แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 35

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 170

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2562 12:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 35
แบบอักษร

ใครสักคนเคยพูดให้เหล่ฟั้นฟังว่า “ทุกการจากลาที่ยาวนาน เมื่อพบกันอีกครั้งย่อมพบความเปลี่ยนแปลงเสมอ” ในตอนนั้นเธอสักแต่ว่าจำไว้ แต่ไม่เคยเข้าใจหรือเห็นตามคำพูดนี้เลย จนกระทั่งได้พบหน้าคุณท่านเป็นครั้งแรกในรอบสามเดือน

นักการเมืองวัยกลางคนผู้มากอิทธิพลบนฝั่งเกาลูนกลับมาถึงบ้านช่วงสายของวันฝนพรำ โดยไม่เคยปริปากบอกบ่าวไพร่สักคำว่าตลอดสามเดือนที่ล่วงผ่านนั้นตนไปเยือนแห่งหนไหนมาบ้าง หากกระนั้นเขาก็มีของติดไม้ติดมือกลับมาฝากสมาชิกทุกคนในบ้าน ไม่เว้นแม้แต่สาวใช้และคนขับรถ

ความรู้สึกขณะที่รู้ว่าคุณท่านมีของฝากมาให้เธอนั้นเหลือจะบรรยาย เหล่ฟั้นจำได้แม่นยำกระทั่งว่ามือข้างใดวางสิ่งของเล็กๆเสียงดังกรุ๊งกริ๊งลงในมือเธอ เด็กสาวแบมือรับสิ่งนั้นมาด้วยความตื้นตัน ระหว่างเดียวกับที่เธอเพิ่งสังเกตว่ามันเป็นกำไลที่ประดิษฐ์ขึ้นจากอำพันวงหนึ่ง คุณท่านเอ่ยสั้นๆว่า “เก็บไว้ให้ดีนะ” ก่อนจะเดินหน้าแจกจ่ายของที่ซื้อมาจากต่างแดนให้คนอื่นๆต่อไป

หมุ่ยไจ๋วัยดรุณีเงยหน้าขึ้นมองคุณท่านที่ยิ้มให้คนนั้นคนนี้อย่างเปี่ยมสุข ทั้งที่ปกติไม่กล้ามองเต็มตานัก นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่เหล่ฟั้นได้พินิจพิจารณารูปพรรณของนายใหญ่จริงๆจังๆ และเธอก็ถึงได้รู้ว่าคุณท่านแก่ตัวลงไปจากเดิมมาก...รอยตีนกาผุดเพิ่มเต็มหางตา ร่องแก้มลึก สีดอกเลาขยายขอบเขตไปทั่วศีรษะ ตลอดจนท่าทางเดินเหินที่ไม่กระฉับกระเฉงเหมือนเคย ล้วนเป็นหลักฐานสื่อถึงความเปลี่ยนแปลงในวัยห้าสิบกลางของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี หากแต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปด้วยเลยก็คือความกรุณากว้างใหญ่ไพศาลดุจผืนน้ำทะเลใต้ ที่ผูกร้อยความภักดีของเหล่าข้าทาสบริวารไว้กับตัวอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย

เหล่ฟั้นเห็นสองผู้ชราอย่างป้าเซาและลุงหว่องฉีกยิ้มถึงใบหูแทบจะทั้งวันที่คุณท่านกลับมา เธอคิดว่าทุกคนคงมีความรู้สึกไม่ต่างจากเธอคือยินดีกับเหตุการณ์นี้ โดยลืมนึกถึงเหตุการณ์ช่วงที่ผ่านมาว่า อาจจะมีคนหนึ่งที่แอบซ่อนความไม่พึงพอใจอยู่ลึกๆ ซึ่งนับเป็นเรื่องตลกร้ายที่คนคนนั้นดันเป็นคนเดียวกับคนที่คุณท่านคำนึงถึงและปรารถนาจะพบหน้ามากที่สุดเสียอย่างนั้น

 

บ้านตระกูลหมั่นอยู่เย็นเป็นสุขได้เพียงวันเดียว รุ่งขึ้นหลังจากที่หัวหน้าครอบครัวกลับมา การวิวาทบาดถลุงของสองสามีภรรยาที่มีอายุห่างกันราวพ่อกับลูกก็เริ่มขึ้นในทันทีที่หนุ่มใหญ่ค้นเจอว่าเมียสาวใช้เงินที่ให้ไว้ไปกับอะไร

“ฉันให้เงินเธอไปจ้างแม่ครัวกับแม่บ้านอย่างละคนมาช่วยงานอาเซากับอาฟั้น ไม่ใช่ให้เธอไปซื้อของฟุ่มเฟือย” คุณท่านเอ็ดอึง

“มีอยู่แล้วตั้งสองคน คุณจะหามาให้เปลืองค่าเลี้ยงดูเพิ่มอีกทำไมคะ” คุณนายเถียงข้างๆคูๆด้วยระดับเสียงที่ดังพอกัน

“ใจเย็นๆนะเจ้าคะ คุณท่าน คุณนาย” สุ้มเสียงยานคางของป้าเซาดังแซมเป็นห้วงๆอย่างมีเจตนาจะห้ามศึกระหว่างนายทั้งสอง แต่ก็เหมือนกับน้ำหนึ่งถังที่หมายมาดจะดับกองไฟที่ไหม้ลามไปทั้งบ้าน  

“คนหนึ่งก็แก่แล้ว อีกคนยังสาวก็จริง แต่ลำพังสองแรงจะดูแลบ้านช่องทั่วถึงได้ยังไง ขนาดเมื่อก่อนที่มีสี่คน ยังต้องโหมงานตัวเป็นเกลียวกันทั้งวัน”

“โอ๊ย ถ้าบ้านเราใหญ่โตเท่าคฤหาสน์พวกชนชั้นสูงบนเขาวิกตอเรียฝั่งกระโน้นค่อยมาอ้างเรื่องนี้กับฉัน นี่แค่ตึกแถวสับปะรังเค”

“เธอกล้าดียังไง พูดจาดูถูกบ้านบรรพชนฉันแบบนี้” สามีตะคอกลั่น

“ฉันพูดความจริงนี่”

“ก็ได้ บ้านฉันอาจไม่วิเศษวิโสเหมือนบ้านเจ้านายคนอื่น แต่อย่าลืมว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ครอบครัวฉันอยู่มาตั้งแต่รุ่นคุณทวด มันให้ที่พักพิงแก่เธอมาสิบกว่าปี เธอควรจะให้เกียรติให้ความเคารพกับมันบ้าง”

“คุณพูดยังกับว่าบ้านมันมีชีวิตงั้นแหละ”

“ไม่งั้นก็เห็นแก่ป้ายวิญญาณบรรพชนบ้างก็ดี”

“พอกันทีกับข้ออ้างนี้ ฉันเอือมกับความหัวโบราณของคุณเต็มทนแล้ว” ภรรยาสะบัดเสียง “จะยังไงก็ช่าง ฉันไม่ยอมให้คุณจ้างใครมาเพิ่มแน่ๆ”

“เงินที่จ่ายไปก็เงินฉัน มันเดือดร้อนอะไรกับเธอด้วย”

“คุณจ้างพวกนั้นมา แล้วคุณไม่ได้อยู่บ้านนี่ คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่อยู่บ้านอย่างฉันต้องการความเป็นส่วนตัวบ้าง ก็ไม่เคยเป็นจริงได้เพราะมีใครหน้าไหนก็ไม่รู้มาเดินป้วนเปี้ยนเต็มบ้านช่องให้รำคาญลูกตาไปหมด”

“ถ้ายังงั้นเธอช่วยอาเซาทำงานบ้านเองมั้ยล่ะ” คุณท่านยอกย้อน “ก็บ่นเองว่าที่มีอยู่เรียกใช้งานไม่ได้ดั่งใจ ฉันเห็นพวกผู้อพยพจากแผ่นดินใหญ่เขาวิ่งหางานกันให้ควั่ก ก็เลยจะจ้างคนพวกนั้นมาเสริมให้ เธอก็ไม่เอา แล้วจะเอายังไง”

“แต่จะทำอะไรคุณก็ควรปรึกษาฉันก่อน...” คุณนายเริ่มเถียงไม่ขึ้น ก็ใช้เสียงดังเข้าว่า “...คุณเคยพูดเองนะว่าริจะทำสิ่งใดในบ้านก็ควรปรึกษากันเสมอ”

“ก็แล้วที่เธอขนเงินไปซื้อเพชรนิลจินดาพวกนี้มา เธอได้ปรึกษาฉันสักคำมั้ย ทั้งๆที่เงินพวกนี้ก็เงินตำแหน่งฉันทั้งนั้น”

“โอ๊ย หยุดลามปามมาถึงฉันสักทีได้มั้ย”

ฝ่ายหญิงกรีดร้องลั่น ตามมาด้วยเสียงเครื่องแก้วที่หล่นแตกเปรื่อง เสียงห้ามของข้าทาสอาวุโส และเสียงตะโกนประชดประชันที่ฟังเหมือนกับพูดย้ำๆว่า “สาใจคุณแล้วสิ สาใจคุณแล้วสิ”...กังวานเสียงเหล่านั้นราวจะแทรกซอนเข้าไปในผนังห้อง ดังทะลุไปอีกฟากที่เด็กสาวแนบหูลอบฟังบทสนทนามาตั้งแต่ต้น

ผ่านไปพักใหญ่ ดูเหมือนทุกฝ่ายจะสงบสติอารมณ์กันได้ประมาณหนึ่งแล้ว เหล่ฟั้นได้ยินเสียงคุณนายย้อนคำคุณท่านว่า “คุณก็ดีแต่คิดแทนคนอื่นว่าลำบากยังงั้นยังงี้ เคยถามเจ้าตัวสักครั้งรึเปล่าว่าเขาจริงหรือไม่”

“เธอหมายถึงอะไร” เสียงคุณท่านแฝงด้วยความแปลกใจ

“อาเซา” หญิงสาวเรียกด้วยเสียงแข็งกระด้าง “บอกคุณท่านเขาทีซิว่าตลอดเวลาที่เขาไม่อยู่ อาเซามีความสุขดีมั้ย”

“เจ้าค่ะ” หญิงรับใช้สูงอายุกล่าวตอบไม่เต็มปาก

“ถูกฉันใช้งานหนักเกินไปมั้ย”

“ไม่เลยเจ้าค่ะ” แกตอบรับไปในทิศทางเดิม

“ถ้ายังงั้นก็ช่วยบอกทีเขาซิว่าป่วยการเปล่าๆที่จะจ้างคนงานใหม่มาทำงาน” สะใภ้ตระกูลหมั่นบงการประหนึ่งนางพญาผู้เรืองอำนาจ พร้อมๆกับที่ป้าเซาหลุดปากอย่างกระอึกกระอักว่า “เป็นความจริงเจ้าค่ะ ขอเรียนคุณท่านตามตรงว่าถึงอีฉันจะแก่เฒ่าเพียงนี้แล้ว หากการสู้ทนทำงานหนักก็เป็นสิ่งที่อิฉันคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยคุณปู่ของคุณท่านยังมีชีวิตอยู่ จึงไม่รู้สึกลำบากยากเย็นเท่าใดนัก ยิ่งได้คนสาวอย่างอาฟั้นมาช่วยอีกแรงแล้ว ภาระที่ต้องรับผิดชอบก็เบาลงไปมาก บ้านช่องห้องหอของเราก็มิได้กว้างขวางนัก ช่วยกันทำแค่สองคนก็เกินพอแล้วเจ้าค่ะ”

“ยังงั้นก็ดีแล้ว” หนุ่มใหญ่เอออวยอย่างไม่สู้จะเชื่อถือคำตอบที่คล้ายกับการโยนลูกรับส่งนั้นเท่าไรนัก ค่อยว่าต่อไปเหมือนจะประกาศศักดาตนเอง “ขอบคุณที่ช่วยกันดูแลบ้านประจำตระกูลของฉัน นับแต่นี้ไปพวกเธอไม่ต้องลำบากเหมือนสามเดือนที่ผ่านมาแล้ว เพราะฉันจะเป็นผู้ตัดสินใจและยุติประเด็นปัญหาทั้งหลายด้วยวิจารณญาณของฉันอย่างที่เคยเป็นมา”  

 

“ดีนะที่คุณท่านกลับมาเร็ว งานฉลองวันเกิดเลยไม่ต้องว่างเว้นไป...” ป้าเซาตั้งต้นเล่าอย่างอารมณ์ดี ขณะเดียวกับที่สองมือนวดแป้งซาลาเปาผสมน้ำอุ่นอย่างขมีขมัน “งานวันเกิดคุณท่านจัดยิ่งใหญ่ทุกปี สืบเนื่องมาหลายสิบปีแล้ว”

ทว่านาทีนี้ เหล่ฟั้นผู้ยืนสับหัวไชเท้าอยู่ข้างๆ ไม่ไยดีกับเรื่องเล่าแต่ปางก่อนของหญิงชราเหมือนที่เป็นมา...ความคิดของเธอเวียนวนอยู่กับการทุ่มเถียงระหว่างผู้เป็นนายทั้งสอง และคำพูดคำจาของป้าเซาที่ฝ่าฝืนความรู้สึกในใจตัวเองอย่างชัดแจ้ง

“ตระกูลหมั่นเดิมเป็นตระกูลเก่าแก่ อยู่ฮ่องกงมาตั้งแต่ก่อนอังกฤษปกครอง แต่ว่านเครือแตกแขนงออกไปไกลเสียจนลูกหลานสมัยนี้สืบไม่เจอแล้วว่ามีบรรพบุรุษร่วมกัน นอกจากแซ่นำหน้าชื่อที่พอให้รู้ได้เลาๆเท่านั้น...สายคุณท่านถือว่าเป็นต้นแซ่ของคนแซ่หมั่นในฮ่องกงทั้งหมด งานวันเกิดจึงเป็นวาระสำคัญไม่กี่วาระที่คนแซ่หมั่นในถิ่นต่างๆจะมารวมตัวกันเพื่ออวยพรต้นแซ่และสานสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน”

“ป้า” เหล่ฟั้นจงใจขัดจังหวะ “ทำไมป้าถึงต้องโกหกด้วยคะ”

“โกหกเรื่องอะไรหรือ” คนเก่าคนแก่ของบ้านย้อนถาม

“ที่คุณนายถามป้าเมื่อกลางวันน่ะค่ะ” เธอย้ำ “ที่คุณนายถาม...ไม่สิ ที่คุณนายชักนำให้ป้าตอบเอาใจคุณนายต่อหน้าคุณท่าน”

ป้าเซาหลบตาเธอ แล้วแสร้งทำไขสือเล่าต่อไป “สมัยก่อนตอนป้าสาวๆ จัดโต๊ะเลี้ยงแขกเยอะกว่าที่เราจัดทุกวันนี้เสียอีกนะ”

“ตอบหนูก่อน” เด็กสาวเสียงแข็ง แสดงความอยากรู้จริงจัง

“หนูรู้ได้ยังไง” หญิงชรายังไม่คลายสงสัย

“หนูกวาดพื้นอยู่แถวนั้นพอดี” เธอปดออกไป

“อย่ารู้เลย อาฟั้น” แกบ่ายเบี่ยง “มันไม่ได้เกี่ยวกับหนูหรอก”

“มันจะไม่เกี่ยวกับหนูได้ยังไง ก็ป้าเล่นพาดพิงถึงหนูด้วยนี่คะ”

ผู้อ่อนวัยโพล่งอย่างเหลืออด แม้จะไม่รุนแรง แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่เด็กสาวผู้สุภาพอย่างเธอแสดงอากัปอาการเช่นนี้ออกมา

“ทำไมป้าไม่พูดความจริงกับคุณท่านว่าคุณนายโขกสับพวกเราตลอด ทั้งที่ตัวไม่อยู่บ้านก็ใช้ให้ทำนู่นทำนี่สารพัด ทำไมป้าไม่พูดความจริงว่าป้าไม่มีความสุขเพราะการกระทำของคุณนาย ทำไมป้าไม่พูดความจริงว่าป้าอายุมากจนทำงานหนักไม่ไหวแล้ว ลำพังเราสองคนรับมือกับงานในบ้านนี้ไม่ได้ ทำไมป้าไม่พูด และทำไมป้าถึงปล่อยให้คุณท่านหลงเข้าใจในสิ่งผิดๆ ป้าช่วยตอบหนูที”

“พูดไปเจ้านายเขาก็ผิดใจกันเอง” แกทำหน้าปูลาดปูเลี่ยน

“ป้าคิดถึงแต่เจ้านาย แล้วป้าไม่คิดถึงสังขารตัวเองบ้างเลยหรอคะ” เหล่ฟั้นโต้ด้วยความสังเวชใจทั้งหมดที่อัดแน่นในหัวอก

“ไม่ใช่ว่าป้าไม่คิด เป็นแต่ป้าคิดแล้วว่ามันไม่มีประโยชน์อันใด สู้เก็บเงียบไว้ยังจะดีเสียกว่า” ผู้ถูกจี้ถามผ่อนลมหายใจอย่างขัดเคือง

“ป้ากล่าวว่าป้าเทิดทูนตระกูลหมั่นและคุณท่านยิ่งชีพป้า แต่ทำไมป้าถึงปิดบังความจริงไม่ให้คุณท่านรู้” คนเปิดประเด็นวางมีดลง เสียงเครียดขึ้น “ไหนจะเรื่องอีตาฝรั่งคนที่เข้ามานั่งนอนในบ้านเป็นว่าเล่นนั่นอีก เขาเข้ามาในฐานะอะไร เราทั้งสองต่างรู้กันดี แต่ทำไมป้าไม่ยอมบอกเรื่องนี้กับคุณท่าน”

“บอกไปเพื่ออะไรเล่า” ป้าเซาฉุนเฉียวขึ้นมาบ้าง

“ก็ให้คุณท่านได้รู้ความจริงว่า...” เด็กสาวตะพึดตะพือจะรักษาเหลี่ยม แต่ถูกกลบด้วยเสียงที่ดังกว่าของผู้ชราภาพ “ไม่ต้องพูดเรื่องนี้กันแล้ว”

สาววัยรุ่นผงะหงายอย่างคาดไม่ถึงกับท่าทีเกรี้ยวกราดของอีกฝ่าย ส่วนหญิงชราก็เหนื่อยหอบจากการกระทำนั้นจนต้องทิ้งช่วงหายใจอยู่หลายเฮือก

“เด็กเอ๋ย” แกเอ่ยเมื่อความขุ่นข้องคลายลง “ประสบการณ์หนูยังน้อยนัก เมื่อไหร่ที่หนูเข้าใจชีวิตมากขึ้น หนูก็จะเข้าใจป้าเอง”

“ค่ะป้า หนูจะจำไว้” เหล่ฟั้นหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนเอื้อมมือไปคว้ามืดมาสับหัวไชเท้าที่สับข้างไว้โดยไม่พูดอะไรอีก

“ตอนหนูอายุแปดขวบ หนูเคยถามป้าว่าบางเรื่องมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ให้คำตอบได้ใช่ไหม” ป้าเซาระลึกความทรงจำ ดวงตาเหม่อลอยไม่มีที่หมาย “เรื่องของคุณนายกับผู้ชายคนนั้นก็จัดอยู่ในเรื่องประเภทที่ว่า...ถ้าวันหนึ่งเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป ก็ขอให้มันเป็นไปเพราะประสงค์ของพระเจ้าจะดีกว่า มนุษย์ธรรมดาอย่างเราอย่าได้ไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยเลย” ผู้มีอาวุโสสูงสุดในบ้านขบริมฝีปากแน่น “และหนูคงไม่ลืมที่ป้าพูดต่อไปอีกว่า ‘เราจะรับรู้สิ่งที่อยู่ในใจพระเจ้าไม่ได้ แต่เราก็สามารถทำให้พระเจ้าเห็นใจเราได้ด้วยการทำดี’ ใช่มั้ย อาฟั้น”

เด็กสาวนิ่งไปนาน แม้เมื่อป้าเซาเดินออกไปพร้อมกับกะละมังใส่ก้อนแป้งที่นวดเสร็จแล้ว เธอก็ยังคิดไม่ตกว่า หรือ ‘การทำดี’ ในนิยามของแกหมายถึงการยอมรับการข่มเหงคะเนงร้ายด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งพระเจ้าจะทรงเห็นใจและประทานความช่วยเหลือลงมา และเพราะเชื่อถือคตินี้หรือเปล่า ชีวิตของป้าเซาจึงจมอยู่กับความเป็นเบี้ยล่างให้คนอย่างคุณนายจ้องรังแกร่ำไป

กวาน เหล่ฟั้น ถอนใจ รู้สึกเหมือนแสงไฟรอบกายจะมืดมนลง และในห้วงอารมณ์เช่นนี้ เธอต้องการใครสักคนทอแสงสว่างให้              

 

ดวงตะวันยามพลบค่ำสาดแสงสีแสดเข้ามาทางช่องหน้าต่าง ทอดลงบนร่างของเด็กหนุ่มสาวที่นั่งอิงแอบกันบนขั้นบันไดด้วยท่าทางใคร่ครวญ

“ฉันคิดว่าเธอชินแล้วเสียอีก” คุณชายแห่งคฤหาสน์สีข้าวโพดทำหน้าระอา เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าของเธอจนจบ “คุณพ่อกับคุณแม่ก็ผีเข้าผีออกกันอย่างนี้ วันนี้มึนตึงใส่กัน อีกสองวันก็กลับมาดีกันแล้ว เธออย่าคิดอะไรมากเลย”

สาวใช้ก้มกอดเข่าตัวเอง มองลงไปเบื้องล่างพลางพึมพำเบาๆ “ยังมีอีกหลายเรื่องที่ฉันไม่เข้าใจป้าเซาแม้แต่นิดเดียว”

“เป็นต้นว่าเรื่องอะไรหรือ” ที่ปรึกษาจำเป็นหยั่งท่าที

“เช่นเรื่องที่แกไม่ยอมบอกความจริงกับคุณนายว่าแกแก่จนทำงานบ้านบางอย่างไม่ไหวแล้วน่ะค่ะ” เหล่ฟั้นตอบเบาๆ และรู้สึกโล่งใจที่สรรหาเรื่องอื่นมาพูดได้ เพราะแม้ว่าต้นตอของปัญหาจะมาจากคุณนาย แต่เธอก็ไม่หาญกล้าพอจะพูดเรื่องนายสแตนลีย์หรือด้านลบใดๆของมารดาให้บุตรชายของหล่อนฟังอยู่ดี

“ผู้ใหญ่มีวิธีคิดที่เราไม่เข้าใจเสมอ” ไหว่เชิงรำพึง ก่อนจะทำหน้าให้เป็นปกติ “ฉันคงช่วยอะไรเธอไม่ได้ เว้นแต่ช่วยเป็นผู้รับฟังให้เธอเท่านั้น”

“คุณพูดจริงรึเปล่าคะ” เธอเอ่ยถามพร้อมขยับรอยยิ้มนิดๆ

“ฉันจะโกหกทำไม” เด็กหนุ่มแสร้งเย้า “จะอะไรก็ตามแต่ ฉันสัญญาว่าต่อให้เธอไม่เข้าใจและไม่เชื่อใครสักคนในบ้าน ก็จะมีฉันอยู่คนหนึ่งที่พร้อมรับฟังเธอ และเธอสามารถเชื่อใจฉันได้ตลอดไป”

เหล่ฟั้นสบสายตาเขาและมองเห็นแววจริงใจในดวงตาคู่นั้น

 

นับว่าคุณชายน้อยคาดเดาได้ถูกเผง เพราะไม่นานเกินรอ คุณท่านและคุณนายที่ทะเลาะกันอย่างจะเป็นจะตายในวันนั้น วันดีคืนดีก็กลับมาปรองดองกันหน้าตาเฉยราวกับความบาดหมางในวันนั้นไม่เกิดขึ้นจริง โดยหลังจากที่ฝ่ายหญิงแสดงท่าทีอี๋อ๋อประจบประแจงได้ไม่กี่วัน ฝ่ายชายก็ตกรางวัลเป็นเครื่องเพชรชุดใหญ่ แทนที่ชุดเดิมที่ถูกหล่อนปัดทำลายจนตกแตกไประหว่างมีปากเสียงกันวันนั้น

ดูเหมือนข้อขัดแย้งจะจบลงแต่เพียงเท่านั้น ถึงอย่างไรก็ตาม สุภาษิต “สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร” ก็ยังคงความขลังอยู่ตลอด และช่างเป็นจริงอย่างยิ่งสำหรับสายสัมพันธ์ที่ยิ่งวันก็ยิ่งระหองระแหงของสามีภรรยาคู่นี้

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น