matchty

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กับดักที่ 24

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 36.2k

ความคิดเห็น : 30

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ส.ค. 2558 22:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักที่ 24
แบบอักษร

กับดักรัก...เกมหัวใจ

 

กับดักที่

- 24 -

 

            ปอพาเลิฟมาที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งตามคำขอของเลิฟ  ปอเดินตามแผ่นหลังเล็กๆที่เดินนำหน้าไปเรื่อยๆ ระหว่างทางตั้งแต่ในรถจนถึงตอนนี้ไม่การพูดคุยอะไรทั้งนั้น มีแค่ความเงียบและลมเย็นๆที่พัดแผ่วเบากระทบผิวกายเป็นระยะ

 

 

            เลิฟเดินนำปอมาเรื่อยๆจนถึงสระน้ำขนาดใหญ่ใจกลางสวน เลิฟเดินลัดเลาะไปตามสะพานไม้ริมสระ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งเมื่อถึงกลางสะพาน มีปอนั่งลงตามข้างๆ เลิฟเหม่อมองออกไปในน้ำเบื้องหน้าที่สะท้อนเงาต้นไม้ ผิวน้ำกระเพื่อมไหวเพราะลมพัดไม่ต่างอะไรกับใจของเลิฟในตอนนี้

 

            ความมืดเริ่มโรยตัวเข้ามาปกคลุมทั่วบริเวณ  เสียงของผู้คนรอบๆข้างที่มีให้ได้ยินเป็นระยะค่อยๆหายไปจนในที่สุดก็เงียบสงัดไปทั่ว

            “เวลาไม่สบายใจเลิฟชอบมานั่งที่นี่” ในที่สุดเลิฟก็พูดขึ้นมาหลังจากที่นั่งเงียบมานาน จนปอแอบคิดว่าคงไม่พูดอะไรแล้ว

 

            “ที่นี่มันไม่ไกลบ้านแล้วก็เงียบสงบ นั่งมองน้ำ มองฟ้า ฟังเสียงลม” เลิฟพูดขึ้นเรื่อยๆพร้อมรอยยิ้มบางๆ ตายังคงเหม่อมองไปที่ผิวน้ำข้างหน้า

 

            “ปล่อยความคิดออกไปเรื่อยๆ มันเป็นช่วงเวลานึงที่ได้มีความรู้สึกว่าเราเป็นอิสระจากทุกอย่าง” คำพูดที่ออกมาจากริมฝีปากอิ่มพร้อมรอยยิ้มเป็นเอกลักษณ์ แต่แววตากลมโตคู่นั้นไม่ได้ฉายแววซุกซนเหมือนกับทุกที

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

            ...Love Part....

 

 

            “ลูกเมียน้อยๆ ฮ่าๆ” เหล่าเด็กชายหญิงยืนล้อมรอบเด็กน้อยที่นั่งอยู่ตรงกลาง ส่งเสียงตะโกนล้อเลียนและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน สองมือเล็กๆของเด็กน้อยยกขึ้นมาปิดหูตัวเองไว้เพราะไม่อยากได้ยิน

 

            “เลิฟไม่ใช่ลูกเมียน้อยนะ” เสียงเล็กตวาดเถียง เงยหน้าที่คลอไปด้วยน้ำตามองทุกคนที่รุมล้อมอยู่

 

            “ไม่จริงอ่ะตัวเป็นลูกเมียน้อย แม่ของเราบอกมา” เด็กผู้หญิงว่าไปตามประสาซื่อ เพราะบังเอิญได้ยินแม่ตัวเองคุยกับเพื่อนบ้านว่าเลิฟเป็นลูกเมียน้อย

 

            “ไม่ใช่นะ!!!” เลิฟตวาดเสียงดังก่อนจะลุกขึ้นยกมือผลักไปที่เด็กผู้หญิงตรงหน้าเต็มแรง จนเด็กคนนั้นล้มลงไปกองกับพื้น

 

            “ฮือๆๆๆ” เด็กผู้หญิงร้องไห้ออกมาเสียงดังเพราะเจ็บจากการที่ล้มลงไปกระทันหัน ส่วนเลิฟเองก็ยืนตะลึงทำอะไรไม่ถูกเมื่อกี้เขาไม่ได้ตั้งใจ แต่ใครใช่ให้มาว่าเขาเป็นลูกเมียน้อยล่ะ

 

            “ตายแล้วลูก นี่เธอทำอะไรลูกฉันห๊ะไอ้เด็กบ้า!!!” คนเป็นแม่รีบวิ่งมาอุ้มลูกตัวเองทันทีที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของลูก ก่อนจะหันมาตวาดเลิฟเสียงดังลั่น

 

            “คนนี้เขาผลักหนูล้มค่ะคุณแม่”  เด็กหญิงสะอึกสะอื้นฟ้องแม่ ชี้ไม้ชี้มือมาที่เลิฟ

 

            “เด็กนิสัยไม่ดี!!!” คนเป็นแม่ตวาดเสียงแหลม เงื้อมือขึ้นสูงเตรียมจะฟาดลงมา แต่มีร่างๆหนึ่งวิ่งเช้ามาขวางเอาไว้

 

            “อย่านะคะ!!!” ร่างของคนที่วิ่งมาขวางตะโกนห้ามเสียงดัง สองแขนยกมือโอบกอดเด็กชายตัวน้อยอย่างปกป้องและหวงแหน

 

 

          แม่ของเด็กหญิงปรายตามองที่หญิงสาวที่วิ่งเข้ามาขวางนิดๆ ก่อนจะลดมือที่เงื้อขึ้นสูงลง หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจ

 

"เธอเป็นใครมาขวางฉันทำไม" เสียงแหลมตวาดถามด้วยความโมโห

 

"ฉันเป็นแม่ของเด็กคนนี้ต้องขอโทษแทนลูกชายด้วยนะคะ" หญิงสาวรีบเอ่ยปากขอโทษผู้หญิงตรงหน้า

 

 

"ขอโทษหรอ ขอโทษแล้วลูกฉันหายเจ็บมั้ย" แม่ของเด็กหญิงพูดขึ้นต่อด้วยความไม่พอใจ

 

"งั้นฉันจะพาลูกสาวคุณไปทำแผลค่ะ" หญิงสาวยื่นข้อเสนอ

 

"ไม่ต้อง!!!" แม่ของเด็กหญิงปฏิเสธข้อเสนอแบบทันควัน

 

"งั้นคุณจะเอายังไงล่ะค่ะ" หญิงสาวถามความต้องการของอีกฝ่าย เพราะอยากจะจบเรื่องบ้าๆพวกนี้สักที

 

"ให้ลูกชายเธอขอโทษลูกสาวฉันเดี๋ยวนี้" อีกฝ่ายก็บอกความต้องการของตัวเองทันที

 

 

"เลิฟขอโทษเขาไปสิลูก" หญิงสาวตัดสินใจหันมาบอกลูกชายให้ขอโทษ เพื่อต้องการให้เรื่องมันจบ

 

"ไม่...เลิฟไม่ผิด" เด็กน้อยตะโกนปฏิเสธไม่ยอมทำตาม เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องเป็นฝ่ายขอโทษทั้งๆที่ไม่ผิด

 

"เลิฟครับ ขอโทษเขาไปเร็วลูก" หญิงสาวยังคงบอกลูกชายด้วยเสียงอ่อนโยน

 

"ไม่!!! แม่ใจร้ายที่สุด" เด็กน้อยตะโกนสุดเสียง ก่อนจะวิ่งออกจาตรงนั้นอย่างรวดเร็ว

 

"เลิฟ!! เลิฟ!!" หญิงสาวพยายามเรียกลูกชายให้หยุดวิ่งแต่เสียงเรียกของเธอก็ไม่สามารถทำให้เด็กน้อยหยุดวิ่งได้

 

"ยังงี้แหละเด็กไม่มีพ่อ" แม่ของเด็กหญิงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดูถูก หญิงสาวที่มองตามลูกชายด้วยความเป็นห่วง ตวัดสายตามองอีกฝ่ายนิ่งๆ

 

"ใช่ค่ะลูกฉันไม่มีพ่อ แต่ฉันก็สอนลูกเป็นว่าอะไรควรไม่ควร ไม่เหมือนกับคนบางคนที่มีครอบครัวพร้อมหน้า แต่สั่งสอนลูกไม่เป็นจนกลายเป็นเด็กนิสัยแย่" หญิงสาวว่ากลับเสียงเรียบ

 

"นี่เธอว่าลูกสาวฉันนิสัยแย่หรอ" อีกฝ่ายถามเสียงแหลม ปากคอคอสั่นเพราะขัดใจที่โดนยอกย้อน

 

"ถึงว่่าสิเพราะปากแบบนี้ถึงได้เป็นเมียน้อยชาวบ้าน" เอ่ยต่ออกมาพร้อมกับมองไปที่หญิงสาวด้วยแวตาเหยียดๆ

 

"ฉันสงสารลูกคุณจังที่ีมีแม่แบบนี้" หญิงสาวว่าเรียบๆไม่ทีท่าทีโมโหแต่อย่างใด ก่อนจะเดินจากมา ทิ้งให้อีกฝ่ายยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้น

 

...

...

 

"อ้าวเลิฟมาตั้งแต่เมื่อไหร่อ่ะ" เสียงใสๆของเด็กหญิงถามขึ้นด้วยความแปลกใจ สาวน้อยออกมาเดินเล่นที่สนามหญ้าหน้าบ้าน แต่ดันมาหาเห็นเพื่อนตัวน้อยของเธอนั่งหน้าบึ้งอยู่

 

"อ่ะ...นาว" เลิฟสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเรียกชื่อเพื่อนออกมา

 

"อือเราเอง ตัวมาทำอะไรอ่ะ" นาวเอียงคอถามอย่างน่ารัก

 

"เราหนีแม่มาอ่ะ" เลิฟว่าหน้ามุ่ย

 

"หนีไมอ่ะตัวไปทำไรผิดมาถึงได้หนีคุณน้า" นาวถามต่อก่อนจะนั่งลงข้างๆเลิฟ

 

            “ก็แม่.......” เด็กน้อยเปิดปากเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อสาวตัวน้อยฟัง ซึ่งอีกคนก็ฟังอย่างตั้งใจ

 

            “อย่าโกรธคุณน้าเลยเราว่าคุณน้าคงมีเหตุผลของคุณน้าแหละ” นาวบอกเพื่อนตัวเองเสียงใส

 

            “ป่ะ....ไปดูนี่กันดีกว่า” แล้วมือกลมๆของสาวน้อยก็ดึงมือป้อมๆของอีกคนให้เดินตาม

 

เมี๊ยว....เมี๊ยว...

 

            “โอ้โห...ลูกแมวน่ารักจัง” เสียงวี้ดว้ายอย่างตื่นเต้นดังออกจากปากเด็กน้อยทั้งคู่ไม่ขาดสาย เลิฟมองไปที่ลูกแมวตัวกลมสามตัวใน

ตะกร้าอย่างชอบใจ

 

            “เลิฟ” เสียงคุ้นหูเรียกดังขึ้น

 

            “แม่ฮะเราเลี้ยงได้มั้ย” เด็กน้อยเอ่ยถามผู้เป็นแม่ด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง

 

            “ถามเจ้าของเขารึยังลูก” คนเป็นแม่เอ่ยถามลูกชายเสียงอ่อนโยน

 

            “เอาไปเลยรินถ้าตาเลิฟอยากได้” แม่ของนาวบอกยิ้มๆ

 

            “เลี้ยงนะฮะแม่” เลิฟหันมาทำตาอ้อนเสียงอ้อนใส่แม่

 

            “จ๊ะๆแต่เราสัญญากับแม่นะว่าจะดูแลมันดีๆ” รินบอกลูกชายด้วยเสียงอ่อนโยน

 

            “ค๊าบ เลิฟสัญญา” เด็กน้อยรับปากแข็งขันกระชับอ้อมกอดลูกแมวสีขาวในมือแน่น

 

            “งั้นขอบคุณน้าจันแล้วกลับบ้านกันลูก”

 

 

            “น้าจันขอบคุณครับ....เรากลับบ้านก่อนนะนาวพรุ่งนี้เจอกัน” เลิฟยกมืออ้วนป้อมไหว้ขอบคุณอย่างทุกลักทุเลเพราะไม่ยอมปล่อยลูกแมวลง ก่อนจะบอกลาเพื่อนแล้วเดินตามแม่กลับบ้าน

 

            ...

            ...

 

            “เลิฟครับทำไมเมื่อตอนบ่ายแม่บอกให้ขอโทษเพื่อนถึงไม่ทำละครับ” คุณรินหันมาถามลูกชายตัวน้อยที่ยืนช่วยเธอเตรียมอาหารเย็นอยู่ข้างๆ

 

            “ก็เลิฟไม่ผิดทำไมเลิฟต้องขอโทษละฮะ” เลิฟว่าหน้างอ มือป้อมๆเด็ดยอดผักตามที่แม่เคยสอนช้าๆ แต่ก็เด็ดถูกบ้างไม่ถูกบ้างตามประสา

 

            “งั้นถ้าเลิฟไม่ผิดเลิฟก็จะไม่ขอโทษเหรอลูก” รินหันมาถามลูกชายเสียงอ่อนโยน

 

            “ใช่ครับ” เลิฟตอบแม่เสียงดังฟังชัด

 

            “ฟังแม่นะครับ การที่เรารู้จักขอโทษใครก่อนไม่จำเป็นว่าเราจะต้องเป็นคนผิด”

 

            “ถ้าไม่ผิดแล้วเราจะขอโทษทำไมล่ะฮะ” เลิฟถามด้วยความสงสัยคิ้วพันกันยุ่ง

 

            “เพราะการที่เราขอโทษใครก่อนมันไม่ได้หมายความเรายอมรับผิด แต่มันหมายถึงว่าเรารู้จักการให้อภัยไงครับ เลิฟให้อภัยเพื่อนได้มั้ย”

            “แต่เขาว่าแม่นี่นา” เลิฟยังคงเถียงเสียงอ่อย

 

            “ขอบคุณที่เลิฟห่วงแม่ครับแต่แม่ไม่เป็นไรนะลูก แค่เลิฟเป็นลูกชายที่น่ารักของแม่แบบนี้ก็พอแล้ว” รินหยุดมือที่เตรียมอาหารลง นั่งยองๆให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกันกับลูกชาย ยกมือขยี้หัวทุยๆนั้นเบาๆ

 

            “ครับผม” เลิฟส่งยิ้มกว้าง ให้แม่จนตาหยี

 

            “เอาล่ะเด็กดีของแม่ไปดูสิว่าตอนนี้เจ้าโมกเป็นยังไงบ้าง”

 

            “ครับผม” เลิฟตะเบ๊ะท่าใส่แม่แล้วล้างมือรีบวิ่งไปดูเจ้าแมวน้อยที่ตัวเองตั้งชื่อว่าโมกอย่างรวดเร็ว

 

            “ระวังลูก!!!!” รินตะโกนตามหลังด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะส่ายหัวแล้วยิ้มขำเอ็นดูลูกชาย

 

            รินเป็นสาวเหนือที่รูปร่างอรชรอ่อนแอ่น หน้าตาสวยหวานจนใครเห็นก็ต้องเหลียวหลัง เป็นคนนิสัยอ่อนโยนเรียบร้อย เก่งเรื่องงานบ้านงานเรือนทุกชนิด

 

 

            เมื่อช่วงสมัยเป็นวัยรุ่นใหม่ๆรินได้มีโอกาศไปร่ำเรียนที่กรุงเทพฯ จนได้เจอกับพ่อของเลิฟและด้วยความเป็นคนหัวอ่อน ทำให้ปล่อยตัวจนมีเลิฟขึ้นมา แน่นอนว่าการที่ตั้งท้องในวัยเรียนเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่เธอเลือกที่จะเก็บลูกน้อยในท้องไว้นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เรียนไม่จบ แต่เรื่องที่เจอยังเลวร้ายไม่พอเพราะเธอมารู้ทีหลังว่าตัวเองท้องกับคนที่มีภรรยาแล้ว เธอจึงเลือกตัดสินใจกลับมาบ้านเกิด

 

            ทันทีที่พ่อแม่รินทราบเรื่องก็ด่าทอต่อว่าเพราะรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรง เธอตัดสินใจหอบลูกในท้องและหัวใจที่เจ็บช้ำ บากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทเพียงคนเดียว วาดจันทร์ และก็อาศัยพึ่งใบบุญวาดจันทร์เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้  คอยรับจ้างทำงานเล็กๆน้อยๆในไร่ดอกไม้ของเพื่อน ใช้ชีวิตเรียบง่ายมีความสุขตามอัตภาพ แม้จะต้องโดนสายตาครหาและข่าวลือเรื่องท้องไม่มีพ่อเป็นระยะก็ตาม

 

            รินตั้งชื่อลูกชายว่ากานดา ชื่อเล่นว่าเลิฟ ที่แปลว่าความรัก เพราะปราถนาให้ลูกเป็นที่รักและให้ลูกรู้ว่าแม้จะเกิดจากความไม่ระวัง แต่ลูกก็คือความรักทั้งหมดที่มีของเธอ ความรักที่เธอไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆนอกจากขอให้ชีวิตเล็กๆชีวิตนี้มีความสุข

 

            รินรู้สึกสงสารลูกชายตัวเองเพราะรู้ว่าทุกครั้งที่ลูกออกจากบ้านไปโรงเรียน หรือแม้กระทั่งไปเล่นนอกบ้าน เลิฟจะโดนล้อเลียนเรื่องความผิดของตัวเองเสมอ แต่เลิฟไม่เคยแสดงอาการน้อยใจหรือเอ่ยถามหาคนเป็นพ่อให้ได้ยินสักครั้ง

 

 

พื้นฐานนิสัยของลูกชายเป็นคนอ่อนไหวและจิตใจดี แคร์ความรู้สึกคนรอบข้าง นี่คงป็นเหตุผลที่ว่าทำไมลูกชายถึงไม่เคยพูดอะไรเลย เธอโชคดีที่มีเลิฟเป็นลูกและตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ ว่าจะปกป้องลูกน้อยให้มีความสุขตลอดไป

 

...

...

 

“ฮือๆๆๆๆๆ” เสียงสะอึกสะอื้นของเด็กน้อยดังมาเป็นระยะเพราะ ในมือทั้งสองข้างกอดลูกแมวสีขาวไว้แน่น

 

“โมกมันไปสบายแล้วลูก” รินพยายามปลอบโยนลูกชายให้คลายความเสียใจ

 

“แต่เมื่อวานมันยังเล่นกับเลิฟอยู่เลยนะฮะ” เลิฟหันมาบอกแม่ด้วยน้ำตานองหน้า เพราะเมื่อวานโมกมันยังวิ่งเล่นกับเขาดีๆเลย เพราะมาวันนี้มันกลับนอนตัวแข็งทื่อไม่หายใจซะแล้ว

 

“โมกมันตายแล้วลูก” รินพยายามบอกลูกชายให้เข้าใจ

 

“ไม่จริงอ่ะโมกมันแค่นอนหลับ” เลิฟเถียงแม่เสียงสั่นน้ำตาไหลไม่ขาดสาย ใบหน้าซุกลงบนตัวลูกแมวน้อยในอ้อมแขนกระชับอ้อมกอดแน่น ยอมรับความสูญเสียแรกในชีวิตไม่ได้

 

“เลิฟครับเงยหน้ามาฟังแม่นะลูก”  รินเรียกลูกชายด้วยเสียงอ่อนโยน จนเลิฟยอมเงยหน้ามามองแม่ช้าๆ

 

            “เลิฟรักโมกไหมครับ”

 

            “รักครับ”

 

            “ถ้าเลิฟรักโมกเลิฟต้องปล่อยโมกนะลูก”

 

            “ถ้ารักแล้วทำไมต้องปล่อยล่ะฮะ”

 

            “เลิฟเห็นมั้ยครับว่าโมกมันเหนื่อยจนหลับไปแล้ว เลิฟจะไปฝืนให้มันต้องตื่นขึ้นมา เลิฟไม่สงสารมันหรอลูก”

 

            “แล้วโมกไม่สงสารเลิฟหรอครับ”

 

 

            “แล้วเลิฟเลือกจะให้โมกอยู่กับเลิฟเพราะสงสาร ทั้งๆที่มันเองก็เหนื่อยน่ะหรอครับ” รินย้อนถามลูกชายเสียงอ่อนโยน ถึงจะดูเข้าใจยากแต่เธอเชื่อว่าเลิฟจะเข้าใจในสิ่งที่เธอบอก

 

 

            “เข้าใจแล้วครับ” เลิฟบอกแม่เสียงแผ่วถึงจะไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่บอกเท่าไหร่ แต่เด็กน้อยไม่อยากให้โมกต้องฝืนอยู่กับตัวเองทั้งๆที่โมกเหนื่อย

 

            “หลับฝันดีนะโมก” เสียงเล็กบอกกับแมวตัวน้อยในหลุมอย่างอ่อนโยน น้ำาตาไหลลงบนพื้นดินไม่ขาดสาย

 

 

            “ฮือๆๆๆๆแม่ฮะ” เด็กน้อยโผเข้ากอดคนเป็นแม่แน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียใจกับการจากไปของสัตว์เลี้ยงแสนรัก

 

            “แม่จะทิ้งเลิฟไปเหมือนโมกไหมฮะ” เลิฟผละออกจากอ้อมกอดแม่ เงยหน้าถามด้วยความเสียใจเพราะกลัวว่าแม่จะทิ้งไปแบบโมก

            “แม่ไม่ทิ้งเลิฟไปหรอกครับ แม่จะอยู่กับเลิฟแบบนี้แหละ” รินส่งยิ้มอ่อนโยนให้

 

            “อยู่ด้วยกันตลอดไปได้มั้ยฮะ” เลิฟถามแม่อย่างมีความหวัง รินทรุดตัวนั่งยองๆสบตากับลูกชายเอามือลูบหัวเบาๆ

 

            “เลิฟฟังแม่นะครับเลิฟต้องเข้าใจว่าไม่มีใครจะอยู่เลิฟได้ตลอด รวมทั้งแม่ด้วย”

 

            “ทำไมล่ะครับหรือว่าแม่ไม่รักเลิฟหรอ แม่อย่าทิ้งเลิฟไปเหมือนพ่อนะฮะ เลิฟสัญญาจะเป็นเด็กดี” เด็กน้อยกอดแม่แน่นเพราะกลัวโดนทิ้ง มันทำให้รินรู้สึกสะท้อนในอก เธอคิดว่าเลี้ยงลูกได้ดีคิดว่าลูกไม่ขาดอะไร แต่การที่ลูกไม่มีพ่อต่อให้เลี้ยงดีแค่ไหนเธอก็เติมเต็มลูกเรื่องนี้ไม่ได้ การแสดงออกวันนี้ของลูกมันทำให้เธอรู้ว่าที่เลิฟเธอไม่เคยทำตัวให้หนักใจ ทำตัวเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายเสมอ เพราะกลัวโดนทิ้งกลัวว่าจะไม่เหลือใคร

 

            “ที่แม่อยู่กับเลิฟตลอดไม่ได้ไม่ใช่ว่าแม่จะทิ้งเลิฟหรือไม่รักเลิฟนะครับ แต่สักวันนึงแม่ก็จะต้องเหนื่อยแล้วหลับไปเหมือนโมก คนอื่นๆก็เหมือนกัน”

 

            “งั้นเลิฟจะเป็นเด็กดีทุกคนจะได้อยู่กับเลิฟนานๆนะฮะ” เด็กน้อยบอกแม่แผ่วเบาและกระชับอ้อมกอดแน่น จนคนเป็นแม่ยิ้มออกมาบางๆด้วยความอบอุ่นใจกับอ้อมกอดเล็กๆนี้

 

            ...

            ...

 

            “นาวจะไปเรียนที่กรุงเทพฯจริงหรอ” เลิฟถามเพื่อนหน้าเศร้า

 

            “อื้อ...เราต้องตามคุณพ่อคุณแม่ไปอ่ะ” นาวเองก็เศร้าไม่แพ้กันที่ต้องจากเพื่อนสนิท

 

            “ไปนานไหม”

 

            “ไม่รู้เหมือนกัน แต่เราสัญญานะว่าจะโทรมาหาเลิฟทุกวัน” นาวบอกพร้อมรอยยิ้มยกนิ้วก้อยขึ้นมาให้เลิฟ

            “สัญญานะ” เลิฟยิ้มตอบพร้อมกับยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยวเป็นการสัญญา

 

            “เราไปแล้วน้า!!!” นาวโบกมือออกจากตัวรถบอกลาเลิฟที่มายืนส่งอย่างร่าเริง เลิฟเองก็โบกมือตอบ ก่อนจะหน้าหมองลงเล็กน้อย เพราะต้องห่างกับเพื่อนคนเดียวในชีวิต

 

            “กรุงเทพฯใกล้ๆแค่นี้เดี๋ยวปิดเทอมแม่จะพาไปหาตกลงมั้ย อย่าทำหน้าเศร้าแบบนี้ยิ้มเร็วคนเก่งของแม่” รินบอกลูกชายตัวน้อยของเธอที่ตอนนี้ชักจะเหมือนหมูเข้าไปทุกที

 

            “แม่สัญญานะ” เลิฟหันมาทวงสัญญากับแม่ตาแป๋ว

 

            “สัญญาสิ...มาเกี่ยวก้อย” รินยื่นนิ้วก้อยไปหานิ้วก้อยเล็กๆที่ยื่นกลับมา แล้วเกี่ยวไว้แน่นก่อนจะแกว่งไปมาเบาๆ

 

            “ป่ะ...เรากลับบ้านกัน” รินปล่อยมือลงแล้วอุ้มเลิฟขึ้นก่อนจะออกเดิน

 

            “หนักเกินไปแล้วไหมเนี้ยไอ้ตัวเล็ก” รินว่าขำๆแล้วเอามือจั๊กจี๊พุงกลมๆเล่น

 

            “คิกๆๆไม่เอานะแม่เลิฟจั๊กจี๊” เลิฟดิ้นดุกดิกลงจากอ้อมแขนแม่ก่อนจะวิ่งหนี และส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

 

            ...

            ...

 

            “เลิฟครับอยู่ไหนลูก” เสียงของแม่ร้องเรียกได้ยินแว่วๆตามหลัง แต่เลิฟไม่สนใจตั้งหน้าตั้งตาวิ่งหนีแม่อย่างเอาเป็นเอาตาย

 

            สาเหตุที่เขาวิ่งหนีแม่เพราะทะเลาะกันเรื่องย้ายโรงเรียน เขาขอแม่ไปเรียนต่อม.ต้นในกรุงเทพฯกับนาว แต่แม่ไม่ยอมบอกว่ารบกวนนาว มันเป็นแค่ข้ออ้างทำไมเขาจะไม่รู้แม่ไม่อยากให้เขาไปกรุงเทพฯต่างหาก เพราะว่าพ่ออยู่ที่นั้นแต่เขาไม่ได้คิดจะไปรบกวนอะไรพ่อสักหน่อย ก็แค่อยากไปเจอหน้าบ้างขอแค่เห็นหน้าก็ยังดี เขาต้องการแค่นั้นจริงๆ

 

            และนี่มันเลยกลายเป็นจุดที่ทำให้เขากับแม่ทะเลาะกันใหญ่โตทั้งๆที่ไม่เคยทะเลาะกัน วันนี้เขาขึ้นเสียงและตวาดแม่ออกไปอย่างลืมตัวเพราะความน้อยใจ แต่เขาก็ปากหนักเกินกว่าจะเอ่ยปากขอโทษทั้งๆที่รู้ว่าผิด เลยหนีออกจากบ้านมาและแม่ก็เดินตามหาเขาอย่างที่เห็นเนี้ยแหละ

 

            เขาไม่อยากเจอหน้าแม่เลยพยายามมองหาที่ซ่อน แต่ตรงนี้มันริมถนนใหญ่โล่งๆจะมีทีไหนให้ซ่อนล่ะ ก่อนสายตาจะไปสะดุดเข้ากับตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่มีคนเอามาทิ้งไว้ข้างทาง

 

            เลิฟยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจก่อนจะมองซ้ายมองขวาข้ามถนนไปที่ตู้เสื้อผ้า เขาเปิดตู้ออกแล้วมุดตัวเข้าไปซ่อนด้านในโดยแง้มประตูตู้ไว้นิดๆพอให้เห็นด้านนอก เขาเห็นแม่กำลังเดินหาเขาอยู่ด้วยสีหน้าร้อนรน เขานัง่มองอยู่อย่างนั้นสักพัก ลังเลว่าจะออกไปดีมั้ยจนในที่สุดก็ตัดใจเปิดประตูตู้เสื้อผ้าออกกว้าง

 

            “แม่ครับผมอยู่นี้” เลิฟตะโกนเรียกแม่เสียงดังจากอีกฟากถนน ส่วนตัวเองก็ยังคงนั่งในตู้ไม่ออกมา

 

            “เลิฟ!!!” แม่ตะโกนเรียกเขาก่อนจำถอนหายใจโล่งอก แล้วรีบวิ่งข้ามถนนมาหาเขา ด้วยอารมณ์รีบร้อนผสมกับความเป็นห่วง ทำให้รินรีบวิ่งข้ามถนนมาหาลูกชายเพื่อจะพากลับบ้านเพราะฝนใกล้ตก

 

เอี๊ยด!!!!! โครม!!!!!

 

เสียงล้อรถยนต์บดกับถนนดังสนั่นก่อนจะตามมาด้วยเสียงวัตถุหนักๆหล่นลงพื้น เลิฟมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่ทันตั้งตัว เขาเห็นรถวิ่งมาด้วยความเร็วก่อนที่ร่างของแม่จะลอยละลิ่วขึ้นสูงแล้วร่วงลงมากระทบพื้นเหมือนตุ๊กตา

 

 

แล้วทุกอย่างก็เข้าสู่ความชุลมุนทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ ต่างร้องตะโกนเซ็งแซ่จับใจความไม่ได้ดังระงมไปหมด ก่อนจะพากันมามุงล้อมรอบร่างที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นถนน

 

“แม่!!!!!”เลิฟตะโกนสุดเสียงก่อนจะวิ่งมาหาแม่ด้วยความเร็ว น้ำตาไหลลงมาไม่ขาดสายมือสองข้างอุ้มศีรษะของแม่มาวางไว้บนตัก ปล่อยทุกหยาดน้ำตาให้ไหลลงบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือด

 

“แม่ แม่ครับ ได้ยินเลิฟมั้ย ฮือๆ” เลิฟพยายามร้องเรียกแม่อย่างสุดเสียง

 

            “เลิฟหรอลูก” รินพยายามหรี่ตาที่หนักอึ้งขึ้นมองลูกชาย ตอนนี้เธอรู้สึกว่าร่างกายมันหนักไปหมด

 

            “แม่ครับ เลิฟขอโทษ แม่อย่าเป็นอะไรนะ” เลิฟร้องไห้เหมือนใจจะขาดเอาแก้มก้มลงไปแนบกับแก้มของแม่ แขนก็กอดร่างของแม่แน่น

 

            “ไม่ร้องนะครับคนเก่ง” รินพยายามปลอบลูกชายที่ร้องไห้จนตัวโยนด้วยเสียงกระท่อนกระแท่น

 

            “สัญญากับแม่นะครับว่าเลิฟต้องเข้มแข็ง”  รินพยายามเปล่งเสียงบอกลูกชาย ตอนนี้เธอรู้สึกชาไปหมดทั้งตัวรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าเธอคงจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกต่อไป

 

            “เลิฟสัญญาๆแต่แม่อย่าเป็นอะไรนะ แม่ต้องอยู่กับเลิฟ”  เลิฟพึมพำรับปากแม่เสียงสั่นทั้งๆที่เสียงที่แม่พูดออกมามันแผ่วเบา แต่เขากลับได้ยินมันชัดเจน

 

            “แม่ขอโทษนะลูก” รินพยายามเค้นเสียงสุดท้ายออกจากลำคอ มองลูกชายเพียงคนเดียวด้วยสายตาอ่อนโยน หยาดน้ำตาไหลลงมาที่หางตาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอไม่ได้กลัวกความตายและไม่เสียใจหากวันนึงจะต้องจากโลกนี้ไป แต่เธอเสียใจที่จะไม่มีโอกาศได้มองเห็นคนที่เธอรักเติบโตขึ้นในอนาคต เสียใจที่มือคู่นี้จะไม่ได้ประคับประคองลูกน้อยของเธอให้ก้าวเดินอีกแล้ว น้ำตายังไหลลงมาช้าๆก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะค่อยหลุดลอยไป

 

แม่รักเลิฟนะลูก

 

            เลิฟมองร่างที่กระตุกนิดๆของแม่แล้วแน่นิ่งไปอย่างตกใจ เขาพยายามเขย่าร่างบางของแม่สุดแรงเพื่อให้ตื่น แต่แม่ก็ไม่มีท่าทีจะตื่นขึ้นมา เปลือกตาของแม่ปิดสนิทและนอนแน่นิ่ง เขารับรู้ได้โดยที่ไม่มีใครต้องมาบอก แม่จากเขาไปแล้วเหมือนโมกจากไปอย่างไม่มีวันกลับ เขาจะไม่มีทางเห็นสายตาอ่อนโยนคู่นั้น รอยยิ้มสวยๆ เสียงที่คอยถามและปลอบโยนเสมอนั้นอีกแล้ว

 

            ถ้าเขาย้อนเวลาได้เขาจะไม่ขอแม่ไปกรุงเทพฯ เขาจะไม่ตวาดแม่จะไม่เอาแต่ใจ เขายอมที่จะไม่เจอหน้าพ่อทั้งชีวิตเพื่อที่จะไม่ต้องเสียมือคู่นี้ไป

 

 

            ฝนเริ่มลงเม็ดที่ละเม็ดช้าๆ ก่อนจะตกหนักลงเรื่อยๆชะล้างรอยเลือดให้ไหลไปตามพื้นถนน แต่ไม่อาจล้างน้ำตาที่มันไหลแทบเป็นสายเลือดในใจของเลิฟได้

 

            “แม่ครับ เลิฟขอโทษ” เลิฟพูดเสียงแผ่ว กอดร่างของผู้หญิงที่เขารักที่สุดในโลกไว้แน่น

 

 

            เลิฟไม่รู้ว่าตัวเองพึมพำขอโทษอยู่อย่างนั้นนานแค่ไหน เขารู้เพียงแค่ว่าต่อให้ตะโกนเสียงดังแค่ไหน ตะโกนให้สุดเสียงยังไง คนๆนี้ก็ไม่มีทางได้ยินอีกแล้ว....

 

 

2 Be Con...

 

+++++++++++++++++++++

คุยกันสักนิดนะยูว์

ขอโทดที่เลทครับ

สารรูปว่าคนเขียนนอนหลับ TT^^TT

ตอนนี้กับตอนหน้าคนเขียนจะพาย้อนอดีตเลิฟกัน

การเล่าเรื่องอาจจะไม่ประติดประต่อเท่าไหร่

เพราะคนเขียนเล่าเป็นช่วงๆนะจ๊ะ

เขียนเสร็จแอบคิด นี่นายเอกนิยายวายหรือนางเอกละครหลังข่าว

แต่เอานะ สนองนี้ดคนชอบรัยทดบ้างเดี๋ยวจะหาว่าคนเขียนไม่แน่จิง หึ หึ

ยืนยันคำเดิมคนเขียนดราม่าไม่เป็นเชื่อเถอะ!!

รักคนอ่านคับ^^
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}