนหูของเธอก็ได้ยินเสียงดังเอะอะจากเรือนที่เอาไว้ประชุมกับพวกผู้อาวุโสต่างๆ

“นี่พวกเจ้าทำงานกันยังไง ปานนี้ยังตามหาลูกสาวของข้าไม่พบอีกหรือไง!!” น้ำเสียงของท่านเธอจำได้ ดูเหมือนจะโมโหเอามากๆ เสียด้วยสิ หรงซู่จินยืนแอบฟังอยู่ด้านนอกยังได้ยินเลย หรงซู่จินมองเข้าไปยังข้างในประตูพร้อมกับยิ้มอย่างมาดร้าย ถึงเวลาเอาคืนแล้ว

“ข้าไปตามหาคุณหนูหรงซู่จินที่ป่ามายาอสูรแล้ว แต่ก็ไม่พบขอรับ”

“นี่มันก็ผ่านมาสามวันแล้วนะขอรับ พวกเราออกตามหาทุกที่แล้ว ข้าเกรงว่าคุณหนูหรงซู่จินคงไม่รอดกลับมาแล้วละขอรับท่านผู้นำ” หรงซู่จินที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มเย็นยะเยือกก่อนจะแอบเข้าให้ยังด้านโดยที่ไม่มีใครรับรู้ถึงตัวตนของเธอแม้แต่คนเดียว

ผ่านไปสามวันเองเหรอ อืม สงสัยจะเป็นเพราะเธอไปติดที่ช่วงเวลาในถ้ำที่ป่ามายาอสูรแน่ๆ

“ออกไปตามหาอีกครั้ง!” ท่านผู้นำตระกูลที่มีสีหน้าเครงเครียดพูดขึ้นพร้อมกับเดินออกจากห้องประชุมทันที เหลือก็แต่พวกท่านผู้อาวุโสทั้งสิบที่กำลังพูดคุยกับเกี่ยวหรงซู่จินและหรงอี้จินที่ชอบนำมาเปรียบเทียบกันตลอด

“นางไม่ได้เรื่องเหมือนกับหรงอี้จินเลยสักนิดช่างไร้ประโยชน์จริงๆ” ผู้อาวุโสที่สิบพูดขึ้นอย่างเหนื่อยหน่ายและไม่ชอบใจ

“ข้าว่าพวกเราแกล้งออกไปตามหาเถอะ” ผู้อาวุโสที่เก้าพูดขึ้น

“อืม เอาตามนั้น” ผู้อาวุโสที่ห้าพูดอย่างเห็นด้วย เพราะตามไปหาก็เสียแรงเปล่า ไม่รู้ว่าปนนี้ถูกใครฆ่าตายไปแล้วล่ะมั้ง คนไร้ประโยชน์แบบนั้นอยู่ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมา

“งั้นก็แยกกันไปตามหา” ผู้อาวุโสที่สี่พูดขึ้นหลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายไปสั่งลูกน้องของตัวเองให้ไปหาคุณหนูหรงซู่จินตามที่ท่านผู้นำตระกูลสั่ง

หรงซู่จินมองทุกคนภายในนี้ก่อนจะเหยียดยิ้มเหี้ยมออกมาทันที แล้วเราจะได้เห็นดีกันท่านผู้อาวุโสทุกท่าน หลังจากที่ไม่มีใครอยู่ในห้องนี้แล้ว หรงซู่จินกับหวางชูก็พากันไปยังเรือนของท่านพ่อหรือก็คือท่านผู้นำนั้นแหละ

“หรงซู่จิน ปานนี้ลูกจะเป็นยังไงบ้างนะ” น้ำเสียงเศร้าสร้อยของท่านพ่อทำเอาหรงซู่จินที่เพิ่งเข้ามาได้ยินเข้าทำเอาน้ำตาคลอเลยทีเดียว เหมือนกับพ่อของเธอไม่มีผิดรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน คิดถึงเหลือเกิน ไม่รอช้าร่างบางรีบพุ่งเข้าไปกอดท่านพ่อจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว

หรงจินเฉินตกใจเมื่อถูกกอดจากทางด้านหลังอย่างไม่รู้สึกตัวว่ามีคนเข้ามาในห้องของตัวเอง และทันทีที่เขาหันไปมองก็ต้องตกใจกับร่างบางที่เขาสั่งให้คนออกไปตามหา แต่ตอนนี้ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเขากับมายืนกอดเขา แถมเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหรงซู่จินมาอยู่ในห้องของเขาได้ยังไง

“ท่านพ่อ” น้ำเสียงหวานสั่นเครือเรียกผู้เป็นพ่อของตัวเองอย่างคิดถึง แขนเรียวโอบกอดเอวหนาของผู้เป็นพ่อของเธอที่ยังดูเป็นหนุ่มวัยยี่สิบปลายๆ

“ซู่เออร์” หรงจินเฉินพึมพำเบาๆ พร้อมกับกอดลูกสาวตัวน้อยของเขาแน่น อย่างคิดถึงและเป็นห่วง อย่าให้เขารู้ว่ามันเป็นใครที่บังอาจมาลักพาตัวของลูกสาวผู้น่ารักของเขาไป

“ข้าคิดถึงท่านพ่อมากๆ เลย” หรงซู่จินพูดพร้อมกับกระชับอ้อมกอดแน่นและถูไถใบหน้าไปมากับอกของท่านพ่อของเธอ อย่างออดอ้อน

“พ่อเป็นห่วงลูกมากซู่เออร์ แต่พ่อไปตามหาลูกไม่ได้ เพราะงานมากมายจนพ่อหาเวลาไปตามหาลูกไม่ได้เลย” หรงจินเฉินพูดขึ้นอย่างรู้สึกผิดเพราะเขาต้องอยู่ดูแลตระกูลเพราะมีหลายๆ ตระกูลจ้องจะเล่นงานตระกูลของเขาแล้วไหนจะพวกผู้อาวุโสอีกที่คิดจะทรยศตระกูลและพวกที่คิดจะฆ่าหรงซู่จินลูกสาวของเขา ขนาดเขาให้องค์รักษ์ส่วนตัวของเขายังตามหาลูกสาวของเขาไม่พบเลย ทั้งที่แต่ละคนมีระดับลมปราณไม่ใช่น้อยๆ เลยด้วยซ้ำ แต่ก็ยังหาลูกสาวของเขาไม่เจอ

“ลูกเข้าใจเจ้าค่ะ ท่านพ่ออย่าได้เป็นห่วง ยังดีที่ลูกเจอกับท่านอาจารย์ท่านหนึ่งที่ช่วยลูกเอาไว้ตอนอยู่ในป่ามายาอสูร” หรงซู่จินเอ่ยทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่งทำเอาหวางชูที่ยืนแอบอยู่ในมุมมืดได้แต่กรอกตาไปมากันการแสดงของหรงซู่จิน

“อะไรนะ! ป่ามายาอสูรเหรอ” หรงจินเฉินร้องอย่างตกใจเมื่อได้ยินว่าป่ามายาอสูร เพราะที่นั้นเต็มไปด้วยอันตรายกว่าป่าอื่นๆ ยิ่งนัก พวกนั้นเล่นกับข้าแรงไปแล้ว

หรงจินเฉินได้แต่คิดอย่างแค้นใจเป็นอย่างมาก เขาจะต้องแก้แค้นพวกมันให้กับลูกสาวตัวน้อยของเขาให้ได้ไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม

 

ความคิดเห็น