Nittaya

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สายน้ำมิอาจไหลกลับ

ชื่อตอน : สายน้ำมิอาจไหลกลับ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ค. 2562 14:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สายน้ำมิอาจไหลกลับ
แบบอักษร

      ปัง!! 

 

          "เย่วเออร์เราต้องรีบแล้ว! ยามนี้เหล่าเชลยศึกได้ทำการจราจล​อยู่ คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะสามารถเปิดประตูเมืองได้ ฉะนั้นเราเองก็จะรอช้าไปกว่านี้ไม่ได้เช่นเดียวกัน!" เฉินสื่อเอ่ยพลางก้าวขาเข้ามาพลางอย่างเร่งรีบ

 

              "แล้วอาจื่อเล่าฝ่าบาท!?" 

 

    ข้าพึ่งเคยเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต จึงทำให้ไม่รู้จะต้องทำตนเช่นไร ขนาดว่าขาจะก้าวก็ยังแทบไม่มีแรงเพราะความตื่นกลัว​ จนฝ่าบาทต้องเดินเข้ามาอุ้มแนบอกแล้วทะยานออกไปทางด้านหลังของวังอย่างเร่งรีบในทันที

 

            " อาจื่อรอเจ้าอยู่ที่รถม้าเรียบร้อยแล้วอย่าได้กังวล​ ส่วนทหารเหล่านี้เป็นหน่วยลับพิเศษที่ขึ้นตรงกับเจิ้นและเฉินซานโดยเฉพาะ รับรองได้ว่าไม่มีเกลือเป็นหนอนอย่างแน่นอน" 

 

 คร้้นมาถึงรถม้าที่จอดรออยู่หลังวัง ข้าจึงได้มองเห็นเหล่าองค์รักษ์ยืนรออยู่แล้วประมาณยี่สิบนาย ส่วนอาจื่อเองพอมองเห็นข้าเข้าก็รีบเดินตรงมาหา แล้วเอ่ย​ถามไถ่ข้าเล็กด้วยความห่วงใย 

 

ก่อนจะรีบแยกย้ายกัน โดยตัวข้านั้นต้องนั่งไปในรถม้ากับฝ่าบาทสองคน​ ส่วนทางด้านอาจื่อก็ควบขี่ม้าอยู่ด้านนอกกับเหล่าองครักษ์

 

    รถม้าทะยานไปด้วยความเร็ววิ่งตรงไปยังทิศเหนือออกไปทางหน้าด่านมู่เกียนเขตกักกันเชลยศึก​ ข้าจึงได้แต่เก็บงำความสงสัยไว้ในใจเงียบๆคนเดียว ว่าทำไมเราถึงไม่วิ่งไปยังด่านซานไห่ที่เป็นประตูเข้าเมืองแทน แต่กลับวิ่งอ้อมตรงขึ้นเหนือไปเช่นนี้ ก่อนจะอดรนทนไม่ไหวจึงได้เอ่ยถามฝ่าบาทออกไปด้วยความใคร่รู้ 

 

   "ฝ่าบาททำไมรถม้าของพวกเราถึงได้วิ่งออกไปทางด่านมู่เกียนเช่นนี้ ก็ไหนว่าพวกเราจะต้องเดินทางกลับไปยังเมืองหลวงกันไม่ใช่หรอกรึ" 

 

     "ยามนี้ประตูเข้าเมืองถูกปิดตายจากทางด้านนอกจนหมดแล้ว​ ส่วนประตูทางทิศเหนือด่านมู่เกียนนี้ รอเพียงรถม้าของพวกเราวิ่งออกไปก็จะถูกปิดตายตามหลังเช่นเดียวกัน" พอรับรู้ความจริงเรียบร้อยแล้ว ตัวข้าที่ยามนี้จิตใจล้วนไม่อยู่กับเนื้อกับตัวพะว้าพะวังห่วงทุกคนไปหมดไม่ว่าจะเป็นท่านตาท่านพ่อพี่ใหญ่และไหนจะชินอ๋องอีก มือไม้จึงได้เริ่มเย็นเฉียบภายในหัวใจก็เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆอย่างตื่นกลัว

 

   จนกระทั่งตอนนี้แทบนั่งไม่ติดกับพื้นอยู่แล้ว ฝ่าบาทคงมองเห็นเลยดึงรั้งตัวข้าเข้าไปโอบอุ้มเอาไว้บนตักแกร่งเเทน พร้อมๆกันก็เอ่ยคำพูดปลอบประโลมออกมาอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน  ก่อนจะใช่ริมฝีปากหนาจุมพิต​ลงมายังหน้าผากของข้าเบาๆ

 

    "เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง​ ทุกคนต้องปลอดภัยแน่นอน แผนการทุกอย่างล้วนถูกวางไว้เป็นอย่างดี ​ก่อนที่เจ้าจะมาฉิงเต่าเสียอีก หากแต่ตอนนี้แค่นำมาใช้ให้เร็วขึ้นเพียงเท่านั้น ถึงต่อให้แผนการที่วางไว้นี้ล้มเหลว ก็ยังมีแผนการสำรองที่รอค่อยพวกนั้นอยู่อีก ฉะนั้นแล้วยามนี้เย่วเออร์ก็ปล่อยใจให้สบายไปก่อนเถอะ" 

 

     รถม้าวิ่งมาได้หนึ่งเค่อ(15นาที)ก็ถึงทางออกนอกเมืองด่านมู่เกียน​ ก่อนจะจอดลงอย่างช้าๆพร้อมกับประตูรถม้าที่ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง ก่อนจะเห็นเป็นชินอ๋องที่สวมชุดเกราะเต็มยศ สอดกายเข้ามาภายในรถม้าและตรงเข้ามาโอบกอดข้าเอาไว้จนแนบอกพร้อมเอ่ยคำลา

 

       " เจ้าจงดูแลตัวเองให้ดีๆแล้วรอคอยเปิ่นหวางอยู่ที่เมืองหลวง​ หากเสร็จศึกแล้วเปิ่นหวางจะรีบตฃกลับไปหาเจ้า​ ตัวเปิ่นหวางเองไม่มีสิ่งใดจะกล่าว เพียงแค่อยากบอกให้เจ้าจงแข็มแข็งเข้าไว้ ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นก็ตามที แต่มีสิ่งหนึ่งที่เปิ่นหวางอยากจะบอกให้เจ้าได้รับรู้เอาไว้ ก่อนจะจาก​กัน" 

 

    ยามเมื่อชินอ๋องเอ่ยจบใบหน้าคมก็โน้มตัวลงมาประทับริมฝีปากอย่างแผ่วเบาบนเปลือกตาของข้าช้าๆ แล้วไล่ลามลงมาหยุดลงที่ริมฝีปาก ก่อนจะประทับจูบ​อย่างนุ่มนวลแล้วผละออก เพื่อจ้องมองมาที่ดวงตาของข้าพร้อมสื่อความในผ่านแววตาและถ้อยคำ

 

   " ข้ารักเจ้าซุนเย่วและจะรักตลอดไป"

 

   " ข้า... ก็... ฮึก.. ท่านโปรดรักษาตัวเองด้วย... ฮึก.. ละ... แล้ว.. กลับไปหาข้าให้ได้​... เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะให้คำตอบท่าน​ ฮึก.." 

 

       เฉินซานครั้นได้เห็นใบหน้างามอาบย้อมไปด้วยคราบน้ำตาของชายารัก ก็ถึงกับต้องผินหน้าหนีไปทางน้องชายแทน เพื่อบอกกล่าวคำอำลา​ เพราะหากช้ากว่านี้คงไม่ทันการ​ แม้นใจจริงไม่อยากจากซุนเย่วขนาดไหนก็ตาม​ แต่หน้าที่ก็สำคัญไม่แพ้กัน

 

   ถ้าไม่สามารถชนะศึกในครั้งนี้ได้ อย่าว่าแต่แผ่นดินจะอยู่เลย ตัวชายารักเองก็คงจะถูกอู่เฉียวฟงผู้นั้นพรากออกไปจากอกเช่นเดียวกัน

 

       "เฉินสื่อ! เจ้าจงดูแลเสี่ยวเย่วและตัวเองให้ดีๆ! หากข้าไม่สามารถกลับไปได้ขอให้เจ้าช่วยดูแลเสด็จแม่และก็เสี่ยวเย่วแทนในส่วนของข้าด้วย! เช่นนั้นแล้วเจ้าจงรีบเดินทางเถอะข้าคิดว่าปานนี้องค์ชายผู้นั้นคงจะเริ่มระเเคะระคายแผนการของพวกเราบ้างแล้ว!" เฉินซานเอ่ยฝากฝังน้อยชายด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมกับน้ำเสียงหนักแน่นเป็นครั้งแรกในชีวิต

 

        "ได้ข้ารับปากด้วยชีวิต! เจ้าเองก็รักษาตัวด้วยข้ากับเย่วเออร์จะรอเจ้าอยู่ที่เมืองหลวง! "

 

    " ชินอ๋องท่านต้องดูแลรักษาตัวเองให้ดีๆนะ.. ฮึก.. ข้าภรรยาผู้นี้จะรอคอยสามีกลับไปหาอย่างใจจดจ่อ... และอีกเรื่องหนึ่งภรรยาขอฝากครวบครัวให้สามีช่วยดูแลด้วย... ​ พวกเราสองคนจะรอท่านที่เมืองหลวงรีบตามไปนะ... ฮึก.. ภรรยาคนนี้จะรอคอยสามีกลับไปหาไม่ว่าจะนานเท่าไรก็ตาม​ ท่านต้องสัญญาว่าจะกลับไปหาข้าให้ได้นะ! "

 

        " เปิ่นหวางสัญญาไม่ว่าจะต้องลำบากหรือบาดเจ็บเจียนตายแค่ไหนก็จะกลับไปหาเสี่ยวเย่วให้จงได้ ฉะนั้นแล้วเจ้าได้โปรดวางใจเพราะตั้งแต่เกิดมาเปิ่นหวางผู้นี้ไม่เคยผิดสัญญากับใครเลยสักครั้ง! "

 

       เฉินซานเมื่อเห็นรถม้าวิ่งออกไปจนลับตาแล้วจึงได้สั่งการให้ทหารปิดประตูด่านก่อนตนเองจะเหวี่ยงตัวขึ้นม้าควบขี่ไปยังกระโจมบัญชาการรบที่มีแม่ทัพใหญ่ซุนหยางและรองแม่ทัพซุนวูรออยู่​

 

 ........................................ 

 

บนรถม้า

 

       

 

" ฝ่าบาทนี่มันไม่ใช่เส้นทางที่เราเคยใช้เดินทางมายังเมืองฉิงเต่าไม่ใช่รึ? "

 

   หลังจากที่ข้าตั้งสติได้จึงเลิกผ้าม่านรถม้าขึ้น เพื่อดูเหตุการณ์ภายนอกแต่กลับเห็นรถม้าวิ่งเลียบเส้นทางข้างภูเขาเอ๋อเหมยซานไปเรื่อยๆจนต้องหันหน้ามาถามคนที่โอบกอดตนเองไว้ด้วยความสงสัย

 

       " เราจะใช้เส้นทางลัดเลาะไปยังเมืองซินเจียง​เพื่อมิให้ผิดสังเกต ก่อนจะขึ้นเรือที่แม่น้ำฉางเชียงเพื่อกลับเมืองหลวง" 

 

          "แล้วทำไมตอนมาไม่นั่งเรือจะได้เดินทางได้เร็วขึ้น​! แล้วอีกอย่างเราไปถึงจะมีเรือรึเปล่าก็ยังไม่รู้เลย?" 

 

      เฉินสื่อเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กในอ้อมกอดฮึดฮัดไม่พอใจจึงได้รีบบอกเหตุผลให้รับรู้​ มิเช่นนั้นคงต้องงอนง้อกันอีกยาว

 

      " เจ้าก็เห็นแล้วว่าจำนวนคนที่มาด้วยนั้นมีเยอะเกินกว่าจะใช้เรือขนาดกลางขนมาได้  แต่หากจะใช้เรือลำใหญ่มันก็สิ้นเปลืองเพราะจำนวนคนน้อยเกินไปอีก แถมหากถูกลอบโจมตีทางหนีทีไล่ก็สู้บนบกไม่ได้ เลยจำต้องเดินทางด้วยรถม้าอย่างที่เจ้าเห็น​ ส่วนเรื่องเรือที่ใช้ในการเดินทางกลับ เจ้าอย่าได้กังวล เพราะเสด็จแม่นั้นได้เตรียมการเอาไว้ให้เรียบร้อยหมดแล้ว"

 

   ตัวข้าฟังจบก็มิได้กล่าวสิ่งใดต่อไปอีก ทำเพียงนั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเองเงียบๆอยู่ในอ้อมกอดของฝ่าบาทเพียงเท่านั้น

 

 

 

     ................................................ 

 

              อีกด้านหนึ่งในตัวเมืองฉิงเต่า

 

   อู่เฉียวฟงที่นำทัพทหารกว่าห้าหมื่นนายแฝงตัวในความมืดรอคอยเวลาที่นัดหมายกับอดีตแม่ทัพแคว้นอู๋ที่เป็นเชลยศึก ซึ่งกำลังซุ่มรอเวลาอยู่นอกกำแพงเมืองฉิงเต่าห่างออกไปสองลี้(1กิโล)ด้วยจิตใจที่ฮึกเฮิม เพราะในวันนี้นั้นสวรรค์ช่างเป็นใจต่อตนเองเหลือเกิน

 

เสมือนว่ากำลังอวยชัยให้กับกองทัพของอู่เฉียวฟงผู้นี้อยู่ไม่มีผิด เพราะเกิดมีหมอกขึ้นหนาแน่นกว่าทุกวัน จนสามารถอำพรางทหารนับห้าหมื่นนายของตน จนมิอาจมองเห็นได้โดยง่าย เช่นนี้แล้วจะไม่เรียกว่าสวรรค์เปิดทางให้เยี่ยงไร

 

 

 

     "ท่านจะเอายังไงต่อท่านอ๋องจะเข้าไปในกำแพงเมืองกับข้า​ หรือจะรอที่ทัพหลังคอยเป็นกำลังเสริม?" อู่เฉียวฟงเอ่ยถามเฉินซียามเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินมายืนอยู่ใกล้ๆ

 

     "ท่านเข้าไปก่อนเถอะข้าจะรอเป็นกำลังเสริมให้ท่านเองเพราะคนเช่นเฉินซานไท่คงประมาทไม่ได้ง่ายๆ" 

 

   พอยามเหม่า(5.00-7.00)หมอกเริ่มจางหายก็ได้ยินเสียงแตรเขาสัตว์ที่เป่าเตือนภัยของทหารยามเมืองฉิงเต่า อู่เฉียวฟงจึงได้เคลื่อนทัพม้าเป็นรูปจันทร์เสี้ยวพร้อมใช้โล่เหล็กยกขึ้นกำบังกายจากลูกเกาทัณฑ์(ลูกธนู)ที่ถูกยิงออกมาจากบนกำแพงเมืองดุจก่าฝน  ก่อนจะ​เข้าประชิดเมื่อเห็นประตูเมืองถูกเปิดออกมาด้วยสภาพปางตายของเหล่าเชลย

 

              เฮ! เ​ฮ! เฮ! 

 

    "พวกเราจะเข้าไปฆ่าพวกมันให้หมดเพื่อเหล่าเชลยศึกที่พลีชีพตนเองเพื่อพวกเรา​ และเข้ายึดครองเอาเมืองฉิงเต่าที่เคยเป็นของเราในอดีตกลับคืนมา​! เสร็จแล้วเราค่อยยกทัพเข้าไปยึดเมืองเฉินตูให้ราบคาบต่อไป พวกมันจะได้ลิ้มรสความอดสูที่พวกเราได้รับมาตลอดยี่สิบกว่าปีบ้าง!" 

 

     " เฮ! องค์ชายอู่เฉียวฟงทรงพระเจริญ!! /เฮ! พวกเราไปฆ่าพวกมันให้หมดแล้วค่อยย่ำยีลูกเมียพวกมัน! "

 

    " ใช่! ใช่! ฆ่ามัน!! ฆ่ามัน!! "

 

      หลังจากกล่าวปลุกใจทหารตนเองเสร็จอู่เฉียวฟงก็ควบม้าเหยียบลงไปยังเหล่าเชลยที่บาดเจ็บโดยมิได้สนใจว่าจะเป็นตายร้ายดียังไงอีก ขอเพียงยามนี้กองทัพของตนเองสามารถเข้าไปข้างในให้ได้เพียงเท่านั้น

 

     เชลยศึกที่ได้พลีชีพตนเองจนบาดเจ็บนับพันพอเจอเข้ากับกองทหารม้านับหมื่นก็ต่างวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น​ แต่มีรึจะทัน ต่างก็ตกตายไปจนหมดสิ้น

 

      "ฆ่าพวกมันให้หมดเหลือไว้เพียงสตรีงดงามเท่านั้น!" อู่เฉียงฟงตะโกนสั่งการเหล่าทหารม้ายามเมื่อเข้ามาในตัวเมืองฉิงเต่าได้แล้ว ก่อนจะนึกถึงคนงามขึ้นมาจึงได้หันมาหาคนสนิทที่ควบม้าอยู่ข้างๆ

 

        "หานป๋อเจ้าจงนำกำลังคนไปสามสิบนาย ตรงไปยังวังชินอ๋องแล้วพาพระชายาซุนเย่วมาให้ข้าให้ได้!" 

 

             "พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย!" 

 

       หากแต่พอเข้ามาในตัวเมืองฉิงเต่าได้ประมาณสองเค่อ(30นาที)ประชาชนไม่ว่าจะบุรุษสตรีคนแก่ที่เห็นในคราแรกล้วนหายหน้ากันไปหมดสิ้น จนกระทั่งหานป๋อกลับเข้ามารายงาน

 

    "เรียนองค์ชายตอนนี้ในวังชินอ๋องล้วนไม่มีคนอยู่เลยแม้แต่คนเดียวพ่ะย่ะค่ะ! "

 

   "บัดซบ! ทุกคนถอยทัพ มันเป็นกับดัก!" 

 

            ตูมมมมมม! 

 

     เสียงคล้ายสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่พังทลายลงมากึกก้องกัมปนาทจนแผ่นดินที่เหยียบย่ำอยู่สะเทือนจนรู้สึกได้ ก่อนจะได้ยินเสียงทหารที่ร้องบอกต่อๆกันมาว่าประตูหน้าด่านซื่อหม่าที่ตนเองยกทัพเข้ามาพังถล่ม​ จนไม่สามารถถอยทัพกลับออกไปได้แล้ว

 

 

 

   ในเวลาต่อมาไม่ถึงครึ่งจิบชา(นาทีครึ่ง)​หูพลันก็ได้ยินเสียงแตรเขาสัตว์ดังต่อเนื่องติดกันถึงสามครั้ง พร้อมกับฝนลูกเกาทัณฑ์ที่ยิงลงมาจากกำแพงเมืองทั่วสารทิศ

 

 "อย่าได้ตกใจ! ทุกคนตั้งขบวนใช้โล่กำบัง!" 

 

       อู่เฉียวฟงใช้กำลังภายในส่งไปในคำพูดจนเกิดเป็นเสียงดังสะท้อนไปทั่วบริเวณกว้าง​ หากแต่ทหารตนเองก็ล้มตายไปมากกว่าครึ่งเสียแล้ว

 

    ครั้นกำลังจะออกคำสั่งให้หานป๋อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากทัพหลังก็ได้ยินเสียงแตรเขาสัตว์ดังติดต่อกันขึ้นมาอีกสี่ครั้งทันที

 

       ก่อนสายตาจะมองไปเห็นของเหลวข้นหนืดสีดำที่ถูกเทลงมาจากกำแพงเมืองฉิงเต่าไม่หยุด​ อู่เฉียวฟงเพียงได้กลิ่นจากที่ไกลๆก็รู้แล้วว่ามันคือสิ่งใด

 

       "หึหึไม่คิดว่าชินอ๋องผู้นั้นถึงกับยอมสละเผาเมืองฉิงเต่าทิ้งเพื่อให้ตนเองสามารถกำชัยชนะในศึกครั้งนี้ได้! " 

 

      "เราจะเอายังไงต่อดีพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย!? " 

 

      "เจ้าจงจุดประทัดส่งสัญญาณบอกกับเฉินซีอ๋องให้รู้ซะ​ ส่วนตัวข้าจะตามไปฆ่าชินอ๋องบัดซบผู้นั้นด้วยมือของตัวเอง! "

 

       อู่เฉียวฟงเมื่อสั่งการหานป๋อเสร็จจึงได้ควบม้าฝ่าออกไป​ หากไม่ได้ฆ่าชินอ๋องด้วยมือของตนเองแล้ว ชาตินี้คงนอนตายตาไม่หลับ! 

 

         พอมองย้อนกลับไปด้านหลังก็เห็นเพียงควันขาวพวยพุ่งลอยฟุ้งอยู่ในอากาศพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของเหล่าทหาร​ หากแต่ก็ทำได้เพียงมองดูเพราะจะแก้ไขสิ่งใดในยามนี้ก็คงไม่ทันอีกแล้ว

 

มีแต่ต้องตัดใจควบม้าตรงไปข้างหน้าเพื่อแก้แค้นให้กับบรรดาทหารที่ต้องสละชีพในศึกครั้งนี้ให้ได้​เพียงเท่านั้น พร้อมกับกล่าวสาบานกับตนเองภายในใจว่าหากชาตินี้มีอู่เฉียวฟง​ ย่อมต้องไม่มีชินอ๋องเฉินซานไท่​ นับแต่นี้เป็นต้นไปจะไม่ขออยู่ร่วมใต้ฟ้าแผ่นเดียวกันกับชินอ๋องผู้นั้นเป็นอันขาด! 

 

 

 

บนกำแพงเมืองฉิงเต่า

 

 

 

      เฉินซานที่กำลังยืนสั่งการอยู่บนกำแพงโดยขวามือมีแม่ทัพซุนหยางยืนอยู่ ส่วนอีกด้านเป็นทหารที่มีหน้าที่เป่าแตร่เขาสัตว์ตามที่ตนเองคอยให้สัญญาณอยู่นั้น

 

     สายตาก็พลันเหลือบแลไปเห็นกับคนผู้หนึ่งที่ขี่ม้าฝ่าลูกเกาทันฑ์เพลิง ตรงมายังหน้ากำแพงที่ตนเองยืนอยู่​ ก่อนจะร้องตะโกนท้าสู้กับเฉินซานออกมาเสียงดังลั่น

 

         "ชินอ๋องเฉินซานไท่ข้าขอท้าท่านต่อสู้ด้วยเพลงดาบกับข้าตัวต่อตัว หากผู้ใดพ่ายแพ้จะต้องยอมทำตามข้อเรียกร้องของผู้ชนะทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้!" 

 

        เฉินซานเมื่อถูกศัตรูคู่แค้นขี่ม้ามาท้าทายอยู่ตรงหน้ามีรึตนเองจะปล่อยให้โอกาสเช่นนี้ลอยผ่านไป​โดยง่าย ครั้นนึกถึงใบหน้าเปื้อนน้ำตาพร้อมเสียงสะอื้นไห้ปานขาดใจ ในวันนั้นของชายารักคราใด ฉับพลันเลือดในกายก็คล้ายเดือดพล่านขึ้นมาทุกที

 

         " ได้ข้ารับคำท้า! "

 

         "แต่ชินอ๋องขอทรงคิดใคร่ครวญดูให้ถี่ถ้วนก่อน​ หากทรงพลาดพลั้งขึ้นมาแล้วไม่ใช่แค่เราต้องถอยทัพแต่ยังหมายถึงชีวิตของพระองค์เองด้วย​ เช่นนั้นขอพระองค์โปรดพิจารณาอีกครั้งด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!" 

 

          ซุนหยางเมื่อได้ยินชินอ๋องเอ่ยรับคำท้าทายขององค์ชายอู่เฉียวฟงก็ถึงกับต้องกล่าวทักท้วงขึ้นมาทันที​ เนื่องเพราะมองเห็นสถานะการณ์ยามนี้ ที่ฝั่งข้าศึกเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด​ จะยังไงซะฝั่งเราก็ต้องกำชัยชนะในศึกครั้งนี้อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุจำเป็นอันใดที่จะต้องนำตนเองเข้าไปเสี่ยงเช่นนี้

 

       " ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ เปิ่นหวางรู้ตนเองดีว่ากำลังทำอะไรอยู่​ อู่เฉียวฟงผู้นั้นหยามเกียรติของเรามาสองครั้งแล้ว หากเปิ่นหวางไม่กล้ารับคำท้าในครั้งนี้​ ตลอดชั่วชีวิตนี้คงเสมือนมีสิ่งติดค้างในใจไปจนวันตาย!" 

 

    เฉินซานกล่าวบอกแม่ทัพซุนหยางจบก็ทะยานลงไปประจัญหน้ากับอู่เฉียวฟงทันที ที่ยามนี้ลงมาจากหลังม้ารอท่าอยู่แล้ว​ ส่วนทหารทั้งสองฝั่งเมื่อรู้ว่าชินอ๋องและองค์ชายอู่เฉียวฟงจะประลองกันตัวต่อตัว จึงได้พากันหยุดเพื่อรอดูการประลองชี้เป็นชี้ตายในครั้งนี้กันหมด

 

 

 

      .............................................  

 

นอกกำแพงเมืองทัพหลังแคว้นอู๋

 

 

 

    เฉินซียามเมื่อเห็นสัญญาณขอกำลังเสริมมาจากองค์ชายอู่เฉียวฟงก็ทำเพียงนิ่งคิดอยู่เงียบๆ ก่อนจะเห็น​องครักษ์คนสนิทเดินตรงเข้ามาหา แล้วรายงานมาว่าในยามนี้ประตูเข้าเมืองฉิงเต่าถูกปิดตายไว้หมดแล้ว จึงไม่สามารถนำทัพเสริมเข้าไปข้างในได้​อีก 

 

      เฉินซีฟังจบก็ถึงกับสบถด่าชินอ๋องออกมาด้วยความโกรธจัด​ ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ก็มีรองแม่ทัพใหญ่ที่คอยคุมทัพเสริมเดินตรงเข้ามาหาด้วยท่าทีร้อนใจ ก่อนจะเอ่ยถามเมื่อได้เห็นสัญญาณไฟประทัด[1]ที่องค์ชายอู่เฮียวฟงส่งมา

 

       "ท่านกุนซือเฉินเมื่อกี้นี้เป็นสัญญาณจากองค์ชายอู่เฉียวฟงใช่หรือไม่? ​ เช่นนั่นท่านเห็นควรว่าเราต้องทำเช่นไรต่อไปดี จะนำทัพไปเสริมตอนนี้เลยหรือว่าท่านมีแผนการอื่น!?  

 

        " บุกเลย! "

 

       หลังจากรองแม่ทัพเดินจากไปแล้วคนสนิทจึงได้เอ่ยถามคนเป็นนายด้วยความข้องใจ

 

     "ท่านอ๋องทำไมถึงไม่ทรงบอกกับท่านรองแม่ทัพไปว่ากำแพงเมืองถูกปิดตายแล้ว จะได้ให้ทหารนำโล่ออกไปด้วยเลย หากกำลังเสริมที่มีเพียงดาบพวกนี้เข้าไปประชิดกำแพงเมืองก็ไม่เท่ากับไปเป็นเป้ายิงให้กับพลธนูรึพ่ะย่ะค่ะ?" 

 

    "ในเมื่อองค์ชายอู่เฉียวฟงพลาดท่าให้กับชายาต้องสาปไปแล้ว จนทำให้แผนการที่วางไว้อย่างดีต้องเดินเข้าสู่กับดักของศัตรูเช่นนี้ ก็มีแต่ต้องสอนให้รู้บทเรียนด้วยตัวเอง​ หากข้าไม่ให้สายลับฝีมือดีคอยสะกดรอยตามคงไม่รู้ว่าองค์ชายอู่เฉียวฟงลับลอบไปหาชายาผู้อื่น จนทำให้แผนการที่วางเอาไว้ต้องพังลงไปเยี่ยงที่เป็นอยู่นี้เป็นแน่! "

 

      กระทั่งได้ยินเสียงนกกระพือปีกจึงได้มองขึ้นไปยังท้อง ยามเมื่อเห็นว่าเป็นนกพิราบสื่อสาร เฉินซีจึงได้กางแขนออกไปเพื่อรอรับ​ ครั้นได้อ่านสาส์นที่ส่งมาถึง ตนจึงได้ออกคำสั่งคนสนิทนำม้ามาให้ก่อนพากันควบขี่ตรงไปยังเส้นทางของเหล่าสายลับ ที่ใช้ในการเข้าไปหาข่าวยังแคว้นเฉินตู โดยไม่หันกลับไปมองความพินาศย่อยยับของกองกำลังแคว้นอู๋เลยแม้แต่นิดเดียว

 

      พร้อมกับนึกขบขันในใจตนเองอยู่ผู้เดียว ยามเมื่อนึกไปถึงเหล่าแม่ทัพนายกองและไพร่พลทั้งหลายของแคว้นอู๋​ ที่ต้องมาตายตกไปโดยไม่มีทางรับรู้เลยว่าแผนการที่วางมาอย่างดีกลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับบุรุษต้องสาปผู้หนึ่ง ช่างน่าสงสารเสียจริง 

 

         ข้าชักอยากเห็นหน้าพระชายาต้องสาปผู้นั้นเสียแล้ว ว่าจะงดงามขนาดไหน​ ถึงได้ทำให้บุรุษมากเล่ห์คิดการรอบคอบมาโดยตลอดอย่างองค์ชายอู่เฉียวฟงต้องมาเสียการควบคุมตนเองเช่นนี้? 

 

     "เราจะไปไหนหรือพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง!?" 

 

       "ท่าเรือเมืองซินเจียง​ ข้าคิดว่าชินอ๋องคงให้ชายารักหลบหนีลงเรือไปเมืองหลวงเป็นแน่​ เพราะนอกจากจะเดินทางได้เร็วกว่าแล้ว หากลงเรือไปได้พวกเราย่อมไม่อาจติดตามไปได้ทัน​ 

 

       ฉะนั้นแล้วเราถึงต้องรีบไป​ สายลับที่ข้าให้ลอบสังเกตการนอกวังชินอ๋องรายงานมาว่า ได้มีขบวนรถม้าวิ่งออกจากหลังวังตรงไปยังด่านมู่เกียน มุ่งไปยังเส้นทางเลียบภูเขาเอ๋อเหมยซานได้ครึ่งชั่วยามแล้ว(1ช.ม)หากว่าเราคอบม้าตรงไปไม่หยุดพัก ย่อมไปถึงก่อนขบวนรถม้าอยู่หลายชั่วยาม"

 

 ขนาดองค์ชายอู่เฉียวฟงยังเป็นไปได้ถึงเพียงนี้​ หากตนเองสามารถจับตัวชายาต้องสาปมาไว้ได้ ผู้ที่หลงใหลชายาอย่างชินอ๋อง คงจะคลั่งจนกระอักเลือดตายเป็นแน่​ หึหึ

 

 

 

         ....................................... 

 

 

 

 

 

       พวกข้าเดินทางกันทั้งวันทั้งคืนจะหยุดก็เฉพาะตอนกินข้าวและทำธุระส่วนตัวเท่านั้น กระทั่งเข้าสู่วันที่สองจึงได้เดินทางมาถึงเมืองซินเจียง

 

    พอรถม้าหยุดลงเมื่อถึงท่าเรือ ข้ากับฝ่าบาทจึงได้ลงมา​ ก่อนจะแลเห็นเรือสำเภาขนาดกลางจอดเทียบท่ารออยู่แล้ว จึงได้รีบพากันเดินขึ้นเรือไป แต่กลับเห็นความผิดปกติบางอย่างเพราะตั้งแต่มาถึง จนกระทั่งขึ้นมาบนเรือแล้วกลับไม่เห็นมีใครอยู่บนเรือเลยแม้แต่คนเดียว 

 

  "เย่วเออร์เจ้าอย่าเดินออกห่างจากเจิ้น" 

 

          พรึบ! 

 

    "ฝ่าบาท!" 

 

      ขณะที่ข้ากำลังเดินตรงกลับไปหาฝ่าบาทคืน  กลับมีเงาสายหนึ่งพุ่งตรงมากระชากตัวข้าเข้าไปในอ้อมแขนแทนอย่างแรงจนข้าตกใจเผลอหลุดปากเอ่ยเรียกฝ่าบาทขึ้นมาจนบุรุุษซึ่งกำลังฉุดรั้งข้าไว้ในอ้อมกอดต้องหยุดฝีเท้าลงยังหัวเรือทันที

 

       "เย่วเออร์! /พระชายา!" 

 

      "หึหึ​ ฝ่าบาทงั้นรึ​ไม่คิดเลยว่าการมาครั้งนี้จะโชคดี​ เปรียบเสมือนยิงลูกเกาทัณฑ์ครั้งเดียวได้นกถึงสองตัวเช่นนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า หากเฉินซานรับรู้ว่าข้าเฉินซีคนนี้ฆ่าน้องชายตนเองพร้อมๆกับที่ชายารักก็ตกอยู่ในเงื่อมมือของข้าด้วยแล้ว คงจะต้องกระอักเลือดตายเป็นแน่​ !" 

 

         " ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!"

 

         " ฟอดด...อ่าา...ช่างหอมยั่วยวนชวนกำหนัดเช่นนี้นี่เองถึงได้ทำให้องค์ชายอู่เฉียวฟงผู้คิดการรอบคอบสุขุมเยือกเย็น ต้องกลายเป็นคนไร้สติยับยั้งชั่งใจ จนต้องมาตกหลุมพรางของพวกเจ้าสองพี่น้อง​เยี่ยงนี้ หากจะว่าแต่พวกเจ้าสองพี่น้องวิปริตมีชายาคนเดียวกันก็คงจะไม่ถูกสักเท่าไรนัก

 

    แต่พระชายาคนงามนี่ซิ  ต้องร่านราคะขนาดไหน ถึงได้สามารถร่วมอภิรมย์กับสองพี่น้องในคราเดียวกันได้​? สงสัยข้าเองคงต้องร่วมพิสูจน์ด้วยคนแล้วว่า ทำไมถึงได้มีแต่ผู้คนหลงใหลในตัวท่านกันพระชายา!?"

 

       " เจ้า! เฉินซีปล่อยเย่วเออร์ซะแล้วเจ้ากับข้าเรามาตัดสินกันสองคน! "

 

 

 

         ที่แท้ก็เฉินซีอ๋องนี่เอง ข้ายืนนิ่งๆปล่อยให้ท่านอ๋องผู้นี้กอดจูบลูบคลำไปตามใจชอบก่อนกวาดสายตาไปโดยรอบ ก็พบว่ากองกำลังของเฉินซีอ๋องมีอยู่ประมาณสี่สิบนายซึ่งตอนนี้กำลังเข้าห่ำหั่นกับเหล่าองครักษ์ที่คอยคุมกันพวกข้าอยู่อย่างดุเดือด พร้อมกันนั้นก็หันไปสบตาส่งสัญญาณให้กับฝ่าบาทด้วย​เช่นกันโดยมิให้เฉินซีอ๋องได้รู้ตัว

 

      พอเริ่มรู้สึกถึงแรงโอบรัดที่เริ่มคลายตัวลงเพราะท่านอ๋องผู้นี้มัวแต่เอ่ยพร่ำรำพันถึงแผนการของตนเองอยู่​ ตัวข้าจึงได้เกร็งตัวแล้วกระโดดใช้หัวกระแทกเข้าไปยังปลายคางอย่างสุดแรง จนเฉินซีอ๋องถึงกับผงะเผลอปล่อยแขน​ข้าออกในทันที ข้าจึงได้ใช้โอกาสนี้วิ่งตรงไปหาฝ่าบาท ที่ยามนี้ควักมีดสั้นอัดลมปราณปาไปยังเฉินซีอ๋อง ที่พยายามจะเข้ามาจับตัวข้าไว้อีกครั้ง จนเฉินซีอ๋องเสียจังหวะรีบดึงดาบข้างเอวขึ้นมาเพื่อปัดมีดสั้นออกไปให้พ้นวิถีอย่างเสียมิได้

 

       "ข้าคิดว่าเจ้าคงต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่แล้วละน้องสาม!" พอได้ชายารักมาอยู่ในอ้อมกอดเรียบร้อยแล้ว เฉินสื่อจึงได้กล่าวท้าทายเฉินซีออกไปด้วยน้ำเสียงเชิงเย้ยหยัน

 

        "อย่ามาเรียกข้าว่าน้องสามอายุข้ากับเจ้าห่างกันเพียงสองเดือนเท่านั้น! ​ และอีกอย่างข้าไม่นับลูกของสตรีแพศยาคนนั้นเป็นพี่ชายเด็ดขาด!" 

 

        เฉินสื่อมองดูใบหน้าโกรธเกรี้ยวของเฉินซียามเมื่อได้ยินตนเองเอ่ยเรียกน้องชายออกมาอย่างนึกสนุก ก่อนจะหันไปบอกอาจื่อให้พาซุนเย่วลงไปข้างล่างเพื่อหาที่ปลอดภัยหลบซ่อนตัวเสีย พร้อมกันนั้น ก็ถอดหน้ากากส่งไปให้กับซุนเย่วเก็บเอาไว้ให้ด้วย

 

      " ฝ่าบาทระวังตัวด้วย! "

 

        "เจ้าก็เช่นกันจงหลบซ่อนตัวจนกว่าเจิ้นจะไปหา​" กล่าวกับชายาเสร็จก็หันไปสั่งอาจื่ออีกคน"ข้าขอฝากเย่วเออร์ไว้กับเจ้าด้วยแล้ว ข้าเชื่อว่าเจ้าสามารถปกป้องเย่วเออร์แทนข้าได้อาจื่อ!" 

 

        "กระหม่อมจะใช้ชีวิตของกระหม่อมปกป้องพระชายาจนกว่าลมหายใจสุดท้ายพ่ะย่ะค่ะ!"  

 

     เฉินสื่อพอเห็นว่าอาจื่อพาซุนเย่วทะยานออกไปเรียบร้อยแล้วจึงได้หันมาเผชิญหน้ากับเฉินซีอีกครั้ง

 

       "หากบอกลาชายารักเสร็จแล้วก็มาตัดสินกันเสียที​ หากมิใช่เพราะมารดาของเจ้าวางยาเสด็จพ่อ! ปานนี้ข้าคงได้ขึ้นครองบัลลังก์มังกรไปนานแล้ว​ มิใช่ต้องคอยเอาเกลือไปเร่ขายให้กับแคว้นอื่นเช่นอย่างทุกวันนี้!" เฉินซีอ๋องตะโกนออกไปด้วยความอัดอั้นพร้อมกันกับตวัดดาบของตนเองตรงเข้าโจมตีใส่เฉินสื่อทันที

 

 

 

          เฉินสื่อที่รออยู่แล้วก็ยกดาบของตนเองขึ้นมาป้องกันไว้อย่างทันท่วงที จนแรงดาบที่ปะทะกันเกิดเป็นประกายไฟขึ้นมา

 

              เพล้ง! 

 

        " ข้าว่าเจ้าคงต้องกลับไปโทษมารดาตนเองมากกว่า จะมาโทษว่าเสด็จแม่ของข้าวางยาเสด็จพ่อนะเฉินซี ที่ไร้ความสามารถจนตั้งครรภ์เจ้าช้ากว่าเสด็จแม่ของข้าถึงสองเดือน จนเสด็จพ่อต้องแต่งตั้งมารดาข้าที่คลอดข้ากับเฉินซานออกมาก่อนขึ้นเป็นฮ่องเฮาแทนมารดาเจ้าเช่นนี้ไงละหึหึ" 

 

 " เฉินสื่ออ.. ! เจ้าคนบัดซบข้าจะฆ่าเจ้า! "

 

   เฉินสื่อยั่วยุเฉินซีให้โกรธจัดจนออกเพลงดาบจู่โจมเข้าใส่ตนเองไม่ยั้ง กระทั่งผ่านไปร้อยกระบวนท่า(1ดาบ1กระบวนท่า)ก็ยังไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ มีก็เเต่แผลบาดเจ็บเล็กน้อยกับอาภรณ์ที่ถูกคมดาบขาดวิ้นเท่านั้น

 

        สุดท้ายแล้วดาบที่ใช้ห่ำหั่นกัน ถูกลมปราณที่ส่งแรงลงไปหักสบั้นลง​ ​ทั้งสองจึงเปลี่ยนมาใช้มีดสั้นจนผ่านพ้นไปอีกครึ่งชั่วยาม(1ช.ม)ก็ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ เนื่องจากทั้งคู่ร่ำเรียนการต่อสู้มาจากซือฝุ(อาจารย์)คนเดียวกัน จึงได้รู้เท่าทันกันไปเสียหมดทุกกระบวนท่า

 

จนมิอาจตัดสินแพ้ชนะได้ในเวลาอันใกล้​ หากแต่เฉินซีอ๋องกลับต้องพลาดพลั้งไปเสียก่อนยามเมื่อต้องต่อสู้กันด้วยเพลงมัดเพราะเผลอใช้พลังลมปราณไปตั้งแต่ต่อสู้กันด้วยเพลงดาบเยอะจนเกินไป พอมายามนี้กำลังภายในที่รีดเเค่นออกมาจึงเหลือไม่ถึงครึ่ง

 

เลยต้องใช้สมองคิดหาแผนการอื่นเพื่อถ่วงเวลาเเล้วค่อยหาจังหวะสวนกลับ ก่อนจะนึกไปถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเป็นเหตุการ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อสิบกว่าปีก่อน

 

  

 

     "แฮ่ก​ แฮ่ก​ เฉินสื่อเจ้ายังจำเรื่องราวเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้หรือไม่...แฮ่ก แฮ่ก วันนั้นข้ายังจำสายตาที่เจ้ามองมายังเสด็จพ่อได้ดีไม่เคยลืมเลือน ในตอนนั้นพวกเราอายุได้สิบขวบปีน่าจะได้

 

วันนั้นเป็นวันเกิดของข้าพอดี เสด็จพ่อทรงโอบกอดตัวข้าไว้ด้วยความรักและความห่วงใยอยู่ภายในตำหนักพร้อมกันกับเสด็จแม่ ของข้า

 

แววตาของเจ้าในยามนั้นที่มองเข้ามาเห็นพวกข้าอยู่ด้วยกันพ่อแม่ลูกมันช่างคล้ายกับทารกที่ถูกทอดทิ้งยังไงยังงั้นไม่มีผิด

 

       มองแล้วช่างน่าสงสารนักหึหึ! แล้วยิ่งตอนที่เสด็จพ่อทรงรู้เรื่องราวของเจ้ากับสนมวิปลาสผู้นั้นด้วยแล้ว​ ​ สายตาที่เสด็จพ่อยามมองดูเจ้านั้น ล้วนเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างเปิดเผย

 

ข้ายังจดจำเหตุการณ์ในครั้งนั้นติดตาไม่เคยลืมเลย แล้วเจ้าละเฉินสื่อยังจดจำเหตุการณ์​ในตอนนั้นได้หรือไม่ ฮ่าฮ่าฮ่า! "เฉินซีกล่าวจบก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่นอย่างสาใจ ยามเมื่อได้เอ่ยคำพูดทิ่มแทงใจของพี่ชายต่างมารดาออกมา ก่อนจะทันได้ตั้งตัวก็ถูกหมัดไม่ทราบที่มาต่อยจนล้มลงกองกับพื้นเรือ

 

  " หุบปากเน่าๆของเจ้าเดี๋ยวนี้เฉินซี! "

 

     เฉินซีเนื่องจากใช้กำลังภายในไปจนเกือบหมดตอนที่ตัดสินกันด้วยเพลงหมัด มายามนี้เลยถูกเฉินสื่อที่รอคอยจังหวะมาโดยตลอด โต้กลับด้วยการใช้เพลงหมัดที่อัดลมปราณจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัวต่อยอัดย่ำๆจนต้องหงายหลังล้มลงกระแทกพื้นเรือจนจุก พร้อมกันกับเฉินสื่อเองก็ตามมานั่งทับอกตนเองไว้อีกทีหนึ่งด้วย ก่อนจะทันได้ตั้งตัวก็ถูกมีดกรีดลงไปที่ข้อมือของตนเองเสียแล้ว

 

         " อ๊ากกกก! "

 

      " ไหนเจ้าลองพูดใหม่อีกทีซิเฉินซี! " 

 

    เฉินสื่อเอ่ยถามพร้อมกับใช้มีดสั้นของตนเองกรีดลงไปยังเส้นเอ็นข้อมือของเฉินซีจนเลือดกระเซ็นเติมใบหน้าสร้างความตระหนกให้เฉินซีไม่น้อยยามได้เห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดเช่นนี้

 

           "ปล่อย! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้​เจ้ามันวิปริตเสียดายตอนนั้นหากมารดากับพี่ชายเจ้าไปช้าอีกสักนิดเดียว เจ้าคงไม่มีวันนี้!! อ๊ากกก!" 

 

         "เจ้าบอกว่าถูกเสด็จพ่อโอบกอดด้วยความรักใช่ไหม! งั้นดี! ข้าจะได้กรีดมันออกให้หมดจะได้ไม่หลงเหลือสัมผัสใดๆอีกต่อไป!" 

 

          เฉินซีคิดผิดถนัดโดยนึกไปว่าหากตนเองเอ่ยคำยั่วยุออกมาอาจจะทำให้คนมีปมด้อยเรื่องเสด็จพ่อเช่นเฉินสื่อควบคุมตัวเองไม่ได้​ จนเปิดโอกาสให้กับเฉินซีสามารถพลิกกลับไปเอาชนะอีกครั้งได้ แต่สิ่งที่เจอล้วนตรงกันข้าม ไม่สติแตกไม่พอ​ หากแต่ยิ่งบ้าคลั่งเข้าไปใหญ่​ จนตอนนี้ตัวเองถูกกรีดถูกแทงจนแทบจะขยับตัวไม่ไหวอยู่แล้ว​

 

       พอคิดว่าตัวเองจะต้องมาตายด้วยสภาพน่าสมเพชเช่นนี้คงมิอาจนอนตายตาหลับได้   ฉะนั้นก็ขอใช้เฮือกสุดท้ายฆ่าเฉินสื่อให้ได้​เสียก่อนก็แล้วกัน! 

 

      กระทั่งสวรรค์คงเห็นใจในคำขอก่อนตายของตน​ จึงบันดาลลมฝนพัดมาปะทะเข้ากับเรืออย่างแรง จนเฉินสื่อต้องกระเด็นออกไปติดอยู่ยังหัวเรือ

 

          เฉินซีเห็นดังนั้นจึงได้ใช้แรงที่เหลืออยู่ทั้งหมด คว้าดาบที่หักอยู่ใกล้ๆแล้วคลานตรงไปในที่ๆเฉินสื่อห้อยตัวเกาะหัวเรืออยู่ ก่อนจะใช้แรงเฮือกสุดท้ายวาดดาบขึ้นเหนือศีรษะแล้วแทงลงไปที่ตัวเฉินสื่ออย่างสุดแรง จนต้องพลัดตกเรือลงไปสู่สายน้ำที่ยามนี้เริ่มเชี่ยวกรากจากพายุลมฝนที่พัดพามาอย่างรุนแรง

 

       ก่อนที่ตัวเฉินซีเองจะค่อยๆเอนกายลง นอนรอคอยความตายที่คืบคลานเข้ามาเยี่ยมเยือนเช่นช้าๆเดียวกัน

 

 

 

       ตัวข้ายามเมื่อได้ยินเสียงลมพายุจึงได้ชะโงกหน้าออกไปจากที่กำบังกายเพื่อดูเหตุการณ์ภายนอก​ เห็นเหล่าองครักษ์สามารถสังหารคนของเฉินซีอ๋องจนตกตายไปจนหมดแล้ว  ข้าจึงได้ลองนับคนที่ยังรอดชีวิตอยู่ปรากฏว่าเหลืออยู่เพียงหกคนเท่านั้น

 

     ครั้นเห็นดังนั้นจึงได้เอ่ยชวนอาจื่อออกมาจากที่หลบซ่อนเพื่อตรงไปหาฝ่าบาทบนเรือ

 

     หากแต่กำลังเดินเข้าไปใกล้ตัวเรือกลับพบเจอฝ่าบาทกำลังถูกเฉินซีอ๋องใช้ดาบแทงลงไปจนตกเรือ​ ข้าเมื่อเห็นภาพเหล่านั้นเต็มสองตาก็ถึงกับกรีดร้องเสียงดังลั่นด้วยความตกใจ

 

ยามเมื่อเห็นฝ่าบาทร่วงลงไปยังผืนน้ำด้านล่าง​ อย่างแรงจนตัวข้าต้องรีบสาวเท้าวิ่งลงไปยังแม่น้ำทันทีด้วยความเป็นห่วงแต่อาจื่อกลับเข้ามา กอดรั้งขาข้าไว้เสียก่อน​ ข้าดิ้นรนพยายามที่จะว่ายน้ำไปช่วยฝ่าบาทหากแต่ก็ถูกเหล่าองครักษ์ที่เหลือรอดอยู่เอ่ยปากขอร้องอ้อนวอนไว้ก่อน พร้อมกับอาสาว่ายน้ำลงไปตามหาฝ่าบาทเอง ส่วนที่เหลือสองคนก็ขึ้นไปบนเรือเพื่อจับตัวเฉินซีอ๋องไว้

 

  ก่อนจะนำตัวมาให้กับข้าเพื่อตัดสินใจข้ามองบุรุษที่ยามนี้ไม่หลงเหลือเค้ารางของความองอาจแม้แต​่น้อย​ เห็นเพียงแค่ชายใกล้ตายคนหนึ่งเท่านั้น จึงได้สั่งองครักษ์ให้ทำลายวรยุทธเสีย แล้วไปตามหมอให้มารักษาอาการเอาไว้ก่อน

 

            "พวกเจ้าจงทำลายวรยุทธของเฉินซีอ๋องซะแล้วตามหมอมารักษาอย่าให้ตายเป็นอันขาด​ ส่วนเจ้าจงส่งข่าวไปบอกกับชินอ๋องให้รับทราบในเรื่องราวที่เกิดขึ้นเหล่านี้ซะ" 

 

              "พ่ะย่ะค่ะพระชายา" 

 

             "ส่วนเจ้าจงไปเกนฑ์สายลับที่มีอยู่ในตัวเมืองทั้งหมดมาหาตัวฝ่าบาท​​ แล้วอย่าลืมบอกพวกสายลับเหล่านั้นว่าคนที่ตกลงไปเป็นชินอ๋องด้วย! "

 

             " พ่ะย่ะค่ะ! "

 

       ข้าเอ่ยสั่งการองครักษ์ที่เหลืออยู่หกคนโดยแบ่งหน้าที่ให้ทำไปคนละอย่าง

 

      " พระชายาทำไมถึงต้องบอกว่าเป็นชินอ๋องที่ตกลงไปในแม่น้ำละพ่ะย่ะค่ะ" 

 

       " ตอนนี้ผู้ที่รู้ว่าฝ่าบาทปลอมตัวมามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปเจ้าคิดว่าจะเป็นเช่นไร ในยามนี้ทุกคนต่างก็คิดว่าฝ่าบาทนั่งบัลลังก์ว่าความและฟังเหล่าขุนนางรายงานราชกิจอยู่ทุกวันในเมืองหลวง ฉะนั้นแล้วข้าถึงเอ่ยออกมาเพียงเท่านี้เจ้าเองก็คงรู้แล้วว่าเรื่องนี้ยิ่งใหญ่เพียงใด ข้าในยามนี้ก็ได้แต่ภาวนาให้หาฝ่าบาทให้เจอพร้อมๆกันนั้นก็ขอให้ชินอ๋องชนะศึกและปลอดภัยกลับมาหาข้าให้ได้เท่านั้น"

 

        ยามเมื่อได้ฟังเหตุผลจึงเข้าใจสิ่งที่พระชายาต้องการจะสื่อให้รู้​ ถึงตัวมันเองตอนนี้จะยังไม่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็ตามที

 

     แต่ตัวมันก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นและได้ยินในยามนี้นั้นไม่สามารถเอ่ยกล่าวออกไปให้ใครได้รับรู้แม้แต่คนเดียว คงต้องเป็นความลับอีกเรื่องที่จะถูกกลบฝังไปพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของมันเองตลอดกาล​ ก่อนตัวมันเองจะหันไปล้วงหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าส่งให้กับพระชายาเมื่อตระหนักได้ว่าตั้งแต่องค์ฮ่องเต้ตกลงไปในสายธารา น้ำตาที่ไหลรินจากดวงตาคู่งามยังไม่ยอมเหือดแห้งลงเลยซักครา

 

            " พระชายาทรงซับน้ำตาก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ"

 

          ข้ามองผ้าที่อาจื่อส่งมาให้ด้วยความสงสัยก่อนจะสัมผัสถึงสายน้ำที่ไหลหยดลงมาจากดวงตาตนเองไม่หยุด​ จึงได้ใช้มือลองสัมผัสดู นี่ข้าร้องไห้มานานเท่าไรแล้ว ทำไมถึงไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย

 

 

 

 

 

. .. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . 

 

1.สิ่งที่คล้ายกับระเบิดมือในยุคปัจจุบันซึ่งคนจีนสมัยก่อนคิดค้นขึ้นมานะคะ

 

       แต่งยากคะตอนนี้อ่านแล้วไม่อินหรืออ่านแล้วงงและอาจไม่สมเหตุสมผลเท่าไรนะคะด้วยเราเองก็ไม่เคยอ่านนิยายเกี่ยวกับสงครามมาก่อนจึงมั่วเอาทั้งนั้นเพียงแค่เคยดูหนังแต่นานมาแล้วจนจำได้เล็กน้อยก็นำมาประยุกต์เอามั่วๆหากมีข้อแนะนำก็ส่งมาได้นะคะอีกตอนก็จบสงครามแล้วพร้อมมาม่าเล็กน้อยหากถามหาncก็เลยตอนหน้าไปก่อนคะเหมือนเดิมขอบคุณที่เข้ามาอ่านน้าา

 

           

 

 

 

 

 

 

 

             

 

              

 

 

 

 

 

 

 

            

 

 

 

         

 

             

 

              

 

            

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น