สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 9

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 291

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2562 22:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9
แบบอักษร

ณ บ้านหรูใจกลางเมืองหลังหนึ่ง ประตูไม้ตีทึบสลับสเตนเลสบานใหญ่ค่อย ๆ เลื่อนเปิดออกจนสุด รถยนต์คันจิ๋วสีเหลืองสดซึ่งกำลังแล่นออกจากรั้วบ้านต้องบีบแตรยาวเป็นสัญญาณขอทาง เมื่อเบนซ์สปอร์ตสีขาวมุกเคลื่อนเข้ามาจอดขวางประตูไว้พอดี

แทนที่จะขยับรถหลีกทางให้ คนขับซึ่งจงใจจอดรถขวางกลับก้าวลงมาด้วยท่าทางรื่นเริง และเดินอาด ๆ เข้าไปในเขตบ้านที่เปิดประตูค้างไว้

ชนวีร์ควบเบนท์ลีย์สีเทาเข้มห้อตะบึงตามหลังเบนซ์สปอร์ตของมิราวัลย์มาติด ๆ รีบจอดรถตัวเองต่อท้ายแล้ววิ่งตามไปในเขตรั้วบ้าน แต่ก็ยังช้ากว่าประตูรถสีเหลืองที่เปิดออก แล้วคนขับซึ่งสวมแว่นกันแดดอันโตบดบังใบไว้หน้าเกือบครึ่งก็ก้าวลงมา

ชายหนุ่มวิ่งพรวดเข้าไปกั้นผู้หญิงเจ้าของรถสีเหลืองไว้ เผชิญหน้ากับนักแสดงสาวที่ยืนยิ้มกวนอยู่ตรงหน้า

ชายหนุ่มหน้าเสีย เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวล ‘กลับไปเถอะมีล่า ถือว่าผมขอได้ไหม อย่ามาก่อกวนที่นี่เลย’

หญิงสาวเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า ‘วีร์กลัวมีล่าจะบุกมาทำร้ายคู่หมั้นของวีร์หรือคะ’

ชนวีร์กดนิ้วลงบนหัวตา กลัวใจกลัวความบ้าบิ่นและไม่สนใจกาละเทศะของสาวหัวนอกฝรั่งจ๋านัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอมาเล่นสนุกที่นี่ ต่อหน้าลูกสาวเจ้าของบ้านหลังนี้ซึ่งเป็นผู้หญิงที่เขาต้องห่วงความรู้สึกมากที่สุด

ขืนขยับตัวผิดพลาดไป แผนงานทั้งหมดที่วางไว้ ก็ล้มเหลวหมดน่ะสิ

‘คุณกลับไปก่อนดีกว่ามีล่า’ ชนวีร์ออกปากซ้ำ

‘ไปก็ได้ค่า...’ มิราวัลย์ลากเสียงยั่ว ‘แหม...มีล่าก็แค่อยากมาทำความรู้จักกับคู่หมั้นของคุณที่ใคร ๆ ก็บอกว่าคุณแม่คุณปลื้มเท่านั้นเอง เผื่อจะมาขอเคล็ดลับบ้างว่าต้องทำตัวยังไง’ เธอเผยยิ้มเหมือนเด็ก ‘วีร์มายุ่งด้วยอย่างนี้ ไม่สนุกเลย มีล่ากลับดีกว่า’ เธอพูดจบก็หมุนตัวแกว่งกระเป๋าสะพายกลับไปทางเดิมง่าย ๆ

ชนวีร์มองตามหลังจนเห็นนักแสดงสาวขับรถออกไปพ้นหน้าบ้านแล้วจึงหันกลับมาทางสตรีที่ยังคงสวมแว่นกันแดดอันโตไว้ เอื้อมไปดึงมือเธอมากุมและบีบเบา ๆ

‘ผมขอโทษ ผมจะรีบจัดการกับเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด คุณเชื่อใจผมไหม’

หญิงสาวยังไม่ทันตอบคำถาม เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขัดจังหวะ ชนวีร์หลับตาลงด้วยความฉุนเฉียว เขาพ่นลมหายใจออกด้วยความหงุดหงิด

เมื่อลืมตา ชายหนุ่มกลับต้องกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อเรียกรวมสติ มือควานหาโทรศัพท์มือถือที่มักสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ต แต่กลับพบเพียงผ้าหนานุ่มของเสื้อยืดแขนยาวที่สวมอยู่เท่านั้น ชนวีร์เหลียวมองรอบกายสมองเริ่มรับรู้ว่าตรงหน้าไม่มีผู้หญิงสวมแว่นกันแดดหรือรถสีเหลืองสด ไม่มีมือนุ่มและสัมผัสอุ่นในอุ้งมือเขา มีเพียงผนังสีขาวรอบด้านเท่านั้น

ชายหนุ่มใช้เวลาตั้งสติชั่วครู่ จึงระลึกได้ว่าเขากำลังอยู่ที่โรงแรมในประเทศจีน เสียงโทรศัพท์ยังดังตลอดเวลา ทำให้เขาต้องเอื้อมหยิบโทรศัพท์ที่โต๊ะข้างหัวเตียงมากดรับสาย

“ชนวีร์ครับ”

“คิดถึงมีล่าไหมคะที่รัก” เสียงแจ้วดังขึ้นด้วยความสดชื่นร่าเริง

“มีล่าเองเหรอ ทำไมโทร.มาเช้าจัง ที่ลอนดอนเป็นยังไงบ้าง” ชนวีร์ถามด้วยน้ำเสียงงัวเงียพลางลุกขึ้นนั่งและดึงหมอนมารองหลัง พร้อมกับรู้สึกผิดหวังกรุ่น ๆ ในอารมณ์

วันนี้อุตส่าห์จำได้ว่าฝันถึงใคร มิราวัลย์ก็ดันประกาศก้องว่าไม่ใช่คู่หมั้นของเขา !

ชนวีร์ฟังเสียงแจ้วเล่าเรื่องราวของเธออย่างสนุกสนานอยู่ครู่ใหญ่ ก็ตัดบทด้วยการบอก “มีล่า ผมต้องวางสายแล้ว เอาไว้ค่อยคุยกันใหม่นะ อย่าลืมเที่ยวลอนดอนเผื่อผมด้วยละ เทคแคร์ครับ”

ชายหนุ่มเผ่นเข้าห้องน้ำไปจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว แวบหนึ่งที่เขานึกถึงความฝันของตัวเอง พยายามคิดว่ารถคันที่เห็นในฝันเป็นรถอะไร จำได้ลาง ๆ ว่าเป็นรถยนต์คันจิ๋ว...รถสีเหลือง !

แม้ความทรงจำบางส่วนจะขาดหาย แต่จากรูปทรงของรถที่ขนาดเล็กกว่าปกติ ในที่สุดชนวีร์ก็พึมพำกับตนเองด้วยอาการไม่ค่อยแน่ใจ

รถเล็กอย่างนั้น น่าจะเป็นมินิคูเปอร์

สมองเขาไล่เลียงถึงบรรดาคู่ควงหาคนที่ขับรถมินิสีเหลือง คำตอบที่ผุดขึ้นมาทำให้ชายหนุ่มถอนใจยาวอธิบายไม่ถูกว่าหนักใจหรือโล่งใจกันแน่!

ทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่าข้อสรุปนั้นถูกต้องเพียงใด ทว่าชนวีร์กลับพึมพำถามตัวเองราวกับละเมอ

มินตราเป็นคู่หมั้นของเขางั้นเหรอ !

รินรดาเข้าไปในห้องอาหารของโรงแรม และก็ชอบใจเมื่อเห็นซุ้มอาหารเช้าแบ่งเป็นสองโซน มีทั้งบริการแบบอเมริกันตามปกติ และอาหารเช้าแบบท้องถิ่น

หญิงสาวฉวยถ้วยใบเล็กมาตวงข้าวต้ม จากนั้นหยิบจานตักผักดองเป็นกับแกล้ม เมินถาดไข่เค็มผ่าครึ่งซีกที่วางพูนพะเนินไป เจ้าของร่างสูงเพรียวถือจานอาหารมาหาโต๊ะว่าง เธอมองไปรอบ ๆ เห็นกลุ่มหกคุณป้า กับอาจารย์เสน่ห์และภรรยากำลังพูดคุยกันอย่างออกรส รินรดานึกภาพตัวเองเข้าไปนั่งแทรกอยู่กลางวงผู้อาวุโสแล้วก็ล้มเลิกความคิด เดี๋ยวจะกลายเป็นไปทำให้เขางานกร่อยเปล่า ๆ

หญิงสาวแตะ ๆ ชิม ๆ อาหารอย่างละนิดละหน่อยก็รวบช้อน สะพายกระเป๋าเป้เตรียมออกจากห้องอาหาร เธอชะงักเมื่อได้ยินเสียงทักจากโต๊ะที่หลบมุมอยู่หลังเสาไม่ห่างจากทางเข้าออก

“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณหลิว” แพรพลอยโบกมือไหว ๆ

“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณพลอย” รินรดาหันไปทักทายต้นเสียง พร้อมกับก้มศีรษะให้สมาชิกอีกสองคนในครอบครัวของเธอตามมารยาท

“คุณหลิวอิ่มแล้วหรือคะ นั่งคุยกันก่อนไหม” ภรรยานักการทูตชี้ไปยังเก้าอี้ว่าง

หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ “ขอบคุณค่ะ แต่อย่าดีกว่า หลิวว่าจะไปถ่ายรูปที่หน้าโรงแรมน่ะค่ะ นี่คุณพลอยลงมานานแล้วหรือคะ”

“พลอยลงมาหลังคุณหลิวแป๊ปเดียวเอง ยังเห็นหลังคุณหลิวเข้าห้องอาหารไว ๆ อยู่เลย ทีแรกจะเข้าไปนั่งด้วยแล้ว แต่พี่วีร์อยากนั่งชมวิวตรงนี้ ก็เลยตามใจท่านน่ะค่ะ”

รินรดามองคนเอาแต่ใจ ก็เห็นเขากำลังสนทนากับภูมิโดยไม่มองมาทางเธอสักนิด

หญิงสาวพูดคุยกับแพรพลอยอีกเล็กน้อย แล้วจึงขอตัวอย่างสุภาพแยกไปตามความตั้งใจเดิม เพียงเหลือบเห็นเสื้อกันหนาวของชนวีร์ที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ เธอก็นึกถึงไออุ่นที่มันมอบให้เมื่อวาน รินรดาขยับจะยิ้มให้ความซ่า ป่วน และกวน ที่เธอทำไปอยู่พอดี

แต่แล้วทิชชูแผ่นใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะก็ทำให้เธอระลึกถึงกระดาษสีขาวอีกแผ่นหนึ่งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ...ใบหย่า !

หญิงสาวได้สติในทันที ต่างคนต่างอยู่อย่างนี้น่ะดีแล้ว

“พวกเราถ่ายรูปหมู่ดีกว่า จิตต์ ลื้อตัวสูงไปยืนริมโน่น อ้าว...หนูหลิวมาพอดี” พรประภาส่งเสียงกำกับลั่น พลางตะโกนเรียกรินรดา “หนูหลิวจ๋า ช่วยถ่ายรูปให้คนแก่หน่อยได้ไหมลูก ! ”

คนถูกเรียกเก็บสัมภาระใส่กระเป๋า แล้วมารับกล้องจากมือพรประภาแถมยังช่วยบอกบทโพสท่าให้ ‘สาว ๆ ’ ด้วยความสนุกสนาน หกสาวใหญ่กับหนึ่งสาวน้อยถ่ายรูปกันอยู่นาน กว่าพรประภาจะพอใจยอมรับกล้องคืนจากมือเธอแต่โดยดี

“ขอบใจนะจ้ะ หนูหลิว แหม...น่ารัก ไม่รำคาญคนแก่เสียงดัง” พรประภาดึงคนมีน้ำใจมายืนข้าง ๆ “อายุเท่าไหร่แล้วลูก สงสัยจะอ่อนกว่าลูกสาวคนเล็กของอี๊อีกนะนี่ เกิดปีมะแมหรือเปล่า” นางแทนตัวเองว่าอี๊ ตามประสาคนไทยเชื้อสายจีน พูดเสียงแจ๋วในฐานะหัวโจกของกลุ่ม

หญิงสาวส่ายหน้า รู้สึกเขินขึ้นมาเล็กน้อยที่ถูกมะรุมมะตุ้มอยู่กลางกลุ่มสตรีสูงวัย ทั้งที่เมื่อวานเพิ่งส่งยิ้มให้กันไม่กี่หน เธอพอจะเดาได้ว่าสมาชิกกลุ่มนี้ใจดีและเป็นมิตร แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะเจอการบุกประชิดตัว ชวนคุยอย่างสนิทสนมรวดเร็วอย่างนี้!

“หลิวเกิดปีระกาค่ะ อี๊” ความเป็นลูกคนจีน ทำให้การนับญาติ เรียกอี๊ กู๋ หรือเจ็ก กับผู้สูงอายุกว่าไม่เคยเป็นปัญหาของหญิงสาว

“อุ๊ย...หน้าเด็กจัง อย่างนี้ก็อ่อนกว่ายายซังลูกสาวนีแค่ปีเดียวเองน่ะสิ” ฉวีวรรณหันไปทางปรานี ซึ่งดูเรียบร้อยกว่าใครในหมู่เพื่อน

“นี่ถ้าลูกสาวอี๊มาด้วย คงเป็นเพื่อนกันพอดี” ปรานีบ่นแกมเสียดาย

“โอ๊ย ! ขืนอาซังมา ไอ้เจ้าลูกเขยเธอก็ต้องมาด้วย เด็ก ๆ มันคงสวีตกันให้คนแก่อิจฉาตาร้อนแย่ ให้ไปฮันนีมูนที่ยุโรปน่ะดีแล้ว” ศิริจิตต์ป้องปาก “ลูกสาวอี๊นีน่ะ เขาประกาศว่าจะแต่งก่อนสามสิบให้ได้ เดือนที่แล้วก็เลยรีบลงจากคาน ทันเส้นตายพอดี ว่าแต่หนูหลิวเถอะจ้ะ แต่งงานหรือยัง” ตอนท้ายประโยคศิริจิตต์วกมาถามไม่มีปี่มีขลุ่ย

สาวโสดกำลังฟังคนแก่คุยกันเพลิน ถึงกับเป่าลมออกจากปากด้วยความลืมตัว ผู้ใหญ่นี่เป็นยังไง ทำไมชอบถามคำถามนี้จัง ไม่คิดบ้างหรือว่าคนถูกถามอาจไม่อยากตอบก็ได้ !

“เนื้อคู่หลิวสงสัยยังไม่เกิดน่ะคะ เลยหากันไม่เจอสักที” เธอพูดติดตลก โดยไม่รู้ว่าคำตอบนั้นจะทำให้เกิดอะไรตามมา !

ชะรอยคำตอบจะถูกใจคนฟัง เพราะศิริจิตต์ตาโต ดึงมือหญิงสาวไปจับไว้ทันที “ดีจริง ยังโสดหรือลูก เพื่อนอี๊มีลูกชายตั้งหลายคน ไว้อี๊แนะนำให้รู้จักนะจ๊ะ”

หญิงสาวอยากคว้าคำพูดตัวเองกลับคืน แล้วตอบอะไรที่ปลอดภัยกับความสงบสุขของเธอกว่านี้ เอาอีกแล้ว ! ทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงชอบจับคู่ให้คนโสดกันนักนะ

แต่เท่าที่ทำได้กลับเป็นเพียง...

“ขอบคุณค่ะอี๊ แต่หลิวยังไม่พร้อมมีแฟนค่ะ งานหลิวเยอะมาก ขนาดจะหาเวลาให้ตัวเองยังแทบไม่มีเลย ขืนมีแฟน เขาคงทนหลิวไม่ได้แน่ ก็เลยอยากอยู่คนเดียวอย่างนี้ไปก่อน จะได้ทำงานได้ไม่ต้องมีห่วง”

พรประภายิ้มร่า บอกเด็กสาวคราวลูกด้วยน้ำเสียงเอ็นดู “พวกอี๊ก็พูดกันไปตามความเคยชินแหละจ้ะ ของอย่างนี้เราไม่ต้องไปรีบร้อนหาหรอกเนอะ ถึงเวลาเยวี่ยเหล่า[1]ก็ประทานเนื้อคู่มาให้เองแหละ”

ศิริจิตต์ที่ถูกเพื่อนกำราบด้วยสายตา พยักหน้าน้อย ๆ เป็นอันรู้กันกับหัวโจก

เด็กสมัยนี้หัวแข็ง ไปจับคู่ให้ตรง ๆ เดี๋ยวก็ดื้อรั้นขัดใจกันไปเท่านั้น สงสัยต้องเชื่อเจ้ภา คนนี้เขาจับคู่สำเร็จมาหลายรายแล้ว เอาละ ! วางเฉยไว้ก่อนก็ได้ !

เม็ดฝนหยาดเล็กแปรเป็นหิมะเกล็ดน้อยปลิวคว้างลอยทั่วท้องฟ้าระหว่างการเดินทางในเช้าวันที่สอง ทำให้เมื่อรถโค้ชจอดสนิท บรรดาพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนที่สวมเสื้อกันฝนต่างก็พากันวิ่งกรูมาเกาะประตูรถและส่งเสียงเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์ สินเปิดประตูไปเจรจาเพียงชั่วครู่ก็ถือร่มกลับมากางอวดคนบนรถ

“ร่มครับ ซื้อไว้กันหิมะไหม อันละสิบห้าหยวนเองครับ”

พรประภาช่วยต่อราคาแทนทุกคน จนตกลงราคาได้ที่อันละเจ็ดหยวน ซึ่งตกราวสามสิบห้าบาท ทุกคนในรถจึงพากันยกมือสั่งซื้อ เลือกสี เลือกลายกันเป็นที่สนุกสนาน

เมื่อ ‘ทรงเครื่อง’ เต็มอัตราถ้วนหน้าแล้ว สินก็สวมเสื้อกันฝนนำนักท่องเที่ยวฝ่าม่านหิมะบาง ๆ เข้าไปในวัดหลิงอิ่น โดยคอยเตือนให้ทุกคนระวังลื่นล้ม เพราะทางเดินบางช่วงมีน้ำแข็งเกาะและน้ำฝนเจิ่งนองเฉอะแฉะ หัวหน้าทัวร์ชาวจีนนำลูกทัวร์เรียงแถวเข้าไปในถ้ำแคบ ๆ ด้วยความระมัดระวังไม่ให้ศีรษะโขกเพดานที่ลาดต่ำกว่าปกติ

รินรดารีรออยู่ตรงปากถ้ำ จนสายพิณที่รั้งท้ายขบวนเพื่อดูแลไม่ให้ลูกทัวร์พลัดกับคณะเกิดความสงสัย “ไม่เข้าไปข้างในหรือคะ”

“ข้างในมีอะไรให้ดูหรือคะ” รินรดาย้อนถามแทนการตอบ

“ในถ้ำนี้มีรอยฝ่ามือของจี้กงที่ดันเขาลูกนี้เอาไว้น่ะค่ะ” สายพิณเห็นสีหน้าเผือดขาวของผู้หญิงตรงหน้า ก็เดาว่าลูกทัวร์คนนี้อาจจะมีอาการโฟเบี่ย[2]บางชนิด ไกด์สาวจึงขยายความ “ถ้ำนี้มันแคบเฉพาะตรงทางเข้าเองค่ะ ข้างในจะเป็นลานกว้าง สว่างด้วยค่ะ เราต้องเดินทะลุไปออกอีกฟากนึงของถ้ำ คุณหลิวให้จ๋าช่วยจูงไหมคะ”

รินรดาปฏิเสธ เธอหายใจเข้าลึกแล้วกลั้นใจก้าวตามสายพิณเข้าไปภายใน ขณะที่สินพาลูกทัวร์คนอื่นเดินทะลุถ้ำอีกด้านหนึ่งเพื่อไปชมจุดท่องเที่ยวถัดไปแล้ว สายพิณชี้ผนังหินพลางวาดมือบนอากาศ เพื่อให้รินรดาเห็นโครงร่างของรอยฝ่ามือที่ยุบลงในภูผาได้ถนัดตายิ่งขึ้น

“เขาลูกนี้ชื่อเฟยไหลค่ะ เป็นภาษาจีนแมนดารินแปลว่าเขาที่บินมา ตำนานบอกว่ามันลอยมาจากอินเดีย จี้กงท่านมีญาณวิเศษรู้ล่วงหน้าว่าเขาเฟยไหลจะมาตกที่หมู่บ้านนี้ ท่านก็เลยมาดันภูเขาให้หล่นลงที่นี่ ไม่ให้ไปทับชาวบ้าน ถ้าดูดี ๆ จะเห็นว่าผนังตรงนี้ยุบลงไปเหมือนมีฝ่ามือประทับอยู่ นี่แหละค่ะที่เชื่อกันว่าเป็นรอยมือของจี้กง”

รินรดามองรอยบุ๋มบนผนังด้วยความทึ่ง รีบส่งกล้องดิจิทัลให้สายพิณ “รบกวนคุณจ๋าถ่ายรูปให้หน่อยสิคะ หลิวจะไปยืนข้างรอยฝ่ามือเปรียบเทียบว่าคนสมัยก่อนตัวโตแค่ไหน ขนาดฝ่ามือยังสูงเกือบทั่วคนแน่ะ”

เมื่อทะลุอีกฟากของเขาเฟยไหลออกมา สองสาวก็เดินห้อยอยู่ท้ายขบวนเช่นเคย รินรดากวาดตามองบรรยากาศรอบวัดหลิงอิ่นด้วยความพอใจ เก๋งจีนที่เรียงรายอยู่ตลอดทาง และกองหินที่วางเรียงเป็นวงกลมกั้นแทนกระถางปลูกต้นไม้ข้างทางเป็นระยะดูกลมกลืนสวยงาม เกล็ดหิมะโปรยลงมาบางเบาทำให้สถานที่ตรงหน้าแลคล้ายภาพเขียน หญิงสาวหยิบกล้องขึ้นมามองผ่านจอแอลซีดีเพื่อเล็งหามุมที่ต้องการ

ทันทีที่กดชัตเตอร์ ภาพทิวทัศน์ที่เธอถ่ายไว้ก็ผุดขึ้นที่จอเล็ก ๆ ของกล้อง แต่บางอย่างในนั้นกลับผิดปกติ ครั้นหญิงสาวกะพริบตา ภาพแปลก ๆ นั้นก็หายไป !

แม้นิมิตเมื่อครู่จะเกิดขึ้นเพียงแวบเดียว แต่ภาพชนวีร์นั่งเท้าแขนยันพื้นไว้โดยมีเลือดไหลออกมาจากหางคิ้วข้างขวา กลับติดตาหญิงสาวอย่างประหลาด

รินรดาก้มลงมองจอแอลซีดีอีกครั้ง ก็เห็นแต่รูปเก๋งจีนเรียงรายและโขดหินที่กั้นกอดอกไม้เท่านั้น

ทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร แต่หญิงสาวกลับ ‘รู้สึก’ ว่าเหตุการณ์นั้นจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน เธอลนลานเก็บกล้องใส่เป้ แล้วรีบวิ่งไปยังจุดที่เห็นร่มสีกากีลายตารางของชายหนุ่มไหว ๆ อยู่ตรงหน้า พร้อมกับตะโกนเรียก

“คุณชนวีร์ ! ”

ท้องฟ้าที่ค่อนข้างมืดครึ้ม และสายฝนที่โปรยปรายลงมาตลอดทำให้บรรยากาศรอบด้านแลหดหู่ มองทางข้างหน้าได้ไม่ชัดนัก ชนวีร์ยึดร่มลายดอกไม้สีหวานของแพรพลอยที่โดดเด่นอยู่ท่ามกลางร่มตุ่นเบื้องหน้าเป็นหลักเพื่อไม่ให้พลัดหลงกับคณะ เขาก้าวเท้าตามกลุ่มที่กำลังมุ่งหน้าสู่เจดีย์อินเดียแห่งวัดหลิงอิ่นไปเรื่อย ๆ ปล่อยความคิดให้ไหลเลื่อนไปโดยไม่ควบคุม

ภาพฝันเลือนรางตอนรุ่งสางทำให้ชายหนุ่มสับสน ถ้อยคำจากน้ำเสียงเจื้อยแจ้วของมิราวัลย์ติดหูอย่างน่าประหลาด ลูกสาวเจ้าของบ้าน - แผนงานที่วางไว้ - คู่หมั้นที่แม่ปลื้ม ทุกถ้อยคำในฝันบ่งชี้ว่าคู่หมั้นของเขาคือมินตรา !

กระนั้นเขายังจำความกระวนกระวาย และรอยอาทรที่มีต่อความรู้สึกของสตรีผู้นั้นได้แม่นยำเช่นกัน

ชนวีร์หายใจเข้าลึกรู้สึกใจชื้นขึ้นบ้าง เมื่อค่อนข้างอุ่นใจว่าเขาไม่ได้ถูกบังคับให้หมั้นหมาย ชายหนุ่มมั่นใจว่าเขารักเจ้าของรถสีเหลืองคนนั้นแน่นอน

ที่สำคัญที่สุดก็คือ สัมผัสจากอุ้งมือนุ่มของเธอผู้นั้นเหมือนกับมือผู้หญิงในฝันที่ประคองใบหน้าเขาไว้และทอดเสียงอ่อนหวานเรียก ‘คุณสามี’ ไม่ผิดเพี้ยน !

“คุณชนวีร์ ! ” เสียงที่ร้องเรียกชื่อเขาดึงให้ชายหนุ่มหลุดจากภวังค์ ทันใดนั้นเอง

ความทรงจำหนึ่งก็วาบขึ้นราวกับสายฟ้า

ภาพความฝันที่ปรากฏในความทรงจำ คือเขายืนอยู่ริมผาแกรนด์แคนยอนเคียงข้างสตรีผู้หนึ่ง เธอกำลังป้องปากตะโกน ‘คุณชนวีร์ คนบ๊อง กวนประสาท ! ’

ถ้อยคำที่สะท้อนกังวานขึ้นเป็นระลอกนั้นไม่มีนัยใดกับเขาทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกถึงความปีติที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจกลับเป็น ‘น้ำเสียง’ นั้นต่างหาก !

 เสียงที่ตะโกนเรียกชื่อเขา ทั้งน้ำเสียงและสำเนียงฟังคล้ายกับผู้หญิงในฝันคนนั้นเหลือเกิน !

เขา ‘เชื่อ’ ว่าเจ้าของเสียงทั้งสองต้องเป็นคนเดียวกันแน่

ชนวีร์ก่อนยิ้มกริ่มครึ้มอกครึ้มใจ

เมื่อวานเขาเห็นรินรดาอยู่ ณ จุดเดียวกับภาพที่เขาเคยฝันถึงทะเลสาบซีหู มาวันนี้ถ้อยคำน้ำเสียงเธอก็ละม้ายคล้ายที่เขาเคยได้ยินจากในฝันมาก่อนเช่นกัน

ใกล้แล้ว...ขอเวลาพิสูจน์อีกนิด เขาก็พร้อมจะมั่นใจ ว่าเธอคือผู้หญิงคนที่อยู่ในความฝันของเขา ผู้หญิงคนที่จะเข้ามาเติมชีวิตเขาให้เต็มสมบูรณ์เสียที !

ทั้งที่สินก็เตือนแล้วเตือนอีกว่าอย่าประมาทพื้นลื่น แต่ชายหนุ่มกลับมัวแต่ตื่นเต้นยินดีจนลืมระมัดระวังตัวเสียสนิท น้ำแข็งบาง ๆ จากหิมะที่ตกลงมาเป็นระยะ เคลือบพื้นหินจนลื่นปลาบ

ชนวีร์ซึ่งหมุนขวับกลับมาทางต้นเสียงกะทันหันจึงเสียหลักซวนเซ เป็นเวลาเดียวกับที่รินรดายื่นมือมาคว้าท่อนแขนแข็งแกร่งนั้นไว้ได้ทัน แต่เพราะน้ำหนักที่แตกต่างและแรงเฉื่อยจากการหมุน ทำให้หญิงสาวทานแรงไม่ไหว ชนวีร์จึงร่วงลงไปกองกับพื้นขณะที่แขนขวายื่นออกไปยันไว้เพื่อช่วยทรงตัวโดยอัตโนมัติ

“โอ๊ะ ! ” เขาอุทานเบา ๆ

รินรดาใจหายวาบ ถ้าเธอไม่เรียกเขาไว้ เขาก็ไม่ต้องหันกลับมา และไม่หกล้ม ! ตกลงเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาบาดเจ็บหรือนี่ !

ภูมิกับแพรพลอยได้ยินเสียงเรียกชื่อพี่ชายแว่ว ๆ จึงหันไปมองพร้อมกัน แล้วก็เห็นชนวีร์นั่งกองอยู่บนพื้น โดยมีรินรดาคว้าแขนด้านหนึ่งของเขาไว้ ผู้เป็นน้องชายรีบแทรกตัวผ่านผู้คนเข้าไปช่วยพี่ชาย

ชนวีร์กัดริมฝีปาก กระนั้นเสียงครางด้วยความเจ็บปวดก็ลอดมาให้ได้ยินอยู่ดี ภูมิชะงักมือที่จะคว้าแขนคนเจ็บ เดาได้ว่าภายใต้เสื้อกันหนาวเนื้อหนา หัวไหล่ของพี่ชายคงจะเห็นแนวกระดูกปูดโปนขึ้นมาแน่นอน

“ไหล่หลุดหรือพี่วีร์” ภูมิถามย้ำเพื่อความมั่นใจ

ชนวีร์พยักหน้า พยายามหายใจเข้าลึก รู้สึกถึงอาการปวดหนึบที่หัวไหล่จนขยับแขนไม่ได้

ภูมิเข้าไปยืนด้านหลังพี่ชาย สอดแขนไปใต้รักแร้แล้วโอบดึงให้ชนวีร์ลุกขึ้นยืน เสียงกัดฟันข่มความเจ็บปวดของพี่ชายทำให้เขาต้องหันไปทางภรรยา

“พลอย มีผ้าพันคอบาง ๆ ไหม ผมจะทำสายคล้องไหล่ยึดแขนพี่วีร์ไว้ชั่วคราว”

แพรพลอยยังไม่ทันได้เปิดกระเป๋าสะพาย รินรดาก็กระตุกผ้าพันคอของตัวเองออกมาส่งให้

“นี่ค่ะ ใช้อันนี้ก็ได้”

สายพิณซึ่งเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น รีบรุดไปตามหาหัวหน้าทัวร์ทันที ไม่นานสินก็เข้ามาสมทบกับลูกทัวร์ชุดที่มีปัญหา

“ไปโรงพยาบาลกันเถอะสิน เร็วเข้า ! ” รินรดาออกปากเมื่อเห็นหน้าไกด์ชาวจีน น้ำเสียงผู้พูดแฝงความกังวลอยู่ชัดเจน ยิ่งเห็นคนเจ็บยืนหน้าเผือดอยู่ข้าง ๆ เม้มปากแน่นข่มความเจ็บปวดเธอก็ยิ่งกระวนกระวาย

หญิงสาวไม่เคยรู้เลยว่าในยามที่ไม่ได้ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกไว้ หัวใจเธอจะสามารถอาทรใครได้มากถึงเพียงนี้

“งั้นให้จ๋าอยู่ที่นี่ดูแลลูกทัวร์ต่อ แล้วผมจะพาคุณไปโรงพยาบาลเอง” มัคคุเทศน์หนุ่มแจ้งให้ลูกทัวร์คนอื่นทราบ โดยเอ่ยประโยคสุดท้ายกับคนเจ็บ

“ฉันจะไปโรงพยาบาลกับคุณด้วย” รินรดาประกาศ ยึดแขนข้างดีของชนวีร์ไว้มั่นเพื่อยืนยันความตั้งใจ

“คุณหลิวไปกับคณะเถอะครับ เดี๋ยวผมกับพลอยดูแลพี่วีร์เอง” ภูมิปฏิเสธน้ำใจของหญิงสาว

รินรดาปฏิเสธด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้พี่ชายคุณบาดเจ็บ ขอให้ฉันรับผิดชอบกับเรื่องนี้บ้างเถอะค่ะ” เธอแลกหมายเลขโทรศัพท์มือถือกับภูมิ “คุณภูมิไม่ต้องไปก็ได้ค่ะ เดี๋ยวพบหมอแล้ว ฉันจะโทร.มาแจ้งผลให้ทราบเอง”

 

[1]  เยวี่ยเหล่า หรือ เฒ่าจันทรา เป็นกามเทพของจีน ท่านจะผูกด้ายแดงไว้ที่ปลายนิ้วของคนที่เป็นเนื้อคู่กัน

[2] โฟเบี่ย (Phobia) โรคกลัว หรือความกลัว เช่น กลัวที่แคบ กลัวที่มืด หรือกลัวความสูง เป็นต้น

 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

 

ภาพรักในฝัน เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

ตอนนี้สิริณนำมาจัดทำเป็นฉบับอีบุ๊ก

หยิบมาโพสต์ให้ทดลองอ่านก่อนตัดสินใจซื้อค่ะ

สิริณจะลงให้อ่านจนจบ แล้วลบครึ่งเล่มนะคะ

 

ภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท

mebmarket >>>http://bit.ly/2U5XWXu

ookbee >>>http://bit.ly/2YTz2Oh

Hytexts >>>http://bit.ly/2I59t7z

 

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น